fbpx

[ทดลองอ่าน] เชิญร่ำสุรา 將進酒 บทที่ 199 : ชัยชนะ

เชิญร่ำสุรา
將進酒

 

ถังจิ่วชิง
唐酒卿

กอหญ้า แปล

 

“เซียนเซิงคืนชีวิตนี้ให้ข้าแล้ว อาเหย่”
เสิ่นเจ๋อชวนหลอมละลายในกลิ่นอายอันคุ้นเคยนี้
ใช้แก้มถูไถแผ่นหลังของเซียวฉือเหย่ เหมือนสัตว์ตัวน้อยที่ตามกลิ่นมา “อาเหย่…”

เซียวฉือเหย่ยกมือขึ้นกดเสิ่นเจ๋อชวนไว้
หันศีรษะมาครึ่งหนึ่ง จะมองตาเขา

เสิ่นเจ๋อชวนลืมตา ในนั้นกลับไม่มีแววล้อเล่น
เขาขยับปลายนิ้วเข้าไปใกล้แก้มของเซียวฉือเหย่
เอ่ยว่า “ข้าเป็นของเจ้า ไม่ว่าเป็นหรือตาย เจ้าก็เป็นของข้าเช่นกัน”
ในที่สุดเขาก็เผยส่วนที่คมกริบและโหดเหี้ยมออกมา
พูดต่อว่า “หากใครพรากเจ้าไปจากข้างกายข้า ข้าจะฆ่ามันเสีย”

ต่อให้เป็นพญายมก็ไม่ได้

“ข้าอยากอยู่กับเจ้าไปจนอายุร้อยปี” เสิ่นเจ๋อชวนจุมพิตจอนผมเซียวฉือเหย่เบาๆ
“ในสถานที่ที่ไม่มีคนเอื้อมถึง”

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 199 ชัยชนะ

 

หยางฉิวออกจากจวนว่าการ ยืนอยู่ใต้ชายคามองชาวบ้านบริเวณช่องหลบลม เขาถ่มน้ำลายด้วยความรู้สึกรังเกียจและใช้เท้าขยี้ พูดกับลูกน้องซ้ายขวา “พวกเจ้าตายกันไปหมดแล้วรึ ฮั่วหลิงอวิ๋นไม่รู้ความ พวกเจ้าก็ไม่รู้ความด้วยหรือไร คนจนมีแต่เชื้อโรค ประเดี๋ยวเอาโรคมาติดคนในจวนว่าการ ถึงเวลานั้นร้องไห้ก็สายเกินไปแล้ว!”

คนข้างหลังลนลานรับคำ รีบเข้าไปตวาดไล่ชาวบ้าน

หยางฉิวขึ้นรถม้า หลับตาพักผ่อน ย้อนคิดถึงบทสนทนาในจวนว่าการแล้วโทสะอัดแน่นอยู่ในท้อง เมื่อรถม้าวิ่งไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ ลูกน้องก็รายงานผ่านม่านรถว่า “ประมุขใหญ่ มีข่าวขอรับ!”

หยางฉิวลืมตา “ว่ามา”

“ฟางเหล่าสือไม่ได้กลับคฤหาสน์” ลูกน้องพูด “เขาใช้ลูกไม้สลัดหูตาที่สะกดรอยตามทิ้งไป เปลี่ยนรถม้าและตรงไปที่คลังสมบัติขอรับ!”

หยางฉิวกระชากม่านรถออกทันใด ถลึงตานิ่งครู่หนึ่ง ด้วยกลัวว่าตนจะพลาดโอกาสจึงออกคำสั่งทันที “เร็วเข้า รวบรวมกำลังคน!”

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ลูกน้องก็กลับมารายงานว่าทหารรักษาการณ์ฉือโจวบุกโจมตีเมือง หัวหมู่ธงใหญ่ถือปืนไฟพุ่งออกไป ยังไม่ทันถึงตรงหน้าทหารรักษาการณ์ก็ถูกองครักษ์เสื้อแพรที่ดักซุ่มอยู่หักคอตายอย่างฉับไวเสียก่อน สถานการณ์พลิกผันกะทันหัน ประตูเมืองปิดไม่ทัน ตอนนี้ธงบนกำแพงถูกจุดไฟเผาแล้ว

หยางฉิวฟังข่าวร้ายแล้วใบหน้าซีดเผือด เขาเกาะประตูรถม้ามองไปทางกำแพงเมือง เห็นแสงไฟลุกโชติอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆสีเขียวม่วงจริงๆ กำลังสี่พันที่หยางฉิวนำมาถมอยู่บนกำแพงเมืองครึ่งหนึ่ง แรกเริ่มเขาทำไปเพื่อควบคุมฮั่วหลิงอวิ๋น ลูกน้องเก่งๆ ล้วนส่งไปอยู่ที่นั่น ใครจะคิดว่าทหารรักษาการณ์จะบุกเข้ามาสังหารอย่างง่ายดายเช่นนี้

หยางฉิวเดือดจัด “สมองเขามีปัญหาหรือไร! จะเฝ้าเมืองไปทำบ้าอะไร มารดามันเถอะ นี่ไม่ใช่เมืองของข้าสักหน่อย! ถือดาบตรงไปคลังสมบัติเดี๋ยวนี้ ถ้าเจอสุนัขหน้าด้านฟางเหล่าสือก็ฟันมันให้ตาย! ขนสมบัติใส่หีบแล้วจากไปทันที!”

เสียงฝีเท้าสับสนดังขึ้นบนถนนในเมือง รองเท้าหุ้มแข้งของเหล่าโจรย่ำน้ำโคลนจนกระเซ็นขึ้นมาบนขากางเกง คราบสกปรกเปรอะเต็มชายชุดคลุม เสียงนกหวีดผสมปนเปกัน หลายฝ่ายเดินชนกันโดยแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ต่างชักดาบออกมาฟันอีกฝ่ายล้มลงกับพื้นก่อนโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง โลหิตกองแล้วกองเล่าจับตัวแข็งอยู่บนพื้นหิมะ เหล่าโจรร้อนใจจนตาแดงเมื่อคิดถึงคลังสมบัติ

ตอนที่หยางฉิวบุกเข้าไปในคลังสมบัติ เขาเห็นหีบเหล่านั้นวางซ้อนกันหลายชั้น พองัดหีบใบที่อยู่ใกล้ที่สุดออกดู ข้างในก็เต็มไปด้วยทองคำเหลืองอร่าม หยางฉิวก้าวเท้าไม่ออกทันที หยิบทองใส่อกเสื้อตัวเองหลายก้อน ดีใจจนหลั่งน้ำตา “อี้อ๋องมีสมบัติจริงๆ ด้วย!”

เสิ่นเจ๋อชวนผนึกทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจงปั๋วทั้งหมด ทำเอาหยางฉิวอึดอัดยิ่งนัก ทว่าบัดนี้เขามีทองแล้ว ต่อให้ต้องใช้ทองทุ่มออกไป ถึงอย่างไรก็ต้องหาช่องโหว่ฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้

“รีบขนเร็ว” หยางฉิวจ้องทองในอ้อมอกตัวเองไม่วางตา “ขนขึ้นรถให้หมด!”

รถม้าของหยางฉิวจอดอยู่ในลานของคลังสมบัติ หีบมีจำนวนมากเกินไปทั้งยังหนักมาก ขนไปได้ครึ่งหนึ่งขบวนรถม้าของหยางฉิวก็ขนไม่ไหวแล้ว แต่เขาไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้ สั่งให้ลูกน้องออกไปชิงรถม้า

ฟางเหล่าสือเพิ่งมาถึง ลงจากรถม้าแล้วร้อนใจ โบกผ้าเช็ดหน้าร้องตะโกน “ขวางเขาไว้ อย่าปล่อยให้เขาหนีไปได้!”

ประตูคลังสมบัติแคบ โจรหลายคนโลภมาก ตอนขนทองข้างในจึงแอบซ่อนทองไว้กับตัว พอหยางฉิวจับได้ก็ฆ่าพวกเขาทันที เขาคลุ้มคลั่งไปแล้ว ไม่ยอมให้ผู้ใดมาแย่งชิงกับตนเด็ดขาด ทางนี้กำลังขน ขบวนรถม้าของฟางเหล่าสือก็เข้ามาจากด้านหลัง รถม้าของสองฝ่ายรวมอยู่ด้วยกัน ปิดกั้นประตูเรือนจนเข้าออกมิได้

ฟางเหล่าสือนำกำลังย่ำรถม้ากระโดดเข้าไปข้างใน พอเห็นคนของหยางฉิวก็ตวัดดาบทันที ลูกน้องของหยางฉิวล้วนเบียดกันอยู่ระหว่างช่องว่างของรถม้า มือกอดหีบสมบัติ แม้แต่โอกาสจะตอบโต้ก็ไม่มี พอดาบฟันเข้ามาก็ล้มลงทันที

ฟางเหล่าสือร้องด่า “โจรสุนัข! คืนสมบัติมา!”

หยางฉิวเช็ดโลหิตบนใบหน้า ถีบประตูคลังสมบัติจนเปิดออก ถือดาบพุ่งออกไปฆ่าคน พวกเขาเข่นฆ่ากันจนล้มตายเป็นเบือในบริเวณพื้นที่คับแคบนี้ โลหิตย้อมหีบจนเป็นสีแดงเข้ม ส่วนรถม้าข้างหลังก็ยังคงเบียดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำเอาหีบที่วางไม่ดีถูกชนจนล้ม ก้อนหินหล่นกระจายเต็มพื้น

“ก้อนหิน” ไม่รู้ใครตะโกนขึ้นมาก่อน “ให้ตาย ไฉนจึงกลายเป็นก้อนหินไปได้!”

หยางฉิวกับฟางเหล่าสือหยุดชะงักพร้อมกัน เจ้าสิ่งที่กลิ้งอยู่บนพื้นนั่นมิใช่ก้อนหินรึ! หยางฉิวลนลาน ไม่สนใจจะฆ่าคนอีก หมุนตัวกระโจนไปที่รถม้า ทุบหีบให้เปิดออก เห็นว่าข้างในก็เป็นก้อนหิน บนรถม้าสิบกว่าคันนี้มีอยู่ไม่กี่หีบเท่านั้นที่เป็นทอง นอกนั้นล้วนมีแต่หิน หยางฉิวสองขาอ่อนยวบท่ามกลางเสียงเปิดหีบดังต่อเนื่อง เขาประคองตัวกับรถม้า ดวงตาแดงก่ำจนแทบหลั่งโลหิต

ฟางเหล่าสือลนลานกวาดตามองรอบด้าน พูดว่า “หลงกลแล้ว!”

รถม้าหน้าประตูเรือนพลันเคลื่อนไหว ถูกคนดันเข้ามาในประตู จากนั้นประตูเรือนก็ปิดลงดัง “โครม” กำแพงสี่ด้านเกิดเสียงดัง “ซ่า” พร้อมของเหลวที่เทลงมา โจรที่อยู่ใกล้สูดจมูกดมกลิ่น ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไป พูดเสียงตื่นลน “น้ำมัน!”

“พังประตู” ฟางเหล่าสือเกาะรถม้า เบียดตัวไปยังประตูเรือน ตะโกนเสียงดัง “รีบพังประตูเร็วเข้า!”

ฮั่วหลิงอวิ๋นย่ำหิมะที่ทับถมอยู่บนกำแพง กลางคืนอากาศหนาว สองมือเขาเย็นจนกลายเป็นสีเขียว

หยางฉิวได้ยินเสียงถูหินจุดไฟก็แผดเสียงกราดเกรี้ยว “ไอ้ชาติหมาฮั่วหลิงอวิ๋น…!”

ฮั่วหลิงอวิ๋นขยำกระดาษสีเหลืองซีดกำหนึ่ง นั่นเป็นประกาศที่อี้อ๋องปิดไว้หน้าประตูจวนว่าการ เขาจุดไฟเผาคำสัญญาเหลวไหลเหล่านี้ พูดกับหยางฉิวด้วยความรังเกียจท่ามกลางแสงไฟที่เต้นระริก “ไปตายซะเถอะ”

เปลวไฟพุ่งขึ้นทันใด กวาดม้วนไปทั่วลานขนาดใหญ่ของคลังสมบัติประหนึ่งคลื่นโถมซัด ในหีบไม่เพียงมีก้อนหิน ยังมีหญ้าแห้งที่ติดไฟง่าย คลื่นเพลิงกลบทุกคนจนมิด หยางฉิวกับฟางเหล่าสือดิ้นรนอยู่ในนั้น พวกเขาเกลือกกลิ้งไปมา สบถด่าฮั่วหลิงอวิ๋นอย่างเคียดแค้นท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน

ฮั่วหลิงอวิ๋นจับจ้องเพลิงขุมใหญ่ตรงหน้า เหมือนเสียงประทัดที่มาถึงล่าช้า เสียงเนื้อระเบิดสร้างความสะใจให้เขายิ่งนัก เขาหัวเราะเสียงดังท่ามกลางกลิ่นเนื้อไหม้ ดวงตาคู่นั้นแดงฉานไม่ต่างจากพวกเขา

เผา!

เผาเศษสวะพวกนี้ให้สิ้นซาก อำนาจล้วนเป็นเรื่องบัดซบ เขาแค่ต้องการให้คนพวกนี้ชดใช้ชีวิต! ตั้งแต่อี้อ๋องไปจนถึงชุ่ยฉิง ตั้งแต่หยางฉิวรวมไปถึงฟางเหล่าสือ ไม่ว่าใครก็อย่าคิดหนีแม้แต่คนเดียว!

พวกโจรที่ไร้ซึ่งทางหนีใช้สองแขนทุบกำแพง ร้องครวญครางอยู่กลางเปลวเพลิง ระหว่างเกลือกกลิ้งไปมาก็โดนน้ำมัน เปลวไฟฉีกกระชากเส้นผม แผดเผาใบหน้าจนเละ เพลิงพุ่งออกจากลานเรือนของคลังสมบัติ ลามเลียไปตามชายคาและเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝานโจวทั้งหมดลุกเป็นไฟ

“ใครวางเพลิง?” อิ่นชางหิ้วศีรษะของหัวหมู่ธงใหญ่ ร้อนใจจนต้องย่ำเท้า “เผาหมดแล้วยังต้องชดใช้เงินให้ฝู่จวินนะ!”

เฟ่ยเซิ่งเช็ดคราบเลือด หันไปมองบริเวณที่แสงไฟพุ่งสู่ท้องฟ้า “ศึกภายในซีนะ…”

ประตูเมืองถูกทำลายแล้วยังไม่มีใครมาต้าน ทหารฝานโจวที่เฝ้าเมืองจิตใจไม่อยู่กับตัว ยิงธนูอย่างอ่อนแรง ครั้นเห็นหัวหมู่ธงใหญ่ตายแล้ว แม้แต่การตอบโต้ที่เข้าท่าเข้าทียังไม่มีด้วยซ้ำ

เฟ่ยเซิ่งดึงสติกลับมา ส่งสายตาให้องครักษ์เสื้อแพรข้างหลัง สั่งให้พวกเขาค้นให้ทั่วเมือง ริบปืนไฟมาให้หมด

พอว่างเว้นจากการด่าคนอิ่นชางก็กระหายสุรา เขาทำสงครามเสร็จแล้วต้องดื่มสักสองไห มือข้างที่ว่างอยู่จึงเกาหูเกาแก้ม ยื่นศีรษะคนที่ยังร้อนผ่าวให้เฟ่ยเซิ่งเหมือนมอบของขวัญให้อย่างไรอย่างนั้น “เจ้าเก็บไว้ เก็บไว้สิ”

เฟ่ยเซิ่งเบี่ยงตัวหลบเลือด “ท่านผู้ชราจะเก็บเขาไว้ทำไมเล่า!”

อิ่นชางทำเหมือนว่านี่เป็นของล้ำค่า หัวเราะฮิๆ “เอากลับไปให้ฝู่จวิน บันทึกความดีความชอบ”

เฟ่ยเซิ่งแค่คิดถึงภาพนั้นหนังศีรษะก็ชาหนึบ ยามเสิ่นเจ๋อชวนนั่งอยู่ในห้องโถงสวมชุดขาวทั้งตัว ขืนนำวัตถุเลือดโชกเช่นนี้เข้าไป เลือดกระเด็นถูกพัดจีบของฝู่จวินหยดเดียวพวกเขาต้องตายแน่ เขารีบรับศีรษะคนมา ฉวยโอกาสตอนอิ่นชางดื่มสุรายัดใส่มือทหารชั้นผู้น้อย สั่งให้คนนำไปฝังเสีย

 

ทหารรักษาการณ์ฉือโจวคว้าชัยกลับมาจริงๆ โจวกุ้ยจัดงานเลี้ยงสุราต้อนรับพวกเขาหน้าประตูเมือง เพิ่มกำลังใจให้ทหารใหม่เหล่านี้ เขาสั่งให้ห้องครัวย่างเนื้อทอดปลา เลี้ยงดูพวกเขาจนอิ่มหนำสำราญก่อน ทหารหยุดอยู่หน้าประตู แต่ขุนพลหลักต้องเข้าไปพบฝู่จวิน

วันนี้อิ่นชางไม่กล้าแม้แต่จะดื่มสุรา เดินตามเฟ่ยเซิ่งเข้าไปในจวน ห้องหนังสือเปิดประตูอยู่ ขงหลิ่งและคนอื่นๆ ยืนรออยู่หน้าบันได เห็นพวกเขาเข้ามาก็รีบเข้าไปต้อนรับ

“ผู้อาวุโสอิ่น” ขงหลิ่งยิ้มพูดกับอิ่นชาง “ฝีมือยังไม่ตกเลยนะ!”

อิ่นชางสนิทสนมกับเขา ชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างใน ถามเสียงค่อย “ฝู่จวินอยู่ข้างในหรือ”

“รอเจ้าอยู่นี่แหละ” ขงหลิ่งเดินนำพวกเขาขึ้นบันได ด้วยรู้ว่าอิ่นชางเจอขุนนางแล้วแข้งขาอ่อน จึงตั้งใจพูดกับเขาว่า “สงครามครั้งนี้ ผู้อาวุโสอิ่นเป็นคนที่ฝู่จวินเลือกด้วยตัวเอง ไมตรีครั้งนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ ประเดี๋ยวฝู่จวินถามอะไรเจ้าก็ตอบไปตามนั้น ทำใจให้สบายก็พอ”

เฟ่ยเซิ่งเห็นด้วยอยู่ด้านข้าง “ข้าจะคอยประคองผู้อาวุโสอิ่น ไม่ปล่อยให้เขาล้มหัวทิ่มต่อหน้าฝู่จวินเด็ดขาด”

พวกเขาไม่พูดยังไม่เท่าไร พอพูดเช่นนี้อิ่นชางฟังแล้วก็เข่าอ่อน เขารีบประคองตัวกับขั้นบันไดอย่างลนลาน คลานขึ้นมาหลังเสียงอุทาน ถามขงหลิ่งว่า “ฝู่จวินจะถามอะไรหรือ ถ้าข้าตอบไม่ได้จะทำอย่างไร!”

ขงหลิ่งหันหน้าไปกำลังจะตอบ แต่ถูกกลิ่นตัวของอิ่นชางที่ไม่ได้อาบน้ำมาสองเดือนพุ่งปะทะจนเวียนหัวตาลายจนมิได้พูดต่อ เมื่อครู่เขายืนต้อนรับคนอยู่ในตำแหน่งเหนือลม จึงไม่ทันตระหนักถึงกลิ่นนี้ ครานี้เดินมาถึงหน้าม่านแล้ว ให้ถอยหลังก็ไม่ทันเสียแล้ว ขงหลิ่งเหลือบมองเฟ่ยเซิ่งแวบหนึ่ง

ไฉนจึงไม่เตือนผู้อาวุโสอิ่นให้อาบน้ำก่อน!

เฟ่ยเซิ่งอัดอั้นตันใจยิ่งนัก อยากบอกว่าข้าบอกให้อาบแล้วแต่เขาไม่ยอม ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ข้ออ้างเยอะเหลือเกิน บอกว่าอากาศหนาว ต้องเดินทัพทำศึก เนื้อตัวสกปรกจึงจะมิดชิดแน่นหนา คราบสกปรกที่สะสมอยู่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เวลานอนไม่หนาวเท้า

ม่านถูกเลิกขึ้นแล้ว ขงหลิ่งได้แต่เดินเข้าไป อิ่นชางยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูตามความเคยชิน แต่กลับพบว่าประตูบานนี้ไม่มีธรณีกั้น เหยาเวินอวี้ต้องนั่งรถเข็นสี่ล้อ เสิ่นเจ๋อชวนจึงสั่งให้คนถอดธรณีประตูทั้งข้างในและข้างนอกออกให้หมด อิ่นชางวางเท้าลงด้านในอย่างแผ่วเบา ก้าวเดินเข้าไป

เสิ่นเจ๋อชวนเคยพบอิ่นชาง แต่ตอนนั้นอยู่ไกลกันมาก ก่อนหน้านี้ยังมิได้ก่อตั้งกองทหารรักษาการณ์ การทำศึกกับโจรภูเขาลั่วซานล้วนเป็นเรื่องของทหารรักษาพระองค์ ภายหลังเมื่อเปิดรับสมัครทหารรักษาการณ์ เสิ่นเจ๋อชวนก็ออกไปข้างนอกอย่างต่อเนื่อง สองคนเรียกได้ว่ารู้จักกันแต่หน้าเท่านั้น

วันนี้เสิ่นเจ๋อชวนสวมชุดทั่วไปคลุมทับด้วยชุดคลุมกว้าง ขาวบริสุทธิ์หมดจด นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานมองอิ่นชางเดินเข้ามา

ขงหลิ่งพูด “ฝู่จวิน ท่านนี้คือ…”

ขงหลิ่งยังพูดไม่ทันจบ อิ่นชางก็คุกเข่าลงบนพื้นเสียแล้ว ตาแก่โขกศีรษะ “ปึงๆๆ” ไปยังตำแหน่งที่เสิ่นเจ๋อชวนนั่งอยู่ เฟ่ยเซิ่งคิดในใจว่าหมดกัน เขาคุกเข่าตามลงไป โขกศีรษะเสร็จก็รีบเข้าไปประคองอิ่นชาง ที่ปรึกษาข้างหลังไหนเลยจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คนกำลังเดินเข้ามา เห็นด้านหน้าคุกเข่าก็คิดว่าฝู่จวินโมโห จึงพากันคุกเข่าตามเป็นแถบ

บรรยากาศภายในห้องโถงแปลกพิกล ฝู่จวินที่ถูกสงสัยว่าบันดาลโทสะถือพัดจีบ คำพูดที่เตรียมจะเอ่ยถูกเสียงโขกศีรษะของพวกเขาทำลายสิ้น จะนั่งก็มิใช่ ยืนก็มิใช่

เหยาเวินอวี้ตอบสนองว่องไว ค้อมกายบนรถเข็นสี่ล้อ พูดกับอิ่นชางที่อยู่ตรงหน้าอย่างอ่อนโยน “ผู้อาวุโสอิ่นออกรบเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ได้พบฝู่จวินแล้วย่อมยากที่จะข่มอารมณ์ แต่วันนี้ได้รับชัยชนะกลับมาเป็นเรื่องดี อย่าได้สะเทือนใจไปเลย”

คำพูดของเหยาเวินอวี้เป็นการชมเสิ่นเจ๋อชวนทางอ้อมว่าฉลาดเลือกขุนพล ทำเอาขุนพลชราซาบซึ้งใจจนหลั่งน้ำตา นอกจากนี้ยังเป็นการบอกเหล่าที่ปรึกษาด้วยว่า นายบ่าวคู่นี้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ปรองดองกันดี

เสิ่นเจ๋อชวนถึงได้หาคำพูดของตัวเองเจอ “การนำทัพไปทำสงครามยากลำบาก เฟ่ยเซิ่ง รีบประคองผู้อาวุโสอิ่นขึ้นมา เซียนเซิงทั้งหลายก็ลุกขึ้นเถิด นั่งลงตามปกติ”

เฟ่ยเซิ่งพยุงผู้อาวุโสอิ่นลุกขึ้น อิ่นชางไหนเลยจะกล้ามองเสิ่นเจ๋อชวน เขาระวังรอบคอบเหมือนตอนออกศึก แม้แต่หายใจแรงหน่อยยังมิกล้าด้วยซ้ำ ขงหลิ่งหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก บรรยากาศที่เดิมทีค่อนข้างผ่อนคลาย พออิ่นชางคุกเข่าลงเช่นนี้ ทุกคนก็ไม่กล้าพูดคุยยิ้มหัวอีก

โชคดีที่เสิ่นเจ๋อชวนควบคุมบรรยากาศในห้องโถงเอาไว้ได้ ปรับเสียงให้เบาลง อ่อนโยนกว่ายามปกติ เขาไม่รีบร้อน ถามอิ่นชางก่อนว่าตอนเดินทัพอาหารการกินและเสื้อผ้าเครื่องใช้เป็นอย่างไร จากนั้นถามถึงสภาพอากาศขากลับ หลังจากถามตอบไปมาหลายครั้ง อิ่นชางก็ตอบได้คล่องขึ้น เสิ่นเจ๋อชวนถึงได้ตรงเข้าประเด็น

เดิมเฟ่ยเซิ่งยังคิดจะปกปิด แต่กลิ่นตัวของอิ่นชางรุนแรงเกินไป ตาแก่ไม่ได้อาบน้ำสองเดือนยังไม่เท่าไร แต่พวกเขาเพิ่งกลับจากสมรภูมิ ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่มเข้ามา ยามนี้ถูกไอร้อนในห้องโถงอบจนกลิ่นรุนแรงกว่าเดิม

อวี๋เสี่ยวไจ้นั่งถัดจากขงหลิ่งฟังการถามตอบ ฉับพลันเขาก็ได้กลิ่นบางอย่าง เขาแบ่งสมาธิไปขบคิดพิจารณา รู้สึกว่ากลิ่นนี้เหมือนกลิ่นข้าวบูดผสมกลิ่นเท้า ขณะเดียวกันก็เหมือนปลาเค็มแช่อยู่ในน้ำทิ้งจากห้องครัว กล่าวได้ว่าเป็นกลิ่นที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน โดดเด่นไม่เหมือนใคร แถมยังมีอานุภาพรุนแรงยิ่ง เพียงครู่เดียวก็อบอวลไปทั่วห้องโถง อีกทั้งยังส่งผลรุนแรงนัก ทำเอาเฟ่ยเซิ่งที่จมูกไวใกล้จะเป็นลมเต็มที

ตลอดเวลาเสิ่นเจ๋อชวนสีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลย

ใครก็สามารถปิดจมูกได้ มีเพียงเสิ่นเจ๋อชวนที่ทำไม่ได้ อิ่นชางทำสงครามให้เขา ถ้าเขาเผยสีหน้ารังเกียจออกมายามนี้ ย่อมเป็นการทำร้ายจิตใจตาแก่ อีกอย่าง รางวัลที่จะมอบให้อิ่นชางดูแล้วมิได้มากมายถึงเพียงนั้น การพ่ายแพ้ก่อนหน้านั้นต้องนำมาคิดคำนวณด้วย หากเสิ่นเจ๋อชวนยังจะปิดจมูก คนเบื้องล่างย่อมกล้าดูแคลนอิ่นชาง

อิ่นชางไม่รู้ว่ารอบด้านรู้สึกอย่างไร ตอนเล่าเรื่องปืนไฟในฝานโจวให้เสิ่นเจ๋อชวนฟังเขาทำไม้ทำมือประกอบ ยิ่งพูดยิ่งดีใจ

เซียวฉือเหย่มาช้า หลายวันนี้เขาพักอยู่ที่สนามฝึกเป่ยหยวนตลอด ได้ยินว่าอิ่นชางกลับมาแล้วจึงตั้งใจมาพบตาแก่ผู้นี้โดยเฉพาะ พอเซียวฉือเหย่มาถึงหน้าห้องก็สั่งว่าไม่ต้องรายงาน

กู่จินกำลังถอดเสื้อคลุมตัวใหญ่ให้เซียวฉือเหย่ จู่ๆ ก็ขยับจมูก ก่อนจะเผยสีหน้าตระหนกออกมา เซียวฉือเหย่ปรายตามอง เห็นกู่จินสีหน้าเปลี่ยนไปจึงถามด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือ”

กู่จินยังไม่ทันได้ตอบก็ได้ยินเสียง “โครม” ดังมาจากในห้องโถง จากนั้นอวี๋เสี่ยวไจ้ก็พูดอย่างร้อนใจ “ไฉนจึงเป็นลมไปเล่า!”

เฟ่ยเซิ่งได้ยินว่าเซียวฉือเหย่มาถึงแล้ว เกรงว่าเข้ามาในห้องแล้วจะได้กลิ่น บุคคลที่นั่งอยู่ข้างหน้าคือเสิ่นเจ๋อชวน หากดมกลิ่นเหม็นจนเป็นอะไรไปเขารับผิดชอบไม่ไหว อิ่นชางชนะศึกกลับมา ทุกคนต้องไม่โทษตาแก่อยู่แล้ว เช่นนั้นย่อมได้แต่มาคิดบัญชีกับเขาเฟ่ยเหล่าสือ ใครให้เขาเป็นผู้ติดตามกองทัพเล่า! ผู้คนรอบด้านใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที เฟ่ยเซิ่งรู้สึกไม่เป็นธรรมยิ่งนัก เขาตัดสินใจลงมืออย่างเฉียบขาด ตัวเองล้มลงไปก่อน หัวทิ่มลงตรงหน้าเสิ่นเจ๋อชวนและแกล้งตาย

เสิ่นเจ๋อชวนยกพัดจีบขึ้นทันที วางท่าขึงขังประหนึ่งบัญชาทัพนับพันนับหมื่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง “รีบพยุงไปห้องโถงข้างแล้วเชิญหมอมาตรวจดู ผู้อาวุโสอิ่นเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย เฉิงเฟิง รีบสั่งให้คนไปเตรียมน้ำร้อนให้ผู้อาวุโสอิ่น ประเดี๋ยวรอให้ผู้อาวุโสอิ่นอาบน้ำพักผ่อนแล้วค่อยประชุมอีกครั้ง”

อิ่นชางพอได้ยินว่าต้องอาบน้ำก็ร้อนใจจนกระโดดเหยง เอ่ยว่า “ฝู่จวิน ข้าไม่…”

เซียวฉือเหย่ที่อยู่ข้างนอกตะโกนเรียก “เฉียวเทียนหยา”

“ขอรับ” เฉียวเทียนหยาค้อมกายเดินเข้าไป ตรงเข้าไปแบกตัวผู้อาวุโสอิ่นขึ้นมา หัวเราะฮ่าๆ ระหว่างที่ตาแก่ดิ้นรน “ผู้อาวุโสอิ่น ปีใหม่แล้ว สมควรอาบน้ำได้แล้วละ!”

เซียนเซิงทั้งหลายในห้องโถงเหมือนได้ปลดภาระอันหนักอึ้งออก ไม่ต้องให้เสิ่นเจ๋อชวนสั่ง ทุกคนรีบลุกขึ้นมาเปิดประตูหน้าต่าง ลมเย็นพัดเข้ามา ทุกคนพลันรู้สึกถึงความสดชื่นที่ปะทะใบหน้า สูดหายใจลึกอย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า