[ทดลองอ่าน] ปักรักลายบุปผา บทที่ 6

ปักรักลายบุปผา 

繁花盛宴

เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่ง 月下蝶影 เขียน

กระต่ายน้อยของอิงอิง แปล

 

_________________________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

_________________________________________

 

6

 

ในบรรดาเรื่องราวมากมายที่คนยอมละทิ้งศีลธรรมเพื่อเงินทอง เรื่องธรรมดาๆ นี้จึงกลายเป็นเรื่องน่าประทับใจ

ในโพสต์เวยปั๋วยาวเหยียดนี้ บล็อกเกอร์ได้โพสต์ภาพแผ่นหลังของชายวัยกลางคนผู้นั้น และสิ่งของต่างๆ ที่เขาซื้อให้ภรรยา รวมทั้งผ้านวมลายมังกรหงส์มงคลด้วย

หลังจากชาวเน็ตเห็นรูปผ้านวมลายมังกรหงส์มงคลก็เกิดความสงสัยขึ้นมา

ชาวเน็ตผู้ตั้งข้อสงสัย : [นี่เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจมาก แต่มันเวอร์ไปหน่อย คนทั่วไปอาจดูไม่ออก คิดว่าผ้านวมที่เป็นงานปักแบบนี้จะทำเสร็จได้ภายในสองสามวัน ที่บ้านฉันมีคนที่สนใจงานปักผ้า ฉันก็เลยพอจะเข้าใจอยู่บ้าง ลายหงส์มังกรบนผ้าประณีตและสมจริงมาก ไม่ใช่งานที่ช่างฝีมือทั่วไปจะทำได้ ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่ช่างฝีมือระดับซิ่วซือจะยอมเร่งวันเร่งคืนปักให้ ต่อให้ซิ่วซือยอม ราคาก็ต้องสูงมาก ไม่ใช่ราคาที่ครอบครัวที่มีฐานะระดับนี้จะจ่ายไหว]

ชาวเน็ต A : [เมนต์บนที่บอกว่าเรื่องนี้โอเวอร์เกินไป สงสัยจะอ่านไม่ละเอียดสินะ บล็อกเกอร์เจาะจงบอกไว้ในบทความเลยว่า ผ้านวมมังกรหงส์ผืนนี้ เจ้าของร้านปักผ้าเร่งทำให้เพื่อสามีภรรยาคู่นี้โดยเฉพาะ และรับเงินแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น]

ชาวเน็ต B : [พูดตามตรงเลยนะ ผ้านวมมังกรหงส์ในความคิดของฉัน เป็นของที่ทั้งเชยทั้งน่าเกลียด โบราณล้าสมัย แต่ผ้านวมมังกรหงส์ในรูปนี้ นอกจากจะดูไม่เชยแล้ว ยังสวยหรูมาก ลบความรู้สึกเดิมๆ ที่ฉันเคยมีออกไปเลย]

ชาวเน็ต D : [บางที…นี่อาจเป็นเสน่ห์ของศิลปะแบบดั้งเดิมหรือเปล่านะ]

เรื่องราวในเวยปั๋วนี้ บางคนก็รู้สึกซาบซึ้งกับความรัก บางคนก็รู้สึกนับถือในความรับผิดชอบ บางคนก็พูดถึงศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา ในสังคมปัจจุบัน ชีวิตดำเนินไปอย่างรวดเร็วภายใต้ความตึงเครียด ผู้คนต่างใส่หน้ากากเข้าหากัน แสร้งทำตัวเป็นคนดีตามกรอบเกณฑ์ของสังคม แต่พออยู่ในโลกโซเชียลก็หัวเราะนินทากันสนุกสนาน เป็นพวกเกรียนคีย์บอร์ด คอมเมนต์โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น

พวกเขาประทับใจกับความรักของคนอื่น แต่กลับไม่กล้าทุ่มเทเพื่อความรักของตัวเอง

ในสังคมมีคนหลายประเภท บางคนก็จน บางคนก็รวย

ในงานเลี้ยงกลางคืนสุดหรู ชายหญิงแต่งกายสวยงามเดินขวักไขว่ หาลู่ทางผูกสัมพันธ์เพื่อความร่วมมือที่ให้ผลประโยชน์มากขึ้น การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย บริษัทใหญ่ที่เป็นที่รู้จักได้รับการยอมรับจากผู้คนย่อมได้เปรียบทางการตลาด ส่วนบริษัทใหม่ก็เหมือนกับหน่อไม้ที่ผุดขึ้นจากดินหลังฝนในฤดูใบไม้ผลิ มีวิธีการขายและโปรโมตสินค้ามากมายนับไม่ถ้วน พอถึงช่วงเทศกาลหรือปีใหม่ ก็พยายามหาวิธีดึงดูดลูกค้าให้ได้มากๆ เพื่อให้ได้ยอดขายตามที่ตั้งเป้า

การใช้ชีวิตในโลกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลู่จยามางานเลี้ยงกับเพื่อน เมื่อก่อนเขาทำธุรกิจรับซื้อของเก่า ต่อมาทำเงินได้บ้างจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จึงเปิดบริษัทของตัวเอง ผันตัวเป็นผู้ประกอบการอย่างจริงจัง ช่วงที่ผ่านมาเขาเคยลงทุนพลาดและสูญเงินไปไม่น้อย

“น้องชาย ไม่ใช่ว่าพี่ไม่ช่วยนะ แต่โครงการนี้ของนายต้องลงทุนก้อนโต แถมยังไม่มีอะไรมารับประกันว่าจะได้กำไรคืนมาอีก” เพื่อนร่วมวงการธุรกิจที่เคยเรียกกันเป็นพี่เป็นน้องกับเขา พอได้ยินว่าเขาจะมาหาเงินทุน ก็บ่นขึ้นมาทันที “สินทรัพย์ฉันก็มีอยู่นิดหน่อย จะไปมีกำลังลงทุนโครงการนี้ได้ยังไงล่ะ”

ได้ยินอีกฝ่ายปฏิเสธ หลู่จยาก็กระดกแชมเปญจนหมดแก้ว พยายามฝืนยิ้มพูดว่า “ฉันรู้ว่าทุกคนก็ลำบาก”

เห็นท่าทีแบบนี้ของหลู่จยา เพื่อนของเขาก็รู้สึกผิดนิดๆ จึงดึงตัวเขามาข้างๆ กระซิบบอกว่า “ฉันจะบอกอะไรให้นาย เรื่องจริงรึเปล่าฉันก็ไม่กล้ารับรอง ได้ข่าวว่ากุมารซ่านไฉ [1] ที่เป็นเจ้าสัวดังมาร่วมงานนี้ด้วย ถ้าเกิดเขาสนใจโครงการนายขึ้นมา เรื่องเงินน่ะ แค่เขาพูดคำเดียว นายก็ได้มาทันที”

“กุมารซ่านไฉเหรอ” หลู่จยายิ้มเจื่อน “ในวงการนี้จะไปมีกุมารซ่านไฉได้ยังไง”

ในวงการที่แก่งแย่งกันเพื่อผลประโยชน์ มีใครบ้างที่ไม่รีดนาทาเร้นคนอื่น

เห็นหลู่จยาไม่เชื่อ เพื่อนนักธุรกิจจึงรีบพูดต่อ “ก็เผยเยี่ยนไง คนที่ได้มรดกก้อนโตน่ะ”

ความที่เป็นแค่นักธุรกิจทั่วๆ ไป หลู่จยาจึงไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับพวกเจ้าพ่อวงการสักเท่าใด เขาเคยได้ยินชื่อเผยเยี่ยน แต่รู้แค่ว่าคนคนนี้โชคดีมาก หลังจากพ่อแม่จากไป เขาก็ได้มรดกมหาศาลชนิดที่ว่าชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีวันใช้หมด

เพราะว่าเขารวยมากเลยก็เลยถูกเรียกว่ากุมารซ่านไฉงั้นเหรอ

ระหว่างที่กำลังคิด เพื่อนก็กระตุกแขนเสื้อเขา “นั่นไงๆ เผยซ่านไฉมาแล้ว”

หลู่จยาหันไปมองด้วยความใคร่รู้ เห็นแค่ผู้ชายในชุดสูทกลุ่มหนึ่งคอยห้อมล้อมคุ้มกันชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหมดจดหล่อเหลา กำลังก้าวเท้าเข้ามาอย่างเนิบช้า แต่เพราะรูปร่างสูงใหญ่ เวลาเดินกับผู้ชายคนอื่นๆ จึงดูโดดเด่น เหมือนนกกระเรียนในฝูงไก่ [2]

“ถ้าวันนี้นายโน้มน้าวเขาได้นะ โครงการนายไม่มีปัญหาแน่นอน”

ได้ยินคำพูดนี้ หลู่จยาก็พุ่งตัวออกไปข้างหน้าสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัวเหมือนถูกผีผลัก

“คุณเผยครับ นี่ลูกสาวผม เธอเชี่ยวชาญเรื่องไวน์มาก ให้เธอช่วยแนะนำไวน์ให้คุณดีมั้ยครับ…”

“ไม่ต้องหรอก” เผยเยี่ยนตัดบท “ผมไม่ชอบไวน์”

ชายที่เปิดบทสนทนารู้สึกเก้อนิดๆ เขาหันไปมองลูกสาวที่อยู่ด้านหลัง แล้วพาเธอออกจากกลุ่มคน

“คุณเผยครับ” ไม่นานก็มีผู้กำกับคนหนึ่งถือแก้วไวน์มาตรงหน้าเผยเยี่ยน “คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะโชคดีได้เจอคุณที่นี่”

เผยเยี่ยนมองเขาแต่ไม่พูดอะไร

“นี่คือพระ-นางละครเรื่องใหม่ของเราครับ ทั้งสองคนชื่นชมคุณมานานแล้ว ผมเลยพามาชนแก้วกับคุณ” ผู้กำกับเห็นเผยเยี่ยนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จึงยิ้มพยักพเยิดให้นักแสดงทั้งสองมาร่วมชนแก้ว

“ผมเคยเจอนักแสดงนำชายคนนี้แล้ว” เผยเยี่ยนรับไวน์จากบริกรมาจิบ “เรื่องที่คุณแสดงเป็นปีศาจสุนัขสนุกมาก”

ทั้งผู้กำกับและนักแสดงสาวต่างหันไปมองนักแสดงหนุ่ม พวกเขาได้แต่ยิ้มไม่กล้าพูดอะไร เรื่องที่เขาแสดงเป็นปีศาจสุนัขเป็นผลงานเมื่อสิบปีที่แล้วตอนที่เขาเพิ่งจะเข้าวงการใหม่ๆ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเครื่องแต่งกายและฉากที่คุณภาพต่ำ ตัวเขาในละครยังอัปลักษณ์มาก ดังนั้นช่วงหลายปีมานี้ เวลามีใครเอ่ยถึงบทบาทนี้ต่อหน้า เขาจะไม่พอใจทุกครั้ง คนในวงการส่วนใหญ่ต่างก็รู้เรื่องนี้ดี

“คุณเผยจำบทบาทที่ผมเคยแสดงได้ รู้สึกเป็นเกียรติมากครับ” นักแสดงหนุ่มที่ปกติวางตัวเย่อหยิ่ง ไม่เพียงไม่โมโห แต่ยังถึงขนาดยิ้มกว้าง ดื่มไวน์ในมือรวดเดียวจนหมด

ในที่สุดเผยเยี่ยนก็ยิ้มออกมา พยักหน้าให้ผู้กำกับพลางพูดว่า “คุณเลือกนักแสดงได้ไม่เลว ถ้ายังขาดเงินทุนก็ติดต่อผู้ช่วยผมได้”

“ขอบคุณคุณเผยมากครับ ขอบคุณมาก” ผู้กำกับเอ่ยขอบคุณไม่หยุด หันไปเห็นนักแสดงสาวยังจ้องเผยเยี่ยนไม่ละสายตา ก็รีบดึงเธอไปข้างหลังตัวเอง “ผมไม่รบกวนเวลาของคุณแล้วครับ ขอตัวก่อนนะครับ”

“อืม” เผยเยี่ยนพยักหน้ารับน้อยๆ ขยับเน็กไทให้คลายลงเล็กน้อย เดินไปอีกทางท่ามกลางกลุ่มคนที่รายล้อม

คนที่เบียดเข้าไปไม่ได้ต่างก็อิจฉาผู้กำกับ คิดไม่ถึงว่าจะมีคนได้เงินทุนจากกุมารซ่านไฉรวดเร็วขนาดนี้

“ผู้กำกับ เมื่อกี้คุณเผยเพิ่งรับปากว่าจะให้เงินทุนเรา แต่คุณกลับปล่อยเขาไปง่ายๆ คุณเผยจะไม่คิดว่าเราข้ามแม่น้ำรื้อสะพาน [3] เหรอคะ” นักแสดงสาวได้สติกลับมาก็รีบประจบผู้กำกับ “ผู้กำกับเก่งจังเลยค่ะ คนตั้งเยอะยังไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้คุยกับคุณเผยเลย”

“คุณเผยคนนี้อารมณ์ไม่แน่นอน และไม่สนใจวงการบันเทิงด้วย ยิ่งนิสัยใจคอสไตล์การทำงานยิ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ คุณก็อย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่านะ” พูดจบ ผู้กำกับก็เอามือตบไหล่นักแสดงหนุ่ม “โอกาสครั้งนี้ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ต่อไปอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูดต่อหน้าสื่อมวลชน คุณน่าจะรู้ดี”

นักแสดงหนุ่มพยักหน้า

เมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์มหาศาล อดีตที่เคยเกลียดชัง ก็กลายเป็นความทรงจำที่น่าจดจำที่สุดได้

ในที่สุดหลู่จยาก็เชื่อว่าเพื่อนไม่ได้โกหก เพราะตั้งแต่เผยเยี่ยนปรากฏตัว ก็มีแต่ผู้คนเข้าไปรายล้อม มีหลายคนอยากเข้าไปคุยกับเขา แต่ก็หาโอกาสไม่ได้

หลังจากงานเลี้ยงจบลง หลู่จยาก็เดินออกประตูใหญ่ของโรงแรมอย่างท้อแท้ใจ เขาต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเพื่อที่จะได้มาร่วมงานนี้ แต่สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลว ไม่ได้อะไรกลับไปเลย

ลมหนาวยามค่ำคืนพัดมาเบาๆ เขาเดินไปจวนจะถึงรถของตัวเองที่ลานจอดรถ ก็ได้ยินเสียงดังโครม ดูเหมือนจะดังมาจากลานจอดรถโซนบี เขาลังเลอยู่สักพัก จึงตัดสินใจเดินไปที่โซนบี เห็นพนักงานทำความสะอาดใส่เสื้อกั๊กสีส้มล้มอยู่ที่พื้น รถเข็นที่ใช้ใส่อุปกรณ์ทำความสะอาดและถังขยะก็ระเนระนาด โชคดีที่ในนั้นมีขยะไม่มากนัก

หลู่จยาไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่พอนึกถึงเมื่อหลายปีก่อนที่เขาอาศัยเก็บของเก่าขายเพื่อเลี้ยงชีวิต หิวจนเป็นลมข้างถนน แล้วมีพนักงานทำความสะอาดสองสามคนช่วยพยุงเขา แถมยังซื้อข้าวให้เขากินด้วย จึงทำใจมองข้ามไปไม่ได้

“คุณเป็นอะไรมั้ยครับ” เขายกรถเข็นที่ล้มลงไปขึ้นมา กังวลว่าพนักงานทำความสะอาดอาจจะกระดูกหักจึงไม่กล้าเคลื่อนย้ายเขา “ให้ผมช่วยเรียกรถพยาบาลให้มั้ยครับ”

“ไม่ต้องครับ ไม่ต้อง” พนักงานทำความสะอาดอายุราวๆ ห้าสิบกว่าโบกมือห้าม “ผมไม่เป็นไรครับ แค่ไม่ทันระวังเลยล้มลงไป” เห็นหลู่จยาใส่สูทแต่งตัวสุภาพดูดี พนักงานทำความสะอาดจึงบอกว่า “รถเข็นมันสกปรกนะ ทำให้เสื้อผ้าคุณเลอะเปล่าๆ ครับ”

“ใส่เสื้อผ้าดีๆ แล้วมีประโยชน์อะไรล่ะ” หลู่จยาถลกแขนเสื้อขึ้น ก้มลงประคองพนักงานทำความสะอาดขึ้นมา แล้วช่วยเขาเก็บขยะที่เกลื่อนพื้นใส่รถเข็นด้วย “นี่ก็ดึกมากแล้ว ตอนเดินกลับไปต้องระหน่อยนะครับ”

“ขอบคุณครับ ขอบคุณ” พนักงานทำความสะอาดเอ่ยขอบคุณหลู่จยาไม่หยุด เขาล้วงทิชชูในกระเป๋าเสื้อออกมาให้หลู่จยาเช็ดมือ

“ไม่เป็นไรครับ” ได้ยินคนทำความสะอาดพูดขอบคุณไม่หยุด หลู่จยาก็รู้สึกดีขึ้นมาทันที ก็แค่บริษัทอาจจะเจ๊งไม่ใช่เหรอ เมื่อก่อนฉันยังรอดมาได้ด้วยอาชีพเก็บขยะเลย ตอนนี้มีทั้งบ้านมีทั้งรถ ยังต้องกลัวว่าจะไม่รอดอีกเหรอ

“นี่” รถสปอร์ตสีแดงเพลิงคันหนึ่งขับมาจอดตรงหน้าเขา เมื่อหน้าต่างรถเลื่อนลง ก็เห็นใบหน้าอันคุ้นเคย “คืนนี้คุณเอาแต่ป้วนเปี้ยนใกล้ตัวผมตลอด อยากให้ผมให้เงินทุนคุณใช่มั้ย”

หลู่จยามองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “คุณ…คุณเผยเหรอครับ”

เผยเยี่ยนเลิกคิ้ว ทำท่าว่าไม่อยากพูดมาก ยื่นนามบัตรให้เขา “พรุ่งนี้โทร.มาเบอร์นี้ จะมีคนคุยเรื่องการร่วมโครงการกับคุณ

จนกระทั่งรถสปอร์ตสีแดงขับออกไปแล้ว หลู่จยาก็ยังยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น

ตอนอยู่ในงานเลี้ยง คุณเผยเห็นฉันพยายามจะเบียดเข้าไปหาตลอดงั้นเหรอ

ให้โทร.ไปคุยเรื่องการร่วมมือในโครงการ ก็เท่ากับว่า…บริษัทฉันจะไม่เจ๊งแล้วใช่มั้ย

 

[1] “ซ่านไฉถงจื่อ” หรือพระสุธนกุมาร เป็นผู้รับใช้ฝ่ายชายของพระโพธิสัตว์กวนอิน ตำนานเล่าว่าเมื่อเกิดมาก็มีแก้วแหวนเงินทองและรัตนะอันมีค่าผุดขึ้นมาจากพื้นดินเป็นที่อัศจรรย์ ชาวเมืองกัมปิละพากันสรรเสริญในบุญญาธิการของพระกุมาร จึงให้นามนี้ ซึ่งมีความหมายว่าผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์

[2] หมายถึง ผู้สูงศักดิ์ท่ามกลางผู้ต่ำต้อย

[3] เป็นสำนวน หมายถึง เมื่อบรรลุเป้าหมาย ก็ถีบส่งผู้ช่วยเหลือ

ใส่ความเห็น