[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร เล่ม 3 ตอนที่ 3.2

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

 

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

ซิ่นอวิ๋นเซินต้องไปจัดการเรื่องเกาจิ้นเฟิง ย่อมกลับไปไม่ทันกินข้าว ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งจึงกลับเรือนของซิ่นอวิ๋นเซินด้วยตนเอง พวกเขาหิวจนท้องร้องตั้งแต่เมื่อคืนจวบจนถึงตอนนี้ อีกทั้งอาหารมื้อนี้ก็มีมากมายหลายอย่าง ย่อมไม่อาจเหลือทิ้งให้สิ้นเปลือง

เมื่อทั้งสองคนกลับมายังห้องอาหาร ชิงหลางกำลังนั่งดื่มกินอยู่ที่นั่นคนเดียว เอร็ดอร่อยมีความสุขยิ่ง เมื่อเห็นฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งมาแล้ว ก็ยิ้มพร้อมกวักมือเรียก “มาๆๆ พี่ฉู่ ซูอิ่ง รีบนั่งลงกินด้วยกัน”

จวินซูอิ่งและฉู่เฟยหยางนั่งลง จวินซูอิ่งยกมือขึ้นรินสุราให้ตนเอง มองชิงหลางครู่หนึ่งก็ส่งเสียงหึเบาๆ แล้วเอ่ย “ประมุขชิงไม่เห็นตนเป็นคนนอกจริงๆ”

“ล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ไหนเลยจะต้องมากพิธีถึงเพียงนั้น” ชิงหลางยิ้มจนหางตายกโค้งขึ้น ยิ้มอย่างมีความสุขยิ่ง เขาเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับยกตะเกียบพลางถอนหายใจ “สำนักกระบี่ชิงเฟิงครอบครัวใหญ่ กิจการใหญ่ ดูท่าแล้วปัญหาก็เยอะเช่นกัน พรรคเทียนอีของข้ายังน่าสบายใจยิ่งกว่า”

“แต่ยามนี้หมู่ตึกอู๋จี๋ยุแยงสร้างเหตุ ก่อกบฏซุ่มโจมตี เกรงว่าพรรคเทียนอีของพี่ชิงก็ไม่น่าสบายใจถึงเพียงนั้นแล้วกระมัง” ฉู่เฟยหยางยิ้มเอ่ย “ล้วนเป็นคนในยุทธภพเช่นกัน ครั้งนี้ทุกคนต่างถูกหมู่ตึกอู๋จี๋ลากลงน้ำ เป็นใครก็ไม่อาจเอาตัวรอดเพียงคนเดียวได้หรอก”

“ข้ากล่าวหรือว่าต้องการเอาตัวรอดคนเดียว” ชิงหลางยักคิ้วเอ่ย “พี่ฉู่ไม่ต้องใช้คำพูดมาเกลี้ยกล่อม หมู่ตึกอู๋จี๋กล้ายื่นมือมาถึงพรรคเทียนอีของข้า ครั้งนี้ข้าย่อมไม่อาจละเลย จะว่าไป…” ชิงหลางเหลือบตาครุ่นคิด แล้วเอ่ย “ตั้งแต่ความวุ่นวายในยุทธภพเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนครั้งนั้น ที่ยุทธภพเกิดภัยพิบัติพัดกระพือเป็นคลื่นพายุลูกใหญ่อย่างแท้จริง จนยุทธภพจงหยวนล้วนถูกก่อกวนจนฟ้าพลิกแผ่นดินหมุน ยี่สิบกว่าปีมานี้ แม้ว่าจะมีความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง ก็ยังนับว่าคลื่นลมสงบเงียบ ครั้งนี้ข้ารู้สึกว่าเรื่องราวคงไม่ง่ายดายเป็นแน่”

มือที่จับตะเกียบคีบอาหารของจวินซูอิ่งชะงักกลางอากาศ มองชิงหลางปราดหนึ่งอย่างไม่พอใจ

ฉู่เฟยหยางมองเห็นสีหน้าท่าทางของเขา ก็ยิ้มพร้อมส่ายหัว เรื่องเหล่านั้นที่จวินซูอิ่งก่อเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถูกชิงหลางรวมอยู่ในเรื่อง เล็กๆ น้อยๆ อย่างง่ายดาย ในใจเขาย่อมไม่พอใจ

“ซูอิ่ง มา กินให้เยอะสักหน่อย” ฉู่เฟยหยางยกตะเกียบคีบอาหารให้ “ขาหมูนี้ทำได้ไม่เลว” ท้องหิวก็โมโหง่าย ป้อนให้อิ่มก่อนจึงจะถูกต้อง

“จะว่าไป ยามนั้นพี่ฉู่เพิ่งเข้าสู่ยุทธภพกระมัง คงทันช่วงท้ายของความวุ่นวายครั้งนั้น” ชิงหลางหมุนจอกสุราในมือ เขายิ้มแล้วเอ่ยต่อ “ทำให้ภัยพิบัติของยุทธภพสงบลง ได้อาศัยเรื่องนั้นประกาศความสามารถของตนจนมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างรวดเร็ว ดวงของพี่ฉู่น่าอิจฉาจริงๆ”

“พี่ชิงชมเกินไปแล้ว” ฉู่เฟยหยางเอ่ย “ข้าน้อยมีอาจารย์ให้พึ่งพา ไหนเลยจะสง่าผ่าเผยเทียบเทียมพี่ชิงที่เข้ายุทธภพมาตัวคนเดียวตั้งแต่วัยเยาว์ได้”

ทั้งสองคนชื่นชมยกย่องกันไปมา จวินซูอิ่งฟังต่อไม่ไหว จึงเอ่ยแทรกอย่างหมดความอดทน “สองท่านแข่งกันชื่นชมอีกฝ่ายประมาณหนึ่งก็พอได้แล้ว คิดหาวิธีจัดการกับหมู่ตึกอู๋จี๋จึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”

ชิงหลางรีบเปลี่ยนหัวข้อพูดคุยทันทีราวกับกระแสน้ำ เขายิ้มเอ่ย “ซูอิ่งพูดได้ถูกต้องที่สุด”

ฉู่เฟยหยางพยักหน้าเช่นกัน “หมู่ตึกอู๋จี๋…จนถึงตอนนี้ก็ไม่เผยช่องโหว่ออกมาเลยจริงๆ พวกมันมาอย่างรุนแรงราวกับไม้ไผ่หัก กลับไม่มีใครรู้ว่ามาเพื่ออะไร วิธีเปลี่ยนใจคนก็เฉียบขาด แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าใช้วิธีใด ศัตรูอยู่ในที่ลับ พวกเราอยู่ในที่แจ้ง พวกเราในตอนนี้ก็เป็นฝ่ายถูกกระทำโดยไม่รู้อะไรทั้งสิ้น”

“นี่คือปัญหา” ชิงหลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ “คำพูดก่อนหน้าของซูอิ่งถูกต้องอย่างยิ่ง เพียงแค่หาวิธีเปลี่ยนใจคนของหมู่ตึกอู๋จี๋ให้พบ ใช้ยาแก้ให้ถูกจุด เรื่องนี้ก็จะแก้ไขได้เรียบร้อย การเปลี่ยนใจคนโดยทั่วไปไม่มีอะไรมากไปกว่าการบีบบังคับหรือหลอกล่อด้วยผลประโยชน์ หากพวกมันบังคับ พวกเราก็ใช้กำลังเข้าช่วย หากพวกมันหลอกล่อ พวกเราก็ให้ผลประโยชน์ที่มากกว่าสิบเท่า ก็จะพบวิธีควบคุมพวกมัน แต่สำนักที่หักหลังออกจากยุทธภพแล้วเหล่านั้น ยังมีศิษย์พรรคเทียนอีส่วนหนึ่งที่จากไป แต่ละคนต่างซื่อสัตย์ต่อหมู่ตึกอู๋จี๋ บางคนยอมทำเพื่อหมู่ตึกอู่จี๋ถึงขั้นไม่กลัวตาย คนที่ไม่ต้องการแม้แต่ชีวิต จะให้กล่าวว่าถูกบีบบังคับหรือหลอกล่อได้อย่างไร ทั้งคนและเรื่องฉาวของหมู่ตึกอู๋จี๋ล้วนแปลกประหลาดนัก”

“หรือจะใช้ยาจริงๆ!” จวินซูอิ่งขมวดคิ้วเอ่ย

“ข้าอ่านตำราแพทย์มามาก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบยาแปลกๆ ที่มีสรรพคุณเช่นนั้น” ยามนี้เองเกาฟั่งก็เดินเข้ามาจากด้านนอก แล้วนั่งลงข้างจวินซูอิ่ง “ยาไม่ใช่ว่าสามารถทำได้ทุกสิ่ง อีกทั้งใจคนซับซ้อนยากจะคาดเดาเพียงนั้น อย่างน้อยจากที่ข้าเคยพบ ก็ยังไม่มียาที่ควบคุมใจคนได้ตามปรารถนา”

แม้แต่เกาฟั่งที่เชี่ยวชาญเรื่องยาก็กล่าวเช่นนี้ จวินซูอิ่งขมวดคิ้วเอ่ย “ไม่ใช่บีบบังคับและหลอกล่อ ทั้งไม่ใช่ถูกวางยา หรือว่าหมู่ตึกอู๋จี๋จะรู้คาถาอาคมจริงๆ”

“แม้แต่เสี่ยวฟั่งยังกล่าวเช่นนี้ ดูท่าการใช้ยาจะไม่ง่ายถึงเพียงนั้นจริงๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่คนหล่านั้นหันไปพึ่งพิงหมู่ตึกอู๋จี๋ ไม่พบหน้าเพียงไม่กี่วันพลังยุทธ์กลับเพิ่มขึ้นมาก ถึงขั้นเชี่ยวชาญวิชาต่อสู้ที่สาบสูญของสำนักอื่น…เรื่องนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก” ชิงหลางใช้มือหนึ่งเท้าใบหน้า ยิ้มพลางกล่าวอย่างสนอกสนใจ “พวกเราไม่ได้พบเรื่องที่จัดการยากนานแล้วใช่หรือไม่ มีวันเวลาสุขสบายนานเกินไปจนเกียจคร้านไปถึงกระดูก หมู่ตึกอู๋จี๋ช่างส่งฝนมาได้ทันเวลาพอดี”

ฉู่เฟยหยางกลับส่ายหน้าเอ่ย “เรื่องนี้ไม่อาจมองเป็นเรื่องเล่นๆ ยุทธภพประสบภัยพิบัติครั้งนี้ ผู้บริสุทธิ์มากมายต้องเดือดร้อน แม้จะไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ดังเช่นเกาจิ้นเฟิง ก็ถูกทำให้เดือดร้อนดั่งปลาในบ่อไม่ใช่หรือ พวกเราจำเป็นต้องแก้ไขเรื่องนี้ คืนความสงบสู่ยุทธภพให้เร็วที่สุด”

ชิงหลางโบกมืออย่างเบื่อหน่าย “พี่ฉู่มีหลักการมากจริงๆ”

ฉู่เฟยหยางยิ้มอย่างระอา ก่อนจะเอ่ยกับเกาฟั่ง “อวิ๋นเซินยังยุ่งอยู่หรือ จัดการเรื่องศิษย์พี่เกาอย่างไรบ้างแล้ว”

“จะเป็นอย่างไรได้ เกาจิ้นเฟิงผู้นั้นเป็นน้ำมันไม่เข้ากับเกลือ [1] อ่อนไม่กินแข็งไม่กิน [2] จนผู้อาวุโสทั้งสามขอร้องอ้อนวอนอย่างขมขื่นแล้ว ส่วนอวิ๋นเซินก็กำลังปวดหัว” เกาฟั่งกินอาหารสองสามอย่างอย่างขอไปที ก่อนเอ่ยอีกครั้ง “เรื่องของเกาจิ้นเฟิงปล่อยไว้ชั่วคราว ขังเขาไว้ที่คุกใต้ดินแล้ว ตอนนี้อวิ๋นเซินกำลังจัดการอีกเรื่อง…ผู้อาวุโสหยวนและผู้นำเฉิงมาแล้ว”

“ผู้นำเฉิงคือใครหรือ” จวินซูอิ่งถามอย่างไม่เข้าใจ

เกาฟั่งยิ้มเอ่ย “ท่านประมุข ท่านไม่ได้ยุ่งเกี่ยวเรื่องในยุทธภพ ถึงขั้นผู้นำยุทธภพในตอนนี้เป็นใครก็ยังไม่รู้จักเลยหรือ ผู้นำยุทธภพนามเฉิงเส่ว์เสียง ปีนั้นตำแหน่งผู้นำยุทธภพเดิมทีอยู่ในมือของจอมยุทธ์ฉู่ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นท่านประมุขคงทราบ”

จวินซูอิ่งย่นคิ้วเล็กน้อยมองเกาฟั่งปราดหนึ่ง เกาฟั่งยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “จากนั้นผู้อาวุโสหยวนก็ทำได้เพียงครองตำแหน่งผู้นำยุทธภพต่อไป ไม่กี่ปีต่อมา ผู้อาวุโสหยวนอายุมากแล้วจริงๆ จึงให้เฉิงเส่ว์เสียงศิษย์ในสำนักของเขาสืบทอดตำแหน่งผู้นำ ผู้ที่มาในยามนี้ก็คือผู้นำเฉิงท่านนั้น”

ฉู่เฟยหยางลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ย “ในเมื่อผู้อาวุโสหยวนและผู้นำเฉิงมาแล้ว พวกเราควรไปพบสักหน่อยจึงจะถูก”

ฉู่เฟยหยางพูดเช่นนี้แล้วก็ไม่มีใครค้าน แม้แต่จวินซูอิ่งที่ไม่ชอบสถานการณ์เช่นนี้ที่สุดก็เตรียมตัวไปด้วยเช่นกัน ครั้งนี้จวินซูอิ่งถึงกับไม่ให้เขาเรียกซ้ำ ทำให้ฉู่เฟยหยางไม่คุ้นเคยเล็กน้อย

ตลอดทางเกาฟั่งอธิบายคุณงามความดีต่างๆ ของผู้นำเฉิงที่อายุน้อยแต่โดดเด่นผู้นี้ให้จวินซูอิ่งฟังอย่างกระตือรือร้น ตั้งแต่ประวัติครอบครัวไปจนถึงวิชาล้ำเลิศมีชื่อเสียงของเขา จากสตรีรู้ใจไปจนถึงพี่น้องมิตรสหาย ชิงหลางฟังอยู่ด้านข้างก็ถอนหายใจไม่หยุด เกาฟั่งมีฐานะเป็นคู่ชีวิตของเจ้าสำนักกระบี่ชิงเฟิง วิชาแพทย์เหนือชั้นนั้นไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความ เขายังศึกษาค้นคว้าเรื่องยาต่ออีกด้วย จะพยายามพัฒนาทักษะทุกด้านก็ช่างเถิด แต่เขารู้เรื่องในยุทธภพราวกับอยู่ในกำมือ ไม่ตกหล่นทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ สุภาษิตกล่าวว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง การกระทำครั้งนี้ของเกาฟั่ง เรียกว่าเป็นภรรยาผู้ช่วยเหลือค้ำจุนสามีที่หาได้ยากยิ่งอย่างแท้จริง

ได้ยินเกาฟั่งกล่าวต่อว่า “อาวุธของเฉิงเส่ว์เสียงผู้นั้นนามว่าอิ่งเริ่น [3] จัดเป็นอันดับหนึ่งบนรายนามอาวุธในยุทธภพ”

“เขาคืออันดับหนึ่ง?!” จวินซูอิ่งขมวดคิ้วถามกลับ

เกาฟั่งไหนเลยจะฟังความหมายของสี่คำนี้ไม่ออก เขายกมือขวาขึ้นลูบปลายผม กระดิ่งเล็กๆ สองอันที่สวมอยู่บนข้อมือส่งเสียงใสเบาๆ แล้วยิ้มเอ่ยกับจวินซูอิ่ง “ท่านประมุข ที่จอมยุทธ์ฉู่มีชื่อเสียงก็เพราะมีความสามารถทางกายและมีจิตใจดี ส่วนอาวุธเป็นเรื่องรอง ดังนั้นในอันดับอาวุธ กระบี่ชิงเฟิงที่จอมยุทธ์ฉู่ใช้จนเคยชินจึงไม่โดดเด่นเพียงนั้น”

“รายนามอาวุธนี้ใครเป็นคนเขียน ใครเป็นคนจัดอันดับ” จวินซูอิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม

“อ่า รายนามอาวุธทั้งหมดเล่มนั้นเรียกว่า โลกอาวุธของไป่เสี่ยวเซิงแห่งยุทธภพ

จวินซูอิ่งได้ยินแล้วก็ส่งเสียงหึอย่างดูแคลน “ไป่เสี่ยวเซิงรึ เขาตายไปหลายร้อยปีแล้วไม่ใช่หรือ เห็นชัดว่าตำรานี้ เหลวไหลทั้งเพ!”

กลุ่มฉู่เฟยหยางเดินเข้าไปในโถงรับแขก ซิ่นอวิ๋นเซินที่กำลังขมวดคิ้วแน่นกล่าวบางอย่างกับหยวนคังโซ่วก็ลุกขึ้นก้าวเข้ามาต้อนรับ “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านมาแล้ว”

“อืม ข้ามาแล้ว” ฉู่เฟยหยางพยักหน้า ก่อนจะเดินไปทางหยวนคังโซ่ว “ผู้อาวุโสหยวน ร่างกายท่านแข็งแรงดีหรือไม่ ผู้น้อยไม่ได้ไปเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสนานแล้ว ละอายใจจริงๆ”

หยวนคังโซ่วหัวเราะฮ่าๆ เดินไปข้างกายฉู่เฟยหยาง แล้วตบไหล่เขา “เป็นเช่นนั้นที่ไหนกัน เจ้าเป็นคนมีครอบครัว ไหนเลยจะเป็นเหมือนเมื่อก่อนที่วิ่งไปมาถึงสหพันธ์ชาวยุทธ์ทุกวัน เจ้ามีจิตใจกตัญญู ข้าก็ปลื้มใจยิ่งแล้ว มา มาพบศิษย์ของข้าสักหน่อย เส่ว์เสียง พวกเจ้าสองคนมักถูกคนในยุทธภพนำมาเปรียบเทียบ ล้วนเป็นลูกศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจของข้า วันนี้เป็นการพบกันครั้งแรกกระมัง”

บุรุษในชุดสีม่วงผู้หนึ่งกำหมัดคำนับฉู่เฟยหยาง เขายิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ย “ศิษย์พี่ฉู่ ได้ยินชื่อเสียงมานาน ได้ยินชื่อมิสู้ได้พบหน้าดังคาด ท่านอาจารย์บอกว่าท่านและข้าอยู่ในสำนักท่านอาจารย์ ข้าเรียกศิษย์พี่ฉู่ก็ไม่นับว่าล่วงเกินกระมัง”

ฉู่เฟยหยางคำนับกลับ ยิ้มเอ่ย “มิกล้า มิกล้า ผู้นำเฉิงอายุน้อยแต่โดดเด่น ทั้งยังเป็นผู้นำยุทธภพ แบกรับทั้งเรื่องดีและร้ายของยุทธภพจงหยวนไว้กับตัว หากผู้นำเฉิงไม่ถือสา ท่านและข้าย่อมนับเป็นพี่น้องกัน”

เฉิงเส่ว์เสียงไม่โต้แย้งความคิดนี้ เขายิ้มพร้อมเอ่ยเรียกทันที “พี่ฉู่”

กล่าวแล้วก็เคลื่อนสายตาไปทางจวินซูอิ่งและคนอื่นๆ “ท่านนี้คือ…”

“ข้าน้อยเป็นเพียงพ่อค้าคนหนึ่งเท่านั้น เดินทางเหนือใต้ความสัมพันธ์นับว่ากว้างขวาง มาช่วยเหลือสำนักกระบี่ชิงเฟิงโดยเฉพาะด้วยเรื่องหมู่ตึกอู๋จี๋” ชิงหลางยิ้มเอ่ย

ที่ชิงหลางไม่เปิดเผยฐานะประมุขพรรคเทียนอีต่อสหพันธ์ชาวยุทธ์ย่อมมีเหตุผลของเขา ฉู่เฟยหยางและคนอื่นๆ ก็ไม่เปิดเผยความจริงเช่นกัน ไม่รู้ว่าหยวนคังโซ่วยังจำชิงหลางได้หรือไม่ จึงทำท่าทางไม่รู้จักและเกรงอกเกรงใจเช่นนี้

หยวนคังโซ่วรู้เรื่องทั้งหมดของเกาฟั่งและจวินซูอิ่ง จึงเพียงแนะนำกับเฉิงเส่ว์เสียงอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ฐานะนั้นย่อมไม่เอ่ยถึง

เฉิงเส่ว์เสียงมองทางจวินซูอิ่ง ใบหน้ายิ้มเอ่ย “โอ้?! ท่านมีนามว่าจวินซูอิ่งหรือ ซือซูฮว่าอิ่ง [4] มีวาสนากับอิ่งเริ่น [5] ของข้ายิ่งนัก”

จวินซูอิ่งมองฉู่เฟยหยางปราดหนึ่ง เอ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ผู้นำเฉิงล้อเล่นแล้ว”

หยวนคังโซ่วเห็นว่ารู้จักกันแล้ว ก็กวักมือเรียกกลุ่มคนเข้าไปนั่ง พูดคุยเรื่องก่อนหน้านี้ต่อ

ซิ่นอวิ๋นเซินเอ่ย “ผู้อาวุโสหยวน ท่านเล่าเรื่องในสหพันธ์ชาวยุทธ์ให้ศิษย์พี่ใหญ่ฟังอีกรอบเถิด”

หยวนคังโซ่วถอนหายใจ สีหน้าหม่นหมอง เอ่ยว่า “เฟยหยาง ครั้งนี้ยุทธภพพบตะปู [6] เข้าแล้วจริงๆ”

เฉิงเส่ว์เสียงมอบเทียบเชิญที่วางอยู่บนโต๊ะแต่เนิ่นแล้วให้ทุกคน ฉู่เฟยหยางรับมาเปิดดู คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเทียบเชิญที่หมู่ตึกอู๋จี๋ส่งให้สหพันธ์ชาวยุทธ์

“งานวันเกิดประมุขหมู่ตึกอู๋จี๋หรือ” ฉู่เฟยหยางเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “พวกเขาต้องการปรับความเข้าใจรึ”

เฉิงเส่ว์เสียงส่ายหน้า “หากเป็นเช่นนั้นจริง ไหนเลยจะต้องมาเชิญพี่ฉู่” เขาเอ่ย ก่อนนำจดหมายอีกฉบับออกมาเปิด ด้านในกลับเป็นตัวอักษรสีแดงเลือดกลุ่มหนึ่ง มองแล้วน่าตกตะลึงยิ่ง ทั้งยังได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ดูแล้วน่าจะเป็นจดหมายเลือดที่ใช้เลือดสดเขียนขึ้นจริงๆ

จวินซูอิ่งเพียงเห็นก็ขมวดคิ้ว “ใช้สิ่งนี้ หรือว่าหมู่ตึกอู๋จี๋จะมีความแค้นส่วนตัวกับคนในสหพันธ์ชาวยุทธ์”

หยวนคังโซ่วส่ายหน้าถอนหายใจ “หากเป็นเพียงความแค้นส่วนตัว ไยต้องทำเอะอะใหญ่โตเช่นนี้ ราวกับมีความแค้นยิ่งใหญ่ต่อยุทธภพจงหยวน”

ซิ่นอวิ๋นเซินพยักหน้าเอ่ย “ไม่ผิด บนจดหมายเลือดนั้นกล่าวว่า สหพันธ์ชาวยุทธ์จะต้องตอบรับคำเชิญภายในเวลาหนึ่งวัน ช้าหนึ่งวัน จะล้างหนึ่งสำนักในยุทธภพด้วยเลือด”

“โหดร้ายเพียงนี้เลยรึ!” ชิงหลางจิกนิ้วลงบนโต๊ะ “จะสำนักในยุทธภพหรือพ่อค้าคหบดี ล้วนเลี่ยงคำว่าผลประโยชน์ไม่พ้น แต่การที่หมู่ตึกอู๋จี๋ทำเรื่องพรรค์นี้ ข้าน้อยมองไม่ออกว่ามีผลประโยชน์หรือมีจุดประสงค์อะไร เป็นได้เพียงความแค้นคำเดียวแล้ว ฝ่ายธรรมอย่างพวกท่านนี่นะ คนที่กล้าล่วงเกินนับวันยิ่งไม่ธรรมดาจริงๆ”

“สำนักที่เข้าสู่ยุทธภพล้วนไม่ใช่สำนักเล็ก ทั้งยังมีสหพันธ์ชาวยุทธ์คอยดูแล หมู่ตึกอู๋จี๋จะกล้ามีความมั่นใจถึงเพียงนี้ได้อย่างไร หากต้องการล้างหนึ่งสำนักด้วยเลือดจะง่ายเหมือนพูดหรือ!”

ใบหน้าที่เรียบเฉยแฝงด้วยรอยยิ้มมาตลอดของเฉิงเส่ว์เสียงยามนี้ปรากฏความกลัดกลุ้ม เขาถอนหายใจแล้วเอ่ย “เทียบเชิญนี้ส่งมาเมื่อสองวันก่อน เมื่อวาน…มีสำนักหนึ่งถูกทำลายไปแล้ว สำนักอวิ๋นไห่ [7] ก็นับเป็นสำนักที่แข็งแกร่งและมีอำนาจสำนักหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าจะไม่มีผู้เหลือรอดสักราย สำนักใหญ่หนึ่งสำนักกลายเป็นพื้นที่รกร้างภายในเวลาหนึ่งคืน ต่อให้สหพันธ์ชาวยุทธ์มีอำนาจมากเท่าใด ก็ไม่อาจดูแลทุกสำนักได้ อีกทั้งคนหมู่ตึกอู๋จี๋เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับภูตผี จึงยิ่งเตรียมป้องกันไม่ทันการณ์”

ฉู่เฟยหยางได้ยินก็รู้สึกเช่นกันว่าเรื่องคราวนี้หนักหนานัก เขามองหยวนคังโซ่วแล้วเอ่ย “ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสหยวนมีความเห็นอย่างไรหรือ”

หยวนคังโซ่วถอนหายใจ “หากข้ามีวิธีดีๆ จะมาลำบากสำนักกระบี่ชิงเฟิงหรือ หมู่ตึกอู๋จี๋ไม่ใช่หน่อพันธุ์ที่ดี ข้าไม่อยากดึงคนหลายคนเข้ามาเดือดร้อน เพียงแต่…เฮ้อ ข้าตอบรับเทียบเชิญของหมู่ตึกอู๋จี๋แล้ว ยอมตามคำกล่าวของเขา ยืดเวลาได้ก็ยืดไปก่อน ไม่อาจให้สำนักใดประสบกับหายนะมากกว่านี้แล้ว”

“ตามคำกล่าวของหมู่ตึกอู๋จี๋หรือ” เกาฟั่งเอ่ยอย่างสงสัย “หมู่ตึกอู๋จี๋ต้องการให้ทำเช่นไร”

สีหน้าของหยวนคังโซ่วหมองคล้ำราวกับเอาหน้ากวาดพื้น [8] ทันที เขาโบกมือเอ่ย “เรื่องนี้คือความอับอายของยุทธภพจงหยวนของข้าจริงๆ หมู่ตึกอู๋จี๋ต้องการให้สหพันธ์ชาวยุทธ์ปูพรมแดง หันหน้าไปยังทิศเหนือ แล้วให้ข้าพาศิษย์สหพันธ์ชาวยุทธ์โค้งตัวคำนับ อวยพรวันเกิดให้ประมุขหมู่ตึกอู๋จี๋” ยามเอ่ยถึงช่วงท้ายสุด หยวนคังโซ่วขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สีหน้าเคียดแค้น

เฉิงเส่ว์เสียงเอ่ยปลอบใจ “ท่านอาจารย์อย่าได้โมโห ท่านคำนึงถึงทั้งยุทธภพ คนในยุทธภพล้วนเข้าใจ และการที่ต้องโค้งคำนับก็กระทำด้วยจิตใจเมตตากล้าหาญ องอาจดุจผู้กล้า คำว่า ‘กล้าหาญมีเมตตา’ ที่คนในยุทธภพล้วนชื่นชมก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ยามนี้แม้ยุทธภพจะวุ่นวาย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จัดการไม่ได้ ท่านอาจารย์ยอมถอยหนึ่งก้าวในเวลานี้ พวกเราก็ยังมีเวลา ย่อมกำจัดหมู่ตึกอู๋จี๋ได้ทั้งหมดแน่”

“พี่เฉิงกล่าวได้ถูกต้องที่สุด” ฉู่เฟยหยางเอ่ยเห็นด้วย “พี่เฉิงอายุยังเยาว์แต่โดดเด่น ทั้งเข้าใจสถานการณ์อย่างลึกซึ้ง สมกับเป็นผู้นำยุทธภพ นับเป็นโชคดีของยุทธภพจงหยวนจริงๆ”

“พี่ฉู่ชมเกินไปแล้ว พี่ฉู่เองก็เช่นกัน…” เฉิงเส่ว์เสียงยิ้มตอบ

จวินซูอิ่งเพียงได้ยินก็เท้าคางเบือนหน้ามองออกนอกหน้าต่างอย่างเบื่อหน่าย

ฝ่ายธรรมเหล่านี้ พูดสามประโยคก็ต้องประจบยกยอกันสักหน ตกลงป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่หรือ

ทุกคนพูดคุยสถานการณ์ในตอนนี้จนกระจ่าง หยวนคังโซ่วก็แสดงเจตนา แท้จริงแล้วสหพันธ์ชาวยุทธ์กำลังคนไม่เพียงพอ ต้องการมายืมคนจากสำนักกระบี่ชิงเฟิงชั่วคราว เดิมทีสหพันธ์ชาวยุทธ์ไม่ได้รับศิษย์มากมายเช่นเดียวกับสำนักกระบี่ชิงเฟิง ในยามปกติส่วนใหญ่จะประกาศงาน รอชาวยุทธ์มารับคำสั่งภารกิจ แล้วให้ค่าตอบแทน ตอนนี้หากหว่านแหออกไป ก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยให้ภายนอกรู้ว่าขาดกำลังคน

ยามนี้ยุทธภพจงหยวนอยู่ที่แจ้ง หมู่ตึกอู๋จี๋อยู่ที่ลับ กระทั่งหมู่ตึกอู๋จี๋อยู่ที่ใดยังไม่รู้ จะให้รับมือเช่นไรรึ! ทำได้เพียงส่งคนตระเวนไปตามยุทธภพ สืบข่าวคราวให้ได้ก่อนจึงค่อยวางแผน

ชิงหลางยิ้มพร้อมเปิดปากเอ่ย “พูดถึงการสืบข่าวคราว ข้าน้อยอาจพอช่วยเหลือได้เล็กน้อย”

“เจ้าจะช่วยเพียงเล็กน้อยได้อย่างไร” จวินซูอิ่งส่งเสียงหึขึ้น “ประมุขชิงไม่จำเป็นต้องถ่อมตัว สายสืบเหล่านั้นที่เจ้าดูแลอยู่ หากลงมือสุดความสามารถ โลกหล้ายังจะมีเรื่องที่เจ้าสืบไม่พบหรือ”

ชิงหลางมองทางจวินซูอิ่งแล้วยิ้มเอ่ย “ซูอิ่งกำลังประจบยกยอข้าน้อยอยู่ใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าน้อยก็ไม่กล้าออมมือแล้ว” เขาเอ่ยพร้อมหันมองทางหยวนคังโซ่ว “ผู้อาวุโสหยวน ผู้นำเฉิง เรื่องนี้ข้าน้อยย่อมทำสุดความสามารถ ตอนนี้ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญ ต้องขอตัวก่อน”

ธุระหลักของทุกคนพูดคุยกันได้ระดับหนึ่งแล้ว ซิ่นอวิ๋นเซิน และเกาฟั่งจึงไปพบซิ่นไป๋พร้อมกับหยวนคังโซ่วและเฉิงเส่ว์เสียง ส่วนฉู่เฟยหยางออกมาส่งชิงหลางพร้อมกับจวินซูอิ่ง

“พี่ชิง เหตุใดท่านจึงรีบร้อนขึ้นมากะทันหันเช่นนี้” ฉู่เฟยหยางเอ่ยถาม

ชิงหลางเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ท่านก็ได้ยินแล้ว ตอนนี้เห็นได้ชัดเจนว่าหมู่ตึกอู๋จี๋ไม่พูดกล่าวด้วยเหตุผล เอาแต่พุ่งเป้ามายังยุทธภพทั้งหมด แม้พรรคเทียนอีตั้งอยู่นอกด่าน แต่สองสามปีที่ผ่านมาข้าก็เคลื่อนไหวอยู่ในจงหยวนหลายครั้ง ยากจะรับรองได้เช่นกันว่าหมู่ตึกอู๋จี๋จะไม่คิดเคลื่อนไหวบนศีรษะของพรรคเทียนอี” ชิงหลางเอ่ยถึงตรงนี้ มือใหญ่ที่มีข้อกระดูกชัดเจนและแขนที่โผล่พ้นเสื้อออกมาก็มีเส้นเลือดปูดนูนขึ้น สายตาเคร่งขรึม

“ท่านเป็นห่วงเยียนฉีกับชิงจิ้งหรือ” ฉู่เฟยหยางพยักหน้าเอ่ย “ไม่อาจประมาทได้จริงๆ พี่ชิง ท่านรับพวกเขามายังสำนักกระบี่ชิงเฟิงเถิด ศิษย์พรรคเทียนอี ทางที่ดีที่สุดควรหาที่พักชั่วคราว ในเมื่อพี่ชิงต้องการช่วยเหลือสำนักกระบี่ชิงเฟิง เกรงว่าจะแยกร่างทำหลายเรื่องพร้อมกันไม่ได้แล้ว”

ชิงหลางคลี่ยิ้มเอ่ย “ข้าน้อยก็มีความตั้งใจเช่นนี้ ซูอิ่ง ท่านอย่าลืมเก็บกวาดเรือนสักหลัง รอเยียนฉีมาอยู่ด้วยล่ะ”

จวินซูอิ่งเม้มริมฝีปากบาง ถลึงตาใส่ชิงหลาง ชิงหลางกลับหัวเราะร่าพร้อมกล่าวลา แล้วจากไป

หลังจากหยวนคังโซ่วพบซิ่นไป๋ ก็รีบเร่งพากำลังคนที่ยืมจากสำนักกระบี่ชิงเฟิงกลับสหพันธ์ชาวยุทธ์ เผื่อว่าหมู่ตึกอู๋จี๋จะก่อเรื่องอีกครั้ง

เฉิงเส่ว์เสียงรับคำสั่งอยู่ที่สำนักกระบี่ชิงเฟิงต่อ เตรียมตั้งรับกับพวกฉู่เฟยหยางและซิ่นอวิ๋นเซิน

หลังชิงหลางจากไป ไม่กี่วันต่อมาก็มีสายสืบของพรรคเทียนอีหลายคนมายังสำนักกระบี่ชิงเฟิงเพื่อส่งข่าว ข่าวเหล่านี้ส่วนใหญ่รายงานว่าคนที่หมู่ตึกอู๋จี๋ส่งออกมามีความเคลื่อนไหวอยู่แห่งใด จัดการสำนักกี่สำนัก สังหารคนกี่คน

เฉิงเส่ว์เสียงวางจดหมายลับในมือ กดนวดหัวคิ้ว แล้วเปิดปากเอ่ย “สายข่าวของพี่ชิงท่านนั้นรวดเร็วฉับไวจริงๆ หากเปลี่ยนเป็นสหพันธ์ชาวยุทธ์ ข้าคงรวบรวมข่าวครบถ้วนเช่นนี้ไม่ได้”

ซิ่นอวิ๋นเซินสองมือประคองจอกชารสเข้มกรอกเข้าปาก สีหน้าที่เดิมทีขาวอยู่แล้วเปลี่ยนเป็นขาวซีด รอบดวงตามีรอยคล้ำจางๆ ท่าทางเหนื่อยล้าถึงขีดสุด ฉู่เฟยหยางก็ง่วงเหงาหาวนอน ไร้ชีวิตชีวามาหลายวัน มือข้างหนึ่งถือกระดาษแผ่นหนึ่งสะลึมละลือใกล้หลับ

สองสามวันมานี้ พรรคย่อยกลุ่มย่อยหลายแห่งของสำนักกระบี่ชิงเฟิงปะทะกับหมู่ตึกอู๋จี๋ติดต่อกัน ซิ่นอวิ๋นเซินเร่งรีบขี่ม้าไม่ได้พักเท้า ฉู่เฟยหยางยิ่งวิ่งเต้นไปจัดการปัญหายังกลุ่มย่อยทั่วทุกที่ แม้มีอาจารย์อา อาจารย์ลุง และศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ร่วมเดินทางช่วยเหลือในแต่ละที่ กลับยังคงป้องกันหมู่ตึกอู๋จี๋ไม่ได้

คนหมู่ตึกอู๋จี๋ไม่มีใครพูดจาด้วยเหตุผล เพียงแค่ได้พบก็ต้องสู้รบกันดุเดือด ฉู่เฟยหยางประมือกับคนหมู่ตึกอู๋จี๋ติดต่อกันหลายคนแล้ว ยังไม่ได้นอนหลับให้สบายสักงีบ ต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งเป็นอมตะก็ต้องทนไม่ไหว

เฉิงเส่ว์เสียงเห็นท่าทางเหนื่อยล้าของฉู่เฟยหยางและซิ่นอวิ๋นเซิน ก็เอ่ยอย่างรู้สึกผิด “พี่ฉู่ เจ้าสำนักซิ่น เดิมทีข้าน้อยมาเพื่อรับมือกับหมู่ตึกอู๋จี๋ร่วมกับพวกท่าน แต่หลายวันนี้กลับไม่ได้กระทำอันใดมากที่สุด ละอายใจจริงๆ หากมีสิ่งใดที่ข้าน้อยช่วยได้ เจ้าสำนักซิ่นโปรดอย่าได้เกรงใจ”

ที่ฉู่เฟยหยางและซิ่นอวิ๋นเซินจัดการล้วนเป็นงานส่วนหนึ่งของสำนักกระบี่ชิงเฟิง ฐานะผู้นำยุทธภพของเฉิงเส่ว์เสียงค่อนข้างอ่อนไหว ทำให้เขาไม่สะดวกที่จะสอดมือเข้ามาถามไถ่เรื่องภายในของสำนักอื่น สุดท้ายแล้วเฉิงเส่ว์เสียงผู้นำยุทธภพผู้นี้จึงว่างงานที่สุด ในทุกๆ วันเพียงแค่อยู่บนเขาหลางเย่ว์ ค้นหาเบาะแสจากจดหมายลับที่ส่งมาจากที่ต่างๆ

ซิ่นอวิ๋นเซินวางจอกชาแล้วเอ่ย “ไหนเลยจะเป็นเช่นนั้น ผู้นำเฉิงมีหน้าที่ของตนเอง งานทั่วไปเหล่านี้เป็นของสำนักกระบี่ชิงเฟิง จะลำบากให้ท่านวิ่งเต้นได้อย่างไร ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ผู้นำเฉิงมีเบาะแสของหมู่ตึกอู๋จี๋หรือไม่”

เฉิงเส่ว์เสียงนำแผนที่แผ่นหนึ่งออกมา เอ่ยว่า “ข้าทำสัญลักษณ์ลงบนแผนที่เพื่อแสดงตำแหน่งที่คนหมู่ตึกอู๋จี๋ปรากฏตัวตามที่แจ้งในจดหมาย เจ้าสำนักซิ่น พี่ฉู่ เชิญดู”

ฉู่เฟยหยางและซิ่นอวิ๋นเซินโน้มเข้าไปมองแผนที่ซึ่งใช้สีชาดทำสัญลักษณ์ไว้ ฉู่เฟยหยางลูบคางเอ่ย “พี่เฉิงพบที่ตั้งของหมู่ตึกจากแผนที่นี้แล้วหรือ”

“ไม่ผิด” เฉิงเส่ว์เสียงยิ้มพร้อมพยักหน้าเอ่ย

“อยากรู้ว่าหมู่ตึกอู๋จี๋อยู่ที่ใด มีวิธีที่ง่ายยิ่งกว่า ไยต้องยุ่งยากเพียงนี้” เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นจากด้านนอกประตู เมื่อทั้งหมดเงยหน้าขึ้นมอง จวินซูอิ่งก็ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาพอดี

“ซูอิ่ง” ฉู่เฟยหยางยิ้มพร้อมเดินนำออกไปรับ

บนใบหน้าของเฉิงเส่ว์เสียงก็ยิ้มบางๆ พลางมองจวินซูอิ่งเช่นกัน

ฉู่เฟยหยางดึงข้อมือจวินซูอิ่งไว้ จวินซูอิ่งเงยหน้ามองเขาเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของฉู่เฟยหยางก็ขมวดคิ้วเอ่ย “เหตุใดเจ้าจึงเปลี่ยนเป็นเช่นนี้!”

ฉู่เฟยหยางลูบใบหน้า สีหน้าท่าทางค่อนข้างใสซื่อบริสุทธิ์ “กล่าวอะไรกัน ข้าเปลี่ยนเป็นอย่างไรหรือ!”

“ข้าน้อยโง่เขลาเบาปัญญา ไม่ทราบว่าคุณชายซูอิ่งมีความเห็นอย่างไร” เฉิงเส่ว์เสียงที่ยืนอยู่ที่เดิมมาตลอด จู่ๆ กลับเปิดปากเอ่ยถาม ท่าทีที่จวินซูอิ่งมีต่อเขาไม่นับว่าสุภาพนัก แต่เขาก็ไม่ได้ไม่พอใจแม้แต่น้อย เพียงประสานมือคำนับให้จวินซูอิ่งพร้อมยิ้มเอ่ย

จวินซูอิ่งมองดูแผนที่ สัญลักษณ์จุดสีแดงกระจัดกระจายแสดงตำแหน่งของคนที่หมู่ตึกอู๋จี๋ส่งออกมาอย่างชัดเจน เพียงพอที่จะประมาณตำแหน่งของหมู่ตึกอู๋จี๋ได้ ผู้นำยุทธภพผู้นี้ไม่ใช่ว่าไร้หลักการเสียทีเดียว

“ตอนที่พวกเราออกเดินทางอยู่ด้านนอก พบประกาศของหมู่ตึกอู๋จี๋อยู่ทั่วทุกหนแห่ง เชื้อเชิญชาวยุทธ์ไปยังหมู่ตึกอู๋จี๋เพื่ออวยพรวันเกิดประมุขอย่างไม่ยำเกรง” จวินซูอิ่งมองทางฉู่เฟยหยางพลางเอ่ย ฉู่เฟยหยางพยักหน้า

“ท่านกำลังบอกให้พวกเราไปอวยพรวันเกิดประมุขหมู่ตึกอู๋จี๋ผู้นั้นหรือ” เฉิงเส่ว์เสียงเอ่ยถาม

“ทำไมเล่า ท่านผู้นำยุทธภพละทิ้งฐานะนี้ไม่ลงหรือ” จวินซูอิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม

 

[1] อุปมาถึงคนถือทิฐิอย่างมาก

[2] สำนวนจีน หมายถึง ไม่โอนอ่อนต่อคำชักจูงทุกรูปแบบ

[3] แปลว่า ความคมของเงา

[4] แปลว่า เงาภาพโคลงกวี ในที่นี้เฉิงเส่ว์เสียงเอ่ยขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงกับชื่อของ “จวินซูอิ่ง”

[5] ตัวอิ่งในคำว่า “อิ่งเริ่น” และชื่อ “จวินซูอิ่ง” เป็นตัวเดียวกัน

[6] เปรียบเปรยว่า พบเจอกับปัญหา

[7] แปลว่า เมฆามหาสมุทร

[8] หมายถึง เสียหน้า

ใส่ความเห็น