fbpx

[ทดลองอ่าน] โฉมตรูคู่หทัย บทที่ 5

《妻恩浩蕩》
โฉมตรูคู่หทัย

 

จี้ชิว เขียน
เหมยชมจันทร์ & เชาว์เหลียน แปล

 

— โปรย —

เฟิงจื่ออี จากเด็กหญิงตัวน้อยในครอบครัวที่กุมความลับบางอย่างจนถูกปองร้าย
ต้องกลายสถานะมาเป็นหญิงรับใช้ของ ฉีเทียนเฮ่า เจ้าเมืองจูเช่ว์
วันเวลาในจวนเหล่านั้นนางอยู่เย็นเป็นสุข

ด้วยทุกคนในจวนรักนางประหนึ่งคนในครอบครัวเดียวกัน
แต่แล้ววันหนึ่งเพื่อช่วยขจัดภัยพาลและตามล่าหาสมบัติ
เพลงกล่อมเด็กที่มารดาเคยสอนร้องครั้งเยาว์วัยกลับกลายเป็นลายแทงขุมทรัพย์!

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

5

 

คุณชายใหญ่…คำเรียกขานที่ห่างหายไปนาน ในที่สุดใจของฉีเทียนเฮ่าก็รู้สึกว่ากลับถึงบ้านสักที

หลังเขารับตำแหน่งเจ้าเมือง ช่วงแรกคนในครอบครัวยังไม่ได้เปลี่ยนคำเรียกขาน ทว่านานวันเข้าทุกคนก็เปลี่ยนคำเรียกขานเขาเกือบหมด แม้แต่คนที่ไม่เต็มใจเรียกที่สุดอย่างอนุฟาง เมื่อเจอเขาก็ต้องเรียกอย่างเคารพว่า “ท่านเจ้าเมือง” อย่างเลี่ยงมิได้เช่นกัน มีเฟิงจื่ออีเพียงผู้เดียวที่ยังทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย

ยามอารมณ์ดีนางจะเรียกเขาว่า “ท่าน ท่าน ท่าน” ไม่หยุด ยามห่างเหินจะเรียกอย่างประชดประชันว่า “คุณชายใหญ่” ส่วนยามโกรธนางจะเรียกเขาทั้งชื่อและแซ่ว่า “ฉีเทียนเฮ่า” เขาอดคาดการณ์มิได้ว่านางจะเรียกชื่อของเขาเมื่อใด

แม้เขาจะดีใจที่ได้พบกันอีกครั้งหลังห่างกันไปเนิ่นนาน แต่เมื่อนัยน์ตาสุกใสที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองจ้องมองมา ก็มิได้สบายใจเท่าใดนัก โดยเฉพาะแววตาอีกฝ่ายที่มีเพลิงโทสะลุกโชน จนแทบเผาห้องหนังสือทั้งห้องให้กลายเป็นเถ้าธุลีอยู่รอมร่อ เขาต้องเอ่ยเพื่อดับไฟนั้น “แม่หนู เจ้าคิดจะจ้องข้าไปถึงเมื่อไร”

ดูท่าคราวนี้หากจะเอาใจนางอาจต้องใช้เวลามากพอควร โชคดียิ่งที่ความพยายามตลอดหลายปีมานี้ในที่สุดก็เห็นผล เขาไม่จำเป็นต้องจากจวนไปที่ใดไกลๆ อีกสักระยะ มีเวลาเหลือเฟือที่จะเอาใจแม่หนูผู้นี้ให้หายโกรธ

“คุณชายใหญ่กล่าวหนักเกินไปแล้วเจ้าค่ะ จื่ออีเป็นบ่าวจะกล้าจ้องคุณชายใหญ่ได้อย่างไร ข้าแค่อยาก ‘มอง’ คุณชายใหญ่ให้เต็มตา ไม่อยากให้ผู้ใดสวมรอยก็เท่านั้น ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่แค่เดือนสองเดือนที่คุณชายใหญ่ไม่อยู่นะเจ้าคะ” นางพยายามพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา เพราะไม่อยากให้เขาฟังออกว่านางตำหนิและไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น

อันที่จริงนางไม่สบายใจ เพราะเหตุใดเขาจึงพูดคุยกับนางอย่างสนิทสนมเช่นนี้ราวกับว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาทั้งคู่ไม่เคยแยกจากกัน และเหมือนเขาจะลืมไปแล้วว่าเคยผิดสัญญาที่ให้ไว้กับนาง

ครั้นนึกถึงเรื่องที่เขากลับมาพร้อมกับจินหลิงหลิงแล้ว นางก็มิอาจอภัยให้เขา เห็นได้ชัดว่าเขาอยากออกไปท่องเที่ยวกับสตรีที่เขาชื่นชอบ และหลงระเริงกับความสุขจนลืมบ้านเมืองของตนถึงได้กลับมาช้าถึงสองปี หาใช่ทำไปเพราะเรื่องการค้าไม่ สิ่งเลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือเขาทิ้งปัญหายุ่งยากเอาไว้ให้นาง มิได้ห่วงความรู้สึกของนางแม้แต่น้อย

“แม่หนู…” ฉีเทียนเฮ่าปรับเสียงให้นุ่มนวลคล้ายอยากพูดคุยกับนาง

“จริงสิ” เฟิงจื่ออีขัดจังหวะถ้อยคำของเขา นางลุกขึ้นยืน สีหน้าเรียบเฉย จากนั้นเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วฝนหมึกช้าๆ “ในเมื่อคุณชายใหญ่กลับจวนแล้ว เช่นนั้นข้าจะส่งสมุดบัญชีที่ร้านค้าทุกร้านส่งมาให้ในช่วงหลายวันนี้คืนให้คุณชายใหญ่เอาไปตรวจสอบเอง และอีกสามวันจะเป็นวันที่ต้องหารือการงานกับเหล่าเสมียน ดังนั้นสมุดบัญชีพวกนี้ต้องตรวจให้เสร็จล่วงหน้าเจ้าค่ะ”

ฉีเทียนเฮ่ามองนางแวบหนึ่ง พิลึกจริง กี่ปีแล้วที่นางไม่เคยพูดกับเขาว่าจะคืนอำนาจให้เช่นนี้ ส่วนใหญ่แล้วนางมักข่มขู่เขาเช่นนี้ก็ต่อเมื่อรู้สึกรำคาญเขา คราวนี้คงโมโหเขาอีกแล้วกระมัง

ฉีเทียนเฮ่าจิบชา ไม่สนใจอันใดมากนัก “ข้าเชื่อใจเจ้า เจ้าก็ตรวจสอบและตัดสินใจเหมือนเมื่อก่อน จุ่นจือกับหลิงหลิงมาที่เมืองจูเช่ว์ในฐานะแขก หลายวันนี้ข้าต้องต้อนรับขับสู้ในฐานะเจ้าบ้านและไปเที่ยวเล่นรอบเมืองเป็นเพื่อนพวกเขา”

เฟิงจื่ออีหลุบตาลง ยังฝนหมึกต่อไป “คุณชายใหญ่ ท่านอย่าลืมนะเจ้าคะว่าสัญญาขายตนเองของข้าที่ทำกับสกุลฉีกำหนดไว้แค่สิบปี อีกสามเดือนก็จะครบกำหนดแล้ว ข้ามิอาจดูแลเรื่องต่างๆ แทนคุณชายใหญ่ได้ตลอดไปนะเจ้าคะ”

“สามเดือน!” เขาตกตะลึงครู่หนึ่ง มือบีบถ้วยชาแน่น

เขาไม่เคยถามถึงที่ไปที่มาของบ่าวรับใช้ในจวน เพราะบ่าวที่เข้ามาอยู่ในจวนทุกคนล้วนเป็นฉีกุ้ยที่รับเข้ามาและคอยดูแลจัดการ แต่กระนั้นก็เคยได้ยินฉีกุ้ยพูดว่าบ่าวไพร่ในจวนส่วนใหญ่ขายตัวตลอดชีวิตเพราะต้องการให้คนหล่านั้นรับใช้ด้วยความจงรักภักดี มีเพียงส่วนน้อยที่ลงชื่อในสัญญาขายตัวแบบมีกำหนดระยะเวลา

นับตั้งแต่นางช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองก็ไม่เหมือนนายบ่าวอีกต่อไป เขาปฏิบัติต่อนางเฉกเช่นคนสกุลฉี ไม่เคยคิดมาก่อนว่านางจะจากไป เขาตกใจไม่น้อยเมื่อนางเอ่ยถ้อยคำพวกนี้ออกมา

“ใช่เจ้าค่ะ เมื่อครบกำหนดข้าก็จะไปจากจวนทันที ฉะนั้นคุณชายใหญ่สมควรรับอำนาจคืนกลับไปเสียตั้งแต่ตอนนี้แล้วรีบทำความคุ้นเคยกับหน้าที่นี้โดยเร็วถึงจะถูก” แม้นางก้มหน้า แต่ก็มิวายช้อนตาลอบมองปฏิกิริยาตอบสนองของเขาเงียบๆ เมื่อเห็นสีหน้าเขาตื่นตกใจ ทว่ากลับมิได้เหนี่ยวรั้งนางเอาไว้ทันที ทำให้ในใจนางโหวงเหวง

เขามิเอื้อนเอ่ยวาจานานสองนาน เอาแต่ดื่มชาเงียบๆ ทุกอึกที่ดื่มล้วนละเมียดละไมกว่าปกติเหมือนกำลังลิ้มรสชาพร้อมๆ กับการคิดทบทวนบางสิ่ง

เห็นเขาไม่พูดไม่จา เฟิงจื่ออีจึงถือวิสาสะมอบหมายงานให้เขารับช่วงต่อ “เทียนฮวนยังทำตัวหยิบหย่ง ชอบหนีไปสังสรรค์กับสหายร่วมกินร่วมดื่มที่หอคณิกา ที่จริงสันดานเดิมของเขามิได้เลวทราม ท่านเป็นพี่ใหญ่ของเขาก็ลองคุยกับเขาบ้างเถิด ส่วนเทียนสี่ไร้เดียงสาเกินไปสักหน่อย ท่านต้องจับตาดูนางเอาไว้ให้ดี อย่าให้ผู้อื่นหลอกลวงได้ แต่หลิงหลงเป็นคนฉลาด เทียนสี่คงไม่ถึงขั้นก่อเรื่องก่อราว…”

หลังเงียบไปสักพัก สุดท้ายฉีเทียนเฮ่าก็ขัดจังหวะการพูดของนาง “เจ้าเป็นห่วงพวกเทียนฮวนปานนี้ แล้วจะตัดใจจากไปได้จริงๆ หรือ” นัยน์ตาดำขลับแสนลุ่มลึกฉายแววเจ้าเล่ห์แวบหนึ่ง ก่อนหายไปอย่างรวดเร็วจนใครก็จับสังเกตไม่ทัน

“ข้า…ข้าตัดใจได้เจ้าค่ะ” นางชะงักมือ ทำเอาน้ำหมึกกระเซ็นเปื้อนโต๊ะ

สองปีก่อนฉีเทียนเล่อได้รับพระเมตตาจากโอรสสวรรค์เรียกนางเข้าวังไปเป็นกุ้ยเฟย[1] และได้รับความโปรดปรานยิ่งนักจึงไม่จำเป็นต้องมีนางเป็นเพื่อนสนทนาเรื่องส่วนตัวอีกแล้ว ส่วนฉีเทียนฮวนก็มีนิสัยรักสนุก ชอบขลุกอยู่ตามย่านเริงรมย์ ห้องนอนของหญิงคณิกากลายเป็นเรือนหลังที่สองของเขานานแล้ว บางทีเขาอาจมีความสุขมากกว่านี้หากไม่มีนางคอยไปดึงหูของเขาเช่นนั้น เทียนสี่ที่กลัวนางหัวหดปานนั้น พอได้ยินว่านางจะจากไป ไม่แน่ว่าอาจดีใจจนยิ้มแก้มปริ

นายผู้เฒ่านับวันยิ่งเหมือนเด็กน้อยขึ้นเรื่อยๆ เอาแต่เล่นสนุกไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งก็หายออกไปข้างนอกครึ่งค่อนปี หากนางหายไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะสังเกตเห็นเมื่อใด ส่วนนายท่านกับฮูหยินผู้ไม่มีหน้าที่ใดต้องรับผิดชอบแล้ว หากนางไม่ไปคารวะดังเช่นทุกวัน พวกเขาคงมองว่านางแค่เหนื่อยล้า ไม่น่าจะซักไซ้ไล่เลียงอันใดนัก

ฉีเทียนเฮ่า…หึ เขามีจินหลิงหลิงก็พอแล้ว จะมีหรือไม่มีนางก็หาได้ส่งผลกระทบต่อเขาแม้แต่น้อย!

แม้นางเศร้าใจเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ แต่นางก็ต้องยอมรับว่าสำหรับคนสกุลฉีแล้ว นางไม่ได้สลักสำคัญหรือขาดไปไม่ได้ปานนั้น เวลานี้พวกเขาเพียงเคยชินกับการพึ่งพานาง เคยชินที่มีคนเจ้ากี้เจ้าการอย่างนางคอยช่วยเหลือและจัดการเรื่องต่างๆ ให้ก็เท่านั้น ไม่แน่ว่าหลังนางจากไปไม่ทันไร พวกเขาก็คงหาคนอื่นมาแทนที่นาง

“เจ้าตัดใจจากจวนสกุลฉีได้หรือ แม่หนู เสื้อผ้าบนตัวเจ้าตัดเย็บจากผ้าที่โรงทอหลวงส่งไปเป็นบรรณาการให้เมืองหลวง รองเท้าปักลายที่เจ้าใส่อยู่คนธรรมดาสามัญใช้เวลาเป็นเดือนก็ยังซื้อไม่ได้ กำไลหยกบนข้อมือนั่นก็ใช้ซื้อของมีค่าในร้านค้าได้ทั้งร้าน เจ้าตัดใจจากของพวกนี้ลงหรือ” เขามิได้คลายมือออกจากถ้วยที่จับเอาไว้แน่น จับจ้องนางด้วยหวังว่าจะเห็นความอาลัยอาวรณ์จากนางบ้าง

เขาไม่อยากให้นางเป็นคนเช่นนี้ แม้เขาจะรู้ว่านางมิใช่คนละโมบโลภมาก แต่ก็ยังหวังว่าอย่างน้อยการที่จวนสกุลฉีเลี้ยงดูนางอย่างดีมาตลอดหลายปีจะทำให้นางยอมลดทิฐิลงบ้าง ถ้าให้คนที่เคยชินกับการอยู่ดีกินดีกลับไปใช้ชีวิตแร้นแค้นนับเป็นเรื่องยากยิ่ง

“ตัดได้เจ้าค่ะ” คราวนี้เฟิงจื่ออีพูดด้วยความเด็ดเดี่ยว ไม่ลังเลอย่างเมื่อครู่

“เจ้า…” แววตาเขาพลันหม่นหมอง เมื่อเพ่งพิศดีๆ พบว่าถ้วยในมือของเขาปริร้าว หากจับแน่นกว่านี้อีกนิดคงแตกเป็นเสี่ยงๆ เป็นแน่

“คุณชาย ฝนหมึกเสร็จแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของเฟิงจื่ออีกลับมาเย็นชาดังเดิม นางวางแท่งหมึกลงแล้วรอให้เขาเดินมารับงานในมือ

นางเคยบอกกับตนเองว่าวันหน้าหากเจ้านายจับพู่กัน นางจะไม่ฝนหมึกอีก นับจากนี้เมื่อเริ่มคุ้นชินแล้ว ยามไปจากจวนสกุลฉีคงไม่อาลัยอาวรณ์อันใด

“อืม” ฉีเทียนเฮ่าเดินเข้าไปหาแล้วมองนางในระยะห่างกันเพียงก้าวเดียว

ตอนที่ดึงนางขึ้นม้านั้น เขาไม่ทันสังเกต เพิ่งผ่านไปสองปีกว่าส่วนสูงของแม่หนูคนนี้ก็เพิ่มขึ้น ใบหน้าที่เคยกลมป้อมอย่างเด็กน้อยเรียวเล็กลง ทรวดทรงอรชรสมส่วน มีน้ำมีนวลกว่าแต่ก่อน ความเย้ายวนของดรุณีแรกรุ่นแผ่ทั่วเรือนร่างประหนึ่งดอกไห่ถังสุดแสนบอบบาง

นางอาจไม่งามเท่าเทียนสี่ ทว่ากลับมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนผู้ใด ความมั่นใจกับความสดใสที่ปรากฏตรงหว่างคิ้วเพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะให้นาง ท่ามกลางความงามหมดจดนั้นยังเผยให้เห็นแววตาสุขุม

แต่นิสัยนางกลับแข็งกร้าวยิ่งกว่าสองปีที่แล้ว…ไม่เป็นไร เพราะเขาก็ไม่เคยคิดที่จะปล่อยนางให้จากไป! เรื่องนี้เขาตัดสินใจแล้วตั้งแต่ก่อนออกจากจวนเมื่อปีนั้น ต่อให้ตอนนี้มีสัญญาขายตัวสิบปีเพิ่มขึ้นมาอีกฉบับแล้วจะเป็นอันใด เขาจะทำให้นางยินยอมพร้อมใจอยู่ในจวนสกุลฉีต่อให้จงได้

ผละจากนางแล้ว ฉีเทียนเฮ่าก็กลับมานั่งที่โต๊ะ ลูบคลำที่พักแขนรูปวิหคเพลิงสองมือ พอหวนนึกถึงปีนั้นที่เคยถักเปียให้นางอยู่ตรงนี้ก็อดหัวเราะเบาๆ มิได้

“แม่หนู เจ้าลืมไปแล้วหรือเจ้ายังติดค้างบุญคุณที่ข้าเคยช่วยชีวิตเข้า” เขาเงยหน้ามองนางพลางคลี่ยิ้ม

เฟิงจื่ออีโกรธจนหน้าเขียว นางถามเสียงขรึม “แล้วอย่างไรเจ้าคะ”

“เจ้าไม่เคยได้ยินคำว่าพลีกายมอบทั้งชีวิตให้หรอกหรือ”

“พลีกายมอบทั้งชีวิตให้เช่นนั้นหรือเจ้าคะ” เพลงจากละครชวนหัวระหว่างบัณฑิตกับคณิกาขายศิลป์นั่นน่ะหรือ “ข้าไม่ต้องการ…อ๊ะ พูดถึงบุญคุณช่วยชีวิต คุณชายใหญ่คงไม่ลืมกระมังว่าข้าก็เคยช่วยชีวิตท่านหนหนึ่งเช่นกัน”

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางแสยะยิ้มเย้ยหยัน หนี้ชีวิตก็ชดใช้ด้วยชีวิตไปแล้ว หามีผู้ใดติดค้างกันไม่

ฉีเทียนเฮ่ายิ้มค้าง เขาจ้องมองนางสีหน้าจริงจัง “เจ้าไม่อยากอยู่ต่อถึงเพียงนี้เชียวรึ อยู่ช่วยงานข้าเถิด แม่หนู ข้าต้องการเจ้า”

เฟิงจื่ออีที่เกือบจะยื่นมือไปช่วยอยู่รอมร่อพลันชักมือออกทันที นางสัมผัสสมุดเนื้อหยาบพลางรู้สึกสับสน “นี่คือความรับผิดชอบของท่าน จื่ออีไม่อยากมีอำนาจล้นมือเช่นนี้เจ้าค่ะ”

หากเมื่อครู่แค่เหนี่ยวรั้งให้อยู่เฉยๆ นางก็คงใจอ่อน แต่ประโยคที่ว่า “อยู่ช่วยงานข้า” ประโยคนั้น แสดงให้เห็นว่าเขาตัดใจจากนางไม่ลง แต่ตัดใจจากความสามารถของนางมิได้ต่างหาก

หัวใจหนักอึ้งปานมีถังน้ำแขวนอยู่ นางส่ายหน้าปฏิเสธ

“หากข้าขอร้องเจ้าเล่า”

ครั้นนางเห็นสีหน้าแสนจริงใจของเขาก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนรีบถอยห่างจากเขาอีกก้าว “คุณชายใหญ่ จื่ออียังมีงานอื่นต้องทำ เช่น กวาดพื้นในสวน รดน้ำดอกไม้ เก็บใบไม้แห้ง ข้ายุ่งมาก ยุ่งเหลือเกิน ยุ่งจนไม่มีเวลาช่วยท่านแล้วเจ้าค่ะ”

ฉีเทียนเฮ่ารวบรวมสมาธิแล้วครุ่นคิดชั่วครู่ รอยย่นเล็กๆ พลันปรากฏขึ้นตรงหว่างคิ้วคล้ายกำลังคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมนางอย่างไรดี

แต่ไม่นานเขาก็ถอนหายใจเบาๆ “ลำบากเจ้าแล้ว จื่ออี เรื่องที่เจ้าจะออกจากจวนเอาไว้คุยทีหลัง แต่วันหน้าเรื่องบัญชีพวกนี้ ข้าจะไม่มารบกวนเจ้าอีก เจ้าวางใจได้”

แน่นอน หลังจากนี้เขาย่อมต้องสรรหาวิธีอื่นมารั้งตัวนางแทน!

“จริงรึเจ้าคะ” พูดง่ายปานนี้เชียวหรือ นางอดสงสัยมิได้ สามารถวางมือจากภาระหน้าที่ได้ทันทีจริงหรือ เดิมทีนางนึกว่าจะต้องสู้รบตบมือนานกว่านี้เสียอีก

“แต่…ข้าจากจวนไปนานเกินไป บางเรื่องคงเริ่มทำทันทีไม่ได้ ฉะนั้นช่วงนี้ข้าจึงหวังว่าเจ้าจะคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย คอยชี้แนะอันใดให้บ้าง” เขาต้องการให้นางติดตามอยู่ข้างกายตลอดเวลา เพื่อสานความสนิทชิดเชื้อดังเช่นกาลก่อนของทั้งสองคนให้กลับคืนมา

นางไม่เป็นห่วงเทียนเล่อกับเทียนสี่ย่อมได้ แต่ไม่คิดถึงเขานั้นไม่ได้เด็ดขาด

“แต่ข้า…”

“เช่นนั้นเจ้าพักผ่อนสักสองสามวันก็แล้วกัน เจ้าอยากกวาดพื้นหรือรดน้ำที่ใดล้วนทำได้ ไปสิ” เขาโบกมือบอกเป็นเชิงว่านางไปได้แล้ว

นางจ้องเขาด้วยความเดือดดาลสุดขีด แต่เขากลับก้มหน้าอ่านสมุดบัญชี ไม่สนใจสิ่งใด นางทำได้เพียงหันหลังแล้วออกไปจากห้องหนังสือด้วยความหงุดหงิด ซ้ำก่อนจากไปยังปิดประตูไม้เสียงดังปัง แสดงให้เห็นว่านางไม่พอใจ

ภายในห้องหนังสือ แม้ฉีเทียนเฮ่าจะวางท่าเคร่งขรึมแต่กลับหัวเราะชอบใจยิ่ง

 

แม้เฟิงจื่ออีจริงจังกับการกวาดสวนบุปผาด้วยไม้กวาดไม้ไผ่มาก ทว่าความจริงนางมิได้กวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นสักใบแต่กลับกวาดฝุ่นทรายจนคละคลุ้งใส่เรือนร่างของคนที่อยู่ในศาลาผู้นั้นเต็มแรง

“แค็กๆ…แม่หนู ข้ามั่นใจว่าเจ้าไม่เหมาะกับการกวาดพื้น อย่างไรการดูแลบัญชีก็ยังเหมาะกับเจ้ามากกว่า” ฉีเทียนเฮ่าสาดชาในถ้วยที่มีทรายตกลงไปใส่พุ่มดอกไม้ ช่างน่าเสียดายชาจากยอดเขาชั้นเลิศถ้วยนี้ยิ่งนัก

“ได้อย่างไรเจ้าคะ งานนี้พ่อบ้านฉีหมายมอบให้ข้าทำนะเจ้าคะ” นางเมินเฉยพร้อมกับกวาด “กลบ” เจ้านายผู้น่ารังเกียจต่อไป

ตอนที่นางไปของานจากพ่อบ้านฉียังมิวายทำให้ผู้เฒ่าอย่างเขาตกใจยกใหญ่ เขาขมวดคิ้วแน่นคล้ายลำบากใจเหลือเกิน สุดท้ายจึงโยนแค่งานกวาดสวนบุปผาให้นางทำเท่านั้น ยังบอกด้วยว่าจะกวาดอย่างไรก็ได้ ขอแค่กวาดเป็นพอ หากการที่ดอกไม้ผลิบาน ร่วงโรย แตกยอด และผลัดใบเป็นเรื่องปกติฉันใด การไม่ฝืนธรรมชาติย่อมเป็นกฎของธรรมชาติฉันนั้น

ถ้อยคำของพ่อบ้านชราทำให้นางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก คิดว่าผู้เฒ่าคงลำบากใจและไม่กล้ามอบหมายงานที่ต้องปรนนิบัติพัดวีผู้อื่น หรืองานที่ต้องใช้แรงมากให้นางทำเป็นแน่ เขาคงกลัวว่าเดือนหน้าจะโดนนางหักเงินกระมัง แต่หารู้ไม่ว่าวันหน้านางไม่ต้องดูแลบัญชีพวกนี้แล้ว

“พ่อบ้านฉีมอบหมายงานพวกนี้ให้เจ้าทำหรือ ประเดี๋ยวข้าคงต้องไปคุยกับเขาให้รู้เรื่องสักหน่อยแล้ว” เดิมทีเขาตั้งใจให้นางหยุดงานแค่สามวันเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่านางกวาดสวนบุปผามาห้าวันแล้วยังไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดของฉีกุ้ยที่มอบหมายงานให้นางทำ

“พ่อบ้านฉีชรามากแล้ว ตกใจง่ายยิ่ง” น้ำเสียงของนางแฝงแววตำหนิ

เห็นๆ อยู่ว่าเขาขุ่นเคืองที่นางไม่ยอมเข้าห้องหนังสือไปช่วยงานเขา เหตุไฉนจึงต้องเรียกพ่อบ้านฉีให้มารับเคราะห์แทนด้วยเล่า

“เขาอาศัยอยู่ในจวนตั้งครึ่งค่อนชีวิต ยิ่งสมควรเดาใจเจ้านายออก ต้องรู้ว่าเจ้านายต้องการสิ่งใด มิสมควรทำอันใดโดยพลการ” อย่างน้อยพ่อบ้านฉีสมควรจัดแจงให้จื่ออีไปทำความสะอาดห้องหนังสือ…อืม ความคิดนี้เข้าท่าทีเดียว

“คุณชายใหญ่ นี่ท่านชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว[2]แล้ววกกลับมาสั่งสอนข้าหรือเจ้าคะ” ไม่ว่าผู้ใดต่างก็รู้ว่าบ่าวที่เดาใจเจ้านายไม่ออก ทั้งยังชอบทำอันใดโดยพลการที่สุดในสกุลฉีก็คือนาง ไม่มีผู้ใดกล้าแย่งที่หนึ่งกับนางด้วยซ้ำ

เขาตะลึงงันก่อนหัวเราะดังลั่นจนอกกระเพื่อม “แม่หนูเอ๊ยแม่หนู คนฉลาดหลักแหลมเช่นเจ้าเรียกข้าว่าคุณชายเช่นนี้ช่างน่าชื่นชมเสียนี่กระไร”

นางชักสีหน้าใส่ “คุณชายใหญ่ไม่มีอันใดทำแล้วหรือเจ้าคะ มาหาข้าถึงที่นี่ สำราญใจนักรึ”

เวลานี้เขาต้องแบกรับตำแหน่งเจ้าเมือง ทั้งยังต้องดูแลกิจการของจวนสกุลฉี สมควรจะยุ่งกว่าที่นางเคยยุ่งสิ เหตุใดจึงว่างมาที่สวนบุปผาเพื่อเย้าแหย่นางอย่างสบายอารมณ์เช่นนี้

“ไม่มีเจ้าอยู่ข้างกาย คอยฝนหมึกกับรินชาให้ ข้าก็ทำอันใดอย่างสบายใจม่ได้” เขาเลิกทำหน้าตาขี้เล่นอย่างเมื่อครู่แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ท่าน…ท่านไม่กลัวว่าข้าจะวางยาในน้ำชาของท่านหรือเจ้าคะ” เฟิงจื่ออีหันหน้าหนีด้วยความขวยเขิน ไม่อยากมองใบหน้าของเขาเท่าไรนัก

นางจะไม่ยอมโดนหลอกเด็ดขาด เมื่อก่อนเขามักกระเซ้าเย้าแหย่ชวนให้นางเข้าใจผิดเช่นนี้เสมอ แต่กระนั้น…เขาก็ยังจากนางไปนานหลายปีอยู่ดี นางก็เหมือนเทียนเล่อกับเทียนสี่ เป็นเพียงน้องสาวของเขาเท่านั้น นางไม่มีทางหลงเชื่อคำพูดคลุมเครือและการกระทำที่สนิทสนมของเขาอีกแน่

“วางยาอันใด ยาปลุกกำหนัดอย่างนั้นหรือ” เห็นนางหลบหน้าเขา จึงจงใจหยอกเย้านาง

“เหลวไหล ยาพิษน่ะสิ!” นางเงยหน้าขึ้นมาจ้องเขาเขม็ง จ้องจนดวงตาแสบเคืองไปหมด

“เจ้าหน้าแดงแล้ว” ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของนางแดงก่ำ ช่างชวนให้หลงใหลยิ่ง

“ไม่จริง…ท่านอย่าพูดเหลวไหล…” นางรู้สึกลนลานและจิตใจฟุ้งซ่าน จึงหลบเลี่ยงที่จะสบนัยน์ตาดำขลับแสนลุ่มลึกของเขา นางพร่ำบอกตนเองไม่หยุดว่าห้ามหลงกลเขาเด็ดขาด

เขาเห็นสีหน้าเช่นนั้นของนางจึงคิดได้ว่าเรื่องบางเรื่องก็สมควรต้องพูดให้กระจ่าง

“จื่ออี เจ้าเองก็ถึงวัยที่สมควรออกเรือน…” ฉีเทียนเฮ่ายังพูดไม่ทันจบประโยคก็ถูกใครบางคนขัดจังหวะเสียก่อน

“สหาย เรื่องนี้เจ้าต้องช่วยข้าได้แน่ ข้าเห็นแม่นางผู้หนึ่งในจวนของเจ้า ดวงตาของนางเหมือนดวงดารา จมูกโด่งเชิดปานเสาหยก ปากเรียวเล็กดั่งผลอิงเถา[3] อีกทั้งรูปโฉมยังงามพิลาสเลิศล้ำประหนึ่งเซียนหญิงจุติลงมา พอข้าเห็นนางก็วิงเวียนวูบวาบ ราวบุปผาวสันต์ลอยละล่องเกลื่อนเมือง ไม่ว่าในสายตาหรือแม้แต่ในใจล้วนเต็มไปด้วยเงาร่างอรชรของนางทั้งสิ้น…”

จินจุ่นจือผู้ไร้สติสัมปชัญญะเป็นเสมือนขี้เมาที่ดื่มสุรามากเกินไป มิได้รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าเขารบกวนเรื่องราวดีๆ ของผู้อื่น สองตาของเขาพร่ามัว ฝีก้าวถลาซวนเซ เดินผ่านประตูวงเดือน[4]ด้วยท่าทางที่คล้ายเมามายเล็กน้อย

ไม่มีผู้ใดฟังคำพูดไร้แก่นสารเลอะเลือนของเขารู้เรื่อง แต่กลับมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองอย่างยิ่ง เขาจะมาเวลาใดไม่มา แต่กลับโผล่มาก่อกวนในเวลาสำคัญเช่นนี้ได้อย่างเหมาะเหม็ง จะมิให้ผู้อื่นไม่รำคาญเขาได้หรือ

จินจุ่นจือยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ เขาเดินเข้าไปในศาลาด้วยท่าทางมึนเมา “เจ้าพูดอันใดสักคำสิ! สหาย เลิกนิ่งเหมือนท่อนไม้สักที ข้าจินจุ่นจืออยู่มาตั้งยี่สิบสี่ปีเพิ่งรู้สึกหวั่นไหวกับดรุณีนางหนึ่งเป็นครั้งแรก…ไม่ๆๆ เป็นรักแรกพบต่างหาก หากมิได้แต่งงานกับนาง…เหวอ! เจ้าตบไหล่ข้าทำไม โดนสตรีตบไหล่จะโชคร้ายไปสามปีเชียวนะ”

จินจุ่นจือหันกลับมาประจันหน้ากับสตรีที่ทำให้เขาต้องสูญเสียเงินหกร้อยตำลึง สีหน้ามิใคร่พอใจ ตอนนี้นางตบไหล่เขา คิดจะยั่วโทสะเขาเพื่อเป็นข้ออ้างในการแก้แค้นละสิท่า

“พูดจาเลื่อนเปื้อน ต่อให้ไม่โดนตบไหล่ ท่านก็มิได้โชคดี ท่านลืมเรื่องที่เพิ่งเข้าเมืองมาไม่ทันไรก็โดนหลอกเอาเงินไปหกร้อยตำลึงนั่นแล้วหรือเจ้าคะ” เดิมทีนางคร้านจะสนใจเขา แต่ผู้ใดใช้ให้เขาเดินไม่รู้จักมองทางแล้วเหยียบไม้กวาดของนางเข้าเต็มเปาเช่นนี้กันเล่า

นางนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าทึ่มที่ทำตัวเอ้อระเหยลอยชายผู้นั้นจะเป็นจินจุ่นจือ เมื่อก่อนนางเคยเห็นแต่จินหลิงหลิง ดังนั้นตอนแก้ปัญหาเรื่องเจียงเสี่ยวอวี๋จึงคิดว่าเขาคงเป็นสหายสักคนของฉีเทียนเฮ่า มิคาดว่าการได้ยินเป็นร้อยครั้งมิสู้เห็นกับตาเพียงหนเดียว ว่ากันว่าคุณชายใหญ่สกุลจินผู้นั้นสง่าผ่าเผยและหน้าตาหล่อเหลา แท้จริงแล้วกลับเป็นแค่คนโง่งมที่หลอกง่ายผู้หนึ่ง

“เจ้าหยุดแช่งข้าสักที หากไม่มีเจ้า ข้าคงโชคดีอักโข ไม่ช้าก็เร็วต้องได้โอบกอดหญิงงามสมใจแน่” จินจุ่นจือจ้องมองเฟิงจื่ออีด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว

“หึ ท่านแน่ใจแล้วรึ” เฟิงจื่ออีมองจินจุ่นจืออย่างหยามเหยียด

“ไปๆๆ แม่สาวใช้กวาดพื้น มีหน้าที่กวาดพื้นก็กวาดไป อย่าขัดขวางข้าคุยธุระสำคัญกับเจ้านายของเจ้า” จินจุ่นจือโบกมืออย่างหงุดหงิดเหมือนไล่ยุงที่มาก่อกวนไปให้พ้นๆ

ทุกครั้งที่กลับเข้าเมืองจูเช่ว์ล้วนได้ยินบ้านใกล้เรือนเคียงพูดถึงแต่เฟิงจื่ออีผู้นี้ ว่ากันว่าจวนสกุลฉีนั้นตกอยู่ในกำมือของนาง บรรดาเจ้านายล้วนต้องเชื่อฟังนางทั้งสิ้น ก็ได้ เขายอมรับว่าตอนอยู่บนถนน สหายสนิทสนใจนางเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายนางก็เป็นเพียงหญิงรับใช้ผู้หนึ่ง สำหรับเขาแล้วข่าวลือต่างๆ เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น

ครั้นเวลานี้ได้เห็นกับตา สตรีผู้นี้เป็นเพียงสาวใช้กวาดสวนบุปผาเท่านั้น แม้แต่ใกล้ชิดเจ้านายยังยาก ยังต้องพูดถึงการกุมอำนาจอันใดนั่นอีกหรือ

เฟิงจื่ออีถือไม้กวาด นางเบิกนัยน์ตารูปผลซิ่งขึ้นเล็กน้อยพลางส่งยิ้มให้ “คุณชายใหญ่ เช่นนั้นข้าไปทำงานนะเจ้าคะ”

“วางไม้กวาดลง แล้วมานี่” นัยน์ตาเฉียบคมของฉีเทียนเฮ่าฉายแววจริงจัง ไม่ล้อเล่น

เฟิงจื่ออีกวาดพื้นมาตั้งหลายวันแล้ว หญิงรับใช้ที่หลายปีมานี้จับแต่ด้ามพู่กัน ไม่รู้ว่าจะโดนด้ามไม้กวาดตำมือจนเป็นแผลบ้างหรือไม่ คิดมาถึงตรงนี้ ฉีเทียนเฮ่าก็จ้องจินจุ่นจือเขม็ง คิดไม่ถึงว่าเจ้าหมอนี่ยังยุให้นางกวาดสวนบุปผาต่อไปอีก!

เฟิงจื่ออีชายตามอง สีหน้าเฉื่อยชา “จะทำเช่นนั้นได้เยี่ยงไรเจ้าคะ คุณชายใหญ่ ข้าเป็นเพียงสาวใช้ที่ต้องทำตามคำสั่ง ในเมื่อคุณชายจินเอ่ยแล้ว ข้าจะไม่ทำตามได้อย่างไรกันเจ้าคะ”

“ผู้ใดกล้าเรียกใช้เจ้าหรือ” ฉีเทียนเฮ่ายกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเจือยิ้ม ดูท่าแม่หนูผู้นี้คงหมายหัวจุ่นจือ หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับเขาไม่ “แม่หนู มาอยู่ข้างๆ ข้านี่”

“ท่านนี่น่ารำคาญยิ่ง” นางทิ้งไม้กวาดอย่างไม่เต็มใจ ทว่าคนที่ปราดเปรียวเช่นนางกลับเดินเชื่องช้าปานวัว นางค่อยๆ เดินทีละก้าวอย่างเอื่อยเฉื่อยประหนึ่งยายเฒ่าหลังค่อม

แต่จะไม่ไปก็ไม่ได้ นางรู้ดีว่าวันเวลาแห่งความสุขผ่านพ้นไปแล้ว นางกวาดสวนบุปผานี้มาตั้งห้าวันแล้ว สมควรแก่เวลาที่จะถอนตัวไปสักที

เมื่อได้ฟังบทสนทนาที่ดูไม่เหมือนนายบ่าวคุยกันของคนทั้งสอง จินจุ่นจือก็ถูสันจมูกด้วยความฉงน ปากพูดจาเจื้อยแจ้ว “อะแฮ่ม! สหาย เจ้าลืมแล้วหรือว่าข้าเป็นใคร”

สายตาเย็นชาระคนเหยียดหยามสองคู่มองมาคล้ายถามว่า แล้วเจ้าเป็นใคร! เหตุใดจึงโอ้เอ้ไม่ยอมไปสักทีเล่า

“ได้ๆๆ ข้าไม่รบกวนการพลอดรักต่อหน้าบุปผาใต้แสงจันทร์ของพวกเจ้าแล้ว ทำเหมือนข้าไม่เคยมาก็แล้วกัน เชิญคุยกระหนุงกระหนิงกันต่อเลย” จินจุ่นจืองุนงง ยามไม่เข้าใจสถานการณ์เขาก็พูดผิด ยามเข้าใจสถานการณ์แล้วก็ยังพูดผิดอีก ช่างชวนให้ผู้อื่นเอือมระอาโดยใช่เหตุแท้ๆ

“พลอดรักอันใด แล้วตรงนี้มีบุปผากับดวงจันทร์ที่ไหนกัน หากท่านกล้าพูดจาเหลวไหลหรือทำให้ชื่อเสียงของข้าเสื่อมเสีย ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านรอดชีวิตออกไปจากเมืองจูเช่ว์เป็นแน่” เฟิงจื่ออีหน้าบึ้งพลางสบถด้วยความโมโห นัยน์ตาสุกสกาวของนางลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ พวงแก้มนั้นไซร้แดงระเรื่อ

“เพ้ย! เจ้าบอกให้ตายก็ต้องตายอย่างนั้นหรือ จวนสกุลฉีนี่มีแต่คนโหดเหี้ยมจริงๆ ข้ากลัวเหลือเกิน!” จินจุ่นจือที่เพิ่งเสียเปรียบไปหยกๆ กลับไม่จำเป็นบทเรียน เขาหัวเราะงอหาย

ฉีเทียนเฮ่าได้ยินเช่นนั้นก็ลอบหัวเราะในใจ แต่เขาไม่คิดจะยื่นมือเข้าช่วย ก็ผู้ใดใช้ให้เจ้าหมอนี่ไม่ดูกาลเทศะพรวดพราดเข้ามาทำเขาเสียเรื่องกันเล่า

“ใช่ ท่านสมควรกลัวจริงๆ หากอยากได้หัวใจหญิงงามก็ต้องดูก่อนว่าข้าจะอนุญาตหรือไม่” เขาล่วงเกินนางเช่นนี้เลิกคิดได้เลยว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้โอบกอดหญิงงามอันใดนั่นด้วย

“หมายความว่าอย่างไร เจ้ารู้หรือว่าแม่นางผู้นั้นคือใคร” เมื่อเอ่ยถึงข่าวคราวที่ตนอยากรู้ จินจุ่นจือรีบซัก สีหน้ากระวนกระวาย

เฟิงจื่ออีแสร้งทำท่าทางลึกลับเรียกร้องความสนใจของจินจุ่นจือก่อน แล้วค่อยขยับปากเอื้อนเอ่ย “หากข้าเดาไม่ผิด หญิงงามปานเซียนหญิงที่ท่านพูดถึงคงมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น”

“ผู้ใดเล่า” จินจุ่นจือกลั้นหายใจ ตั้งตารอเหลือเกิน

“โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองจูเช่ว์”

“โฉมงาม…อันดับหนึ่ง…แห่งเมืองจูเช่ว์…” อื้อ! หือ! สายตาจินจุ่นจือช่างแหลมคมจริงๆ ไปถูกตาต้องใจบุคคลที่โดดเด่นเหนือผู้ใด และเรียกขานได้เพียงยอดพธูผู้งามเฉิดฉายอันดับหนึ่งผู้นี้เท่านั้น

“แล้วก็…”

“แล้วก็อันใด”

“คนงามดั่งหยกสลักผู้นี้หาใช่งามหยาดเยิ้มเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพียบพร้อมไปด้วยชาติตระกูล เป็นคนไร้เดียงสา ซ้ำจิตใจดีงาม เป็นที่หมายปองอันดับหนึ่งของเหล่าคุณชายสูงศักดิ์ในเมืองจูเชว่”

เอ่ยถึงตรงนี้ ฉีเทียนเฮ่าก็เดาเจตนาของนางออก และอดยิ้มไม่ได้

คราวนี้จื่ออีทำให้จุ่นจือพะว้าพะวัง เมื่อเวลานั้นมาถึงค่อยปล่อยให้จุ่นจือรู้สึกว่าตนทำอันใดไม่ได้นอกจากมองเฉยๆ เท่านั้น นี่แหละคือการแก้เผ็ดที่ดีที่สุด

“จริงรึ” สีหน้าจินจุ่นจือเปี่ยมไปด้วยความหวัง ในโลกนี้มีโฉมตรูที่งามกายแต่ใจหยาบอยู่มากมาย ได้พบพานโฉมสะคราญที่มีจิตใจดีงามเช่นนี้นับว่าเขาโชคดีจริงๆ “แล้วนางเป็นคุณหนูตระกูลใด”

“อยู่ไม่ไกล ท่านเจอนางในจวนแล้วมิใช่หรือ นางก็คือคุณหนูคนเล็กแห่งจวนสกุลฉีเจ้าค่ะ” เฟิงจื่ออีคลี่ยิ้มบาง ท่าทางอ่อนโยนและสุภาพ “แต่ข้อด้อยของนางคืออยู่ในโอวาทมากเกินไป ท่านเข้าใจหรือไม่”

เข้าใจอันใด การอยู่ในโอวาทเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ จินจุ่นจืองงงวยยิ่ง ในหัวคิดแต่เพียงว่าในเมื่อเป็นคุณหนูจวนสกุลฉีดังนั้นเรื่องนี้คงจัดการไม่ยาก เขาเป็นสหายกับฉีเทียนเฮ่ามานานหลายปี สามารถหาแม่สื่อได้ทันทีเลยด้วยซ้ำ

เมื่อเห็นว่าจินจุ่นจือหน้าตายังเหลอหลา ยากนักที่ผู้ชมละครฉากเด็ดอย่างฉีเทียนเฮ่าจะเมตตา ยอมช่วยเขาไขข้อข้องใจ “ความหมายของจื่ออีก็คือแม้เทียนสี่จะอยู่ในโอวาท แต่ก็เชื่อฟังนางเพียงผู้เดียว หากนางอยากให้เทียนสี่ไปทางตะวันออก เทียนสี่ย่อมมิกล้าไปทางตะวันตก หากนางบอกให้นั่งลงย่อมไม่มีทางได้เห็นผู้ใดยืนขึ้นมาเด็ดขาด”

ได้ยินดังนั้น จินจุ่นจือก็ตะลึงงันพักใหญ่ ค่อยๆ เบิกตาเล็กหยีกว้างขึ้น ข่าวร้ายฟาดใส่ท้ายทอยของเขาฉับพลันประหนึ่งอสนีบาต ความเข้าใจค่อยๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาทีละนิด จากนั้นเขาก็หันมองด้วยความประหวั่น

“แต่…แต่เจ้าบอกว่าหญิงงามผู้นั้นเป็นคุณหนูจวนสกุลฉีมิใช่หรือ…เหตุใดหญิงรับใช้เช่นเจ้า…” ถูกสาวใช้เช่นนางบงการได้อย่างไร

เฟิงจื่ออียักไหล่ ยิ้มให้ แต่ไม่ตอบคำถาม

ฉีเทียนเฮ่าคล้ายได้ชมละครฉากเด็ด “นางน่ะหรือเป็นแค่หญิงรับใช้ ตอนเจ้าอยู่เมืองจูเช่ว์ไม่เคยได้ยินวีรกรรมของนางหรือไร คราวนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ไหวจริงๆ”

“อ๊าก นี่…พิโธ่…สหาย ข่าวลือพวกนั้นเป็นความจริงหรอกหรือ ไยเจ้าไม่เตือนข้าให้เร็วกว่านี้เล่า…” จินจุ่นจือทำตัวไม่ถูก ทำได้เพียงยิ้มเจื่อนเท่านั้น

ฉีเทียนเฮ่ายิ้มเย็นชา “ผู้ใดใช้ให้เจ้าหูหนวกตาบอด ไม่รู้จักทำตัวสงบนิ่งเล่า หน้าตาอัปลักษณ์แล้วยังมิเจียมตัว ข้าจะขวางลิงตีลังกา[5]ได้หรือ”

“เจ้า…เจ้า…” ช่างไร้ปรานีจริงๆ ทำเอาผู้กล้าหลั่งน้ำตาอาบสองแก้ม

“สาวใช้บ้านข้าผิวพรรณเนียนดั่งหยก ดวงชะตาเป็นมงคล คราวหลังอย่าให้ข้าเห็นอีกว่าเจ้าเห็นนางเป็นบ่าวไพร่คอยรับใช้ มิฉะนั้น…” เสียงของฉีเทียนเฮ่าลดต่ำลง ความนัยที่แฝงอยู่ในคำตักเตือนจริงจังยิ่ง

จินจุ่นจือตาสว่างทันควัน เขามองสีหน้าไม่สบอารมณ์ของสหายสนิทอีกครั้ง จากนั้นก็มองหญิงรับใช้ที่มีท่าทางหงุดหงิดด้วยสายตาแปลกๆ แล้วค่อยรู้แจ้งแก่ใจว่าเหตุใดตนจึงเคราะห์ร้ายเช่นนี้

อย่างนี้นี่เอง ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง!

เอ๊ะ! ไม่ถูกสิ ไยเขาถึงสำราญใจ มองออกว่าความสนิทสนมระหว่างสองคนนี้ค่อยๆ พัฒนาขึ้นทีละน้อยแล้วมีประโยชน์อันใด เส้นทางความรักอันขรุขระของเขาต่างหากที่ต้องฝ่าฟันไปอย่างยากลำบาก

จินจุ่นจือเปลี่ยนความคิด เขาเชิดหน้าขึ้นพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม ใบหน้ายิ้มแย้มสอพลอยกยิ้มจริงใจ น้ำเสียงอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง ฟังแล้วอบอุ่นเสียไม่มี “ข้าว่านะแม่นางจื่ออี ช่วงนี้เจ้าขาดแคลนสิ่งใดหรือขาดเครื่องประดับบ้างหรือไม่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าพกเงินติดตัวมากเกินจะต้องแบกน้ำหนัก หากมีคนช่วยลดน้ำหนักลงได้ ข้าย่อมซาบซึ้งมิรู้จบเป็นแน่…”

เฟิงจื่ออียิ้มระรื่น “ใช่เจ้าค่ะ ข้าว่าเจียงเสี่ยวอวี๋ต้องเต็มใจช่วยเหลือท่านแน่นอน”

ได้ยินดังนั้น สีหน้าจินจุ่นจือพลันหมองคล้ำ มุมปากเกร็งกระตุก ตายละวา เขาล่วงเกินสตรีขี้โมโหที่สุดเข้าแล้ว แบบนี้เขาจะได้โอบกอดหญิงงามเมื่อใดกันหนอ…

 

[1] สนมเอกของจักรพรรดิ เรียงลำดับจากสูงไปต่ำ ได้แก่ กุ้ยเฟย ซูเฟย เต๋อเฟย เสียนเฟย

[2] หมายถึง โกรธคนหนึ่งแต่ทำอะไรเขาไม่ได้ จึงรังควานอีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องและตนสามารถทำเขสได้

[3] เชอร์รี

[4] สถาปัตยกรรมจีนอย่างหนึ่ง มีลักษณะเป็นวงกลมคล้ายดวงจันทร์ เป็นอุโมงค์ทางเดินเปิดโล่ง เชื่อมต่อจากผนังหรือกำแพงในสวนจีน มักพบเห็นตามอุทยานหลวง หรือสวนในบ้านชนชั้นสูง

[5] ในเรื่อง ไซอิ๋ว หนึ่งในความสามารถของซุนอู้คง (ซุนหงอคง) คือตีลังกาได้ไกลกว่าสามร้อยหลี่

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า