fbpx

[ทดลองอ่าน] รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่ เล่ม 3 ตอนที่ 81

老婆粉了解一下
รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่

 

ชุนเตาหาน เขียน
เสี่ยวฝาน แปล

 

— โปรย —

 

“…ชีวิตนี้นอกจากคุณแล้ว จะไม่ชอบใคร ไม่นอกใจ ไม่จิ้น ตั้งใจรักแค่คุณคนเดียว”
แม้ว่าจะคิดแบบนี้และพูดแบบนี้ แต่เธอก็สงสัยว่าไอดอลของเธอจะมี “ผู้หญิงที่เขารัก” หรือไม่
แล้วผู้หญิงคนนั้นจะเป็นใครกันนะ…

จะต้องเป็นนางฟ้าบนโลกมนุษย์แน่ๆเลย
ต้องเป็นผู้หญิงที่จิตใจอ่อนโยนและใจดี คอยอยู่เคียงข้างเขาด้วยความรักเต็มเปี่ยม
ในหัวใจและในสายตามีเพียงแค่เขา…

เมื่อถึงตอนนั้น ขอเพียงชายหนุ่มที่เธอรักมีความสุขและปลอดภัย เธอจะเป็นอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

81

 

ระยะนี้ฮั่วซีกำลังยุ่งอยู่กับอัลบั้มใหม่ การเดินทางไปกลับจึงล้วนเป็นการเดินทางแบบส่วนตัว เมื่อลงจากเครื่องบินแล้วก็เดินออกทางวีไอพี ซีกวงจัดการพวกซาแซงแฟนได้เก่งที่สุด เพียงแค่มีคนติดตามการเดินทางแบบส่วนตัวของเขาก็จะถือว่าเป็นซาแซงแฟนแล้วลงมือจัดการทั้งหมด คนที่นำตารางเวลาส่วนตัวไปเผยแพร่ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมของซาแซงแฟนเช่นกัน ดังนั้นตารางเวลาของฮั่วซีจึงยังค่อนข้างเป็นความลับและมีอิสระมาก

ผู้ช่วยขับรถสปอร์ตของฮั่วซีมา พอถึงลานจอดรถฮั่วซีก็ส่งกระเป๋าให้เสี่ยวตั้นแล้วขับรถจากไป

ผู้ช่วยมองควันท้ายรถแล้วหันมาถามว่า “เจ้านายมีความรักรึเปล่า”

เสี่ยวตั้น “อยากรู้อยากเห็นขนาดนี้ จะมาเป็นผู้ช่วยทำไม ไม่ไปเป็นปาปารัซซี่ซะเลยล่ะ”

ผู้ช่วย “…”

เมื่อมาถึงชั้นล่างของบ้านเซิ่งเฉียวและจอดรถแล้ว เขาก็สวมหมวกและผ้าปิดปากขึ้นลิฟต์ไป พอถึงชั้นหนึ่ง มีเด็กสาวสองคนถือผักผลไม้เดินเข้ามา เขาถอยไปด้านหลังแล้วก้มหน้าลง

โชคดีที่เด็กสาวสองคนนั้นไม่ทันสังเกตเห็นเขา มัวแต่คุยกันอย่างตื่นเต้นว่า “เธอล้างและหั่นผักก่อนนะ ฉันหุงข้าวเสร็จ ยังมีเวลาอีกครึ่งชั่วโมง ทันแน่นอน!”

“ฉันดูตัวอย่างจากอาทิตย์ก่อน อาทิตย์นี้เป็นธีมเกาะร้าง ไม่น่าสะอิดสะเอียน ไม่สยองขวัญ จะต้องเป็นรายการวาไรตี้ที่เหมาะกับการดูตอนกินข้าวแน่นอน!”

“ฉันจะเชียร์คู่จิ้นหาม้าต่อไป!”

เมื่อลิฟต์เคลื่อนมาถึงชั้นห้า ฮั่วซีก็ก้มหน้าเบี่ยงตัวเดินออกไป เด็กสาวทั้งสองคนที่อยู่ในลิฟต์ต่างก็ไม่ได้สังเกตว่าเขาเป็นใคร

 

พอเขากดกริ่งก็มีคนมาเปิดประตูอย่างรวดเร็ว เซิ่งเฉียวมัดผมจุก สวมผ้ากันเปื้อน เมื่อเห็นเขาก็ปรากฏรอยยิ้มสดใสอยู่เสมอ “ฮั่วซี คุณมาแล้ว!”

เขาพยักหน้า ถอดหมวกกับผ้าปิดปากออก

เธอผงะไป ตาเบิกกว้างขึ้นมาทันที วินาทีถัดมาก็แอบร้องกรี๊ดด้วยความพร่ำเพ้ออยู่ในใจ

‘เขาตัดผมสั้น! เท่มาก หล่อมากเลย!’

กรอบหน้าที่ไร้ผมปรกยิ่งดูแข็งกร้าวและดูเคร่งขรึมมากขึ้น ทว่าสีหน้ายังคงราบเรียบ เวลาที่มองใครหางตาจะตกลงเล็กน้อย ทั้งเย็นชา ทั้งนิ่งเฉย แถมยังดุนิดๆด้วย!

แม่เจ้า สไตลิสต์ช่างเข้าใจจิตใจแฟนคลับเสียจริงๆ นี่คือคุณสามีสุดเท่กระชากวิญญาณหรืออย่างไรกัน!

เธอใช้เสียงเบาเพื่อปกปิดความตื่นเต้น “ฮั่วซี คุณตัดผมเหรอคะ”

เขาเดินเข้ามาหา “อื้ม อัลบั้มใหม่มีเพลงหนึ่งที่ต้องเต้นร่วมกับคนอื่น ผมสั้นเลยเหมาะกว่า”

ฮือ จะตายแล้ว นึกภาพฮั่วซีมาดเย็นชาและดุดันกำลังเต้นไม่ออกเลย

ทำไมเขาถึงได้หล่อมากขึ้นเรื่อยๆแบบนี้นะ เขาแอบไปกินยาของเทพเซียนอะไรมาหรือเปล่า

ฮั่วซีเปลี่ยนรองเท้าเสร็จ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “พอตัดผมแล้วดูไม่ชินตาเหรอ”

ฉันน่ะหรือ ชินตามากๆเลยละ ฉันสามารถดูได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องกะพริบตาเลย

เซิ่งเฉียวส่งเสียงร้องครางพลางยกมือทาบอกวิ่งเข้าไปทำอาหารในห้องครัว

เธอทำซอสจ๋าเจี้ยงและต้มน้ำเสร็จแล้ว เพียงแค่รอเขามาถึงแล้วใส่เส้นลงไป นำเส้นที่ลวกสุกแล้วมาผ่านน้ำเย็นก่อนจะราดด้วยซอสจ๋าเจี้ยง เพียงแค่นั้นจ๋าเจี้ยงเมี่ยนร้อนๆที่มีความเหนียวหนึบหนับก็เสร็จพร้อมเสิร์ฟ

เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมฮั่วซีจะต้องระบุว่าอยากกินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนทุกครั้ง แต่พอได้ทำหลายครั้งเช่นนี้ ฝีมือการทำอาหารก็เลยดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าวันไหนไม่ได้เป็นดาราแล้วก็น่าจะไปเปิดร้านบะหมี่ได้

ตอนที่เธอยกจ๋าเจี้ยงเมี่ยนออกมา ฮั่วซีกำลังหยิบรีโมตมากดเลือกรายการอยู่หน้าโทรทัศน์ จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงเพลงเปิดรายการอันคุ้นเคย

รายการหนีตายถวายชีวิตสัปดาห์ที่สาม ตอน “เอาชีวิตรอดจากเกาะร้าง · ตอนแรก”

เซิ่งเฉียว “???”

เขาเลือกรายการเรียบร้อยก็วางรีโมตลง แล้วหมุนตัวมารับชามบะหมี่ในมือเธอมาวางไว้บนโต๊ะน้ำชา แถมยังส่งยิ้มบางๆให้เธออีก “กินไปดูไป นี่เป็นรายการวาไรตี้ที่ดูขณะกินข้าวได้”

รีบคิดเร็ว ตอนถ่ายรายการตอนเกาะร้าง เธอทำอะไรลงไปบ้าง

ซวยแล้ว เธออาเจียนใส่หลังชาวพื้นเมืองคนนั้น!

เธอเกือบโดนย่าง!

เธอไปเจอเสิ่นเจวี้ยนอี้ที่ร้องเพลงอยู่!

แล้วเธอก็ร่วมทีมกับเสิ่นเจวี้ยนอี้!

อ๊ากกก อย่าบอกนะว่าพอรายการวาไรตี้นี้ออกอากาศเสร็จจะเป็นวันตายของเธอน่ะ!

เซิ่งเฉียวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความหมดอาลัยตายอยาก

เมื่อรายการเริ่มต้นขึ้นก็เห็นทีมผู้กำกับตรวจกระเป๋าอยู่ริมทะเล พอมาถึงเซิ่งเฉียวก็บอกให้เธอหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา อัจฉริยะเซิ่งเฉียวใช้หลักการเปรียบเทียบคนกับอวัยวะภายในร่างกายเพื่อให้ทีมงานรายการยอมผ่อนปรนและรักษากระเป๋าสตางค์เอาไว้จนได้

จากนั้นทีมผู้กำกับที่เริ่มรู้แล้วก็ค้นเจอและนำดาบเหรียญทองแดงออกมาจากส้นรองเท้าของเธอ

ฮั่วซี “…”

เซิ่งเฉียว “…”

ฮือ ขายหน้าชะมัดเลย

 

ชาวเน็ตที่ดูรายการอยู่ในเวลาเดียวกัน :

[เซิ่งเฉียวปะทะทีมผู้กำกับยกแรก เสมอกัน!] [ฮ่าๆๆ สมกับที่เป็นจอมซุกของโดราเอมอนเซิ่งเฉียว] [ทางรายการโหดเกิ๊น นึกไม่ถึงว่าจะค้นตัวด้วย] [ภาพลักษณ์ของเซิ่งเฉียวในใจฉันไม่ใช่ผู้สืบทอดลัทธิสังคมนิยมที่ยิ่งใหญ่ รุ่งโรจน์ และถูกต้องอีกต่อไปแล้ว] [คงมีแค่ฉันที่สนใจว่ายัดดาบไว้ในรองเท้าแล้วมันจะไม่เสียดสีเหรอ] [ต่อให้เสียดสีก็ต้องซ่อน เห็นได้ถึงความกล้าหาญและศรัทธาในการซ่อนของของเซิ่งเฉียวจริงๆเลย]

 

ส่วนตัวเซิ่งเฉียวเองนั้นกลับไม่อยากจะพูดอะไรเลย ได้แต่ก้มหน้าก้มตากินจ๋าเจี้ยงเมี่ยน

ถ้ารู้ก่อนว่าจะต้องมาดูรายการสัปดาห์นี้กับไอดอล เธอไม่มีทางทำตัวบ้าบอแบบนั้นแน่

 

หลังจากที่ทั้งหกคนขึ้นเรือไป แต่ละคนก็ถูกพาตัวไปยังเกาะปู ผู้ช่วยผู้กำกับชี้แจงกฎกติกาของสัปดาห์นี้แล้วแจกชุดอุปกรณ์ให้ เซิ่งเฉียวสวมชุดลายพรางถือปืนด้วยท่าทางองอาจสง่างาม จึงตกแฟนคลับที่หลงใหลในรูปลักษณ์ได้ไม่น้อย

ฮั่วซีถือชามบะหมี่กินอย่างเชื่องช้า เหมือนจะดูอย่างใจจดใจจ่อเป็นอย่างมาก พอเห็นเธอในชุดลายพรางดวงตาก็หยีสักพัก แล้วหันมามองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าสูดเส้นบะหมี่อยู่บนเก้าอี้ข้างๆก่อนหัวเราะเงียบๆ

เมื่อเรื่องราวดำเนินไป แขกรับเชิญอีกห้าคนที่เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วก็ย่างเท้าลงบนเกาะร้างด้วยความมุ่งมั่นเพื่อเริ่มต้นวิถีการเอาชีวิตรอด ทว่าพอตัดสลับมาเป็นภาพของเซิ่งเฉียวกลับเห็นเธอนอนหนุนกระเป๋าอยู่บนหาดทรายด้วยสีหน้าอิ่มเอมมีความสุขเต็มที่

ทีมงานฝ่ายตัดต่อตัดบทสนทนาระหว่างระบบกับเธอเพิ่มเข้าไปในคลิปด้วย

จากนั้นผู้ชมก็ได้ยินเธอกล่าวว่าเธออยากอาบแดดบนหาดทรายและนอนพักผ่อนยามบ่าย

ระบบ “ผู้เล่นกรุณาลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ แล้วเข้าป่าเริ่มการผจญภัย ไม่เช่นนั้นจะโดนยิงและเสียชีวิตทันที”

 

ผู้ชม :

[ฮ่าๆๆ] [ฉันดันสัมผัสได้ถึงความสติแตกและโมโหที่เจืออยู่ในน้ำเสียงอันเย็นชาไร้ความรู้สึกนั้น] [พวกเธอไปดูเบื้องหลังที่ทางรายการปล่อยออกมาสิ ธีม “ผีแต่งงาน” เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำเอาทีมผู้กำกับที่อยู่ด้านนอกของขึ้นจนต้องร้องหายารักษาอาการหัวใจวายเฉียบพลันเลย ฉันขำจะตายอยู่แล้ว] [ทีมผู้กำกับ “ฉันทำอะไรผิด เชิญตัวปัญหามาคนเดียวไม่พอ ยังจะเชิญมาเป็นคู่อีก”]

 

จากนั้นเซิ่งเฉียวก็ได้ยินฮั่วซีซึ่งอยู่ข้างๆหลุดหัวเราะออกมาหนึ่งตลบ

ขำอะไรเล่า เธอใกล้จะร้องไห้อยู่แล้วเนี่ย

“ฮั่วซี คุณอย่าดูเลย”

“สนุกขนาดนี้ ทำไมจะต้องไม่ดูล่ะ”

ฮือ

 

ในเวลาต่อมาทั้งไอดอลของเธอกับผู้ชมทั่วประเทศก็ได้เห็นการกระทำอันบ้าบอของเธออีกเป็นชุด นับตั้งแต่หยิบมันฝรั่งแผ่นออกมาจากร่ม ไปเจอชาวพื้นเมืองแล้วอาเจียนใส่เขา ตอนจะโดนย่างก็ส่งภาษาอังกฤษคุยกับเขาว่า “ผู้กำกับให้เงินพวกคุณเท่าไหร่ ฉันจะจ่ายให้สามเท่า!”

นึกไม่ถึงว่าทีมงานฝ่ายตัดต่อจะตัดเสียงของทีมผู้กำกับแทรกเข้าไปด้วย

“เธอคิดว่าตัวเองมาท่องเที่ยวชมวิวเหรอ ปล่อยให้เธอเอามันฝรั่งแผ่นเข้าไปได้ยังไง”

“กับดักอยู่ตำแหน่งไหน”

“ชาวพื้นเมืองล่ะ”

“ไปเส้นทางเดียวกับฟางจื่อตามบทแล้วครับ”

“เรียกกลับมาซะ! ให้ไปจับตัวเซิ่งเฉียวเลย!”

 

ผู้ชม :

[ฮ่าๆๆ ฮาสุดติ่งกระดิ่งแมว ยืนหนึ่งในการทำให้ทีมผู้กำกับเป็นบ้า] [ทำให้ทีมผู้กำกับต้องเปลี่ยนเนื้อเรื่อง แล้วเรียกนักแสดงสมทบกลับมาจับตัวเธอแทน ต้องแค้นขนาดไหนเนี่ย ฮ่าๆๆ] [เธอยังอ้วกใส่หลังนักแสดงสมทบอีกด้วย แม่เจ้า นักแสดงสมทบทำผิดอะไรกัน] [จะไปโทษเซิ่งเฉียวได้ไง เธอใช้ทั้งภาษาจีนทั้งภาษาอังกฤษตะโกนบอกแล้วว่าเธอจะอ้วก ฮ่าๆๆ] [แล้วยังบอกว่าเธอมีไอเดียอย่างหนึ่งด้วย พระเจ้า ฉันขำจนหัวจะหลุดแล้ว] [อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ ภาษาอังกฤษของเธอไม่เลวเลย สำเนียงเป๊ะมาก!] [ในที่สุดพวกเธอก็สังเกตเห็นแล้วใช่ไหม! ฉันฟังอีกรอบหนึ่งแล้ว นี่มันสำเนียงอังกฤษแบบมาตรฐานเลย!] [ฉันจะไม่ด่าว่าเซิ่งเฉียวเป็นเด็กเรียนห่วยแล้ว สำเนียงนี่นำหน้าฉันไปหลายขั้น]

 

ในที่สุดฮั่วซีก็กินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนเสร็จ เขาหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดปาก แล้วหันไปมองคนข้างๆที่ก้มหน้าจนศีรษะแทบจะมุดเข้าไปอยู่ในชามแล้ว “ดูท่าทางคุณจะอัดรายการอย่างมีความสุขมากเลยนะ”

เซิ่งเฉียว “ไม่…ไม่มีความสุขเลยค่ะ…”

เธอเหลือบดูภาพบนจอก็เห็นว่าฉายถึงตอนที่เธอลื่นไถลลงมาจากพื้นลาดเอียง ใกล้จะเจอกับเสิ่นเจวี้ยนอี้ที่ร้องเพลงแล้ว!

เซิ่งเฉียวกระเด้งตัวลุกขึ้นมายืนบดบังสายตาเขาเอาไว้ “ฮั่วซี เรามาต่อบทกันเถอะ!”

ฮั่วซี “ไม่ต่อ ผมจะดูโทรทัศน์”

เซิ่งเฉียว “ฮือ”

พอฮั่วซีเอนไปทางซ้าย เธอก็เขยิบไปบังด้านซ้าย ฮั่วซีเอนไปด้านขวา เธอก็ขยับไปบังด้านขวา จากนั้นเธอก็รู้สึกถึงมือสองข้างที่เข้ามาโอบเอวเธอไว้จากด้านหลัง ฮั่วซีอุ้มเธอขึ้นมาจากพื้นด้วยมือข้างเดียว แล้ววางร่างเธอไว้บนโซฟา

เซิ่งเฉียว “???”

เธอยังคิดจะลุกขึ้นมา เขาจึงใช้มือกดศีรษะเธอเอาไว้โดยไม่เบนศีรษะมา “เชื่อฟังหน่อย ดูเป็นเพื่อนผม”

ไม่กล้าขยับแล้ว

เสียงเพลงอันตื่นเต้นเร้าใจของเสิ่นเจวี้ยนอี้ดังมาจากโทรทัศน์

เธอได้ยินฮั่วซีขำคิกคัก

ฮั่วซีเป็นคนที่เวลาดีใจหรือว่าโกรธจะไม่แสดงออกทางสีหน้า ทว่าผู้ชมคนอื่นๆกลับไม่ใช่แบบนั้น พอเห็นเสิ่นเจวี้ยนอี้ที่ตะโกนอยู่ดีๆก็ร้องเพลงภาษาอังกฤษออกมา ผู้ชมจำนวนไม่มากก็น้อยต่างก็ขำพรวดกันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

 

[ทำไมถึงได้เป็นผู้ชายบ้าบอขนาดนี้เนี่ย แถมอ้าปากได้ก็ยังเรียกแต่ “สหายๆ” ส่วนเซิ่งเฉียวพอได้ยินเข้าก็กลอกตามองบนอย่างเคยเช่นกัน ในที่สุดคู่จิ้นหาม้าที่ผู้ชมรอคอยก็มารวมตัวกันแล้ว!]

 

ผู้ชมที่ช่างสังเกตต่างก็มองออกว่าเสี้ยววินาทีที่เซิ่งเฉียวเห็นเสิ่นเจวี้ยนอี้นั้นเธอแทบอยากจะบ้าตาย โดยเฉพาะตอนที่เสิ่นเจวี้ยนอี้ร้องเรียกเธอแล้วเธอหันหนีทันที ความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์แผ่กระจายไปทั่วหน้าจออีกครั้ง

 

ผู้ชมต่างก็หัวเราะจนแทบบ้า :

[ทำไมเซิ่งเฉียวถึงได้รังเกียจเสิ่นเจวี้ยนอี้ขนาดนั้นล่ะ] [รังเกียจมากจริงๆเลยละ ฮ่าๆๆ หมุนตัวอย่างรวดเร็วขนาดนั้นเหมือนกับอยากจะติดปีกบินหนีไปซะทันที] [นี่เจ้าตัวลงมือล่มเรือคู่จิ้นหาม้าด้วยตัวเอง] [ก็เธอไม่อยากร่วมทีมกับเขาไงล่ะ เพราะแฟนคลับเขาจะด่าเอา ไปเเหย่ไม่ได้เลย] [ถ้าเป็นฉันคงจะยิงเขาซะเลย จะได้ไม่ถูกด่าว่าจีบผู้ชายก่อนทั้งๆที่เป็นคนดี] [เดี๋ยวนี้รายการวาไรตี้ที่ไหนจะไม่มีบทบ้างล่ะ ไอดอลของเธอก็แค่ได้รับบทบาทสาวแกร่งไม่ใช่เหรอ พูดซะเหมือนเป็นเรื่องจริงเลย] [ใครด่าว่าไอดอลของพวกเธอจีบผู้ชายก่อนกัน อย่าให้ความสำคัญกับตัวเองหน่อยเลย สถานะไอดอลของพวกเธอไม่คู่ควรแม้แต่จะจีบผู้ชายก่อนเลยด้วยซ้ำ] [คนที่บอกว่ามีบทนี่โง่รึเปล่า รายการวาไรตี้นี้เป็นแบบไม่มีบทนะ ก่อนจะแอนตี้แบบไร้สมองช่วยทำการบ้านหน่อยนะ]

 

แฟนคลับทั้งสองบ้านยังคงทะเลาะกันต่อไป ส่วนผู้ชมคนอื่นๆก็สังเกตการณ์ต่อ

เสิ่นเจวี้ยนอี้ได้กลายเป็นผู้ช่วยของเซิ่งเฉียวแล้ว เขาสาบานว่าจะช่วยเธอหาเรือให้เจอ แล้วส่งเธอออกจากเกาะ บัดนี้สงครามน้ำลายของทั้งสองคนเลยกลายเป็นไฮไลต์สำคัญของรายการ

อันที่จริงก็ไม่นับว่าเป็นสงครามน้ำลายหรอก เพราะมีแต่เซิ่งเฉียวที่ด่าเสิ่นเจวี้ยนอี้อยู่ฝ่ายเดียว

นอกจากแฟนคลับของทั้งสองบ้านแล้ว ผู้ชมคนอื่นๆกลับมองเห็นเคมีของทั้งคู่ที่ฟุ้งกระจายอย่างคาดไม่ถึง

ภาพสุดท้ายหยุดไว้ตอนที่เสิ่นเจวี้ยนอี้โอบเซิ่งเฉียวไว้ในอ้อมแขนของตนแล้วถีบประตู

รายการของสัปดาห์นี้จบลงเพียงเท่านี้ โปรดติดตามรับชม “เกาะร้าง·ตอนจบ” ในวันศุกร์หน้าเวลาเดิม

 

ผู้ชม :

[แม่เจ้า เสิ่นเจวี้ยนอี้มีความแฟนสูงเต็มแม็กซ์!] [กรี๊ดดด ฉันโดนหว่านเสน่ห์แล้ว! ที่แท้เขาก็ไม่ได้บ้าบอเป็นอย่างเดียว!] [กอดเซิ่งเฉียวไว้ในอ้อมอก แมนมากจริงๆ ฉันชิปคู่นี้แล้ว!] [ฮือๆๆ ฉันขอให้พวกเธอไปดูซิกซ์แพ็กของเสิ่นเจวี้ยนอี้ ฉันอยากจะนอนซบแผ่นอกเขาเสียจริงๆ] [นึกไม่ถึงว่าจู่ๆก็ไม่รู้จะอิจฉาใครดี] [ฉันขอประกาศ! ล็อกคู่จิ้นหาเรือ! ฉันกลืนกุญแจลงท้องไปแล้ว! อาทิตย์หน้าพวกเธอช่วยแต่งงานกันที่นั่นเลยนะ!] [ฮ่าๆๆ คู่จิ้นหาเรือบ้าบออะไร อาทิตย์ก่อนหาม้า อาทิตย์นี้หาเรือเหรอ!]

 

และแล้ววลี “คู่จิ้นหาเรือ” ก็ติดอันดับคำค้นหายอดนิยมอีกครั้ง โดยพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เบียดข่าวดาราหญิงนอกใจดาราชายจนตกอันดับไปและขึ้นครองอันดับหนึ่งไปอย่างสมเกียรติ

สัปดาห์ก่อนยังมีความฮาเป็นส่วนประกอบเสียเยอะ ทว่าสัปดาห์นี้เป็นเพราะความแฟนของเสิ่นเจวี้ยนอี้ที่พุ่งกระฉูดขึ้นมา จึงตกแฟนคลับคู่จิ้นไปได้อีก

ทุกคนต่างก็แสดงความคิดเห็นว่า หากมีวาสนา แม้นห่างกันพันลี้โชคชะตาก็ยังพาให้มาบรรจบ หากมิใช่ศัตรูคู่กัดก็ไม่อาจได้พานพบ ความรักที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงนั้นล้วนเริ่มมาจากคู่กัดกันทั้งนั้น นี่เป็นเหมือนบทละครไอดอลเลยละสหาย! จะรออะไรอีกเล่า! โดนตกตอนนี้ไม่มีเสียเปรียบ ไม่มีถูกหลอก แถมยังได้สัมผัสความสุขจากการหล่อเลี้ยงคู่จิ้นด้วย!

คู่จิ้นที่โผล่ออกมาจากฟากฟ้าคู่นี้เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายในอินเทอร์เน็ตราวกับไวรัส แฟนคลับของทั้งสองบ้านพยายามควบคุมแล้วแต่ก็คุมไม่อยู่ ยิ่งไปกว่านั้นในบรรดาแฟนคลับของทั้งสองบ้านก็ดันมีแฟนคลับคู่จิ้นแทรกตัวอยู่ด้วย!

คู่จิ้นที่พวกเราเป็นแฟนคลับคือคู่จิ้นหาเรือ พวกเราก็คือสาวหาหัว เพราะเวลาที่คู่จิ้นของพวกเรามารวมตัวกัน พวกเราก็จะหัวเราะกันจนหัวหลุด เลยต้องตามหาหัวทุกที่ไป!

อี้เหริน “…”

แฟนคลับของเซิ่งเฉียว “…”

นี่เป็นแฟนคลับคู่จิ้นบ้าบออะไรกันเนี่ย พวกเราไม่ขอยอมรับ

 

เมื่อรายการจบลง ฮั่วซีก็กดปุ่มหยุดบนรีโมต ภาพหยุดลงตรงที่เสิ่นเจวี้ยนอี้กอดเธอไว้พอดิบพอดี

เซิ่งเฉียว “…”

เธอแอบลุกขึ้นอย่างช้าๆและเงียบที่สุด ก่อนจะรีบย่องหนี เขามองไม่เห็นฉัน เขามองไม่เห็นฉัน

ฮั่วซี “ยืนอยู่ตรงนั้น”

เซิ่งเฉียว “ฮือ”

เธอหันกลับมา เอามือไพล่หลังแล้วก้มหน้างุด จ้องมองปลายเท้า ท่าทางเจี๋ยมเจี้ยมอย่างยอมจำนน

ฮั่วซีพูด “มานี่”

เธอสาวเท้าก้าวสั้นๆเดินเข้าไปหา

ฮั่วซีถามว่า “ยังจำได้ไหมว่าครั้งก่อนเขียนบทวิพากษ์ตัวเองไว้ว่ายังไง”

เซิ่งเฉียว “ถ้าทำอีก จะโดนตีขาขาด” เธอก้มหน้าพึมพำด้วยความน้อยใจ “แต่ฉันโดนบังคับ จะโทษฉันไม่ได้”

เพราะก้มหน้าอยู่ จึงมองไม่เห็นแววแห่งรอยยิ้มในนัยน์ตาของฮั่วซี

น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ “งั้นจะให้ปล่อยผ่านเหรอ”

เธอบุ้ยปาก “ทีฉันยังส่งโฟโต้บุ๊กให้คุณเลย แล้วยังทำจ๋าเจี้ยงเมี่ยน แล้วยังให้สิทธิ์สตูดิโอคุณใช้รูปของฉันได้ตามสบายอีก”

ฮั่วซีโกรธจนขำ เขาลุกขึ้นเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ยกมือขึ้นเคาะศีรษะเธอเบาๆ “รู้จักต่อรองซะด้วย”

เธอรับรู้ได้ถึงความขบขันในน้ำเสียงของเขา

เธอเม้มปากลอบยิ้ม ในที่สุดก็กล้าเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกายสุกใส “ฮั่วซี คุณไม่โกรธแล้วเหรอ” เธอดึงแขนเสื้อเขาแล้วขยับนิ้วไปมา “อย่าโกรธเลยนะคะ ฉันชอบแค่คุณคนเดียว”

นัยน์ตาของเขาสะท้อนประกายเข้มขึ้นชั่วขณะ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงเบาๆ

เพียงครู่เดียวเขาก็หมุนตัวหันหลัง กลับมามีท่าทางสงบนิ่งดังเดิม “ผมไปละ พรุ่งนี้เช้ามีงานอีก”

“ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ!” เว้นจังหวะไปสักพักแล้วเธอก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “ฮั่วซี ถ้าคุณกลับบ้านแล้วพอมีเวลา ออนไลน์เวยปั๋วแล้วโพสต์หน่อยได้ไหมคะ ทุกคนคิดถึงคุณมากเลย”

เขาโน้มตัวลงไปหยิบหมวกขึ้นมาสวมและขยับปีกหมวกเล็กน้อย “โอเค”

เธอส่งเขาที่หน้าประตูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ทว่าน้ำเสียงกลับสบายๆ “ฮั่วซี บ๊ายบายค่ะ ราตรีสวัสดิ์!”

จากนั้นก็ปิดประตูลง

ลมหนาวนอกห้องพัดผ่านร่างกายเขา เขายืนอยู่ที่เดิมสักพัก แล้วผ่อนลมหายใจออกมาทางริมฝีปากช้าๆ

 

อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นทีละน้อย อากาศเย็นในฤดูใบไม้ผลิได้ผ่านพ้นไป อากาศอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิกำลังเข้ามาแทนที่ ในที่สุดเซิ่งเฉียวก็อัดรายการวาไรตี้ดาวจรัสแสงรุ่นเยาว์และหนีตายถวายชีวิตทั้งสองรายการเสร็จเรียบร้อย

รายการวาไรตี้ทั้งสองรายการช่วยยกระดับชื่อเสียงของเธอได้อย่างมาก ไม่ใช่แค่เปลี่ยนมุมมองที่คนทั่วๆไปมีต่อเธอเท่านั้น แต่ยังตกแฟนคลับเดนตายมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

หากจะกล่าวว่ารายการวาไรตี้ที่อาศัยอยู่ร่วมกันก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเธอ รายการสดอย่างดาวจรัสแสงรุ่นเยาว์ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเธอ

ไม่ต้องเอ่ยถึงการแสดงออกอย่างยอดเยี่ยมของเธอในรายการหนีตายถวายชีวิต ที่แม้จวบจนปัจจุบันจะฉายไปเพียงสามสัปดาห์ ทว่าในทุกสัปดาห์ก็มีการพูดถึงเธอมากพอๆกับเสิ่นเจวี้ยนอี้ที่เป็นดาราดังระดับแนวหน้าเลยทีเดียว กอปรกับแฟนคลับคู่จิ้นของเธอและเสิ่นเจวี้ยนอี้ ความนิยมและการพูดถึงเธอจึงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หน้าที่การงานคงเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเกินไปจนไปขวางทางคนอื่นเข้า จึงมีแอนตี้แฟนที่ถูกจ้างวานโผล่ออกมา

เซิ่งเฉียวพบว่าช่วงนี้แอนตี้แฟนของเธอดูเหมือนจะมีมากกว่าช่วงก่อนหน้าที่จะยกเลิกสัญญาเสียอีก

ข่าวที่ว่าเธอมีเสี่ยเลี้ยงแพร่สะพัดไปทั่ว เรื่องภาพเปลือยก็ถูกขุดมาพูดถึงอีกครั้ง พวกแอนตี้แฟนที่จิตวิปริตกว่านั้นถึงกับตัดต่อภาพเปลือยแล้วเผยแพร่ลงในอินเทอร์เน็ต โชคดีที่มีคนเห็นทันเวลา ทางแฟนเพจและบริษัทต้นสังกัดจึงจัดการได้ทัน ขณะเดียวกันก็ดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลตามกฎหมาย

เป้ยหมิงฝานยุ่งสุดๆ ส่วนเซิ่งเฉียวนั้นได้รับเงินก้อนใหญ่มาสองก้อน

หลังจากที่รายการวาไรตี้สิ้นสุดลงค่าตอบแทนก็มาถึงมือ ในที่สุดสิ่งที่ทุ่มเทมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ออกผล

สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้ฟางไป๋กับติงเจี่ยนกลับไปรับมารดาของเซิ่งเฉียวมาจากบ้านหลังเก่า  ด้วยสถานะของเซิ่งเฉียวในตอนนี้ทำให้ไม่สะดวกไปรับด้วยตัวเอง กอปรกับต้องติดต่อโรงพยาบาลด้วย จึงทำได้เพียงโทรศัพท์หามารดาของเซิ่งเฉียวล่วงหน้า เพื่อแจ้งให้เธอคืนบ้าน เก็บของที่จำเป็น แล้วเตรียมตัวย้ายออก

เป้ยหมิงฝานทำตามคำขอของเธอด้วยการติดต่อโรงพยาบาลที่ค่ารักษาราคาแพงลิ่วไว้เรียบร้อย เมื่อมารดาของเซิ่งเฉียวมาถึงปักกิ่ง เซิ่งเฉียวก็จะได้พาเธอไปพบแพทย์ได้เลย

แพทย์พิจารณาจากสภาพการณ์ของมารดาเซิ่งเฉียวแล้วเลือกขาเทียมที่ทำจากวัสดุอย่างดีให้ หลังจากที่ใส่ขาเทียมแล้วยังต้องใช้เวลาสามเดือนในการฟื้นฟูร่างกายและปรับตัว ซึ่งเซิ่งเฉียวเองก็ใกล้จะต้องเข้ากองถ่ายละครพอดี เธอจ่ายค่ารักษาพยาบาลไว้ล่วงหน้าสามเดือนและจัดการทุกอย่างเพื่อให้มารดาพักอยู่ที่นี่

 

แล้ววันเวลาก็ล่วงไปอย่างเร่งรีบแต่เป็นระเบียบ บรรดาซีกวงกำลังจะได้พบกับเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของพวกเธอ

วันเกิดอายุครบยี่สิบเก้าปีของฮั่วซี

ฮั่วซีเข้าวงการมาเจ็ดปีแล้ว จากเด็กฝึกหัดที่ไม่มีใครสนใจจนกลายเป็นดาราดังระดับแนวหน้าในวันนี้ ทุกๆปีวันเกิดของเขานับเป็นวันสำคัญ

หลายปีที่ผ่านมา เธอมักจะเหมาป้ายโฆษณาใจกลางเมืองในวันเกิดของเขา ค่าใช้จ่ายสองสามหมื่นต่อหนึ่งวันสำหรับเธอในตอนนั้นเป็นเพียงแค่เศษเงิน ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในเมื่อมีเงินก้อนใหญ่อยู่ในมือจะขาดความอลังการไปได้อย่างไร

ฉันจะทำให้คนทั้งโลกรู้ว่าวันนี้ชายหนุ่มคนนั้นอายุครบยี่สิบเก้าปีแล้ว! เขายิ่งโตก็ยิ่งดูหนุ่ม! บอกว่าเขาอายุสิบเก้าฉันยังเชื่อเลย! ฉันชอบที่จะได้ยินคนทั่วๆไปมองหน้าเขาแล้วชมว่า “ยังดูหนุ่มขนาดนี้ อายุยี่สิบเก้าแล้วเหรอ”

เซิ่งเฉียวเหมาป้ายโฆษณาในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสายหนึ่ง รวมถึงป้ายโฆษณาหน้าลิฟต์ตรงทางเข้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินด้วย

เธอเลือกภาพที่เธอแต่งอย่างสวยงามมาหลายสิบภาพ ลบลายน้ำออก แล้วเพิ่มคำอวยพรว่า “สุขสันต์วันเกิดครบรอบยี่สิบเก้าปีฮั่วซี” หลังจากที่จัดเรียงตัวอักษรเสร็จแล้วก็นำไปให้ร้านพิมพ์ออกมา แล้วดำเนินการเปลี่ยนป้ายโฆษณาทั้งหมดก่อนหน้าวันเกิดของเขาหนึ่งวัน

ฉะนั้นในวันดังกล่าวทุกคนที่นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายนั้นก็จะได้เห็นใบหน้าของฮั่วซี นับตั้งแต่ปากทางเข้าสถานีไปตลอดเส้นทาง แม้จะขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไปแล้วป้ายโฆษณาทั้งสองฟากฝั่งก็ยังเผยให้เห็นใบหน้าของฮั่วซี

คนทั่วไป : [อ้อ ที่แท้วันนี้ก็เป็นวันเกิดของฮั่วซีนี่เอง อันที่จริงหน้าตาเขาก็หล่อดีนะ ต้นสังกัดโปรโมตได้ดี]

ซีกวง : [แม่เจ้า นี่คือป้ายอวยพรวันเกิดปีนี้ที่ทางสตูดิโอทำเหรอ ยิ่งใหญ่สุดๆเลย!]

หลังจากที่พนักงานออฟฟิศถ่ายรูปและวิดีโอไปลงในอินเทอร์เน็ตตอนเช้า บรรดาซีกวงก็เลยออกเดินทางไปมุงดูที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินกันหมด

ตั้งแต่เช้าคำว่า “ป้ายอวยพรวันเกิดสุดอลังการของฮั่วซี” ก็ครองอันดับหนึ่งคำค้นหายอดนิยมโดยไม่ตกอันดับเลยตลอดทั้งวัน

พวกซีกวงที่มาล้อมวงถ่ายรูปและสังเกตการณ์เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ :

[สไตล์ภาพที่ใช้ในการอวยพรวันเกิดนี้ดูคุ้นตามากเลย] [นี่ไม่ใช่ภาพของฝูสั่วอี่หรอกเหรอ] [อย่าบอกนะว่าทางสตูดิโอยืมภาพของฝูสั่วอี่มาทำการโปรโมตอีกแล้วน่ะ]

เนื่องจากมีบรรดาซีกวงไม่น้อยมาแสดงความชื่นชมและบอกรักในเพจเวยปั๋วของทางสตูดิโอ ทางสตูดิโอจึงรีบโพสต์ลงเวยปั๋วว่า :

[ทางสตูดิโอก็มุงดูอยู่ด้วยกันกับทุกคนนี่เเหละ ไม่รู้ว่าเป็นคนน่ารักคนไหนที่ใช้วิธีกล้าหาญขนาดนี้มาแสดงความรักกับฮั่วซี]

 

เอาละสิไม่ใช่การสนับสนุนจากทีมงาน แต่เป็นการสนับสนุนส่วนบุคคลของซีกวง

นี่มันอลังการเกินไปแล้ว! เป็นพี่น้องเทพเซียนที่ติดตามดาราคนไหนกันถึงยอมทุ่มเงินมากมายเพื่อเหมาป้ายโฆษณาในสถานีรถไฟใต้ดินให้พี่ชายของเรา

เมื่อยืนยันได้แล้วว่าเป็นภาพของฝูสั่วอี่ ทุกคนก็เลยพากันไปถามเธอ เธอให้สิทธิ์ท่านเทพองค์ไหนนำภาพไปใช้กัน

ฝูสั่วอี่เพิ่งจะจัดการจับฉลากแจกโฟโต้บุ๊กห้าร้อยเล่มเสร็จ และกำลังตรวจสอบบันทึกการโหวตของรายชื่อที่ได้รับรางวัลอยู่ พอได้รับข้อความส่วนตัวก็เลยยังไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร

ซีกวงส่งรูปที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมาให้เธอ

ฝูสั่วอี่ : [ฉันไม่ได้ให้สิทธิ์ใครไปใช้หรอก ฉันเป็นคนทำเอง]

ซีกวง :

[สรุปว่าท่านเทพองค์นั้นก็คือเธอเอง] [นึกว่าโฟโต้บุ๊กห้าร้อยเล่มเป็นการทุ่มเงินครั้งใหญ่ที่สุดของเธอแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะอลังการได้มากกว่านั้นอีก]

บรรดาซีกวงทั้งหมดจึงคุกเข่าให้ฝูสั่วอี่

เหลียงเสี่ยวถัง “…”

พี่ติ่งดาราขนาดนี้ แฟนคลับของพี่รู้หรือเปล่า

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า