[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร เล่ม 3 ตอนที่ 3.1

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

 

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

บทที่ 3

 

“ซูอิ่ง กลับไปพักที่เรือนสักหน่อยเถิด ตอนบ่ายพวกเราค่อยไปหาอวิ๋นเซิน” ฉู่เฟยหยางหันกลับไปมองซิ่นไป๋ เห็นซิ่นไป๋ลูบหน้าของก้อนหินน้อยและหลินเอ๋อร์อย่างทะนุถนอม พลางขมวดคิ้วกล่าวว่า “ผอมแล้วๆ” ซิ่นไป๋วางมือจากเรื่องภายในสำนักแล้ว ยามนี้มีบุตรหลานอยู่เต็มห้อง จึงมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้อยู่กับเด็กๆ เสพสุขกับช่วงบั้นปลายอย่างสงบสุข ฉู่เฟยหยางจึงล้มเลิกความคิดที่จะปรึกษาเรื่องของหมู่ตึกอู๋จี๋กับท่านอาจารย์

จวินซูอิ่งมองเกาฟั่งเพียงชั่วครู่ เกาฟั่งก็เข้าใจทันที จึงเอ่ยกับจวินซูอิ่งว่า “ยังมียาที่ต้มอยู่ด้านหลังเรือน ตอนนี้ข้ายังไปไหนไม่ได้ ท่านประมุข ข้าจะไปหาท่านตอนเย็น วันนี้พวกท่านก็ไม่ต้องลงจากเขาแล้ว”

จวินซูอิ่งพยักหน้า “ได้ ข้าจะรอเจ้า” ตาเขามองบุตรทั้งสองคนไม่ละจากอยู่นาน ก่อนหมุนตัวเดินออกไปด้านนอก ฉู่เฟยหยางก็ตามหลังเขาไป

ทั้งสองคนออกจากเรือนพักของซิ่นไป๋ เดินไปยังเรือนที่ฉู่เฟยหยางใช้อาศัยเมื่อยามเด็ก ฉู่เฟยหยางเดินอยู่ด้านข้างจวินซูอิ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นอย่างสงสัย “ซูอิ่ง ตอนเย็นเจ้ามีเรื่องอะไรกับเกาฟั่งหรือ”

จวินซูอิ่งเบือนหน้ามองเขาครู่หนึ่ง “เกี่ยวอะไรกับเจ้าหรือ จอมยุทธ์ฉู่”

“ข้าก็ถามไปเพียงเท่านั้นเอง” ฉู่เฟยหยางลูบสันจมูกเอ่ย

จวินซูอิ่งส่งเสียงหึ เดินไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจใคร

ฉู่เฟยหยางติดตามข้างกายเขา ดึงมือเขาไว้แล้วเอ่ย “เจ้าหึอะไรรึ มีเรื่องอะไรกันแน่ บอกข้ามา!”

“ทำเป็นเด็กไปได้!” จวินซูอิ่งเอ่ยตอบอย่างไม่เกรงใจ

ทั้งสองคนกลับถึงเรือนแล้ว ฉู่เฟยหยางก็เรียกคนต้มน้ำร้อนมาถังใหญ่ แช่อยู่กับจวินซูอิ่งสองคนอย่างสบายอกสบายใจ ชำระล้างเศษฝุ่นทั่วทั้งกาย

ยามอาหารเที่ยง ซิ่นอวิ๋นเซินส่งคนมาเรียกทั้งสองไปกินข้าวด้วยกัน เมื่อฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งไปถึง ชิงหลาง ซิ่นอวิ๋นเซินและเกาฟั่งสามคนก็รออยู่แล้ว

“ศิษย์พี่ใหญ่ พี่ใหญ่จวิน” ซิ่นอวิ๋นเซินเดินหน้าเข้ามาต้อนรับอย่างดีอกดีใจ เพียงแต่รอยยิ้มที่อยู่เต็มหน้ากลับปกปิดความซีดเซียวเล็กๆ ไว้ไม่มิด

ฉู่เฟยหยางตบไหล่ของเขา “อวิ๋นเซิน เรื่องราวรับมือยากหรือ!”

ซิ่นอวิ๋นเซินถอนหายใจเอ่ย “ศิษย์พี่ เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดก็ยาวนัก นั่งลงก่อนเถิด”

ทั้งหมดนั่งอยู่ที่โต๊ะ ซิ่นอวิ๋นเซินยกกาสุรารินลงจอกเป็นอันดับแรก

ฉู่เฟยหยางเอ่ย “พอแล้วอวิ๋นเซิน ทั้งครอบครัวกินข้าวด้วยกันไม่จำเป็นต้องมากพิธีถึงเพียงนั้น พูดถึงหมู่ตึกอู๋จี๋ก่อนเถิด หลายวันมานี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”

“ทั้งครอบครัว” สามคำนี้ได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าน่าฟังยิ่งนัก ชิงหลางยกจอกชาขึ้นด้วยตนเอง หัวเราะในลำคอแต่กลับมีความสุขอย่างมาก

ซิ่นอวิ๋นเซินถอนหายใจอีกครั้ง เอ่ยว่า “สำนักในยุทธภพที่ไม่ค่อยมีอำนาจหลายสำนักต่างถูกซุ่มโจมตี เรื่องนี้ศิษย์พี่ใหญ่น่าจะรู้กระมัง”

ฉู่เฟยหยางยังไม่ทันอ้าปาก ชิงหลางก็เอ่ย “เขารู้แล้ว ข้าบอกเขาแล้ว”

ฉู่เฟยหยางพยักหน้า “ตอนข้าอยู่ที่อำเภอฝูไหลก็ได้พบคนของหมู่ตึกอู๋จี๋แล้วเช่นกัน รู้เพียงวรยุทธ์ของคนในหมู่ตึกอู๋จี๋แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ไม่อาจดูแคลน”

“หมู่ตึกอู๋จี๋ไม่เพียงมีวรยุทธ์แข็งแกร่ง กล่าวถึงเพียงแค่ด้านพละกำลังแล้ว หากสำนักกระบี่ชิงเฟิงและสำนักใหญ่ต่างๆ ในยุทธภพร่วมมือกัน ต่อให้หมู่ตึกอู๋จี๋มียอดฝีมือมากมายดุจก้อนเมฆ ก็ไม่อาจเป็นฝ่ายได้เปรียบ” ซิ่นอวิ๋นเซินขมวดคิ้วเอ่ยต่อ “เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาใช้วิชาอะไร เริ่มแรกกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมากมายถูกซื้อไปเป็นพวก ตอนนี้ก็มีสำนักขนาดกลางจำนวนหนึ่งหันไปพึ่งพิงหมู่ตึกอู๋จี๋แล้ว นี่เป็นเวลาไม่ถึงสามเดือน ไม่กี่วันก่อนผู้อาวุโสหยวนส่งจดหมายมา ในจดหมายกล่าวว่า มีสำนักกว่าสิบสำนักแยกตัวออกจากยุทธภพ เข้าไปอยู่ภายใต้หมู่ตึกอู๋จี๋ คนเหล่านั้นเที่ยวตระเวนโน้มน้าวผู้อื่นไปทั่ว ถึงกับยอมใช้กำลังต่อสู้โดยไม่เสียดาย ตอนนี้สำนักต่างๆ ล้วนรู้สึกไม่ปลอดภัย จิตใจหวั่นไหวไม่มั่นคง สถานการณ์ของยุทธภพน่ากังวลยิ่ง”

จวินซูอิ่งเลิกคิ้วเล็กน้อย “การซื้อใจคนมีเพียงสองวิธีเท่านั้น หนึ่งคือบีบบังคับ อีกหนึ่งคือหลอกล่อเหยื่อ เพียงหาสาเหตุที่หมู่ตึกอู๋จี๋ซุ่มโจมตีคนเหล่านั้นพบ แล้วใช้วิธีการที่เหมาะสม เรื่องของยุทธภพก็จะแก้ไขได้อย่างเรียบร้อย อย่างไรเสียสหพันธ์ชาวยุทธ์ก็ไม่ใช่เพิ่งก่อตั้งเป็นวันแรก มีขึ้นมีลงกว่าจะมีประวัติศาสตร์เกือบร้อยปี หรือว่าแม้แต่เรื่องเล็กแค่นี้สหพันธ์ชาวยุทธ์ก็ยังรับมือยากหรือ ผู้นำหยวนนั่นถึงได้ส่งจดหมายขอความช่วยเหลือจากพวกเรา!”

ซิ่นอวิ๋นเซินยิ้มเอ่ย “คำพูดของพี่ใหญ่จวินไม่ผิดจริงๆ อย่างไรเสียสหพันธ์ชาวยุทธ์ก็ไม่ใช่สัตว์กินพืช [1] น้อยนักที่จะมีคนบีบให้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากได้ แต่ตอนนี้กระทั่งส่วนกลางล้วนอับจนปัญญา เพียงคิดก็รู้ได้ว่าวิธีการของหมู่ตึกอู๋จี๋นั้นปราดเปรื่องนัก”

เสียงของเขาเพิ่งสิ้น จู่ๆ ศิษย์ในสำนักคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอกประตู ใบหน้ารีบร้อนเอ่ยด้วยเสียงสูง “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก! ศิษย์พี่เจ้าสำนัก! แย่แล้ว ท่านรีบไปดูที่หอซงเถา [2] เร็วเข้า! พวกศิษย์พี่เกากลับมาแล้ว!”

ซิ่นอวิ๋นเซินลุกขึ้นยืน ยืดแขนขาและร่างกายเล็กน้อย “เฮ้อ เป็นดังคาด แม้แต่ข้าวก็กินอย่างราบรื่นไม่ได้”

เกาฟั่งเอื้อมมือไปหยิบขนมสองสามชิ้นให้เขา ตนเองก็เอาเข้าปากหนึ่งชิ้นเช่นกัน “อวิ๋นเซิน กินนี่รองท้องก่อน ช่วงนี้เจ้านอนไม่เป็นเวลา นี่เป็นข้อห้ามสำคัญของการดูแลร่างกาย ท่านประมุข ของเหล่านี้ให้ท่านกิน ข้ากำชับให้ห้องครัวทำเป็นพิเศษ พวกเจ้าสองคนก็ด้วย”

ฉู่เฟยหยางและชิงหลางลุกขึ้นพร้อมกัน ชิงหลางมองทั้งสามคน ยิ้มพร้อมหยิบขนมยัดให้ฉู่เฟยหยาง “พี่ฉู่ พวกเราต้องดูแลตัวเองนะ มา ของเหล่านี้ให้ท่านกิน ปล่อยท้องว่างไม่ดีต่อร่างกาย”

ฉู่เฟยหยางยกยิ้มมุมปาก “ขอบคุณพี่ชิงที่เป็นห่วง”

“พูดได้ดี พูดได้ดี” ชิงหลางโยนขนมหนึ่งชิ้นเข้าปาก ความรู้สึกหวานเลี่ยนแผ่ซ่านจากปลายลิ้นจนอดที่จะหรี่ตาไม่ได้ ปากกลับยิ้มเอ่ยอย่างหยอกล้อ

ทั้งหมดไปยังหอซงเถาพร้อมกัน ตลอดทางยังมีคนจำนวนมากเดินไปทางนั้นด้วยสีหน้าเร่งรีบ เพียงเพราะผู้อาวุโสของหลายครอบครัวในสำนักอาจอยู่ในหอซงเถา

หอซงเถาเป็นอาคารที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนของศิษย์ในสำนักกระบี่ชิงเฟิง สำนักจ่ายทองจำนวนมากเพื่อเชิญอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมาสอนศิษย์วัยเยาว์ บรรดาลูกหลานของผู้อาวุโสจำนวนมากของสำนักกระบี่ชิงเฟิงล้วนร่ำเรียนอยู่ภายในหอ แม้แต่ด้านล่างเขาก็มีบางครอบครัวส่งบุตรมาเช่นกัน ที่ไม่ได้มาเพื่อเรียนยุทธ์ แต่มาเพื่อศึกษาตำราก็มีไม่น้อย

ส่วนศิษย์พี่เกาผู้นั้น ซิ่นอวิ๋นเซินเอ่ยกับฉู่เฟยหยางสองประโยค ฉู่เฟยหยางก็นึกออก คนผู้นั้นนามว่าเกาจิ้นเฟิง เป็นบุตรชายของผู้อาวุโสสาม ซึ่งยามนี้อายุจวนจะครึ่งร้อยแล้ว เมื่อไม่กี่ปีก่อนเขาได้แยกตัวลงจากเขา ก่อตั้งสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าจัดการได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผู้อาวุโสสามภูมิอกภูมิใจอย่างยิ่ง

“ศิษย์พี่เกาไปพึ่งพิงหมู่ตึกอู๋จี๋แล้ว” ซิ่นอวิ๋นเซินเอ่ยอย่างเสียใจ

ฉู่เฟยหยางตบไหล่เขา “ลองไปดูก่อนเถิด ในเมื่อเขากลับมาแล้ว บางทีอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงดีๆ ก็ได้”

จวินซูอิ่งมองทางฉู่เฟยหยาง เอ่ยว่า “เขากลับมาแล้วก็จริง แต่เจ้าคิดว่ายังเชื่อใจเขาได้หรือ! ข้าพบคนของหมู่ตึกอู๋จี๋สองหน คนเหล่านั้นไม่ใช่คนดี! คนที่สามารถหันไปพึ่งพิงหมู่ตึกอู๋จี๋ แม้ว่าเขาจะกล่าวว่าต้องการกลับมา ก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน”

ฉู่เฟยหยางพยักหน้า เหตุใดเขาจะไม่เข้าใจหลักการนี้ โดยเฉพาะสตรีของหมู่ตึกอู๋จี๋ที่เขาพบในแม่น้ำผู้นั้น ลงมือสังหารคนบริสุทธิ์โดยไม่ลังเล และแม่นางที่อยู่ด้านในห้องโดยสารเรือ ยังอยู่ในวัยที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา กลับมีจิตใจที่ไร้เมตตา เข่นฆ่าคนประหนึ่งเป็นการละเล่น หมู่ตึกอู๋จี๋นี้ต้องมีอุบายบิดเบือนใจผู้คนแน่นอน

เพียงแต่ศิษย์พี่เกาผู้นั้นยามพวกเขายังเป็นเด็กก็นับว่าคุ้นเคยกันอยู่ เวลานี้ย่อมไม่อาจมองเขาเป็นเหมือนผู้ทรยศทั่วไป

ทั้งห้าคนมาถึงด้านนอกของหอซงเถาอย่างรวดเร็ว ด้านนอกอาคารหลังเล็กมีคนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่แล้ว พวกเขาเหล่านั้นล้วนถูกกันให้อยู่ด้านนอก ต่างได้ยินเสียงคนพูดคุยดังมาจากด้านในแต่ไกล เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ยังไม่ทันเข้าประตู ก็ได้ยินคำพูดของเกาจิ้นเฟิงอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

ฉู่เฟยหยางส่ายหน้า ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังแล้ว เกาจิ้นเฟิงผู้นั้นไม่ได้ต้องการกลับมา

เขากำลังพูดคุยเสียงดัง แต่กลับพูดถึงข้อดีของหมู่ตึกอู๋จี๋นับพันนับหมื่น ส่วนสำนักกระบี่ชิงเฟิงที่เขาเคยติดตามอย่างภูมิอกภูมิใจ คาดไม่ถึงว่าจะถูกลดชั้นจนไม่เหลือค่าใดๆ

“พวกเจ้าฝึกฝนอย่างยากลำบากที่สำนักกระบี่ชิงเฟิงเพื่ออะไรหรือ! หืม?! ไม่ใช่เพื่อสักวันหนึ่งจะได้เรียนรู้วรยุทธ์ชั้นยอด มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในยุทธภพ อยู่เหนือผู้คนรึ! แต่พวกเจ้าลองดูศิษย์พี่ศิษย์ลุงของพวกเจ้า พวกเขาได้อะไรบ้าง! นอกจากเป็นวัวเป็นม้าให้กับสำนักกระบี่ชิงเฟิงชั่วชีวิต ทั้งยังต้องถูกกฎเกณฑ์นับร้อยมัดมือมัดเท้า สุดท้ายแล้วพวกเขาได้อะไรหรือ! พวกเจ้าเต็มใจทำผิดพลาดซ้ำเดิมเช่นนี้รึ!” เกาจิ้นเฟิงไล่ทุกคนเข้าไปในห้องหนึ่ง อาจารย์ผู้สอนถูกเขามัดโยนไว้ที่เท้า เขากำลังพูดคุยเสียงดังกับศิษย์สำนักรุ่นเยาว์สิบกว่าคนที่สับสนมึนงงด้านหน้า

เกาฟั่งยืนอยู่ด้านล่างของอาคาร ตั้งใจฟังคำพูดเขาจนจบแล้วถอนหายใจหนึ่งครั้ง เอ่ยอย่างค่อนข้างผิดหวัง “ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในยุทธภพ ข้าก็คิดว่าคนเหล่านั้นอาจถูกยาทำให้จิตใจสับสน จึงทำเรื่องทรยศได้ ดังนั้นหลายวันมานี้ข้าจึงค้นหาตำราแพทย์ จนเจอตำราเล่มหนึ่งบันทึกว่า มียาสองสามชนิดมีประสิทธิภาพเช่นนั้น เพียงแต่ยาเหล่านั้นล้วนทำได้เพียงทำให้จิตใจคนสูญเสียสติสัมปชัญญะราวกับศพเดินได้ รู้จักและทำตามเพียงคำสั่งของผู้เป็นนาย เพียงเห็นก็มองออกว่าผิดแผกจากคนปกติ หากต้องการให้พวกเขายังมีความคิดของตนเองเฉกเช่นคนปกติ ยาเช่นนั้น ถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน ได้ยินคำพูดของเกาจิ้นเฟิง เขารู้จัดแจ้งว่าตนเองคิดจะทำอะไร นี่จึงไม่ใช่การถูกทำให้จิตใจสับสน แต่เป็นความสมัครใจยินยอม” เทียบความสมัครใจยินยอมกับการถูกทำให้จิตใจสับสน ความสมัครใจจัดการได้ยากกว่ามากนัก

ซิ่นอวิ๋นเซินลูบเส้นผมของเขา แล้วดันเกาฟั่งไปยังกลุ่มคน เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องก็ขยับตัวยืนขึ้นปกป้องเขาด้วย

ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งสบตากันครู่หนึ่ง พยักหน้าเล็กน้อย แตะปลายเท้าโฉบขึ้นอย่างอ่อนช้อยและไร้สุ้มเสียง ทั้งสองทะยานไปบนหลังคาของอาคารด้วยกัน ส่วนชิงหลางและซิ่นอวิ๋นเซินก็แยกกันหายไปทางด้านซ้ายและขวาของอาคาร

เกาจิ้นเฟิงเดินไปที่ริมหน้าต่างและมองลงไปด้านล่าง บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเงยหน้าเอ่ยอ้อนวอนอย่างเจ็บปวด “จิ้นเฟิง ข้าเอง! เห็นแก่มิตรภาพหลายปีของพวกเรา เจ้าฟังข้าสักคำ อย่าได้เหยียบเท้าจมลงไปในโคลนอีก!”

เกาจิ้นเฟิงมองสหายเก่าแล้วส่ายหน้าพลางเอ่ย “พี่เฉิง ไม่ใช่ข้าที่เท้าเหยียบโคลนตม แต่เป็นพวกเจ้าที่กำลังดื้อดึงไม่ยอมรับผิด! เพียงแค่พวกเจ้าตามข้าไปที่หมู่ตึกอู๋จี๋สักหน ก็จะรู้ว่าพวกเจ้าตอนนี้อยู่ห่างจากยุทธภพที่แท้จริงมากเพียงใด! และวรยุทธ์สูงส่งที่คนในยุทธภพไล่ตามทั้งชีวิต นอกจากหมู่ตึกอู๋จี๋ ก็ไม่มีที่ใดสามารถทำสำเร็จเป็นแห่งที่สอง!”

เกาจิ้นเฟิงเอ่ย จู่ๆ ภายในดวงตาก็ปรากฏแสงสีแดงเคลื่อนไหววูบวาบ แปลกประหลาดอย่างยิ่ง เขาควักน้ำเต้าสุราออกมาจากเอวทันที เปิดจุกออก แล้วเงยหน้าดื่มอึกใหญ่ ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก สีหน้ากลับเป็นปกติในที่สุด

เกาจิ้นเฟิงเดินกลับไปยังกลางห้อง มองศิษย์วัยเยาว์ที่ขดตัวอยู่รวมกันด้านหน้า พ่นเสียงหึอย่างเย็นชาแล้วเอ่ย “ทั้งหมดที่ข้าพูดเมื่อครู่ พวกเจ้าลองคิดให้ถ้วนถี่ หมู่ตึกอู๋จี๋ต่างหากจึงจะสามารถมอบยุทธภพที่แท้จริงให้เจ้าได้! นับแต่นี้พวกเจ้าจะได้แล่นทะยานในโลกหล้าอันยิ่งใหญ่ ได้ถือกระบี่ออกเดินทางอย่างที่ต้องการ ไร้ข้อจำกัด ไร้ข้อผูกมัด มีความสุขอย่างยิ่ง! ศิษย์พี่คิดถึงว่าพวกเจ้ายังเยาว์วัย จึงสู้ตายกลับมายังสำนักกระบี่ชิงเฟิงเพียงเพื่อสั่งสอนพวกเจ้า จากนี้ไม่ต้องแบกรับความทุกข์เรื่องทางโลกอีกแล้ว หากพวกเจ้าเข้าใจทุกสิ่ง ข้าจะพาออกจากสำนักกระบี่ชิงเฟิงเดี๋ยวนี้! ต่อให้เป็นศิษย์พี่ฉู่ผู้ยอดเยี่ยมของพวกเจ้าก็ขวางข้าไม่ได้!” เขาเอ่ยพลันเงยหน้ามองบนหลังคา แสยะยิ้ม “ไม่ทราบว่าศิษย์น้องฉู่คิดอย่างไรหรือ! คิดว่าศิษย์พี่อย่างข้าอวดดีใช่หรือไม่”

ฉู่เฟยหยางคิดไม่ถึงว่าเกาจิ้นเฟิงจะสังเกตถึงลมปราณของตน เขารู้ว่าคนของหมู่ตึกอู๋จี๋วรยุทธ์แข็งแกร่ง และเมื่อก่อนเกาจิ้นเฟิงก็นับว่าเป็นยอดฝีมือชั้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ฝึกฝนกำลังภายในล้ำลึกถึงเพียงนั้น ภายในระยะเวลาหนึ่งคืนหลังจากเขาหันไปพึ่งพิงหมู่ตึกอู๋จี๋กลับก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง ไม่รู้ว่าหมู่ตึกอู๋จี๋นั่นซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่ ฉู่เฟยหยางไม่อาจตัดสินระดับพลังของเขาได้ชั่วขณะ

อย่างไรเสียก็ถูกสังเกตเห็นแล้ว ฉู่เฟยหยางจึงไม่ซ่อนตัวอีก เขาทะยานพลิ้วกายลงมาจากที่ซ่อน กำหมัดคำนับเกาจิ้นเฟิง “ศิษย์พี่เกา ไม่พบกันนาน สบายดีหรือไม่”

เกาจิ้นเฟิงได้ยินการเคลื่อนไหวทุกทิศทาง ก็ส่งเสียงหึแล้วเอ่ย “ศิษย์น้องเจ้าสำนักและอีกคนที่รับมือลูกน้องของข้าอยู่ใต้ต้นไม้ คาดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะไม่ใช่คนของสำนักกระบี่ชิงเฟิง หรือสำนักตกต่ำถึงขั้นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนนอกแล้วหรือ! บนหลังคายังมีอีกคน ในเมื่อมาแล้ว เหตุใดจึงไม่แสดงตนอย่างเปิดเผย!”

ฉู่เฟยหยางไม่ตอบ กลับเอ่ยถาม บนใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มบางเบาและอบอุ่น “ศิษย์พี่เกา ข้าได้ยินว่าหมู่ตึกอู๋จี๋ทำลายพรรคอี้ฮุ่ย [3] ที่ท่านสร้าง สังหารลูกน้องที่ท่านทุ่มเทชีวิตจิตใจสั่งสอนเลี้ยงดู เหตุใดท่านจึงไม่คิดแก้แค้น แต่กลับหักหลังออกจากสำนักกระบี่ชิงเฟิงไปพึ่งพิงหมู่ตึกอู๋จี๋เล่า! ท่านไม่รู้สึกผิดต่อพี่น้องของท่านที่ตายไปหรือ”

“เจ้าหุบปาก!” เกาจิ้นเฟิงตวาดเสียงดังขึ้นทันที ดวงตากลายเป็นสีแดงในฉับพลัน ไม่รอให้เขากระทำการใด จู่ๆ เงากายหนึ่งก็ลอยลงมาจากหลังคา แสงสีเงินรุนแรงหลายสายพุ่งออกจากมือ โจมตีไปทางเกาจิ้นเฟิง

เกือบจะชั่วขณะเดียวกับที่จวินซูอิ่งปรากฏตัว มุมห้องทั้งสี่ก็มีบุรุษที่ซ่อนตัวอยู่ก่อนหน้าโผล่ขึ้นฉับพลัน พวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจภูตผี โจมตีไปทางเงากายของจวินซูอิ่งที่ลอยลงมาพร้อมกัน!

สี่คนรวดเร็ว แต่ยังมีคนรวดเร็วยิ่งกว่าพวกเขา

ฉู่เฟยหยางกลายเป็นดั่งเงาภูตผีสายหนึ่งโฉบผ่านข้างกายทั้งสี่คนเกือบจะพร้อมกัน ในสายตาของเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ที่อยู่อีกมุมห้อง มองเห็นเพียงเงาที่ยืดยาวราวกับมังกรโอบรอบคนทั้งสี่ไว้กลางตัวในคราวเดียว และแล้วก็มีเสียงชักกระบี่ออกจากฝักราวกับเสียงมังกรคำรามดังก้องไปทั่วทุกซอกทุกมุมของหอซงเถาในทันที

เงากายรวดเร็วสี่สายจู่ๆ ก็ตกลงจากกลางอากาศราวกับว่าวสายขาด

ส่วนเงาที่ยาวดุจมังกรนั้น พุ่งตรงเข้าไปยังเงากายที่กำลังร่วงหล่นสู่พื้น

ฉู่เฟยหยางปกป้องอยู่ข้างกายจวินซูอิ่ง ในช่วงเวลาที่เท้าของทั้งสองร่อนลงบนพื้นพร้อมกันนั้น เกาจิ้นเฟิงก็หมุนตัวอย่างคล่องแคล่วหลบหลีกแสงสีขาวทั้งสี่สายที่ยิงออกมาอย่างรวดเร็ว แต่กลับถูกความแหลมคมสายที่ห้าหลังจากนั้นพุ่งปักทะลุหัวเข่า

“อ๊าก!” เกาจิ้นเฟิงกลั้นเสียงร้องเจ็บปวดไว้ในปาก ฉับพลันก็รู้สึกทรมานจนเหงื่อเม็ดโตไหลท่วมศีรษะ เขากัดฟันเงยหน้ามองฉู่เฟยหยาง

“หากไม่ใช่เพราะเจ้ากลับสำนักกระบี่ชิงเฟิงกะทันหัน ข้าก็ไม่เสียท่าที่หอซงเถาแห่งนี้หรอก!” เกาจิ้นเฟิงเอ่ยพลางกัดฟันข่มความเจ็บปวด เหงื่อเม็ดโตไหลลงจากหน้าผากของเขา

ฉู่เฟยหยางยิ้มเอ่ย “เป็นเช่นนั้นศิษย์พี่เกา ท่านประมาทไปแล้วจริงๆ” ฉู่เฟยหยางเอ่ยจบก็ไม่มองเขาอีก แต่เดินออกด้านนอกพร้อมกับจวินซูอิ่ง

เข็มเงินของจวินซูอิ่งชุบด้วยยาที่เกาฟั่งทำขึ้น ฉู่เฟยหยางจึงไม่กังวลว่าเข็มเงินนั้นจะควบคุมเกาจิ้นเฟิงไว้ไม่ได้ เรื่องที่เหลือย่อมมีซิ่นอวิ๋นเซินคิดกังวลแทนแล้ว

ทั้งสองคนเดินออกจากหอซงเถาพร้อมกัน คนที่ถูกกันอยู่ด้านนอกเห็นว่าอันตรายคลี่คลายแล้ว ก็พุ่งตัวเข้าไปด้านในทันที แล้วรีบรับบุตรบ้านตนเองกลับไป

ฉู่เฟยหยางเดินเคียงข้างจวินซูอิ่ง รู้สึกว่าต้องโอบเขาถึงจะสบายใจ จึงยื่นมือข้างหนึ่งไปโอบไหล่ของจวินซูอิ่งไว้ ท่าทางเฉกเช่นพี่น้องที่รักใคร่กันมากที่สุด

จวินซูอิ่งหันมองเขา แต่ไม่เบี่ยงตัวออก

ฉู่เฟยหยางเปิดปากเอ่ย “ซูอิ่ง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าศิษย์พี่เกาฝึกฝนเคล็ดวิชาเสาะแสวง! วิชาเช่นนี้พบได้ไม่มากนัก สำนักที่มีวิชาเช่นนี้อยู่ก็ไม่เหลือแม้แต่ชื่อแล้ว เจ้ารู้ได้อย่างไรหรือ” เขาคิดถึงยามที่ถูกเกาจิ้นเฟิงสังเกตเห็น จวินซูอิ่งก็ขยับปากถ่ายทอดคำสองคำ “เสาะแสวง” ให้เขาจากอีกด้านของขื่อ สายตาที่เป็นประกายและสีหน้าท่าทางตั้งใจนั้น ช่าง…น่าเอ็นดูยิ่งนัก

“เสาะแสวง” เดิมทีเป็นวิชาที่ฝึกเพื่อใช้ติดตามร่องรอย เมื่อรู้ว่าเกาจิ้นเฟิงอาศัยวิชาเสาะแสวงสังเกตจนพบเขา ไม่ใช่เพราะกำลังภายในที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉู่เฟยหยางก็ตัดสินเด็ดขาดในทันที ร่วมมือกับจวินซูอิ่งอย่างไร้ช่องโหว่ จัดการเกาจิ้นเฟิงภายในคราเดียว ไม่เช่นนั้นในพื้นที่ที่ยังมีศิษย์วรยุทธ์อ่อนด้อยมากมาย หากฉู่เฟยหยางไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเก่งกาจเพียงใดก็จะไม่ประมาทบุกเข้าโจมตีเด็ดขาด จะได้ไม่เดือดร้อนไปถึงปลาในบ่อ [4] หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าต้องเสียเวลามากน้อยเพียงใด ทั้งยังไม่รู้ว่ามีตัวแปรมากน้อยเท่าไรด้วย

จวินซูอิ่งก้มหน้าเล็กน้อย เอ่ยว่า “เกาฟั่งค้นหาเคล็ดวิชาที่ใกล้จะสูญหายมาให้ข้ามากมาย แม้ข้าไม่อาจฝึกฝนเพื่อหลีกเลี่ยงธาตุไฟเข้าแทรก แต่ลองดูสักหน่อยก็พอทำได้”

“…เรื่องนี้ไยต้องลำบากเสี่ยวฟั่งด้วย!” ฉู่เฟยหยางกระชับไหล่จวินซูอิ่งแน่น แล้วก้มศีรษะเข้าใกล้ทันที พลางเอ่ยกำชับอย่างกระตือรือร้นตลอดทาง “แค็กๆ ต่อไปข้าหามาให้เจ้าก็ได้ หามากน้อยเพียงใดก็ทำได้ทั้งนั้น…”

 

[1] หมายความว่า มิใช่ธรรมดา มิใช่รังแกหรือข่มเหงได้ง่าย

[2] แปลว่า คลื่นสน

[3] แปลว่า รู้แจ้งจริยธรรม

[4] มาจากสำนวน “ไฟไหม้ประตูเมือง เดือดร้อนไปถึงปลาในบ่อ” หมายถึง พลอยได้รับความเดือดร้อนไปด้วยอย่างไร้เหตุผล

ใส่ความเห็น