fbpx

[ทดลองอ่าน] เชิญร่ำสุรา 將進酒 บทที่ 46 : งานเลี้ยง

 เชิญร่ำสุรา
將進酒

 

ถังจิ่วชิง
唐酒卿

กอหญ้า แปล

 

“เจ้าก้าวเข้ามาในถิ่นของข้าทีละก้าว ปล่อยให้ข้าหยั่งเชิงเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า
จุดประสงค์ก็เพื่อค่ำคืนนี้ เพื่อลงเรือลำเดียวกับข้า”
เซียวฉือเหย่โน้มตัวไปข้างหน้าช้าๆ สายตาเย็นชา
“แต่หากคืนนี้ข้าสืบไม่ได้ว่าผู้บงการเบื้องหลังคือ… ไม่ล่วงรู้จุดประสงค์ของเจ้า
เจ้าก็จะเหยียบข้าลงไปอย่างแท้จริง ใช้ข้าเป็นแท่นเพื่อก้าวขึ้นไปใช่หรือไม่”

“เจ้าเป็นหมาป่าจมูกไว” เสิ่นเจ๋อชวนพูด
“ไฉนจึงพูดเหมือนตัวเองน่าสงสารเช่นนั้นเล่า หากข้ามิใช่ข้า
เจ้าไม่มีทางเปิดโอกาสให้ข้าเหยียบย่างเข้ามา พวกเราจะไม่มีแม้กระทั่งการสนทนากันด้วยซ้ำ
เจ้ากับข้าเป็นคนประเภทนี้แหละ แทนที่จะมาคาดคั้นข้า ไยจึงไม่ถามตัวเจ้าเองดูก่อนเล่า”

เซียวฉือเหย่พูด “เจ้าต่างหากที่เป็นสารเลว”

เสิ่นเจ๋อชวนตอบ “สารเลวที่มีเป้าหมายเดียวกันหาไม่ง่ายนะ”

เซียวฉือเหย่ไม่อ้อมค้อมกับเขาอีกตรงเข้าประเด็น
“บัดนี้เป็นเจ้าที่ต้องการยืมอำนาจข้า
ทว่าการเป็นพันธมิตรก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างจึงจะสำเร็จได้”

“พวกเรามีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” เสิ่นเจ๋อชวนตอบ

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 46 งานเลี้ยง

 

ฮวาเซียงอีอายุน้อยกว่าชีจู๋อินจริงๆ นางอ่อนกว่าชีจู๋อินสองปี หลายปีมานี้ถูกเลี้ยงดูในวัง ผ่ายผอมลงมาก นางเห็นภาพเหมือนของชีสืออวี่บนโต๊ะของไทเฮาแล้วก็เข้าใจ

ไทเฮาจับมือนาง กุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูด “สามีแก่ภรรยาอ่อน ชีสืออวี่ย่อมรู้จักรักใคร่เจ้า”

ฮวาเซียงอีสวมชุดชาววังสีม่วง ฟุบศีรษะอยู่บนตักไทเฮา ไทเฮาลูบผมยาวของนาง “เจ้ามิต้องคับแค้นใจ บุตรีสกุลฮวาล้วนออกเรือนไปเช่นนี้ เจ้าแต่งให้เขาแล้ว หลายปีให้หลังย่อมได้เป็นฮูหยิน[1]ในฉี่ตงอย่างแท้จริง”

ในตำหนักจุดเครื่องหอมไว้ หลิวเซียงกูกูส่งสัญญาณให้นางกำนัลกับขันทีถอยออกไป

ฮวาเซียงอียิ้ม “ข้าแค่ตัดใจจากท่านป้ามิได้ ชางจวิ้นอยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น ถ้าอยากพบท่านสักครั้ง ย่อมต้องรอเป็นปี”

“ป้าก็อาลัยเจ้าเช่นกัน” ไทเฮาโอบกอดนางเบาๆ นางอิงซบไทเฮาเหมือนสมัยเป็นเด็ก ฟังไทเฮาพูด “ตอนข้าแต่งให้จักรพรรดิหย่งอี๋อายุเพียงสิบห้าเท่านั้น ปีนั้นตอนจากตี๋เฉิงมา สิ่งที่อาลัยที่สุดก็คือชิงช้าในบ้าน สมัยก่อนข้าชอบนั่งชิงช้า ยามแกว่งไกวไปตามลมจะได้ยินเสียงจอแจจากนอกกำแพง มารดาปลอบข้าว่ามาอยู่ในวังหลวงของชวี่ตูแล้ว ขอเพียงข้าอยากได้ จักรพรรดิย่อมสร้างชิงช้าที่เหมือนกันทุกประการให้ข้า”

ฮวาเซียงอีฟังเงียบๆ มิได้เอ่ยคำพูด

ไทเฮาเป็นคนที่ได้รับความโปรดปรานอย่างสูงในสมัยจักรพรรดิหย่งอี๋ แต่สิ่งที่จักรพรรดิหย่งอี๋มอบให้กลับมิใช่สิ่งที่ไทเฮาต้องการ เมื่อนางก้าวเข้ามาในชวี่ตูแล้ว ถึงได้พบว่าความรักใคร่ของสามีเป็นเพียงก้อนเมฆบนท้องฟ้า นางต้องแย่งชิงความโปรดปรานชั่วครู่ชั่วคราวนั้นกับสตรีนับไม่ถ้วนในวังตลอดเวลา

ในนครหลวงชวี่ตู สิ่งที่ไม่มีค่าที่สุดก็คือความรัก

ไทเฮาลูบหัวฮวาเซียงอี “พริบตาเดียวก็มาอยู่ชวี่ตูสามสิบเจ็ดปีแล้ว บัดนี้สาวน้อยของข้ากำลังจะออกเรือน ข้าแก่แล้วจริงๆ ข้าอยู่ในชวี่ตู มองเห็นว่าใต้หล้านี้บุรุษเป็นใหญ่ เพราะพวกเขาสามารถสอบเป็นขุนนาง สามารถขี่ม้าวาดทวนต่อสู้กับข้าศึก สตรีถูกเก็บซ่อนอยู่ในห้องหับ ถูกสอนสั่งให้ปฏิบัติตามกฎธรรมเนียม ต่อให้เจ้าเฉลียวฉลาดมีพรสวรรค์ ใฝ่รู้ใฝ่เรียนเพียงใด สุดท้ายก็ต้องแต่งออกไปอยู่ดี”

ดวงเนตรของไทเฮาราบเรียบ

“บิดาสอนข้าว่า โลกนี้เขากับจักรพรรดิคือท้องฟ้าของข้า ช่างเป็นคำพูดที่เหลวไหลและน่าขัน ข้าเป็นฮองเฮา เป็นผู้ที่ปกครองใต้หล้าร่วมกับจักรพรรดิ แล้วใครยังจะเป็นท้องฟ้าของข้าได้อีก ไม่ว่าใครก็มิอาจเป็นท้องฟ้าของข้าได้! พี่น้องแต่ละคนของข้าเลอะเลือนไร้ความสามารถ สกุลฮวาได้แต่อาศัยการแต่งบุตรสาวเพื่อรักษาหน้าตาและสถานะอันสูงส่งไว้ รุ่นแล้วรุ่นเล่า พวกเราล้วนไม่เคยบ่นเลยสักคำ นี่น่ะหรือที่ว่าเลือดข้นกว่าน้ำ ในเมื่อโลกนี้ตัดสินแพ้ชนะด้วยความแข็งแกร่งและความอ่อนแอ เช่นนั้นข้าก็ชนะได้เหมือนกัน”

ไทเฮาลูบผมของฮวาเซียงอี

“เจ้าพึงจดจำไว้ ครานี้มิใช่เขาชีสืออวี่เลือกเจ้า แต่เป็นเจ้าที่เลือกเขา บางทีวันหน้าข้าอาจจะพ่ายแพ้ แต่มิใช่ตอนนี้แน่นอน สาวน้อยของข้าต้องไปฉี่ตงแล้ว มิใช่ด้วยความจำใจ แต่เพื่อรอโอกาสในการจู่โจมต่างหาก วันหน้าไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้น เจ้าถอนหายใจได้ แต่จะโทษตัวเองและสงสารตัวเองมิได้เป็นอันขาด กระดานหมากในใต้หล้านี้ เมื่อวางหมากลงไปแล้วจะเสียใจภายหลังไม่ได้ ในเมื่อฝูงหมาป่ารายล้อมอยู่รอบด้านไม่มีทางให้หนี เช่นนั้นก็สู้กับพวกมันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง”

กระบอกไม้ไผ่ในตำหนักแกว่งไกวเล็กน้อย ฮวาเซียงอีบีบมือไทเฮาเบาๆ “คำสอนของท่านป้า ข้าจะไม่ลืมแน่นอน”

 

งานเลี้ยงเหล่าขุนนางจัดในคืนวันปีใหม่ ขุนนางท้องถิ่นทยอยเดินทางเข้าเมืองหลวง ปีนี้งานเลี้ยงสุราของสกุลต่างๆ ลดลงไปมาก ทุกคนต่างรู้ว่าไห่เหลียงอี๋จับตาดูอยู่อย่างเข้มงวด การรวมตัวกันย่อมกลายเป็นหลักฐานการตั้งพรรคแบ่งฝ่าย หลี่เจี้ยนเหิงเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ขุนนางแต่ละคนล้วนอยากอาศัยงานเลี้ยงครั้งนี้ทำความรู้จักจักรพรรดิองค์ใหม่

ทิศทางลมในชวี่ตูยังไม่แน่นอน ทุกคนต่างระวังคำพูดและการกระทำ มีเพียงเรื่องของคุณหนูสามสกุลฮวาที่ยิ่งลือออกไปข่าวยิ่งครึกโครม ทำเอาชีจู๋อินไม่พอใจแต่ไร้ที่ระบาย

ช่วงนี้เซียวฉือเหย่ยังคงตรวจสอบเรื่องของแปดสกุลใหญ่อย่างลับๆ ทว่าก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เช่นกัน พอดีเซียวจี้หมิงเดินทางเข้าเมืองหลวง สองพี่น้องจึงสนทนากันในจวน

“สกุลฮวาคิดจะฟื้นฟูอำนาจตัวเอง ต่อให้จอมทัพอาวุโสเจ้าชู้เพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรับปากการแต่งงานครั้งนี้” เซียวฉือเหย่หยิบบัญชีรายจ่ายของทหารม้าเหล็กหลีเป่ยในปีนี้มาดู พูดอย่างไม่ใส่ใจนัก

“เรื่องนี้ไม่แน่ไม่นอนจริงๆ” เซียวจี้หมิงนั่งพลิกดูเอกสารเกี่ยวกับทหารอยู่ที่โต๊ะ

เซียวฉือเหย่เหลือบตาขึ้น “เรื่องนี้มีประโยชน์อย่างไรกับฉี่ตง”

เซียวจี้หมิงลงนามอนุมัติ “เจ้าอยู่ในชวี่ตูและรับช่วงดูแลแปดกองกำลังต่อ ไม่เคยตรวจสอบบัญชีของแปดกองกำลังเลยหรือ”

เซียวฉือเหย่ตอบ “ตอนศาลยุติธรรมกวาดล้างแปดกองกำลังเคยให้ข้าดูบัญชี เงินและเสบียงกองทัพของแปดกองกำลังที่เกินมา ปีนี้ล้วนนำไปชดเชยให้ทหารรักษาพระองค์ ทำไมหรือ”

เซียวจี้หมิงมองเอกสารอย่างครุ่นคิด “สมัยที่ฮวาซือเชียนยังอยู่ งบทหารในแต่ละปีของแปดกองกำลังมีจำนวนมากกว่าเปียนจวิ้นหลายเท่า บัญชีที่ซีกู้อันมิอาจแจกแจงได้ชัดเจนจะหายไปไหนได้ ในเมื่อฮวาซือเชียนสามารถใช้เงินก้อนเดียวทำบัญชีสองบัญชี ไทเฮาจะไม่เก็บบัญชีไว้อีกเล่มหรือ เงินสามารถหมุนเวียนไปมาดุจสายน้ำ แม้จะตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่ขอเพียงเปลี่ยนคนตรวจสอบเป็นคนของตัวเอง วางตัวคนผู้นั้นไว้ในแปดกองกำลัง บัญชีในแต่ละปีอยากเขียนอย่างไรย่อมได้ทั้งนั้น สกุลฮวาถูกริบทรัพย์แล้วก็จริง แต่ใครจะกล้าแตะต้องคลังสมบัติส่วนตัวของไทเฮาเล่า เงินเหล่านี้ตอนนี้ก็คือสินเจ้าสาวของฮวาเซียงอี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนรวมหรือเหตุผลส่วนตัว ครานี้ชีสืออวี่ก็น่าจะหวั่นไหวแล้วละ”

เซียวฉือเหย่มีสีหน้าไม่พอใจ “ตอนนี้กำลังทหารของฉี่ตงห้าจวิ้นเป็นของชีจู๋อิน ชีจู๋อินไม่มีทางเห็นด้วย”

“นางไม่เห็นด้วย” เซียวจี้หมิงเหลือบมองเซียวฉือเหย่ในที่สุด “ก็ขวางไม่อยู่”

เซียวฉือเหย่เอนกายลงขบคิดครู่หนึ่ง “หลายปีมานี้สกุลชีคบหากับพวกเราอย่างสนิทสนม หากชีสืออวี่จะแต่งคุณหนูสามสกุลฮวาเป็นภรรยาจริง นับแต่นี้ไปหลีเป่ยย่อมมิใช่พี่น้องของฉี่ตงอีก”

“นั่นไม่สำคัญ พอเปียนซาสิบสองเผ่าบุกมา ทุกคนยังคงต้องรบเคียงบ่าเคียงไหล่” เซียวจี้หมิงพูด “มีคุณหนูสามสกุลฮวาแล้ว ทหารรักษาการณ์ฉี่ตงย่อมมีเงิน”

“วันหน้าให้พวกเขาซื้อม้าของหลีเป่ย” ดวงตาของเซียวฉือเหย่ฉายแววแข็งกร้าวเย็นชา “เงินส่วนตัวของไทเฮาจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน การเลี้ยงกองกำลังสองแสนหาได้ง่ายดายเหมือนการเลี้ยงสุนัขยี่สิบตัวไม่ ค่าใช้จ่ายในกองทัพมากมายมหาศาลจนน่าตกใจ ไม่มีทางที่คนคนเดียวจะแบกรับไหวแน่นอน”

“เมื่อไทเฮามีสกุลชีเป็นตัวช่วยแล้ว สถานการณ์ชะงักงันในชวี่ตูย่อมคลี่คลาย” เซียวจี้หมิงพูด “เมื่ออำนาจคืนกลับมา เงินย่อมเพิ่มพูนขึ้นได้อีก”

เซียวฉือเหย่ลุกขึ้นนั่ง “จะปล่อยให้การแต่งงานครั้งนี้สำเร็จมิได้”

เซียวจี้หมิงพูด “หนทางยังคงมีอยู่”

เซียวฉือเหย่มองเขา “ฆ่าคุณหนูสามสกุลฮวาเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด”

เซียวจี้หมิงมองเขาอย่างประหลาดใจทีเดียว “ตอนนี้เจ้าเองก็เป็นเสี้ยนหนามในใจผู้อื่น แปดสกุลใหญ่อยากให้เจ้าลงมือจะแย่”

เซียวฉือเหย่พูด “บัดนี้ข่าวลือแพร่ไปทั่ว คิดจะหยุดยั้งเรื่องนี้หลังปีใหม่ย่อมสายเกินไปแล้ว”

เซียวจี้หมิงนิ่งเงียบ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ไทเฮาอยากทำให้การแต่งงานครั้งนี้สำเร็จ จำเป็นต้องออกหน้าเอง งานเลี้ยงเหล่าขุนนางเป็นโอกาสเดียวของนาง นี่เป็นเรื่องใหญ่ ไม่แน่ว่าไห่เหลียงอี๋จะเห็นด้วย ถึงเวลาต้องมีการปะทะคารมกันแน่นอน”

“สกุลฮวาสามรุ่นก่อนมีบุตรีแต่งไปฉี่ตง หากนับดูอย่างจริงจัง ไม่แน่คุณหนูสามสกุลฮวาอาจเป็นญาติห่างๆ ของชีสืออวี่ที่มีสายเลือดเดียวกัน” เซียวฉือเหย่วางสมุด พลันหัวเราะออกมา “ไม่…ข้าจะทำให้คุณหนูสามสกุลฮวากลายเป็นญาติห่างๆ ที่มีสายเลือดเดียวกันกับชีสืออวี่ เช่นนี้การแต่งงานย่อมไม่มีทางสำเร็จได้” เซียวฉือเหย่ลุกขึ้น ผลักประตูออกไปเรียกเจาฮุย

“ปีใหม่แล้ว” เซียวฉือเหย่พูด “เจ้ายังมิได้พบน้องสาวกระมัง”

เจาฮุยมองเซียวฉือเหย่ เซียวจี้หมิงยิ้มบางๆ

เจาฮุยเข้าใจทันที “พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปเยี่ยมนางที่บ้าน”

 

ผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรคนใหม่หานเฉิงเป็นบุตรสายตรงคนที่สามของสกุลหานซึ่งเป็นหนึ่งในแปดสกุลใหญ่ เดิมดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บังคับการสูงสุดของแปดกองกำลัง ตอนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในลานล่าสัตว์หนานหลิน เขาหยุดพักผ่อนพอดี จึงไม่ได้ติดตามซีกู้อัน ทั้งยังไม่ได้รับคำสั่งจากไทเฮา ลือกันว่าตอนทหารรักษาพระองค์ไปเคาะประตูบ้านเขา เขายังหลับอยู่ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้จึงรอดตัวจากการกวาดล้างจับกุมพรรคพวกฝ่ายฮวาไปได้

แต่เสิ่นเจ๋อชวนรู้ว่าคนผู้นี้เป็นสายที่เซวียซิวจั๋ววางไว้

คืนก่อนงานเลี้ยงเหล่าขุนนาง องครักษ์เสื้อแพรจัดเวร ตามแผนการที่วางไว้ เสิ่นเจ๋อชวนต้องอยู่หน้าพระพักตร์ ดังนั้นตอนได้รับป้ายห้อยเอวเขาจึงไม่แปลกใจ

หานเฉิงนำป้ายห้อยเอวมามอบให้เสิ่นเจ๋อชวนด้วยตัวเอง สองคนอยู่ในห้องทะเบียน เขาพูด “ทุกอย่างพร้อมพรัก ขาดเพียงลมบูรพา[2] ถึงเวลาข้าจะอยู่ด้านข้าง จะปล่อยให้ฝ่าบาทได้รับอันตรายมิได้เด็ดขาด”

“แน่นอน” เสิ่นเจ๋อชวนแขวนป้ายห้อยเอว ยิ้มพูด “ครั้งนี้ต้องพึ่งใต้เท้าผู้บัญชาการแล้ว”

หานเฉิงกระวนกระวาย แต่มิอาจแสดงออกมา ได้แต่กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เรื่องนี้หากเปิดเผยไป เจ้าข้าล้วนต้องโทษถึงตาย แต่หากสำเร็จ องครักษ์เสื้อแพรย่อมแบ่งผลประโยชน์จากทหารรักษาพระองค์มาได้ส่วนหนึ่ง นับแต่นี้ไปชีวิตสุขสบาย ชีวิตที่ดีกำลังจะมาเยือน”

“ใต้เท้าวางใจ” เสิ่นเจ๋อชวนสีหน้าจริงจัง “พวกเราพี่น้องร่วมใจกัน ต้องไม่เกิดข้อผิดพลาดแน่นอน”

หานเฉิงเห็นเขามั่นอกมั่นใจเช่นนี้ ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย

หิมะข้างนอกตกหนักขึ้นทุกที จวบจนฟ้าสางก็ยังไม่หยุด

 

ก่อนงานเลี้ยงเหล่าขุนนางจะมีพิธีบวงสรวง ทหารรักษาพระองค์เตรียมพร้อมแต่เช้า วันนี้เซียวฉือเหย่สวมเครื่องแบบขุนนางเรียบร้อย ตอนก้าวเข้าประตูวังปะทะกับหานเฉิง ระหว่างทักทายกันก็เหลือบเห็นเสิ่นเจ๋อชวน

“องครักษ์ซ้ายต้องรักษาความปลอดภัยหน้าพระพักตร์” เซียวฉือเหย่แสร้งทำเป็นไม่รู้จัก มองเสิ่นเจ๋อชวนและถามหานเฉิง “ไฉนจึงให้องครักษ์เสื้อแพรยศต่ำกว่านายกองร้อยมารับหน้าที่นี้”

“ตอนนี้องครักษ์เสื้อแพรจัดระเบียบใหม่ หลายตำแหน่งล้วนว่างอยู่” หานเฉิงตอบและหันกลับไป “คนที่คัดเลือกมาวันนี้ล้วนเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง พวกเขาส่วนใหญ่ต้องเลื่อนขั้นแล้ว แต่เพราะยังไม่ถึงเวลา ดังนั้นดูแล้วจึงเหมือนยศต่ำไปหน่อย”

เซียวฉือเหย่เห็นเสิ่นเจ๋อชวน พลันเกิดความระแวดระวังในใจ ทว่าแม้เขาจะกดข่มองครักษ์เสื้อแพรได้ แต่ยังไม่มีอำนาจพอที่จะสั่งให้อีกฝ่ายเปลี่ยนคนได้ทันที เพราะไม่ว่าองครักษ์เสื้อแพรจะถูกข่มอย่างไร หน่วยงานนี้กับสำนักตะวันออกก็ยังคงฟังคำสั่งจากจักรพรรดิโดยตรง ตราบใดที่หลี่เจี้ยนเหิงไม่เอ่ยปาก คนอื่นเข้าไปยุ่มย่ามย่อมถือเป็นการก้าวล่วง

เสิ่นเจ๋อชวนราวกับล่วงรู้ความคิดเขา จึงสบตาเขาแวบหนึ่ง แววตาเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่มิอาจอธิบายได้ชัดเจน

กองฝึกคชสารด้านหน้าบังคับช้างออกมาแล้ว หลี่เจี้ยนเหิงกำลังจะออกจากตำหนัก เซียวฉือเหย่มิอาจรั้งอยู่นาน จึงก้าวเท้าจากไป

 

หลี่เจี้ยนเหิงได้ถือกระบี่ที่ใช้ในพิธีบวงสรวงเป็นครั้งแรก กระบี่หนักจนเขาเกือบยกไม่ขึ้น ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากประตูตำหนัก ก็รู้สึกว่าการสวมหมวกกวนเหมี่ยน[3]ทำให้เมื่อยคอ ชุดพิธีการนี้ทำให้หลี่เจี้ยนเหิงไหล่มีตะวันจันทรา หลังแบกดวงดาว[4] ในที่สุดความสูงส่งน่าเกรงขามก็ปรากฏออกมาจากท่าทีทะเล้นขี้เล่นยามปกติของเขา

หลี่เจี้ยนเหิงฝ่ามือมีเหงื่อซึม เขาประคองกระบี่เล่มใหญ่ให้ดี ก่อนจะก้าวออกจากประตู

ช้างสวมเครื่องอาภรณ์กำมะหยี่สีแดง ยืนแยกเป็นสองฝั่ง เหล่าขุนนางโขกศีรษะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตะโกนว่าฝ่าบาททรงพระเจริญ หลี่เจี้ยนเหิงยืนอยู่บนขั้นบันได ด้วยทัศนวิสัยที่เปิดกว้างทำให้มองเห็นเมฆหมอกทางทิศตะวันออก ฟ้าดินมีหิมะทอดยาว เขายืนอยู่สูงมาก ประหนึ่งจะถึงยอดเมฆอย่างไรอย่างนั้น เสียงกู่ร้องว่า ‘ฝ่าบาททรงพระเจริญ’ ที่ดังข้างหูสะเทือนเลื่อนลั่นจนหูแทบหนวก หัวใจของหลี่เจี้ยนเหิงเต้นรัวเร็ว ใบหน้าค่อยๆ ฉายแววตื่นเต้นยินดี สายตาเลื่อนจากไห่เหลียงอี๋และเซียวจี้หมิงลงไปเรื่อยๆ มองทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าคุกเข่าให้เขา มีเพียงเขาที่สูงส่งและเป็นที่เคารพ!

การเป็นจักรพรรดิคือความรู้สึกแบบนี้เอง

หลี่เจี้ยนเหิงอดกำกระบี่แน่นมิได้ รู้สึกว่าตัวเองได้รับพลังในการต่อสู้กับสวรรค์จากการคุกเข่าอวยพรของเหล่าขุนนาง ความรู้สึกนี้ไม่เหมือนกับการนั่งอยู่ในราชสำนักเป็นเวลานาน นี่เป็นความรู้สึกตื้นตันจากการได้รับการคุกเข่าคารวะเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์ในลานล่าสัตว์

หลี่เจี้ยนเหิงก้าวไปข้างหน้า เดินไปตามขั้นบันไดที่ทอดยาว มุ่งสู่แท่นบวงสรวง เขาเดินช้ามาก สัมผัสกับเกียรติยศที่ได้รับตลอดเส้นทาง

ท่ามกลางผู้คนมากมาย มีเพียงเสิ่นเจ๋อชวนที่เงยหน้าขึ้นช้าๆ เขามองข้ามแผ่นหลังของหลี่เจี้ยนเหิงไป ท่ามกลางหิมะโปรยปราย เนื่องจากอยู่บนขั้นบันไดสูง ทำให้เขามองเห็นท้องฟ้าหม่นมัวหนักอึ้ง

 

ตอนเริ่มงานเลี้ยงกองมหรสพเริ่มยกอาหารออกมา ห้องหมักสุรายกสุราตามออกมาอย่างต่อเนื่อง หลี่เจี้ยนเหิงชอบกินของหวาน ห้องเครื่องหวานจึงทำขนมรังไหมตาพยัคฆ์ไว้มากมาย

หลี่เจี้ยนเหิงนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ถัดลงไปเป็นไทเฮากับฮวาเซียงอี จากนั้นจึงเป็นมู่หรูที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมชั้นผิน เสิ่นเจ๋อชวนกับหานเฉิงยืนอยู่ใต้บันได ฝั่งตรงข้ามเป็นทหารรักษาพระองค์ ขันทีกองเครื่องเสวยคุกเข่าอยู่ด้านหลังเสิ่นเจ๋อชวน อาหารทุกจานบนโต๊ะของหลี่เจี้ยนเหิงล้วนต้องผ่านการชิมจากขันทีกองเครื่องเสวยก่อน

คืนนี้หลี่เจี้ยนเหิงสนุกสนานมาก ชักชวนเหล่าขุนนางดื่มสุราบ่อยครั้งจนมึนเมาเล็กน้อย เขานั่งอยู่ด้านบนเอ่ยว่า “ตั้งแต่เราขึ้นครองราชย์มา โชคดีที่ได้ผู้มีความรู้และมีคุณธรรมช่วยเหลือ มีไห่เก๋อเหล่าที่จิตใจใสกระจ่างดุจคันฉ่องอยู่ด้านข้างเช่นนี้ ทำให้เรามิกล้าหยุดทบทวนตัวเองแม้แต่วันเดียว” พอดื่มสุรามาก ปากเขาก็เริ่มไม่มีหูรูด

“เราขอบคุณไห่เก๋อเหล่ามาก อยากจะยกย่องไห่เก๋อเหล่าเป็นบิดารอง[5] เกียรติอันสูงสุดเช่นนี้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีเก๋อเหล่าคนใดในประวัติศาสตร์ได้รับ บัดนี้ข้าจะให้เก๋อเหล่า…”

บิดารอง!

วาจาเช่นนี้เอ่ยออกมาได้อย่างไร คำพูดนี้ถึงกับทำให้ไห่เหลียงอี๋หน้าเปลี่ยนสี เขาลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนก หมายจะคุกเข่าห้ามปราม หลี่เจี้ยนเหิงเรอออกมาในจังหวะนี้พอดี โบกไม้โบกมือห้าม “เก๋อเหล่ามิต้องตกใจไป สมควรแล้ว…”

“ข้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะ” ไทเฮามองไห่เหลียงอี๋และเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายเห็นความตื่นตระหนกในชั่วขณะนี้ของอีกฝ่าย นางหันไปด้านข้างพูดกับหลี่เจี้ยนเหิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไห่เก๋อเหล่าเป็นผู้นำของบัณฑิตทั่วหล้าที่ทุกคนเคารพเลื่อมใส ท่วงทีสูงส่งประหนึ่งหน้าผาสูงชัน ตั้งแต่รับราชการมาปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใสบริสุทธิ์ กล้าหาญเฉียบขาดตรงไปตรงมา ขุนนางผู้เป็นเสาหลักของบ้านเมืองเช่นนี้ หากฝ่าบาทเรียกขานเป็นบิดารอง แม้จะแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณและความโปรดปราน แต่กลับกระทบต่อความเถรตรงเป็นธรรมของเก๋อเหล่าในการวิจารณ์ความผิดผู้อื่นอย่างตรงไปตรงมา”

หลี่เจี้ยนเหิงเห็นไทเฮามีท่าทีอ่อนโยน จึงยิ้มพูด “ในอดีตเซี่ยงอ๋อง[6]เห็นแก่คุณธรรม จึงเรียกขานฟ่านเจิงด้วยความเคารพว่าบิดารอง วันนี้เราก็ซาบซึ้งในน้ำใจที่เก๋อเหล่าช่วยเหลือสนับสนุนเรามาตลอด เรียกเขาว่าบิดารอง ทั้งให้ความรู้สึกใกล้ชิด และยังสามารถอาศัยคำเรียกขานนี้เตือนสติตัวเองได้ด้วย! เก๋อเหล่า เก๋อเหล่า ท่านว่าดีหรือไม่”

ไห่เหลียงอี๋โขกศีรษะตอบ “เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”

หลี่เจี้ยนเหิงเหมือนถูกน้ำเย็นสาดใส่ใบหน้า ความกระตือรือร้นที่อัดแน่นในโพรงอกเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจเมื่อได้ยินคำว่า ‘ไม่ได้’ สีหน้าเขาเปลี่ยนแปรไปมา สุดท้ายฝืนยิ้มเอ่ยว่า “เรากับเก๋อเหล่าสนิทสนมกัน แค่คำเรียกขานคำเดียวเท่านั้น จะเป็นไรไปเล่า”

ไห่เหลียงอี๋พูด “ฝ่าบาททรงมีฐานะสูงส่ง แตกต่างจากป้าอ๋อง[7]ที่ปกครองพื้นที่เล็กๆ โดยสิ้นเชิง กระหม่อมมาจากภูเขาแถบเหอโจว เป็นบุคคลต้อยต่ำโดยแท้ แล้วจะใช้คำว่า ‘บิดา’ ร่วมกับจักรพรรดิหย่งอี๋ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมและความสามารถได้อย่างไร!”

ความตั้งใจดั้งเดิมของหลี่เจี้ยนเหิงคือต้องการประจบเอาใจไห่เหลียงอี๋ ทั้งยังต้องการผูกใจปัญญาชนทั่วหล้า อาศัยเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าตนหาใช่คนไม่เอาไหนที่ไม่เคารพผู้มีความรู้ แต่เขาศึกษาตำรามาเพียงน้อยนิด ไหนเลยจะรู้ว่าแค่คำเรียกขานคำเดียวจะทำให้ไห่เหลียงอี๋ต่อต้านคัดค้านได้ถึงเพียงนี้ ยามนี้ขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก อาการมึนเมาหายไปหลายส่วน

คืนนี้หลี่เจี้ยนเหิงไม่อยากเสียหน้า จึงคิดจะกลบเกลื่อนเรื่องนี้ให้ผ่านพ้นไป เขาพูด “ในเมื่อเก๋อเหล่าไม่ยินดี งั้นก็ช่างเถิด…”

“กระหม่อมคิดว่า” ไห่เหลียงอี๋พูด “เบื้องบนเป็นแบบอย่าง เบื้องล่างย่อมทำตาม! คืนนี้หากฝ่าบาททรงริเริ่มเรื่องนี้ วันหน้าย่อมมีคนหมายเอาเยี่ยงอย่าง ถึงเวลาสมคบกันตั้งสมัครพรรคพวก กลายเป็นอุปสรรคในการปกครองราชสำนัก สุดท้ายเป็นภัยต่อแผ่นดิน เรื่องราวของฝ่ายฮวาเพิ่งจะยุติลงเพียงหนึ่งเดือน พึงจดจำเรื่องในอดีตเป็นบทเรียนสำหรับเตือนใจในอนาคต คืนนี้ฝ่าบาททรงดื่มสุราจนเมามาย เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะโดยแท้!”

หลี่เจี้ยนเหิงกำจอกสุราในมือแน่น กวาดตามองไปด้านล่าง เห็นเหล่าขุนนางก้มหน้ามิกล้าสบตาเขา โทสะจึงบรรเทาลงเล็กน้อย เขามิอาจบันดาลโทสะกับไห่เหลียงอี๋ แต่คืนนี้เขาก็ไม่อยากรับผิดเช่นกัน เขานั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรอย่างกระวนกระวายมาตลอด บัดนี้ได้ลิ้มรสชาติของการที่เหล่าขุนนางเคารพนบนอบเขาแล้ว จะยอมให้ผู้อื่นตำหนิอีกได้อย่างไร

เขาเป็นจักรพรรดินะ

หลี่เจี้ยนเหิงนัยน์ตาแดงก่ำ ดื่มสุราคำสุดท้าย “…เรื่องนี้ล้มเลิกไปเถิด ประคองเก๋อเหล่ากลับไปนั่ง”

ไห่เหลียงอี๋เองก็รู้ว่าคืนนี้มิใช่เวลาที่จะกราบทูลตักเตือน แต่นิสัยเขายากจะแก้ เป็นคนปากไวและตรงไปตรงมา “กระหม่อมยังมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”

หลี่เจี้ยนเหิงเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ไม่เอ่ยคำพูดใดๆ

ภายในงานเงียบกริบ ไห่เหลียงอี๋มิได้รับอนุญาต จึงคุกเข่านิ่งไม่ขยับ เมื่อเป็นเช่นนี้สถานการณ์จึงชะงักงัน ไม่มีใครแตะต้องตะเกียบ แม้แต่เครื่องดนตรีก็หยุดบรรเลงชั่วคราว

ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงดัง “ปับ”

เซียวฉือเหย่ที่นั่งอยู่ตรงที่ของตัวเองวางตะเกียบ หัวเราะเสียงดัง “ข้าเห็นฝ่าบาทกับเก๋อเหล่ามีความสัมพันธ์เช่นนี้แล้ว รู้สึกปลื้มปีติยิ่งนัก คำกล่าวที่ว่าองค์เหนือหัวผู้ปกครองแผ่นดินปราดเปรื่อง ขุนนางผู้รับใช้มีคุณธรรมเป็นเช่นนี้เอง เป็นเพราะจักรพรรดิกับขุนนางสามารถถกปัญหาในราชสำนักได้อย่างกลมเกลียวปรองดอง โบราณจึงมีคำกล่าวข้างต้น ต้าโจวมีผู้ปกครองที่สูงส่งเปี่ยมด้วยคุณธรรมเช่นนี้ ทั้งยังมีขุนนางที่เถรตรงจงรักภักดี ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองย่อมอยู่ไม่ไกลแล้ว”

“ฝ่าบาททรงเปิดโอกาสให้ขุนนางได้แสดงความคิดเห็น ยินดีรับฟังคำกราบทูลอย่างตรงไปตรงมา นับเป็นวาสนาของพวกกระหม่อม” เซวียซิวจั๋วชูจอก “คืนนี้เป็นวันปีใหม่ ไยพวกเราจึงไม่เฉลิมฉลองให้กับเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์นี้สักจอกเล่า”

เหล่าขุนนางชูจอกสุรา เอ่ยคำอวยพรพร้อมเพรียง

หลี่เจี้ยนเหิงอารมณ์เย็นลงเล็กน้อยท่ามกลางเสียงอวยพร เขาเห็นไห่เหลียงอี๋ยังคุกเข่าอยู่ จึงอดถอนหายใจมิได้ “เชิญเก๋อเหล่าลุกขึ้นเถิด”

วิกฤตที่เกิดขึ้นถูกสลายไปแล้ว ไทเฮาเหลือบมองเซียวฉือเหย่ครู่หนึ่ง “โบราณว่าการสร้างครอบครัวและสร้างผลงานเป็นความปรารถนาในชีวิตบุรุษ ตอนนี้เช่ออันมีคนที่หมั้นหมายไว้หรือยัง”

แววตาเสิ่นเจ๋อชวนวูบไหว ชำเลืองมองเซียวฉือเหย่

เซียวฉือเหย่ยิ้มตอบอย่างไม่ยี่หระ “ทูลไทเฮา ด้วยสภาพของกระหม่อมตอนนี้ บุตรีบ้านใดในชวี่ตูจะยอมลดตัวมาแต่งกับกระหม่อมเล่า อีกอย่าง การสร้างครอบครัวและสร้างผลงานล้วนมิใช่ความมุ่งหมายของกระหม่อม”

ไทเฮาแย้ง “ผู้บังคับการถ่อมตนเกินไปแล้ว บัดนี้ในชวี่ตู ผู้ที่ได้ชื่อว่าชนชั้นสูงกลุ่มใหม่มีจำนวนน้อยจนนับนิ้วได้ ด้วยรูปร่างหน้าตาของผู้บังคับการ หากเดินข้ามสะพานบนถนนตะวันออก ย่อมมีสตรีมากมายเฝ้ามองอย่างหลงใหลเป็นแน่แท้ รัฐทายาท หากเจ้ายังไม่เร่งรัดเขา เวลาอาจล่วงเลยจนสายเกินไปได้”

เซียวจี้หมิงหัวเราะ “บิดาคิดว่านิสัยเขายังไม่แน่นอน เปลี่ยนใจได้ง่าย เกรงว่าจะทำให้แม่นางบ้านอื่นต้องเสียหายพ่ะย่ะค่ะ”

ไทเฮาหันไปด้านข้างอีกครั้ง ยิ้มพูดกับหลี่เจี้ยนเหิง “ข้าเห็นพวกเขาแต่ละคนล้วนไม่ร้อนใจ สมัยที่หลีเป่ยอ๋องอายุเท่านี้ แต่งภรรยาไปสามสี่ปีแล้วกระมัง”

หลี่เจี้ยนเหิงยังมิอาจดึงสติกลับมาจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ยามนี้จึงมีท่าทีเหนื่อยหน่ายไม่สนใจนัก ทว่าเขามิกล้าไม่ตอบคำไทเฮา จึงเหลือบมองเซียวฉือเหย่แวบหนึ่งและเอ่ย “เสด็จแม่ไม่รู้อะไร เช่ออันนิสัยใจร้อน สตรีชั้นสูงทั่วไปในชวี่ตูคงรับมือเขาไม่ไหวจริงๆ”

“พูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก จะทำให้การแต่งงานของเขาล่าช้าออกไปเปล่าๆ” ไทเฮาพูด “ไม่จำเป็นต้องเป็นสตรีชั้นสูงในชวี่ตูก็ได้นี่ ข้าว่าบุตรสาวของเฮ่อเหลียนโหว ท่านหญิงจ้าวเยวี่ยอายุใกล้เคียงกับเช่ออัน เหมาะสมกันมากทีเดียว”

เฮ่อเหลียนโหวคือโหวแห่งเมืองฉวนเฉิง เป็นคนสกุลเฟ่ยซึ่งเป็นหนึ่งในแปดสกุลใหญ่ การจับคู่ของไทเฮากล่าวได้ว่าเหมาะสมจริงๆ

เฮ่อเหลียนโหวเฟ่ยคุนรีบคารวะสุรา หันไปมองทางเซียวจี้หมิง

เซียวฉือเหย่คิดว่าไทเฮาจะพูดเรื่องการแต่งงานของฮวาเซียงอีในงานเลี้ยงคืนนี้ คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะพุ่งเป้ามาที่เขา เขามิอาจปฏิเสธตรงๆ ยิ่งมิอาจรับปากแต่งอีกฝ่ายอย่างเลอะเลือน

หลี่เจี้ยนเหิงตั้งรับไม่ทันเช่นกัน นิ่งงันครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเซียวฉือเหย่ “เรา…ท่านหญิงจ้าวเยวี่ย…” เขาพลันเกิดไหวพริบ “บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงไว้อาลัย พระราชทานสมรสตอนนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะนัก”

“การพระราชทานสมรสเป็นเรื่องหนึ่ง การแต่งงานกันจริงๆ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ข้าดูแล้วเร็วๆ นี้ยังไม่มีฤกษ์ดี แต่สามารถกำหนดวันแต่งงานไว้ก่อนได้ รอให้ถึงฤดูคิมหันต์ หาฤกษ์งามยามดีได้แล้วค่อยแต่ง” ไทเฮาตรัสอย่างเมตตา “จ้าวเยวี่ยกับเซียงอีเป็นเพื่อนสนิทกัน ออกเรือนพร้อมกันก็นับว่าสมบูรณ์แบบ”

นางปิดปากสนิทไม่เอ่ยว่าฮวาเซียงอีจะแต่งงานกับใคร เพียงผลักท่านหญิงจ้าวเยวี่ยมาให้เซียวฉือเหย่ ชัดเจนว่าเห็นการแต่งงานของเซียวฉือเหย่เป็นเรื่องของบ้านเมือง ส่วนการแต่งงานของฮวาเซียงอีเป็นเรื่องส่วนตัว

ชีจู๋อินใบหน้าเคร่งเครียด ทว่ากลับมิได้เอ่ยวาจาใด

ลู่ก่วงไป๋เห็นดังนั้นก็รู้ว่าแย่แล้ว เดาว่าชีสืออวี่คงผงกศีรษะตกลงไปแล้ว จึงสั่งห้ามมิให้ชีจู๋อินแสดงความเห็น แต่เซียวฉือเหย่จะแต่งท่านหญิงจ้าวเยวี่ยเป็นภรรยาไม่ได้เด็ดขาด หากการแต่งงานนี้ถูกกำหนดแน่นอน เมื่อไทเฮาแต่งตั้งจ้าวเยวี่ยเป็นองค์หญิง ย่อมเท่ากับเซียวฉือเหย่แต่งองค์หญิงเป็นภรรยา ราชบุตรเขยของต้าโจวไม่มีอำนาจที่แท้จริง ได้ยศตำแหน่งจอมปลอมเพิ่มมา แต่สิ่งที่ถูกลิดรอนไปกลับเป็นอำนาจทางทหารที่เซียวฉือเหย่เพิ่งจะได้รับ

สุราในลำคอเซียวฉือเหย่กลายเป็นเปลวเพลิงร้อนแรงที่แผดเผา เขาลุกขึ้นแล้ว แต่กลับเห็นไทเฮาแย้มสรวลเสียก่อน “รัฐทายาทแต่งงานกับลู่ซื่อบุตรีของเปียนซาปั๋วแห่งเปียนจวิ้น บัดนี้บุตรชายอายุสี่ห้าขวบแล้วกระมัง”

เซียวจี้หมิงตอบ “บุตรชายกระหม่อมสี่ขวบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“หลานชายอายุสี่ขวบแล้ว ขุนพลลู่กลับยังไม่แต่งภรรยา” ไทเฮาหันไปมองลู่ก่วงไป๋ “เปียนจวิ้นเป็นพื้นที่ทะเลทราย ท่านขุนพลรักษาการณ์อยู่ที่นั่นไม่ง่าย รีบสร้างครอบครัวเสีย ถือว่าทำให้เปียนซาปั๋วสบายใจไปอีกเปลาะ ข้าเห็นขุนพลลู่กับรัฐทายาทอายุไล่เลี่ย อย่างไรกัน การสร้างครอบครัวและสร้างผลงานก็มิใช่ความมุ่งหมายของท่านขุนพลเหมือนกันหรือ”

ลู่ก่วงไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง “ทูลไทเฮา…”

ไทเฮาพูดต่อ “นิสัยของจ้าวเยวี่ยซุกซนขี้เล่น หากพูดกันจริงๆ เช่ออันนับว่าใจร้อนเกินไปหน่อย ท่านขุนพลกลับดูสุขุมมั่นคงกว่า ทว่าเช่ออัน เจ้าคิดเห็นอย่างไรเล่า”

หากเซียวฉือเหย่ไม่แต่งท่านหญิงจ้าวเยวี่ย เช่นนั้นลู่ก่วงไป๋ย่อมต้องเป็นคนแต่ง โจทย์ยากข้อนี้ถูกยกออกมาในงานเลี้ยงเหล่าขุนนาง จุดประสงค์คือเพื่อสร้างความลำบากใจให้เขา

เดิมเซียวฉือเหย่ให้เจาฮุยติดสินบนคนของกรมพิธีการไว้แล้ว คืนนี้รอแค่ไทเฮาเอ่ยปาก เขาก็จะพิสูจน์ยืนยันว่าฮวาเซียงอีเป็นญาติห่างๆ ของชีสืออวี่ที่มีสายเลือดเดียวกัน ใช้ธรรมเนียมประเพณีและลำดับอาวุโสที่ต่างกันมาทำลายการแต่งงานครั้งนี้ แต่ไทเฮากลับไม่เปิดโอกาสให้เขาโต้ตอบเลย ใครจะคิดว่าสิ่งที่ต้องเสียสละในคืนนี้คือเรื่องใหญ่ชั่วชีวิตของเขาอย่างการแต่งงาน

ในชั่วเวลาคับขันนี้เอง เซียวฉือเหย่กลับเห็นสายตาของเสิ่นเจ๋อชวน ทั้งสองสบตากันชั่วเวลาสั้นๆ ท่ามกลางสายตาของธารกำนัลโดยมีโจทย์ยากที่บีบคั้นตั้งขวางอยู่

เซียวฉือเหย่ก้าวเดินออกไปหนึ่งก้าว “ทูลไทเฮา”

ขันทีกองเครื่องเสวยกำลังส่งจานขนมที่มาจากห้องเครื่องหวานขึ้นไป เขาหลุบตาแบ่งส่วนที่ตัวเองต้องชิมออกมาอย่างนอบน้อม หยิบตะเกียบขึ้นขณะมองไปที่หลี่เจี้ยนเหิงซึ่งอยู่ห่างออกไปหนึ่งช่วงแขน

หลี่เจี้ยนเหิงกำลังลังเล ขมวดคิ้วมุ่นฟังพวกเขาปะทะคารมกัน พอรู้สึกว่าขันทีตรงหน้าไม่ขยับ จึงหันไปมองและถาม “ไฉนจึงยืน…”

เหตุการณ์เกิดขึ้นในชั่วพริบตา ขันทีผู้นั้นกำตะเกียบยาวเคลือบทองแน่นและเงื้อมือเตรียมปักไปที่ลำคอของหลี่เจี้ยนเหิง!

เรื่องราวเกิดขึ้นกะทันหัน หลี่เจี้ยนเหิงตอบสนองไม่ทันด้วยซ้ำ ได้แต่มองปลายตะเกียบพุ่งมาที่ตัวเองตาปริบๆ ตัวแข็งทื่อไปหมด ความตื่นลนฉายออกมาจากดวงตา แม้แต่นิ้วมือยังมิอาจขยับได้

จังหวะที่ทุกคนหน้าถอดสี เสิ่นเจ๋อชวนก็ชักดาบหย่างซานเสวี่ยของตัวเองออกมาแล้ว ประกายเยียบเย็นของดาบวาบขึ้น

หลี่เจี้ยนเหิงลำคอตีบตัน ออกแรงเต็มที่เพื่อแผดเสียงออกมา จังหวะที่เขาเปล่งเสียง โลหิตร้อนระอุสาดลงบนเสื้อด้านหน้าและชายชุดคลุมของเขา หลี่เจี้ยนเหิงแผดเสียงตะโกน “คุ้มกันเรา…”

หัวของขันทีกลิ้งไปข้างหน้า ตกลงบนตัวหลี่เจี้ยนเหิง หลี่เจี้ยนเหิงออกแรงยันที่เท้าแขนสองข้างของบัลลังก์มังกร ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเข้มข้น เขาเห็นร่างไร้หัวที่กำลังเอนมาทางตนถูกคนคว้าไว้

เสิ่นเจ๋อชวนโยนศพทิ้ง หันกลับไปสั่งเสียงเรียบ “คุ้มกันฝ่าบาท!”

เก่อชิงชิงชักดาบทันที ประกายสีขาวสาดออกมา องครักษ์เสื้อแพรยืนขวางหน้าทหารรักษาพระองค์อย่างแน่นหนา เปรียบเสมือนโล่ชั้นที่หนึ่งของหลี่เจี้ยนเหิง

เซียวฉือเหย่ถูกองครักษ์เสื้อแพรขวางไว้ ต้องแหงนหน้าขึ้นไปจึงจะมองเห็นใบหน้าของเสิ่นเจ๋อชวน

ฐานะเท่าเทียมที่พวกเขารักษาไว้ตลอดเวลาที่ผ่านมาถูกทำลายลงชั่วขณะนี้เอง เสิ่นเจ๋อชวนมองลงมาจากตำแหน่งที่สูงกว่า เผยรอยยิ้มน้อยๆ ที่แฝงความหมายลึกซึ้งให้เขา สายตานั้นเปรียบเหมือนเท้าที่ย่ำลงบนหน้าอกเซียวฉือเหย่อย่างแท้จริง

 

 

[1] ฮูหยิน มีหลายความหมาย เช่น ใช้เรียกภรรยาของผู้อื่นหรือใช้เรียกสตรีที่ออกเรือนแล้วอย่างให้เกียรติ นอกจากนี้ยังเป็นยศของสนมของจักรพรรดิในสมัยราชวงศ์ฮั่น ใช้เรียกภรรยาของเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ หรือใช้เป็นยศของนายหญิงตราตั้งที่จักรพรรดิพระราชทานให้มารดาหรือภรรยาของขุนนางใหญ่

[2] ทุกอย่างพร้อมพรัก ขาดเพียงลมบูรพา หมายถึงเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว เหลือเพียงสิ่งสำคัญสิ่งสุดท้ายเท่านั้น

[3] หมวกกวนเหมี่ยน เป็นหมวกของจักรพรรดิที่ด้านหน้าประดับลูกปัดหรือไข่มุกร้อยเป็นสาย

[4] ชุดพิธีการของจักรพรรดิสมัยราชวงศ์สุยจะปักลายดวงตะวันและจันทราไว้บนไหล่สองข้าง ด้านหลังเป็นดวงดาว ‘ไหล่มีตะวันจันทรา หลังแบกดวงดาว’ จึงเป็นการพูดถึงชุดพิธีการของจักรพรรดิ

[5] บิดารอง หรือย่าฟู่ เป็นคำที่ใช้เรียกบุคคลที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับบิดาด้วยความเคารพยิ่ง มีที่มาจากเซี่ยงอวี่หรือฉู่ป้าอ๋องในสมัยราชวงศ์ฉินเคารพนับถือฟ่านเจิงนักกลยุทธ์ของตนมาก จึงปฏิบัติกับฟ่านเจิงเสมือนบิดาอีกคนของตนและเรียกขานด้วยความเคารพว่าบิดารอง

[6] เซี่ยงอ๋อง (เซี่ยงอวี่) หรือฉู่ป้าอ๋อง เป็นขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่สมัยปลายราชวงศ์ฉิน และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของหลิวปังหรือจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นของจีน ทั้งสองทำสงครามแย่งชิงบัลลังก์กันนานถึงสี่ปี (สงครามฉู่ฮั่น) ภายหลังเซี่ยงอ๋องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และฆ่าตัวตายด้วยการปาดคอตัวเอง

[7] ป้าอ๋อง แปลว่าอ๋องจอมเผด็จการ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า