fbpx

[ทดลองอ่าน] โฉมตรูคู่หทัย บทที่ 4

《妻恩浩蕩》
โฉมตรูคู่หทัย

 

จี้ชิว เขียน
เหมยชมจันทร์ & เชาว์เหลียน แปล

 

— โปรย —

เฟิงจื่ออี จากเด็กหญิงตัวน้อยในครอบครัวที่กุมความลับบางอย่างจนถูกปองร้าย
ต้องกลายสถานะมาเป็นหญิงรับใช้ของ ฉีเทียนเฮ่า เจ้าเมืองจูเช่ว์
วันเวลาในจวนเหล่านั้นนางอยู่เย็นเป็นสุข

ด้วยทุกคนในจวนรักนางประหนึ่งคนในครอบครัวเดียวกัน
แต่แล้ววันหนึ่งเพื่อช่วยขจัดภัยพาลและตามล่าหาสมบัติ
เพลงกล่อมเด็กที่มารดาเคยสอนร้องครั้งเยาว์วัยกลับกลายเป็นลายแทงขุมทรัพย์!

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

4

 

“ไม่นะ! ข้าไม่อยากถูกขายเข้าหอคณิกา…ปล่อยข้า! คนที่ติดเงินท่านคือพ่อเลี้ยงของข้า ไม่ใช่ข้า…ท่านรีบปล่อยข้านะ…อย่าลากข้า…”

ในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน จู่ๆ ก็มีเสียงร่ำไห้อย่างตื่นตระหนกของสตรีดังขึ้น เสียงดังลั่นทำให้ผู้คนหยุดเดินพร้อมกับถามเซ็งแซ่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น

เห็นเพียงชายฉกรรจ์วัยกลางคนกำยำล่ำสัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นผู้หนึ่งทำท่าทางคล้ายหิ้วลูกไก่ เขาใช้แขนที่หนาราวกับท่อนไม้ฉุดกระชากแม่นางที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ และร้องไห้น้ำตานองหน้าให้เดินตามเขาไปข้างหน้า

แม้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาจะชี้ไม้ชี้มือไปยังชายฉกรรจ์ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดยอมออกหน้าขัดขวางพฤติกรรมเลวทรามของชายดุร้ายผู้นั้นสักคน

“จะร้องหาอันใด! ติดหนี้ก็ต้องคืน นี่ยุติธรรมที่สุดแล้ว เจ้าตามข้าไปดีๆ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว เป็นหญิงคณิกาแล้วทำไม จะได้มีเงินมีทองใช้ ดีออกจะตาย เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไปอุดหนุนเจ้าแน่”

ชายฉกรรจ์ผู้นั้นมิได้สนใจอันใดทั้งสิ้น เขาแทะโลมดรุณีน้อยกลางถนนตามอำเภอใจ ขณะที่ดรุณีน้อยผู้นั้นก็ร่ำไห้น้ำตาร่วงพรูแลดูน่าสงสารยิ่ง

น่าแปลกจริงๆ ทั้งๆ ที่เห็นโคมแดงของ “หออี๋ชุน” อยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่ชายฉกรรจ์ที่ข่มขู่ว่าจะเอาคนไปขายเพื่อแลกเงินจู่ๆ ก็เลี้ยวโค้งกะทันหันและเดินพุ่งไปหาคุณหนูสูงศักดิ์ซึ่งพาสาวใช้ติดตามมาด้วยสองคน

“ไม่…ข้าไม่อยากเป็นหญิงคณิกา…คนติดหนี้พนันคือท่านพ่อข้า ท่านไปหาเขาสิ!”

“พ่อติดหนี้ ลูกชดใช้ วันนี้ข้าจับตัวเจ้าได้จะปล่อยเจ้าไปได้อย่างไร อีกอย่าง ถ้าไปหาบิดาที่ชอบเล่นพนันของเจ้าจะได้เงินสักเท่าไรกันเชียว จุๆ แต่กับเจ้านั้นย่อมต่างกัน คราวนี้เงินทุนกับดอกเบี้ยของข้าก็จะได้คืนแล้ว!” พูดจบเขาก็ง้างมือจะตบ ทว่ายังไม่ทันโดนตัวนาง ดรุณีน้อยที่หวาดหวั่นผู้นั้นก็ล้มลงกับพื้นอย่างแรง

ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือไม่ มิคาดว่านางล้มลงตรงหน้ารองเท้าปักลายผีเสื้อคู่ใหม่เอี่ยมคู่หนึ่ง เหมือนกับคนจมน้ำที่พบเจอขอนไม้ลอยน้ำเข้าพอดี ดรุณีน้อยที่ตอนแรกดูคล้ายอ่อนแอลุกพรวดโดยพลันประหนึ่งโดนเข็มตำก้นก็มิปาน จากนั้นนางก็ไปหลบหลังเจ้าของรองเท้าปักคู่นั้น สองมือเล็กๆ ที่สกปรกคว้าผ้าไหมที่ทอโดย “โรงทออวิ๋นจิ่น” โรงทอผ้าสำหรับพระบรมวงศ์

“คุณหนูผู้มีจิตใจดีงาม ได้โปรดช่วยข้าน้อยด้วย ข้าน้อย…ฮือ…ข้าน้อยไม่อยากถูกขาย ขอร้อง ช่วยข้าน้อยที แม่นางคนดีมีเมตตาดุจพระโพธิสัตว์ เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ขอคำนับให้ท่านสิบแปดครั้ง!” ดรุณีน้อยที่ลูบผ้าทออันเลื่องชื่อยังไม่ทันได้ค้อมศีรษะคำนับ ดวงตาทั้งคู่ของนางที่มีน้ำตาคลอคลองพลันลุกวาว

“เอ๋ ถูกขายด้วยเหตุใดหรือ” คุณหนูผู้ไร้เดียงสากะพริบตางดงามกระจ่างใสบนใบหน้างดงามดุจหยกด้วยความงงงัน

“เพราะบิดานางติดเงินข้า จึงเอานางมาใช้หนี้ ข้าต้องขายนางถึงจะได้เงินมาอย่างไรเล่า” ชายฉกรรจ์วัยกลางคนอธิบายอย่างหยาบคาย และยื่นใบหน้าดุร้ายเข้าไปใกล้

“อ้อ! ติดเงินหรือ! เช่นนั้นก็สมควรคืน…” คุณหนูรองสกุลฉีผู้ไร้เล่ห์เหลี่ยม ไม่รู้จักความร้ายกาจของใจคน คิดว่าหากตนปลีกตัวออกไปจะต้องทำให้เขาเก็บหนี้ได้สะดวกมากขึ้นเป็นแน่

ทว่าพอนางจะจากไป เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ก็เคลื่อนตามนาง นางเดินหนึ่งก้าว เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ก็เดินหนึ่งก้าว นางถอยหลัง เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ก็ยังตามมาอยู่ใกล้ๆ เช่นกัน

ฉีเทียนสี่ที่มีอายุสิบแปดปีนั้นมิได้งามแต่เพียงกาย ทว่าจิตใจยังดีงามดุจพระโพธิสัตว์อีกด้วย สิ่งนี้ไม่เคยแปรเปลี่ยนตั้งแต่เล็กจนโต และเป็นเรื่องที่ผู้คนในเมืองจูเช่ว์ต่างทราบกันดีเช่นกัน

พอเห็นผู้คนเดือดร้อนก็มักยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เห็นคนยากไร้ก็มักมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นเนืองนิตย์ จึงได้ใจชาวเมืองเสมอมา แต่ก็มีคนใจคดบางคนที่เห็นนางเป็นเทวกุมารซ่านไฉ[1]ผู้ไม่เคยปฏิเสธคำร้องขอใดๆ ของผู้อื่นจึงมักฉวยโอกาสนี้หลอกเอาเงินจากนางเป็นประจำ

แต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่งนั่นคือ นางไม่กล้าใช้เงินของจวนสกุลฉีหากไม่ได้รับอนุญาต สาวใช้ที่อยู่ด้านหลังคุณหนูผู้นั้นฉลาดเฉลียวเพียงนั้นแล้วผู้ใดจะกล้าตอแยนางกันเล่า

“ท่านอย่าเพิ่งไปสิเจ้าคะ! คุณหนู บิดาที่เขาพูดถึงไม่ใช่พ่อบังเกิดเกล้า แต่เป็นแค่พ่อเลี้ยงที่ท่านแม่ข้าน้อยแต่งงานใหม่ด้วย เขาเอาแต่ตีข้าน้อย ด่าข้าน้อย ให้ข้าน้อยอดข้าว ซ้ำยังให้ข้าน้อยผ่าฟืน ตักน้ำตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไก่ที่ถูกเลี้ยงเอาไว้ยังอ้วนท้วนกว่าข้าน้อยเสียอีก”

“อันใดนะ มีเรื่องน่าชังเช่นนี้ด้วยรึ” พอได้ยินประสบการณ์อันน่าสังเวชของฝ่ายตรงข้าม นัยน์ตาสดใสของฉีเทียนสี่พลันมีหยาดน้ำใสไหลริน

เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เกรงว่าโครงเรื่องยังยอดเยี่ยมไม่พอจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้ง ก่อนเล่าเรื่องราวชีวิตแสนรันทดทั้งน้ำตาเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ และเป็นไปตามคาด ฉีเทียนสี่ผู้โง่งมก็ร่ำไห้ตามเช่นกัน

“ฮือ…เจ้าน่าสงสารยิ่งนัก…” พอได้ยินว่านางเกือบเสียความบริสุทธิ์ ในใจฉีเทียนสี่รู้สึกเวทนา นางล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่าจนตาแดง

“คุณหนู ฟ้าใกล้มืดแล้ว พวกเรารีบกลับกันเถิดเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นแม่นางจื่ออีจะเอ็ดเอานะเจ้าคะ” หลิงหลง สาวใช้ผู้ได้รับการอบรมอย่างเข้มงวดเตือนฉีเทียนสี่พลางส่งสายตาเป็นนัยให้เหยียนเอ๋อร์ สาวใช้อีกคน ให้รีบกลับจวนไปขอกำลังเสริม

ฉีเทียนสี่ที่ไม่ทันสังเกตว่าหญิงรับใช้ผู้หนึ่งหายไป นางยังคงเศร้าโศก ไม่ฟังคำเตือนของหลิงหลงสักนิด และยังใช้มือรั้งเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เอาไว้ “บิดาเจ้าติดหนี้พนันผู้อื่นเท่าไร หากคืนเงินก็ไม่ต้องถูกขายแล้วใช่หรือไม่”

“คุณหนู…” หลิงหลงที่อยู่ข้างๆ เริ่มร้อนรน นางกระวีกระวาดดึงมือของคุณหนูเอาไว้

ทว่าปากน้อยๆ ของหลิงหลงเพิ่งอ้าได้ไม่มาก เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ผู้แสนฉลาดพลันร้องไห้เสียงดังกว่าเดิม นางคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อขอบคุณในความเมตตาที่มากล้นของคุณหนูรองสกุลฉี ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ที่ดังอื้ออึงยังพอได้ยินเสียงชัดเจนอยู่ว่าจำนวนเงินนั้นคือห้าร้อยตำลึงเงิน

“แค่ห้าร้อยตำลึงเอง ไม่เยอะๆ แย่แล้ว คราวนี้ข้าพกเงินมาแค่ห้าสิบตำลึง ไม่ได้พกมามากมายขนาดนั้น…” ที่จริงฉีเทียนสี่ได้ยื่นเงินห้าสิบตำลึงที่เอามาจากหลิงหลงให้เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ไปนานแล้ว นางเอียงศีรษะขบคิดครู่หนึ่งก็คลี่ยิ้มที่งดงามดุจบุปผายามวสันต์ออกมาโดยพลัน “มีแล้ว ข้ายกปิ่นทองระย้าอันนี้ให้เจ้าก็แล้วกัน เอามันไปขายก็คืนเงินได้แล้ว”

ครั้นเห็นสิ่งของที่ต่อให้มีทองเป็นพันชั่ง[2]ก็ซื้อหามิได้อย่างปิ่นปักผมรูปหงส์สองหัวที่ทำจากทองคำอันนี้ เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ดีใจยิ่ง พลันยิ้มจนปากแทบจะฉีกไปถึงหลังหู นางใช้หลังมือเช็ดน้ำตาที่ไม่มีสักหยด ก่อนเหยียดแขนออกไปรับของล้ำค่าอันหาได้ยากยิ่ง

แต่ผู้ใดจะรู้ว่ามือของนางเพิ่งแตะโดนปิ่นทองคำไม่ทันไร กิ่งหลิวเรียวยาวก็ฟาดใส่หลังมือของนางแล้ว นางหดมือกลับด้วยความเจ็บปวด ทำให้ชวดเงินทันที

“คุณหนู หากท่านไม่ชอบใจที่ปิ่นทองนี่หนักเกินไปจนทำให้ท่านปวดเมื่อยไหล่ บอกข้าสักคำก็สิ้นเรื่อง ไยต้องมอบให้คนนอกด้วยเจ้าคะ” อย่างน้อยตอนอยู่ข้างนอกนางก็ยังเรียกคุณหนูเป็น

สุ่มเสียงดังแว่วมาก่อนตัวคน ครั้นฉีเทียนสี่ได้เสียงเย็นชาปานหยก ใบหน้าอมชมพูพลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นัยน์ตาใสกระจ่างเจือแววตระหนก ดูคล้ายเด็กน้อยที่กำลังกระทำความผิด นางก้มหน้างุดมิกล้าเงยหน้า จากนั้นก็เสียบปิ่นทองกลับเข้าเรือนผมอย่างรวดเร็ว

“จื่อ…จื่ออี เจ้าตรวจบัญชีเสร็จแล้วหรือ…” เสียงของนางเบาปานเสียงยุงด้วยเกรงว่าจะโดนดุ

“ยังเจ้าค่ะ” เฟิงจื่ออีทัดผมไปไว้หลังหู นางยิ้มบางพลางมองเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์อย่างพินิจพิเคราะห์ ฝ่ายตรงข้ามจึงถอยหลังทันควัน “แต่คุณหนูขาดคนถือปิ่นทอง จื่ออีจะไม่มารับใช้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ”

ยังไม่เสร็จอย่างนั้นหรือ ฉีเทียนสี่กลัวจนสั่นไปทั้งตัว คราวนี้นางโชคไม่ดีแล้ว ปกติยามที่จื่ออีตรวจสอบบัญชีจะเกรี้ยวกราดเป็นที่สุด ผู้คนที่อยู่รอบข้างจึงประสบกับหายนะได้ง่ายที่สุดเช่นกัน

ฉีเทียนสี่รีบยิ้มเอาใจ หวังว่าแม่เสือจะไว้ชีวิตตน “ฮ่าๆ ปิ่นทองอันนี้ไม่หนักสักหน่อย จื่ออี พวกเรากลับจวนกันเถิด เจ้าเหนื่อยแล้วต้องพักผ่อนให้มากๆ นะ”

เฟิงจื่ออียิ้ม ทว่ากลับน่ากลัวยิ่งกว่าท่าทางยามโกรธของนาง “ไม่ได้เจ้าค่ะ มีคนที่น่าสงสารและน่าเห็นใจอย่างยิ่งยวดดังเช่นแม่นางเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์รอใช้เงินอยู่มิใช่หรือ จื่ออีจะทำลายชื่อเสียงความใจบุญของคุณหนูได้อย่างไร”

เมื่อได้ยินคำพูดกระทบกระเทียบ เท้าซ้ายของเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ที่ก้าวออกไปก็หนักอึ้งประหนึ่งรากไม้ ไม่ว่านางจะเขยื้อนอย่างไรก็ขยับมิได้ จึงได้แต่หันกลับมาอย่างเสียวสันหลัง

“แม่นาง…แม่นางจื่ออี ข้าน้อยมีธุระด่วนคงต้องขอตัวก่อน ไม่เหมาะจะคุยกับท่านเท่าไรนัก” เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์กอบเงินห้าสิบตำลึงไว้ในอ้อมแขน คิดเพียงว่าจะวิ่งไปทางใดดีถึงจะไม่โดนจับตัว

“ช้าก่อน” กิ่งหลิวขวางหน้าเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ เฟิงจื่ออีไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายจากไปง่ายๆ อยู่แล้ว ถึงอย่างไรบัญชีก็ยังตรวจสอบไม่เสร็จและนางก็กำลังหงุดหงิด “เจ้าหนี้ของเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือ แล้วเจ้าจะไปที่ใดเล่า คุณหนูของข้าพกเงินมาไม่พอ สู้ให้ทุกคนช่วยเจ้าคิดว่าจะใช้หนี้อย่างไรดีกว่า”

“ไม่…ไม่ต้องแล้ว เอ่อ ต่อไปข้าน้อยจะคิดหาวิธีเอง ท่านไม่ต้องสิ้นเปลืองความคิดหรอกเจ้าค่ะ” เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เตะบุรุษที่หน้าตาดุร้ายแรงๆ เพื่อเตือนไม่ให้เขาทำตัวเหมือนคนโง่เง่าที่ยืนนิ่งเป็นไก่ไม้ไม่ไหวติง

พอเห็นว่าเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์คิดจะจากไป เฟิงจื่ออีจึงคว้าข้อมือเล็กๆ ของนางไว้อย่างกระตือรือร้น “ไม่ต้องเกรงใจข้า จริงสิ ภรรยานายท่านสกุลเฉินเสียชีวิตนานแล้ว ลูกสามคนที่ขาดมารดาน่าสงสารเหลือเกิน ข้าว่าแทนที่จะกลับเรือนไปให้พ่อเลี้ยงของเจ้ารังแกต่อไปเรื่อยๆ ไม่ลองแต่งกับบุรุษดีๆ สักคนดูเล่า เรื่องสินสอดนั้นตกลงกันไม่ยาก สามารถใช้หนี้พนันทั้งหมดได้ภายในคราวเดียว”

“อะ…อันใดนะ ล้อ ล้อกันเล่นหรือไร ท่านจะให้ข้าน้อยแต่งงานกับคนที่ภรรยาเสียชีวิตถึงสามคน หนอนหนังสือสกุลเฉินที่เล่าลือกันว่ามีดวงกินภรรยาผู้นั้นน่ะหรือ” เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ตกใจจนทำอันใดไม่ถูก เฟิงจื่ออียกยิ้มมุมปากอย่างจริงใจ

 

วันนี้เมืองจูเช่ว์มีปรากฏการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย เมื่อมองออกไปนอกประตูเมืองที่เปิดอยู่ จะเห็นอาชาสองตัวกับลาอีกหนึ่งตัวอยู่บนถนนสายหลักและค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ผู้คนที่สัญจรบนถนนต่างทยอยเดินแหวกออกเป็นทาง จากนั้นเงาร่างของสองบุรุษกับหนึ่งสตรีค่อยๆ ปรากฏขึ้น เสียงกีบเท้าม้าดังเข้ามาในตลาดนัดที่คึกคักที่สุดของเมืองจูเช่ว์

“…โฉมสะคราญในเมืองจูเช่ว์มากมายยิ่ง เกิดมางามพริ้งหยาดเยิ้มสุดรัญจวน ยามโอบเอวอรชรของเนื้อนวล กลิ่นหลานจื่อ[3]หอมฟุ้งขจรขจาย ใจพี่ชายสุดแช่มชื่นรื่นอุรา เสสรวลสุขสันต์ไร้โศกา ร่ำสุราชั้นเลิศเมาพับหน้าบุปผางาม…” จินจุ่นจืออารมณ์ดีจนคลอลำนำที่แต่งขึ้นเอง แม้ฉันทลักษณ์เพลงไม่ครบถ้วน แต่เขาหาได้สนใจไม่

“พี่ใหญ่ ท่านสำรวมหน่อยได้หรือไม่ อย่างน้อยทำตัวสุขุมอย่างพี่ใหญ่ฉีก็ยังดีเจ้าค่ะ” จินหลิงหลิงที่อยู่บนหลังอาชาสีน้ำตาลเอ่ยตำหนิท่าทางเจ้าสำอางของพี่ชายตน นางค่อนข้างอับอายที่มีพี่ชายอย่างนี้

จินหลิงหลิงทำผมทรงนางแอ่นเหินพวงแก้มนวลเปล่งปลั่ง สองเปียที่ห้อยลงมาผูกพู่ระย้า เมื่อสายลมพัดโชยจึงปลิวสะบัดไปอยู่ข้างหลัง แลดูงามพิศน่าหลงใหล ดึงดูดสายตาของเหล่าบุรุษบนถนนไม่น้อย

“เหอะ! สตรีต้องออกเรือน เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ก็กลายเป็นคนนอก ต่อให้พี่ใหญ่ผู้น่าสงสารรักเจ้ายิ่งชีพแล้วจะมีประโยชน์ใด สุดท้ายก็ต้องเตรียมสินเดิมมากมายให้เจ้าออกเรือนไปอยู่ดี” โธ่เอ๊ย ญาติพี่น้องหรือจะสู้สามี!

“ท่านพูดเหลวไหลอันใด มีแต่คำพูดเพ้อเจ้อทั้งนั้น ข้าไม่สนใจท่านแล้ว” นางเบือนหน้าหนี คร้านที่จะทะเลาะกับเขา หากยามนี้มิได้อยู่บนถนนสายหลัก นางคงกลอกตาใส่เขาเป็นแน่

ครั้นจินจุ่นจือเห็นน้องสาวไม่สบอารมณ์ก็หาได้ยี่หระไม่ เขายังคงหัวร่อต่อกระซิกและหยอกล้อบุรุษที่อยู่บนอาชาสีดำข้างๆ “สหาย หากจะแต่งภรรยาต้องแต่งกับคนที่มีคุณธรรม แต่น้องสาวข้าคนนี้คุณธรรมอันใดก็หามีไม่ ข้าไม่มีหน้ายกให้เจ้าหรอก”

“ท่านพูดจาเหลวไหลอีกแล้วนะ!” จินหลิงหลิงจ้องเขาด้วยความเดือดดาล ด้วยเกรงว่าบุรุษบนอาชาดำจะเข้าใจผิดคิดว่านางพูดอันใดกับพี่ชาย

“ข้าพูดเหลวไหลที่ใด ตอนอยู่เมืองเสวียนอู่…”

“จินจุ่นจือ” ฉีเทียนเฮ่าที่อยู่บนอาชาดำสีหน้าเคร่งขรึม พลันเอ่ยขัดจังหวะถ้อยคำของสหายสนิทเสียงเข้ม เพราะกลัวว่านิสัยปากมากของเขาจะทำให้เสียเรื่อง

เพียงแค่สามคำก็ทำให้จินจุ่นจือหุบปากแต่โดยดี เขาเกาศีรษะแกรกๆ “ล้อเล่นน่า ไยต้องจริงจังปานนั้น เจ้ามิได้รีบกลับจวน…ดูนั่นสิ พวกเขากำลังทำอันใดกันน่ะ” เมื่อเห็นว่าข้างหน้ามีคลื่นฝูงชนรวมตัวกัน เขารู้สึกสนใจในบัดดล กระวีกระวาดบังคับลาให้เดินไปทางนั้นทันที

“เลิกยุ่งเรื่องชาวบ้านสักที เรื่องยุ่งๆ ที่เจ้าเข้าไปวุ่นวายระหว่างทางยังไม่มากพออีกหรือ” เตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ฉีเทียนเฮ่าไม่อยากเสียเวลาอีกแล้ว

พอได้ยินเช่นนั้นจินจุ่นจือก็หัวเราะลั่น ทำหน้าดังเช่นอันธพาล “ดูประเดี๋ยวเดียวน่า ข้ารับรองว่าจะไม่สร้างปัญหาหรือนำพาเรื่องยุ่งยากมาให้เจ้าแน่”

ล้อเล่นหรืออย่างไร สิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุดในชีวิตคือการเข้าไปร่วมประสมโรง ที่ใดคนมากก็เข้าไปเบียดเสียดที่นั่น เขามิได้อยากทำตัวเป็นวีรบุรุษ แค่อยากหาเรื่องสนุกๆ ทำก็เท่านั้น แล้วเขาจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปได้อย่างไร

“ความน่าเชื่อถือมีไว้บอกคนที่คู่ควรเท่านั้น” เป็นเพราะเจ้าหมอนี่เอาแต่สร้างปัญหาให้ตลอด กำหนดการกลับจวนของเขาถึงได้ล่าช้าออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า

จินจุ่นจือหัวเราะร่า เขามิได้ใส่ใจสักนิด “แค่ดูเฉยๆ ไม่นาน ประเดี๋ยวก็จบแล้ว…”

เขาพูดจาชวนเชื่อ และหาได้หยุดยั้งการกระทำไม่ ยังคงบังคับให้เจ้าลาให้เดินเข้าไปใกล้ฝูงชน ไม่สนใจการห้ามปรามของสหายสนิทสักนิด พอกระโดดลงมาถึงพื้นปุ๊บเขาก็เบียดกายแทรกเข้าไปในฝูงชนทันที

เบียดเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ห้อมล้อมไปด้วยผู้เฒ่าซึ่งเป็นคนพื้นที่ จินจุ่นจือเห็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่สวมภูษาสีม่วงอ่อนทั้งตัวกำลังฉุดรั้งมือของดรุณีอีกคนหนึ่งอยู่ แววตาดรุณีผู้นั้นฉายแววหวาดกลัวยิ่ง ซ้ำยังมีน้ำตาคลอที่หางตา เขาได้ยินบทสนทนาของผู้คนในฝูงชนเพียงครึ่งเดียวก็คาดเดาว่านี่ต้องเป็นความผิดของสตรีชุดม่วงผู้นี้เป็นแน่ เขารีบรุดเข้าไปพิทักษ์ความชอบธรรมด้วยความองอาจ

“แม่นางชุดม่วงผู้นี้ คนเขาใช้หนี้แทนบิดาก็น่าสงสารพอแล้ว ไยเจ้าต้องลำบากโยนหินใส่คนตกบ่อ[4] บังคับให้ผู้อื่นเป็นนางบำเรอ ดึงดันจะให้แม่นางน้อยผู้นี้แต่งงานกับผู้เฒ่าอายุเจ็ดสิบแปดสิบให้ได้ด้วยเล่า” ผู้ที่หลงคิดว่าตนเองหน้าตาหล่อเหลาอย่างเขาควงขลุ่ยตี๋[5]ที่ทำจากหยกพลางกล่าวอย่างหน้าชื่นตาบานประหนึ่งผู้กล้าช่วยสาวงามก็มิปาน

“โยนหินใส่คนตกบ่อหรือ บังคับให้ผู้อื่นเป็นนางบำเรอรึ” เฟิงจื่ออีเงยหน้าชำเลืองมองเขา เกือบหลุดหัวเราะรอมร่อ เจ้างั่งนี่โผล่มาจากที่ใด รู้เรื่องรู้ราวอันใดบ้างหรือไม่

“ก็หมายความว่าเจ้ารู้ทั้งรู้ว่านางร้องไห้เสียใจเพียงไร! นางอ้อนวอนขอให้เจ้าปล่อยนางไปจนน้ำหูน้ำตาไหลพราก แต่เจ้าก็ยังบีบบังคับให้นางแต่งกับผู้อื่นให้ได้ เจ้ามีความเมตตาบ้างหรือไม่!”

เฟิงจื่ออีเลิกคิ้ว คลี่ยิ้มอ่อนโยนทันใด นางปล่อยมือของเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ ทว่าชาวบ้านที่รายล้อมอยู่ด้านข้างต่างพากันถอยหลังทีละคน รวมถึงฉีเทียนสี่และหญิงรับใช้ของนางอย่างหลิงหลง เหยียนเอ๋อร์ เหลือเพียงจินจุ่นจือเท่านั้นที่ยังทะนงตนย่างเท้าไปข้างหน้าเยี่ยงผู้กล้า

“ในเมื่อคุณชายออกหน้าแทนนางเช่นนี้ ข้าน้อยก็มิได้อยากสร้างปัญหา เช่นนั้นท่านจงเป็นคนดีให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน หนี้สินของแม่นางผู้นี้คงต้องรบกวนคุณชายแล้ว นับแต่นี้ไปข้าน้อยจะไม่บังคับให้นางแต่งงานเพื่อเอาสินสอดอีก” เฟิงจื่ออียิ้ม จากนั้นก็ยกมือขึ้นพร้อมกับหงายฝ่ามือ

“หนี้สิน…” เขาขมวดคิ้ว รู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล

“ใช่ ท่านสงสารนางที่ถูกข้าบังคับให้แต่งงานมิใช่รึ หากท่านไม่ช่วยนางชดใช้หนี้ให้หมด สุดท้ายนางก็ต้องถูกขายเข้าหอคณิกา แทนที่จะให้ผู้คนหลู่เกียรติ สู้แต่งกับผู้เฒ่าสักคนดีกว่า ท่านผู้ใจบุญ ท่านว่าจริงหรือไม่” แม้แววตาเฟิงจื่ออีเจือยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับเหน็บแนมอย่างชัดเจน เพียงแต่จังหวะช้อนตา มิคาดว่าจะสบประสานกับนัยน์ตาดำขลับลุ่มลึกคู่หนึ่งเข้าอย่างจังทำให้นางตะลึงงันไปชั่วขณะ

ครั้นได้สติกลับคืน สีหน้านางหงุดหงิด ชำเลืองมองเพียงแวบเดียวแล้วเบือนหน้าหนี ไม่สนใจสายตาจับจ้องของบุรุษบนหลังม้าผู้นั้น ยิ่งกว่านั้นยังจงใจแค่นเสียงหึในลำคออย่างไม่เคารพให้เขาได้ยินด้วย

“เอ่อ…” จินจุ่นจือลำบากใจเล็กน้อย เพียงแต่การลุยน้ำโคลนครานี้ แม้มิได้เปียกทั้งตัว แต่เท้าก็ยังมิวายเปรอะน้ำสกปรก หากถอนตัวตอนนี้มิขายหน้าผู้คนแย่หรือ “อะแฮ่ม แม่นางผู้นี้ติดหนี้ทั้งหมดเท่าใด”

“หกร้อยตำลึงเงิน”

ทันทีที่เปล่งวาจา ทั้งตลาดก็เกิดเสียงเซ็งแซ่โดยพลัน จินจุ่นจือนั้นไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ทว่าผู้ชมที่อยู่ข้างๆ ต่างรู้ถ้วนทั่วว่าเมื่อครู่สิ่งที่เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ต้องการนั้นคือเงินห้าร้อยตำลึงเงิน

“หกร้อยตำลึงเงินเชียวรึ” จินจุ่นจือประหลาดใจ ด้วยนึกว่าอย่างมากก็คงไม่กี่สิบตำลึง จากเหตุการณ์นี้เขามิวายต้องเสียเงินเป็นกระบุงแน่

“เป็นเช่นไร จ่ายไม่ไหวหรือ” เฟิงจื่ออีแสร้งถอนหายใจเสียดาย มองประเมินเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “ก็คงเป็นเช่นนั้น เพราะดูจากการแต่งตัวซอมซ่อของท่านแล้ว ผู้อื่นขี่ม้า แต่ท่านขี่ลา เกรงว่าเงินหลายร้อยตำลึงนี่ท่านคงไม่มีปัญญาเอาออกมาให้ เสียดายที่ท่านมีฝีปากคมคาย แต่กลับไร้ความสามารถ ยามนี้การขายตัวของเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ถือเป็นอันสิ้นสุดแล้ว”

เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ผู้ถูกเอ่ยชื่อรู้สึกไม่สบอารมณ์ทันที นางมิได้ตรวจดูฤกษ์ยามก่อนออกจากเรือนเป็นแน่ การค้าดีๆ ถึงต้องมาเจออุปสรรคทั้งขึ้นทั้งล่องเช่นนี้ นางยังมิได้สัมผัสแม้แต่ผลกำไรสักกระผีก

“หกร้อยตำลึงก็หกร้อยตำลึง ข้าจะจ่ายแทนนางเอง!” ตอนแรกถูกเฟิงจื่ออียั่วโมโห ต่อมาเมื่อเห็นแม่นางอีกคนหน้าตาเศร้าสร้อย จินจุ่นจือจึงตะโกนเสียงดังหยุดเฟิงจื่ออีมิให้ลากคนไป

แม้เจ็บปวดเจียนตาย รวดร้าวแสนสาหัส แต่เขาก็ยังหยิบตั๋วเงินร้อยตำลึงหกใบออกจากถุงใส่เงินที่ปักลวดลายม้าพันธุ์ดี

เฟิงจื่ออีไม่ปล่อยให้เขานึกเสียใจนาน รีบดึงตั๋วเงินมาอย่างคล่องแคล่วว่องไว แล้วหยิบตั๋วเงินสองใบแยกออกมาเก็บไว้ในอกเสื้อ “ข้าน้อยขอขอบคุณคุณชายผู้ใจบุญท่านนี้แทนเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ด้วย”

นางอุตส่าห์ลำบากลำบนช่วยเหลือเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เช่นนี้ จะเอากำไรนิดหน่อยถือเป็นเรื่องปกติ หนำซ้ำเงินนี่ยังเอาไปให้เทียนสี่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายยามทำทานได้อย่างเหมาะเจาะทีเดียว มีประโยชน์กว่าปล่อยให้เจ้าทึ่มคนนี้ถูกผู้อื่นหลอกเอาเงินไปจนเกลี้ยงตั้งมาก อีกอย่าง…เจ้าหมอนี่คงเป็นสหายของฉีเทียนเฮ่ากระมัง เช่นนั้นก็มิจำเป็นต้องเกรงใจ!

เมื่อเห็นการกระทำของนาง จินจุ่นจือก็งงงันยิ่ง “ไยเจ้าถึงได้…”

“ท่านไม่เข้าใจหรือ นี่เรียกว่าการหักส่วนแบ่ง” เมื่อได้เปรียบ เฟิงจื่ออีก็ยิ้มแย้มจริงใจแล้วหันหลังกลับ นางมิได้ปล่อยเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ไป “เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ เงินของคุณหนูข้าน่ะคีบไว้นานเกินไปจะกัดคนได้ ยังไม่เอามาคืนอีก”

แม้เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์จะล้วงเงินออกมาอย่างไม่เต็มใจ แต่ก็ทำได้เพียงเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจเท่านั้น ดวงตาคู่นั้นเดิมสมควรเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตากลับไม่มีน้ำตาสักหยด นางกอบเงินห้าสิบตำลึงขึ้นมาด้วยความขึ้งเคียดระคนอับอาย

ทว่าความโมโหของนางไม่นานก็สงบลง เพราะตั๋วเงินบางๆ ไม่กี่ใบนั้นถูกพับไปพับมา สุดท้ายก็ตกมาอยู่ในฝ่ามือของนาง แม้งงงัน แต่นางก็ยังฉีกยิ้มไม่หุบ

“เห็นแก่ความสามารถในการร้องไห้ของเจ้า เจ้าเอาเงินพวกนี้ไปซื้อน้ำกินก็แล้วกัน คราวหลังอย่าได้เล่นเช่นนี้อีก ทุกวันนี้คนซื่อบื้อที่ทำตัวเป็นพ่อบุญทุ่มมีน้อยนัก เจียงเสี่ยวอวี๋ หวังชี พวกเจ้าจะทำอันใดก็หัดคิดให้รอบคอบด้วย” หากครั้งหน้าเรื่องนี้ตกใส่หัวนาง เห็นทีคงมิได้เจรจากันง่ายดายเช่นนี้

“ใช่! ข้าก็เพิ่งเคยพบเคยเห็นเจ้าทึ่มที่ใจกว้างเพียงนี้เช่นกัน และข้ารู้ด้วยว่าวันหน้าคงต้องเพลาๆ ลงบ้าง…อ๊ะ! เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าชื่อเจียงเสี่ยวอวี๋!” เมื่อหลอกเงินมาได้มากมายในคราวเดียว เจียงเสี่ยวอวี๋ก็ลิงโลดยิ่งจนไม่ระวังตัว พลั้งปากตอบรับ จากนั้นค่อยตกใจที่หลุดปากไปเช่นนั้น

มิคาดว่าชายฉกรรจ์วัยกลางคนที่ยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ด้านข้างตั้งนานสองนานจะฉีกยิ้มโง่เขลา รอยยิ้มนี้ทำให้ชายผู้มีหน้าตาเหี้ยมเกรียมพลันดูไม่โหดร้ายแต่ประการใด “ร้ายกาจยิ่ง เจ้าเดาออกด้วยว่าข้าคือหวังชี ทุกคนเรียกข้าว่าเจ้าโง่เจ็ด หวังชี”

 

เมื่อเห็นกลุ่มที่มีทั้งคนโง่งมและคนเจ้าเล่ห์อยู่ด้วยกันเช่นนี้ ต่อให้โง่เขลาเพียงใดก็ต้องรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ทุกคนแตกฮือแยกย้ายจากไป ไม่นานคนที่ค้าขายก็ค้าขายต่อ คนที่เดินซื้อของก็ซื้อของกันไป ตลาดกลับคืนสู่ความคึกคักดังปกติอย่างรวดเร็ว เสียงตะโกนเรียกลูกค้าดังไม่ขาดสายราวกับว่าเมื่อครู่มิได้มีละครฉากนี้เกิดขึ้น

เหลือจินจุ่นจือเพียงผู้เดียวที่ยังคงเหม่อลอย แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ยังมิได้สติกลับคืนมา เขาเบิกตามองนักต้มตุ๋นทั้งสอง คนหนึ่งตัวใหญ่และอีกคนตัวเล็กเลี้ยวเข้าซอย เชิดเงินของเขาไปต่อหน้าต่อตา

นี่…แล้วตกลงใครหลอกใครกันแน่ เหตุใดเขาจึงสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่คืบคลานเข้ามา ทุกคนล้วนมีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้า จะให้เขาอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหรือ ครั้นหันหน้ากลับมา แม้แต่ฉีเทียนเฮ่าเองก็…

“สหาย เจ้านี่ช่างแล้งน้ำใจยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าแม้แต่เจ้าก็ยังหัวเราะเยาะข้า!” เป็นสหายกันแท้ๆ แต่เบิ่งตามองเขาถูกหลอกโดยมิทำอันใด ซ้ำยังเผยรอยยิ้มที่เห็นได้ไม่บ่อยนักอย่างไม่คาดคิด ไม่เห็นแก่หน้าเขาชัดๆ

“ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะเจ้า” ฉีเทียนเฮ่ายังคงนั่งอยู่บนหลังอาชาสีดำ แต่สายตากลับมองไปข้างหลังจินจุ่นจือ เขาเลิกคิ้วและยิ้มหน้าบาน “แม่หนู ไม่คิดจะทักทายข้าหน่อยหรือ”

น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้น “คุณชายใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว”

จินจุ่นจือหันมองตามสายตาของฉีเทียนเฮ่า พอเขาได้ยินคำทักทายของเฟิงจื่ออีก็เบิกตากว้างทันใด ตัวแข็งทื่อประหนึ่งท่อนไม้ ขนาดนางเดินผ่านเขาไปแล้วก็ยังไม่รู้ตัว

“ยังจำได้หรอกหรือว่าข้าคือคุณชายใหญ่ ข้านึกว่าดวงตาใสกระจ่างกว่าน้ำในทะเลสาบของเจ้าคู่นี้จะมองไม่เห็นข้าเสียแล้ว” น้ำเสียงเย็นชาแฝงแววตำหนิ สายตายพลันจับจ้องเงาร่างของนางที่เดินเยื้องกรายมาเบื้องหน้า

แม่หนูผู้นี้มองเห็นเขาแล้ว ทว่ากลับจงใจหลบสายตาของเขาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังแค่นเสียงเย็นในลำคอข่มเขาด้วย ดูท่าคราวนี้เขาคงออกไปข้างนอกนานเกินไปจนทำให้นางไม่พอใจเป็นแน่

“คุณชายใหญ่ยังสนใจว่าจื่ออีจะเห็นท่านหรือไม่ด้วยหรือเจ้าคะ แต่ไหนแต่ไรท่านก็เป็นคุณชายจวนสกุลฉีผู้เอาแน่เอานอนไม่ได้ยิ่งกว่าสายลม” เฟิงจื่ออีที่หยิ่งผยองกว่าเจ้านายมิได้ตกใจกับน้ำเสียงของเขา กอปรกับอารมณ์ไม่ดีจึงถลึงตาต่อปากต่อคำอย่างดื้อดึง

ทว่าฉีเทียนเฮ่ากลับหลุดยิ้ม “แม่หนู นี่เจ้าตำหนิที่ข้ากลับมาช้าใช่หรือไม่”

เฟิงจื่ออีได้ยินเช่นนั้นสีหน้าพลันหม่นหมอง นางปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วฉีกยิ้ม เพียงแต่ครั้งนี้ต้องฝืนยิ้มอย่างเสียมิได้ “จะทำแบบนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ รอบนี้คุณชายใหญ่จากจวนไปนานเหลือเกิน ตรงกับที่จื่ออีคาดหวังเอาไว้เจ้าค่ะ ข้าจะได้ปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือเดียว[6] ยึดครองทรัพย์สมบัติของสกุลฉี ข้าก็คิดอยู่ว่าหากผ่านไปสักสามปีห้าปีก็จะวางยาพิษคุณชายกับคุณหนูให้ตายไปทีละคน นายท่านกับฮูหยินที่ไร้ทายาทสืบสกุลจะได้พึ่งพาแต่ข้า แล้วยังต้องกลัวอีกหรือว่าพวกเขาจะไม่ยกทรัพย์สมบัติให้ข้าแต่โดยดี”

ทันทีที่เอ่ยคำพูดสังหารนาย หมายยึดครองสมบัติออกมา จินจุ่นจือกับน้องสาวถึงกับอ้าปากค้าง แปลกใจยิ่งที่สตรีผู้นี้กล้าเอ่ยคำพูดเนรคุณ แต่พอเห็นสีหน้าฉีเทียนเฮ่าที่มิได้โกรธเกรี้ยว ซ้ำยังยิ้มกว้างกว่าเดิมก็อดฉงนสนเท่ห์ไม่ได้

“เจ้าตำหนิข้ารึ” เมื่อครู่เพียงซักถาม แต่คราวนี้เขาแน่ใจยิ่งนักว่าแม่หนูผู้นี้ต้องเคืองแค้นจนจำฝังใจเป็นแน่

“หึ ถูกต้อง ข้าตำหนิท่าน ข้าตำหนิที่เหตุใดท่านถึงไม่โดนหมาป่าดิน[7]คาบไป หรือโดนพายุทรายกลบฝังไปซะ ข้าตำหนิที่ท่านกลับมาอย่างปลอดภัย ทำให้แผนการสังหารเจ้านายแล้วยึดจวนของข้าล้มเหลว ข้าตำหนิที่ท่าน…ท่านหัวเราะอันใด ข้าจริงจังนะ!” เฟิงจื่ออีโมโหจนเจ็บหน้าอก แต่เขากลับพึงพอใจอย่างนั้นหรือ

“ใช่ๆ ข้ารู้ว่าเจ้าจริงจัง” ฉีเทียนเฮ่าโพล่งตอบทันควัน จากนั้นก็ตบคอม้าและยื่นฝ่ามือใหญ่ไปหาเฟิงจื่ออี พวงแก้มนางแดงระเรื่อ “ขึ้นมา ข้าจะพาเจ้ากลับจวน”

เฟิงจื่ออีหรี่ตามอง ท่าทางไม่พอใจเขาอักโข “ไม่เอา”

“แม่หนูคนดี ขึ้นม้านะ”

นี่น้ำเสียงอันใดกัน นางมิใช่สัตว์เลี้ยงของเขาสักหน่อย! ยิ่งกว่านั้น…นางชำเลืองมองเจ้าของอาชาสีน้ำตาลแวบหนึ่ง จากนั้นก็ตีมือของเขาอย่างแรง “อย่ามาเรียกข้าว่าแม่หนู!”

ฝ่ามือนี้ตีได้แรงและดังยิ่ง แต่ฉีเทียนเฮ่ามิได้สนใจ หน้าไม่เปลี่ยนสี

ครั้งนี้อย่าว่าแต่จินจุ่นจือกับน้องสาว ยังมีกลุ่มของฉีเทียนสี่ กระทั่งคนสัญจรบนถนนที่แสร้งทำเป็นยุ่งต่างก็ได้ยินและได้เห็นกันทั่วหน้า พอจะนึกภาพออกว่าวันพรุ่งเมืองจูเช่ว์คงมีข่าวซุบซิบใหม่อีกแล้วเป็นแน่…เมืองจูเช่ว์ปกครองโดยฉีเทียนเฮ่า ท่านเจ้าเมืองกลับถูกเฟิงจื่ออีจัดการจนอยู่หมัด

สิ่งที่เกินความคาดหมายยิ่งกว่านั้นก็คือ จู่ๆ ฉีเทียนเฮ่าพลันหัวเราะเบาๆ ก่อนโน้มตัวลงมาบีบจมูกของนางต่อหน้าธารกำนัล “เลิกเล่นได้แล้ว ขึ้นม้าเถิด”

“ท่าน…” น่าชังนัก เขาปลอบนางเหมือนเด็กน้อยอีกแล้ว จากไปตั้งหลายปี ช่างไม่มีความก้าวหน้า!

“ข้ารู้ว่าเจ้าตำหนิข้า กลับจวนแล้วพวกเราค่อยคุยกันอีกที” แม่หนูผู้นี้ชักจะรั้นขึ้นทุกวันแล้ว

“จื่ออีเป็นบ่าว ไหนเลยจะกล้าตำหนิเจ้านาย เจ้านายพูดหรือทำสิ่งใดล้วนถูกทุกอย่าง จื่ออีมิได้ตำหนิสักคำ เพียงแต่สูงศักดิ์กับต่ำศักดิ์นั้นมีแบ่งแยก จื่ออีคงนั่งม้าตัวเดียวกับเจ้านายมิได้เจ้าค่ะ” นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เค้นเสียงลอดไรฟัน ด้วยหวังว่าเขาจะรู้ตัวและเลิกยั่วโทสะนางสักที

นางไม่ตำหนิ “สักคำ” แต่มีความขุ่นเคืองเต็มท้องน่ะสิ!

ทว่าฉีเทียนเฮ่าเหมือนจะติดเล่นจนเคยตัว จึงทำเป็นมองไม่เห็นคำเตือนในสายตาของนาง ซ้ำยังฉวยโอกาสใช้ฝ่ามือลูบศีรษะของนางสองที “ได้ๆๆ ข้าเข้าใจแล้ว ขึ้นม้าสิ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนคล้ายปลอบเด็ก

“คุณ ชาย ใหญ่!” เขารังแกผู้อื่นมากเกินไปแล้วจริงๆ!

เสียงตะคอกน่าตกใจนี้มิได้หยุดยั้งการกระทำของเขา ทว่ากลับกระตุ้นให้เขาเผยความรู้สึกลึกๆ แทน “แม่หนู ไม่ได้ยินคำว่าคุณชายใหญ่ของเจ้าเสียนาน คิดถึงจริง ต้องเห็นเจ้าจึงจะรู้สึกว่ากลับถึงบ้านแล้วจริงๆ”

“คิดถึงอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” เฟิงจื่ออีหรี่ตาลงพลางชูกิ่งหลิวในมือ นางเปลี่ยนสีหน้ารวดเร็วและปั้นยิ้มทันที “คุณชายใหญ่คิดถึงบ้านใช่หรือไม่ ประเดี๋ยวจื่ออีจะช่วยท่านอีกแรงนะเจ้าคะ”

สิ้นคำ นางก็เงื้อมือเหวี่ยงกิ่งหลิวเฆี่ยนม้าอย่างแรง อาชาหนุ่มตื่นตกใจ ส่งเสียงร้องยาวพร้อมกับยกขาหน้า พาให้เจ้าเมืองจูเช่ว์ที่อยู่บนหลังอาชาเกือบพลัดตก เคราะห์ดีที่เขากระชับสายบังเหียนสยบอาชาหนุ่มตัวโปรดได้ทันท่วงที

ทว่าเฟิงจื่ออีเองกลับไม่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำครั้งนี้ นางได้ยินเพียงเสียงร้องตกใจ จากนั้นตัวนางทั้งตัวก็ถูกแขนยาวๆ ของเขาดึงขึ้นหลังอาชา แล้วควบจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งจินจุ่นจือและน้องสาวที่ตะลึงงันเอาไว้

หากพูดกันตามจริงแล้ว แม้พวกเขารู้จักฉีเทียนเฮ่ามานานนม แต่ก็ยังไม่เคยเห็นเวลาที่ฉีเทียนเฮ่าแสดงความรู้สึกออกมาเช่นนี้

ส่วนตัวก่อเรื่องอย่างฉีเทียนสี่นั้นแอบออกจากตรอกเล็กๆ กลับจวนไปกับหญิงรับใช้นานแล้ว

ล้อเล่นน่า แค่จื่ออีผู้เดียวนางก็กลัวแทบตายแล้ว ยังมีพี่ใหญ่ผู้จากบ้านไปนานเพิ่มมาอีก หากช่วงนี้นางไม่ทำตัวว่านอนสอนง่ายคงต้องถูกกักขังไปชั่วชีวิตกระทั่งวิหคน้อยมาทำรังอยู่บนตัวนางเป็นแน่แท้

 

[1] อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระโพธิสัตว์กวนอิม รูปลักษณ์เป็นเด็กผู้ชาย มีฉายาว่า ซ่านไฉ

[2] มาตราน้ำหนักจีน 1 ชั่ง ประมาณ 500 กรัม

[3] ดอกหลานเฉ่าและดอกไป๋จื่อ

[4] หมายถึง การซ้ำเติมคนอื่น

[5] เครื่องดนตรีโบราณของจีน เป่าแนวขวาง รูปทรงกระบอกยาว

[6] หมายถึง คนเหลิงอำนาจ หรือผู้ที่คิดว่าตัวเองจะทำเรื่องใดๆ ก็ได้ โดยไม่สนใจผู้คนรอบข้าง เพราะคิดว่าตัวเองมีอำนาจ จึงใช้อำนาจที่มีอยู่ปิดบังอำพราง

[7] อาร์ดวูล์ฟ เป็นหมาป่าชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายไฮยีน่า กินปลวกเป็นอาหาร อาศัยอยู่ในโพรงใต้ดิน

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า