[ทดลองอ่าน] ปักรักลายบุปผา บทที่ 7

ปักรักลายบุปผา 

繁花盛宴

เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่ง 月下蝶影 เขียน

กระต่ายน้อยของอิงอิง แปล

 

_________________________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

_________________________________________

 

7

 

เพื่อเร่งปักงานลายปลาคาร์ปที่ลูกค้าสั่งให้เสร็จ สองสามวันมานี้ฮวาจิ่นจึงปิดร้านช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ถานหยวนอยากอยู่เป็นเพื่อน แต่ป้าเกากับลุงถานอยู่บ้านกันตามลำพังน่าเป็นห่วง เธอจึงให้ถานหยวนกลับไปก่อน

หลังจากตรวจเครื่องใช้ไฟฟ้า ปลั๊กไฟ สวิตช์ต่างๆ ในร้านแล้ว ฮวาจิ่นก็ใส่กุญแจประตูร้าน จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนสบถด่าอยู่ไม่ไกล

“ไอ้เวรเผยเยี่ยนมันไม่ใช่คน น้องชายฉันถูกรถชนต้องนอนโรงพยาบาล มันมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล วางท่าอย่างกับคนใหญ่คนโต ไม่รู้มันมาเยี่ยมคนเจ็บหรือมาดูเรื่องสนุกกันแน่”

เธอหันไปมองทางต้นเสียง ใต้แสงไฟถนน มีชายใส่แจ็กเก็ตหนังคนหนึ่งกำลังคุยโทรศัพท์ สีหน้าเคียดแค้นเหมือนอยากไปเอาเรื่องใคร

คนคนนี้ท่าทางเป็นคนเจ้าอารมณ์ ไม่สนใจสายตาใคร ถึงได้ยืนตะเบ็งเสียงด่าคนอื่นข้างถนนได้

“ไอ้หน้าโง่นั่นนอกจากรวยกับหน้าตาดีแล้ว มันมีอะไรเจ๋งบ้าง”

ฮวาจิ่นยืนเงียบๆ ตรงหัวมุมถนน เธอรู้สึกว่าคนที่รวย แถมยังหน้าตาดี ความจริงแล้วเจ๋งจะตายไป

หนุ่มแจ็กเก็ตหนังยังด่าไม่หยุด ฮวาจิ่นยืนพิงกำแพงฟังเขาเงียบๆ งานยุ่งมาทั้งวัน การได้ยืนฟังคนสบถด่าอยู่ข้างถนนแบบนี้ ดูเหมือนจะช่วยให้เธอผ่อนคลายอารมณ์ได้บ้าง ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้ชายคนนี้ด่าได้มีสไตล์ ออกท่าออกทางได้อารมณ์มาก ถ้าคนที่ถูกเขาด่ามายืนฟังอยู่ตรงนี้ เขาต้องถูกอัดตายแน่ๆ

รถสปอร์ตสีแดงตีโค้งเข้ามาจอดใต้ไฟถนนอย่างสวยงาม

พอเห็นคนในรถถนัดตา เฉินเซินก็อ้าปากค้าง “คุณ…คุณเผย?” เขายิ้มเจื่อน “ผมกำลังชมจันทร์อยู่น่ะครับ”

“อ้อ?” เผยเยี่ยนเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดสนิท “ท่าทางสายตาคุณจะดีมากนะ”

เฉินเซินเงยหน้ามองท้องฟ้า ก็พบว่าคืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ไม่เห็นพระจันทร์เลยสักนิด บรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นมา

“คืนนี้อากาศร้อนมากจนเหงื่อตกเลยสินะ” เผยเยี่ยนก้าวลงจากรถ ถอดเสื้อสูทโยนเข้าไปในรถ เดินไปหาเฉินเซิน แล้วตบไหล่เขา “หืม?”

“ปะ…เปล่าครับ” เฉินเซินยิ้ม “คุณเผยมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ”

“ถนนอีกเส้นมันติด ก็เลยเปลี่ยนมาทางนี้ เพราะถนนเส้นนี้ไม่ค่อยมีคนผ่าน ผมไม่ใช่พวกชอบขับรถเร็ว พอขับช้าๆ ก็เลยเห็นคุณ” ราวกับเผยเยี่ยนไม่รับรู้ถึงความกระวนกระวายของเฉินเซิน “ให้ผมชมจันทร์เป็นเพื่อนมั้ย”

“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร คุณงานยุ่งจะตาย จะมาทำเรื่องไร้สาระเป็นเพื่อนผมได้ยังไง” เฉินเซินได้ยินคำว่า “ขับเร็ว” กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็กระตุก เพราะน้องชายเขาขับรถเร็ว จึงประสบอุบัติเหตุ ต้องเข้าโรงพยาบาล ที่เผยเยี่ยนจงใจยกมาพูดตอนนี้ เห็นชัดว่าอีกฝ่ายตั้งใจเยาะเย้ยน้องชายเขา แต่ผู้ชายคนนี้เป็นผู้ลงทุนโครงการใหญ่ของเขา ต่อให้ไม่พอใจขนาดไหน ก็ได้แต่อดกลั้นไว้

“คนที่นอกจากใช้เงินแล้วไม่มีอะไรให้ทำอย่างผม จะไปยุ่งอะไรล่ะ คุณว่าจริงมั้ย” เผยเยี่ยนเอามือกอดอก พูดเสียงเนือยว่า “ไม่มีอะไรทำก็ชมจันทร์ ก็ดีเหมือนกันนะ”

เฉินเซินหัวเราะแห้งๆ ไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี ตอนนี้ในหัวมีแต่คำพูดที่เขาเพิ่งตะโกนด่าคนตรงหน้าไปเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าเผยเยี่ยนได้ยินหรือเปล่า อีกฝ่ายก็ไม่แสดงท่าทีอะไรเลย ยิ่งทำให้เขากังวลใจ

ไม่กี่เดือนก่อน เผยเยี่ยนยังเรียกคนคนหนึ่งเป็นพี่เป็นน้อง ใครจะรู้ว่าวันต่อมา เขาก็ตัดความสัมพันธ์ ยกเลิกความร่วมมือกับคนคนนั้นแล้ว ทำเอาอีกฝ่ายจับต้นชนปลายไม่ถูก ขอร้องคนมากมายช่วยออกหน้าแทนเขา สุดท้ายเหตุผลที่นายใหญ่คนนี้ยกเลิกความร่วมมือก็เพราะไม่ชอบที่อีกฝ่ายทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง

เหตุผลที่เหมือนตอบแบบขอไปทีนี้ทำให้คนอื่นพูดไม่ออก ทุกคนต่างก็รู้ว่านี่เป็นเพียงข้ออ้าง ทว่านับแต่นั้นมา ไม่ว่าที่ไหนที่มีเผยเยี่ยน ก็แทบไม่มีใครกล้าทิ้งขยะไม่ลงถังอีก

แวดวงคนรวยไม่ใช่เล็กๆ คนรวยที่อารมณ์แปลกๆ ก็มีเยอะไม่ใช่เล่น แต่คนประหลาดอย่างเผยเยี่ยน ว่ากันตามจริงแล้วมีแค่ไม่กี่คนหรอก

คนปกติย่อมทำตามกฎเกณฑ์ปกติ แต่คนประหลาดมักทำอะไรประหลาดๆ อยู่บ่อยครั้ง จนทำให้คนอื่นทำตัวไม่ถูก จับทางไม่ได้ ไม่กล้าต่อกรด้วยเลยจริงๆ

ฮวาจิ่นคิดในใจ นี่มันฉากหักมุมแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังเท้าในตำนานชัดๆ …คนที่ด่าเจอเจ้าตัวที่ถูกด่า คำด่าหยาบคาย อารมณ์ฉุนเฉียวหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเแต่คำพูดสุภาพเอาใจ

ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าคนที่อารมณ์แย่ขนาดนี้ยังตีสองหน้าได้

“นั่นใคร…” อยู่ๆ เผยเยี่ยนก็หันไปมองทางฮวาจิ่น ดวงตาสองคู่สบประสานกัน จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าเดินไปหาเธอ “จะเที่ยงคืนอยู่แล้ว คุณมายืนทำอะไรตรงนี้”

ฮวาจิ่นชี้ไปบนท้องฟ้า “มาดูว่าเมื่อไหร่พระจันทร์จะออกมาค่ะ”

เผยเยี่ยน “…”

ยังไม่ทันเริ่มคุยก็ตายกลางอากาศเสียแล้ว หลังจากทั้งสองมองหน้ากันเงียบๆ สามวินาที ฮวาจิ่นก็ก้าวเท้า “งั้นฉันไม่รบกวนพวกคุณแล้ว พวกคุณคุยกันต่อเถอะค่ะ”

เผยเยี่ยนเห็นเธอกะพริบตา ดวงตาดำสะท้อนแสงไฟถนนเหมือนพระจันทร์บนผิวทะเลสาบ

“เดี๋ยวก่อน” เผยเยี่ยนเรียกเธอไว้ “อายุยังน้อย ไม่มีอะไรก็อย่าเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก ดูแลตัวเองให้ดีๆ มีหลายอย่างที่เราทำตามใจได้ แต่ชีวิตมีแค่ชีวิตเดียวนะ”

ฮวาจิ่นอึ้งไป ยิ้มให้เผยเยี่ยน “ขอบคุณพี่ชายสุดหล่อที่เตือนค่ะ”

“หึ” เผยเยี่ยนเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “งั้นก็ไปกันเถอะ”

“ไปไหนคะ” ฮวาจิ่นถอยหลังสองสามก้าว เอามือปิดหน้าอก “ฉันเป็นคนจริงจัง ไม่ได้เป็นผู้หญิงง่ายๆ นะ”

“ประสาทรึเปล่า” เผยเยี่ยนมองเธออย่างหมดคำพูด “ผมจะไปส่งคุณที่บ้าน”

“ขอบคุณในน้ำใจของคุณค่ะ แต่ไม่ต้องไปส่งฉันหรอก ฉันเรียกรถแล้ว” ฮวาจิ่นยกมือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันเรียกรถโชว์ให้เห็น มีคนขับรถตอบรับเธอแล้ว

เผยเยี่ยนพยักหน้าอย่างบึ้งตึง หันหลังผละจากไป แต่เดินไปไม่ถึงสองก้าว ก็ถูกดึงด้านหลังเสื้อเชิ้ตเอาไว้ เขาหันไปมองผู้หญิงที่อยู่ด้านหลัง เธอคลายนิ้วมือสองนิ้วที่กระตุกเสื้อเชิ้ตเขา

“จะพูดอะไรก็พูด อย่ามาฉุดๆ ดึงๆ” เผยเยี่ยนถอยหลังไปสองก้าว

“ขอโทษค่ะ ลืมตัวไปหน่อย” ฮวาจิ่นถูมือไปมา พลางพูดเสียงเบา “เห็นแก่หน้าหล่อๆ ของคุณหรอกนะ ฉันจะบอกอะไรให้อย่าง”

“อะไร” เผยเยี่ยนก้มหน้าพับแขนเสื้อ ไม่ได้มองฮวาจิ่น ท่าทางเย็นชานิดๆ

“เพื่อนคุณคนนั้นน่ะ เมื่อกี้เขาเพิ่งด่าคนชื่อเผยเยี่ยนอย่างเจ็บแสบเลย” ฮวาจิ่นโบกมือ “ฉันพูดจบแล้ว รถที่ฉันเรียกก็มาแล้ว บ๊ายบายค่ะ”

เธอเดินจากไป เห็นเพียงแผ่นหลังสง่างาม จังหวะก้าวไม่รีบเร่ง ดูราวกับนกยูงที่เย่อหยิ่งสวยงาม เพราะมีแต่นกยูงสีสันงดงามเท่านั้นที่ชอบเรียกร้องความสนใจจากเพศตรงข้าม

“คุณเผย คุณผู้หญิงคนนั้นเป็นเพื่อนของคุณเหรอครับ” เฉินเซินเดินมาอยู่ข้างๆ เผยเยี่ยนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มประจบประแจง “สวยมากเลยนะครับ”

“สวยเหรอ” เผยเยี่ยนนึกถึงดวงตาเป็นประกายคู่นั้น พลางพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ยังไงก็ไม่เด่นเท่าคุณที่ยืนอยู่ข้างถนนหรอก”

เฉินเซิน “?”

“ผมหมายถึงคนที่ตะโกนด่าคนปาวๆ อยู่ข้างถนนอย่างคุณมีไม่มาก” เผยเยี่ยนพูดจบ ก็หันตัวเดินไปที่รถคันโปรดของเขา

ได้ยินแบบนี้ เฉินเซินก็เครียดขึ้นมาทันที รีบตามไปอธิบาย “คุณเผย ฟังผมอธิบายก่อนครับ”

เผยเยี่ยนไม่สนใจเขา เปิดประตูก้าวขึ้นรถไป เฉินเซินเกาะข้างรถ “คุณเผยครับ คุณเผย…”

“วางใจเถอะ นายผู้เฒ่าบ้านคุณเป็นคนดี ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแบบนี้หรอก” เผยเยี่ยนปรายตามองมือเฉินเซินที่จับประตูรถอยู่ “ปล่อยมือ”

เฉินเซินรีบชักมือกลับ

เผยเยี่ยนยิ้มเยาะ เลื่อนกระจกรถขึ้น แล้วขับรถจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันเต็มหน้าเฉินเซิน

เขารู้ว่าคนอื่นไม่ชอบเขา แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้

ฮวาจิ่นล้มตัวนอนบนเตียงแสนสบาย เหยียดแข้งเหยียดขาอย่างเกียจคร้าน ตอนนี้ตีหนึ่งแล้ว แต่เธอกลับนอนไม่หลับ จึงหยิบมือถือออกมาดูพยากรณ์อากาศช่วงสองวันข้างหน้า มิน่าล่ะวันนี้ถึงปวดเข่ามาก ที่แท้ฝนก็จะตกนี่เอง

เมื่อเข้าเวยปั๋ว ยังไม่ทันได้รีเฟรชหน้าใหม่ ข้อความก็เด้งขึ้นมานับไม่ถ้วนจนมือถือค้างไปเลย เธอตกใจจนเด้งขึ้นจากเตียง รีสตาร์ทมือถือ พลางนึกว่าล่าสุดตัวเองโพสต์อะไรในเวยปั๋วที่ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงหรือเปล่า

ดูเหมือนว่านอกจากรูปลายปักต่างๆ แล้ว ก็ไม่มีเรื่องอื่นเลยนะ

หลังจากรีสตาร์ทมือถือ เธอก็เข้าเวยปั๋วอีกครั้ง โพสต์ล่าสุดมีคอมเมนต์พันกว่าข้อความ ฮวาจิ่นงงไปหมด มีคนใจดีที่ไหนช่วยซื้อคอมเมนต์ให้ฉันงั้นเหรอ

คลิกไปดูคอมเมนต์ มีแต่คนชื่นชมฝีมือของเธอ ไม่ก็ชมว่าเธอจิตใจดีงาม

ได้รับคำชื่นชมจากคนมากมายมันก็ดีน่าดีใจอยู่หรอก แต่…ทำไมคนพวกนี้ถึงเรียกฉันว่าปรมาจารย์ล่ะ มีใครเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า

เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาเพียงแค่สองสามวันนี้กันแน่

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฮวาจิ่นนิ่วหน้า ดึกป่านนี้ยังจะมีใครมาหาอีก

“ฮวาจิ่น อยู่มั้ย” เป็นเสียงพี่ฉิน

ฮวาจิ่นวางมือถือ มองผ่านรอยแตกบนบานประตูออกไปข้างนอก ก่อนจะเปิดประตู “พี่ฉิน ดึกป่านนี้ ยังไม่นอนอีกเหรอคะ”

“วันนี้มีเรื่องนิดหน่อยก็เลยยังไม่ได้นอน” พี่ฉินใส่เสื้อโค้ต ดูเหมือนเป็นชุดที่ใส่ไปข้างนอก เธอชะโงกมองเข้ามาในห้อง “ขอฉันเข้าไปข้างในได้มั้ย”

“เชิญค่ะ” ฮวาจิ่นเดินนำพี่ฉินเข้ามาในห้อง รินน้ำให้เธอแก้วหนึ่ง

หลังจากพี่ฉินถามไถ่เรื่องงานและดินฟ้าอากาศแล้ว ในที่สุดก็เข้าประเด็น “วันนี้เธอก็อายุยี่สิบสี่สินะ”

ฮวาจิ่นหยุดปอกผลไม้ เงยหน้ามองพี่ฉิน

“เธอทำงาน ใช้ชีวิตตัวคนเดียวอยู่ต่างถิ่นข้างนอกคงลำบากมาก ไม่คิดจะหาใครสักคนมาดูแลเหรอ” พี่ฉินทัดปอยผมที่ตกลงมาไว้ข้างหู “หน้าตาก็สวย ฝีมือปักผ้าก็ดี ถ้าคิดจะหาแฟนสักคน คงมีผู้ชายมาต่อคิวยาวเหยียดแน่ๆ”

ฮวาจิ่นปอกแอ๊ปเปิ้ลใส่จาน จากนั้นก็เช็ดมีดปอกผลไม้จนสะอาด เธอยิ้มตอบอย่างสุภาพว่า “พี่ฉินล้อเล่นไปได้ ฉันไม่มีรถ ไม่มีบ้าน จะไปมีแฟนได้ยังไง”

“เธอไม่มี แต่ฝ่ายชายมีก็พอแล้วนี่” พี่ฉินพูดต่อ “ที่บ้านเกิดพี่ มีหนุ่มคนหนึ่ง จบมหาวิทยาลัย มีบ้านอยู่ที่นี่ด้วยนะ พ่อแม่เขาทั้งใจดีทั้งขยันทำมาหากิน ตัวเขาเองก็ทำงานในบริษัทใหญ่ ได้ยินว่าเดือนๆ หนึ่งได้เงินเดือนอย่างน้อยสองสามหมื่นเชียวนะ ไม่กี่วันก่อนเขามาหาฉันที่นี่ แล้วเห็นเธอโดยบังเอิญ ก็เลยมารบเร้าขอเบอร์โทร.เธอจากฉัน ฉันเห็นว่าเธอยังไม่รู้เรื่อง ก็เลยจะมาถามเธอก่อน ไม่คิดว่าวันนี้เธอจะกลับดึกขนาดนี้ ไม่ได้รบกวนเวลาพักผ่อนของเธอใช่มั้ย”

“พี่ฉิน ตอนนี้ฉันไม่คิดอยากมีแฟนหรอกค่ะ” ฮวาจิ่นวางผลไม้ลงตรงหน้าพี่ฉิน “ฝากพี่ขอบคุณความปรารถนาดีของเขาด้วยนะคะ” แค่เห็นหน้าฉัน นิสัยใจคอฉันเป็นยังไงยังไม่รู้เลย ก็จะให้คนอื่นช่วยจับคู่ให้ซะแล้ว ไอ้ความประทับใจแค่เจอหน้านี่มันจะอยู่นานสักแค่ไหนเชียว

“หนุ่มสาวอย่างพวกเธอพออยู่ด้วยกัน ก็มีอะไรที่คุยกันได้เยอะแยะ ต่อให้ไม่ได้เป็นแฟน แต่ก็ติดต่อเป็นเพื่อนกันก็ยังดีนะ” เห็นฮวาจิ่นไม่มีท่าทีตอบสนอง จึงได้แต่โน้มน้าวต่อ “เขาก็เทียวมาหาฉันทุกวัน จนฉันนี่ปวดหัวไปหมดแล้ว

“อย่าหาว่าพี่พูดไม่น่าฟังเลยนะ ข้างนอกมีหนุ่มสาวตั้งไม่รู้เท่าไหร่ที่อยากหาคู่ที่มีสำมะโนครัวเป็นคนที่นี่ เธอ…”

พี่ฉินอยากจะพูดว่า ผู้หญิงสาวๆ อย่างเธอที่มาจากเมืองเล็กๆ ไม่มีเงิน ไม่มีใบปริญญา แต่ถ้าหน้าตาสวย แล้วได้แต่งงานกับคนพื้นที่ที่มีรถมีบ้าน ก็เท่ากับได้ไต่เต้าขึ้นสูงแล้ว แต่พอเห็นฮวาจิ่นที่หลุบตาลง ไม่พูดไม่จา ก็ทำเอาพูดไม่ออก

 

ใส่ความเห็น