fbpx

[ทดลองอ่าน] เชิญร่ำสุรา 將進酒 บทที่ 95 : หอสูง

เชิญร่ำสุรา
將進酒

 

ถังจิ่วชิง
唐酒卿

กอหญ้า แปล

 

เสิ่นเจ๋อชวนพูด “ข้าเช็ดคราบเลือดไม่ออกแล้ว”
เซียวฉือเหย่ตอบ “พวกเราจะเข้าสู่แดนอสูรด้วยกัน แนบชิดอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องทำตัวให้สะอาดอีกแล้ว”
ริมฝีปากบางของเสิ่นเจ๋อชวนเม้มเล็กน้อย “ข้า…”
เซียวฉือเหย่บีบริมฝีปากที่เม้มเข้าด้วยกันแน่นของเขาให้เปิดออก “เจ้าจะพูดอะไรกับข้า”
ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ได้ยินเสิ่นเจ๋อชวนพูดเสียงเจือสะอื้น “ข้าเจ็บเหลือเกิน”
เซียวฉือเหย่ลูบผมเสิ่นเจ๋อชวน ใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้เขา “เจ็บตรงไหน บอกข้า”
เสิ่นเจ๋อชวนร้องไห้โฮ แม้แต่หัวไหล่ยังสั่นเทา เขาร้องประหนึ่งจะขาดใจ
เหมือนความเจ็บปวดรวดร้าวตลอดหลายปีมานี้ถูกปลดปล่อยออกมาในค่ำคืนนี้ทั้งหมด
แต่เขาโง่เหลือเกิน เขาไม่รู้ว่าตัวเองเจ็บตรงไหนทั้งที่อดทนกับความเจ็บปวดแบบนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
เซียวฉือเหย่พลิกตัวกอดเสิ่นเจ๋อชวนไว้ โอบอีกฝ่ายเข้าสู่อ้อมกอดทั้งตัว
ทำให้เสิ่นเจ๋อชวนได้พบสถานที่ที่สามารถถอดเปลือกนอกอันเสแสร้งของตัวเองออกไปได้
เขาขยี้ผมเสิ่นเจ๋อชวน เอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
“เจ้าจะไม่เจ็บอีกแล้ว ข้ารับรอง หลันโจวจะไม่เจ็บปวดอีกต่อไป”

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 95
หอสูง

 

เว่ยไหวกู่ที่อายุเกินห้าสิบถูกเปลื้องชุดขุนนาง กลายเป็นนักโทษผมขาว เขาถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน ลูกกรงเหล็กขวางกั้นระหว่างเขากับเซียวฉือเหย่ ระหว่างการสอบสวนตลอดหลายวันที่ผ่านมาไม่มีใครข่มเหงรังแกเขา มวยผมยังเป็นระเบียบ ใบหน้าสะอาดสะอ้าน แค่ดูชราลงไปหลายปีในชั่วเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน ท่าทางเหนื่อยล้าอิดโรย

“เมื่อคืนการพิจารณาร่วมสิ้นสุดลงแล้ว” เว่ยไหวกู่นั่งบนเก้าอี้ พูดกับทั้งสองคน “คำให้การของข้าถูกส่งขึ้นไปแล้ว ตอนนี้รอรับโทษทัณฑ์ พวกเจ้ายังมีสิ่งใดจะถามอีก”

“โยกย้ายเงินในพระคลังโดยพลการ นำเสบียงอาหารไปขายต่อ วางยาพิษทหารชายแดน สามข้อนี้ล้วนเป็นความผิดที่มีโทษถึงตาย” เซียวฉือเหย่มองประเมินเว่ยไหวกู่ “เว่ยไหวซิงก็ถูกปลดจากตำแหน่งและจับเข้าคุก รอฟังการตัดสิน พวกเจ้าทายาทสายตรงสกุลเว่ยล้มครั้งเดียวก็สูญเสียขุนนางในราชสำนักไปถึงสองคน อย่างไรกัน ครั้งนี้เจ้าตัดใจได้ถึงเพียงนี้เชียว”

“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลีเป่ย ใครจะกล้าฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่มีใครปกป้องข้านี่” เว่ยไหวกู่ปรับท่านั่ง ท่าทางเหมือนยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานในสำนักว่าการกรมพระคลัง เขามองเซียวฉือเหย่ “บิดาเจ้าออกโรงแล้ว สองวันนี้น่ากลัวว่าแม้แต่บรรทมฝ่าบาทยังมิกล้าด้วยซ้ำ หลีเป่ยอ๋องยังคงเป็นคนกระดูกแข็งเหมือนในวันวาน รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะกำราบคนได้”

“ตอนเจ้านำของบูดเน่าปลอมปนไปกับเสบียงกองทัพน่าจะรู้ว่านี่เป็นเสบียงที่จะขนส่งไปหลีเป่ย แต่เจ้าก็ยังทำมิใช่หรือ ตอนนั้นเจ้าไม่กลัวสักนิดว่าจะไม่มีใครปกป้องเจ้า” เซียวฉือเหย่ขยับเท้าเล็กน้อย “คิดจะส่งของเข้าไปในปากพี่ชายข้า เอาของด้อยมาย้อมแมวเป็นของดี นี่แค่ขั้นแรกเท่านั้น พอเสบียงถึงหลีเป่ย พวกเจ้าก็ติดสินบนขุนนางที่ตรวจยุ้งฉาง สั่งให้พวกเขาหลับหูหลับตาส่งของเข้าไปในค่ายทหาร นี่เป็นขั้นที่สอง หลังจากนั้นซื้อตัวพ่อครัวของทหารม้าเหล็กหลีเป่ย ผสมของที่เป็นพิษเข้าไปในอาหาร นำไปให้ทหารชายแดนกิน นี่เป็นขั้นที่สาม” เซียวฉือเหย่หยุด ปรายตามองเว่ยไหวกู่

“การจัดการเหล่านี้สิ้นเปลืองทั้งเวลาและกำลัง หากเรื่องถูกเปิดเผยออกมา เจ้าต้องหนีความรับผิดชอบไม่พ้นแน่ เจ้าไม่เพียงหนีไม่พ้น ยังจะถูกกรมอาญาตั้งคดีสอบสวนโดยละเอียด ความผิดฐานลักลอบนำเสบียงกองทัพไปขายต่อจะถูกเปิดโปงออกมาด้วย เจ้าไม่ใช่คนสะเพร่าแบบนี้”

เว่ยไหวกู่ไม่ได้ตอบคำถามของเซียวฉือเหย่ทันที แต่หันไปมองเสิ่นเจ๋อชวนที่นั่งอยู่ข้างหลังเซียวฉือเหย่มาตลอด เขาหัวเราะหลายที ชี้ไปที่เสิ่นเจ๋อชวนและพูด “คุณชายรองอยู่ในชวี่ตูมาหกปี มีพัฒนาการ ตอนเข้าเมืองหลวงใหม่ๆ เอาแต่โวยวายใช้กำลัง รองผู้บัญชาการเสิ่นตระหนักดีทีเดียวกระมัง ดังนั้นข้าถึงบอกว่าเซียวฟางซวี่เป็นคนที่มีปณิธานแน่วแน่คนหนึ่ง กล้าวางลูกชายไว้บนคมมีดและฝนลับ เจ้าเติบโตขึ้นมาแบบนี้ได้ ต้องขอบคุณพ่อเจ้าจริงๆ”

เซียวฉือเหย่มองเว่ยไหวกู่อย่างเย็นชา แต่เสิ่นเจ๋อชวนกลับปัดคำให้การออก สองมือประสานเข้าด้วยกันบนโต๊ะ ไม่ยิ้มและไม่โมโหเว่ยไหวกู่ เอ่ยเสียงราบเรียบ “นั่นซี เห็นเซียวเช่ออันที่เป็นเช่นนี้แล้ว จิตใจเจ้ามิอาจสงบได้ รัชศกเสียนเต๋อบุตรชายเจ้าขลุกอยู่ในสถานเริงรมย์ รอจนถึงรัชศกเทียนเชินสภาขุนนางเปลี่ยนคน เขาคิดจะอาศัยการสอบรับราชการก้าวสู่เส้นทางขุนนางก็ยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์ เจ้าเองก็อายุปูนนี้แล้ว ในบรรดาทายาทสายตรงไม่มีสักคนที่สามารถประคองสกุลเว่ยให้เดินหน้าต่อไปได้ เจ้าฝากความหวังไว้กับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ น่าเสียดาย สกุลเฟ่ยก็รู้ว่าสกุลเว่ยกำลังเสื่อมถอย สุดท้ายท่านหญิงจ้าวเยวี่ยจึงแต่งไปสกุลพัน ระหว่างดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพระคลัง เจ้ากดข่มคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถหลายต่อหลายครั้ง กลัวว่าตัวเองจะถูกคนเก่งแทนที่ ตอนนี้สกุลเว่ยดูแล้วเหมือนยังรุ่งโรจน์ แต่อันที่จริงกลับเป็นเหมือนสายน้ำที่กำลังไหลออกไป…เมื่อเจ้าตาย สกุลเว่ยต้องล่มสลายแน่นอน”

เว่ยไหวกู่ลูบโซ่ตรวน “อำนาจของวงศ์ตระกูลเปรียบเหมือนกระแสน้ำ ขึ้นๆ ลงๆ ล้วนเป็นสัจธรรมของโลก รุ่งโรจน์ในชั่วเวลาหนึ่ง ถดถอยในชั่วเวลาหนึ่ง นั่นเป็นสิ่งที่โชคชะตากำหนดไว้แล้ว บัดนี้ถึงคราวของสกุลเว่ยข้าแล้ว ข้าไม่มีอะไรต้องเสียดาย อาณาจักรต้าโจวดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ทุกอย่างล้วนกำลังเปลี่ยนแปลง มีเพียงแปดสกุลใหญ่ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นความตายของข้าจึงจะเป็นทางรอดของสกุลเว่ย”

“แปดสกุลใหญ่จะไม่เปลี่ยนแปลงจริงๆ รึ” เซียวฉือเหย่พูด “พี่น้องสกุลซีแก่งแย่งชิงดีกันเอง ทายาททั้งสายตรงและสายรองเหลืออยู่เพียงน้อยนิด จวบจนวันนี้ ไม่เหลือสายเลือดให้สืบทอดอีกต่อไปแล้ว สกุลซีในวันข้างหน้าย่อมมิใช่สกุลซีในอดีตอีก ช้าเร็วพวกเขาก็ต้องถูกเขี่ยออกจากราชสำนัก”

เว่ยไหวกู่กลับเพียงยิ้มเท่านั้น “ขอเพียงสกุลซียังอยู่ พวกเขาย่อมไม่ถูกขับออกไป วันนี้พวกเจ้าเอาชีวิตซีหงเซวียน คิดจะแบ่งสมบัติสกุลซี แต่กลับไม่อาจตัดใจละทิ้งการค้าของสกุลซีได้ ดังนั้นจึงต้องพึ่งคนดูแลจัดการต่อ แบบนี้สกุลซีนับว่าตายแล้วหรือ พวกเขาแค่สูญเสียผู้คุมหางเสือไปคนหนึ่งเท่านั้น นี่เป็นความยากลำบากเพียงชั่วคราว วันหน้าฮูหยินใหญ่ผู้นั้นแต่งงานใหม่ บุตรที่ให้กำเนิดก็ยังคงแซ่ซี นี่ก็คือการสืบต่อทายาทสายตรงรุ่นใหม่ของสกุลซี”

น้ำตาเทียนหยดติ๋งๆ ราตรีกำลังจะสิ้นสุด ข้างนอกมีเพียงความเงียบ เว่ยไหวกู่ลุกขึ้นยืน ท่าทางคล้ายผู้อาวุโสที่กำลังพูดคุยปรัชญา

“ข้ามีคำถามข้อหนึ่งอยากถามเซียวฟางซวี่ด้วยตัวเองมาตลอด ทว่าบัดนี้ไม่มีโอกาสแล้ว จึงได้แต่ถามเจ้า เซียวฉือเหย่ พ่อเจ้าถือกำเนิดในตระกูลสามัญ ผ่านเคราะห์ภัยในชายแดนหลายครั้ง ในที่สุดก็สามารถก้าวข้ามความลำบากขีดแบ่งเขตแดนตั้งตัวเป็นอ๋องได้ พวกเจ้าเรียกตัวเองว่าผู้ทำลายพันธนาการของตระกูลสูงศักดิ์ แต่บัดนี้ผ่านมาสามสิบกว่าปี หลีเป่ยกับสกุลเซียวหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวโดยมิอาจแยกจากกัน เขาเองก็มีบุตรชาย เจ้ากับเซียวจี้หมิงล้วนเป็นทายาทสายตรง เพื่อป้องกันการแก่งแย่งชิงดีระหว่างทายาทสายตรงกับสายรอง เซียวฟางซวี่ไม่ยอมแต่งงานใหม่ ทั้งยังไม่รับอนุ เขาทำให้เจ้ากับเซียวจี้หมิงกลายเป็นตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวของทหารม้าเหล็กหลีเป่ย นี่มิใช่กำแพงเหล็กที่สร้างขึ้นในระยะต้นของการก่อตั้งตระกูลสูงศักดิ์หรือ พวกเจ้ากำลังก้าวตามเส้นทางของพวกเรา”

เซียวฉือเหย่เงียบไปครู่หนึ่ง “เจ้าคิดเช่นนี้ เป็นเพราะเจ้าไม่เข้าใจว่าโลกนี้ยังมีคนที่ยอมถูกความรักพันธนาการ ท่านพ่อไม่แต่งงานใหม่และไม่รับอนุ เพียงเพราะชั่วชีวิตนี้เขาให้สัญญาว่าจะครองคู่ตราบจนแก่เฒ่ากับท่านแม่คนเดียวเท่านั้น  ทหารม้าเหล็กหลีเป่ยเป็นทหารม้าหนักที่เขาสร้างขึ้นมา เขารู้จักกองทหารนี้ดีกว่าผู้ใด นั่นเป็นบุตรชายคนที่สามของเขา ถึงขั้นสำคัญกว่าข้าและพี่ชายด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาคนที่คิดว่าข้ากับพี่ชายเป็นตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวของทหารม้าเหล็กหลีเป่ยก็คือพวกเจ้า ข้าอยู่ในชวี่ตู สิ่งที่พวกเจ้ากักขังได้มิใช่หลีเป่ย แต่เป็นเพียงเซียวฟางซวี่และเซียวจี้หมิงสองคนเท่านั้น เจ้ายังไม่เข้าใจอีกเรื่อง ท่านพ่อข้าสร้างกำแพงเหล็กให้กับตำแหน่งผู้นำกองทหารม้าเหล็กหลีเป่ยก็จริง ทว่านั่นมิใช่กำแพงเหล็กที่ขวางกั้นคนเพราะชาติตระกูล แต่เป็นกำแพงเหล็กที่ใช้วัดความสามารถว่าใครจะเป็นผู้นำทัพได้จริงๆ กำแพงเหล็กที่ต้องแบกรับความทุกข์ยากจากการนำทหารม้าเหล็กทำศึกยืดเยื้อไม่สิ้นสุดกับพวกเปียนซา สามสิบปีก่อนผู้ที่ทำลายกำแพงเหล็กชั้นนี้ไปได้คือเซียวฟางซวี่ สิบปีก่อนผู้ที่ทำลายกำแพงเหล็กชั้นนี้ไปได้คือเซียวจี้หมิง หากวันหน้ามีใครสามารถทำลายกำแพงเหล็กชั้นนี้ได้อีก ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก ยอมถูกเคี่ยวกรำเช่นนี้ เขาย่อมเป็นผู้นำทหารม้าเหล็กหลีเป่ยได้”

“เจ้าพูดแทนเซียวฟางซวี่จนดูเหมือนเขาช่างยิ่งใหญ่นัก แต่อันที่จริงหลายปีมานี้สกุลเซียวยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในหลีเป่ยแต่เพียงผู้เดียว” แววตาของเว่ยไหวกู่เยาะหยันเล็กน้อย

“นั่นเพราะผู้ที่แบกรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ทั้งสองคนบังเอิญแซ่เซียว” ดวงตาของเซียวฉือเหย่พลันสาดประกายอย่างหนึ่งที่ทำให้คนมิอาจจ้องมองตรงๆ ได้ ภายใต้แสงไฟมืดสลัวเช่นนี้ เขาเป็นทั้งเซียวฟางซวี่และเซียวจี้หมิง ทั้งยังเป็นความหยิ่งทะนงที่สกุลเซียวทั้งสามคนซ่อนไว้ภายใต้ชุดเกราะ “พวกเจ้าเรียกบิดาข้าว่าจ่าฝูง ฝูงหมาป่าไม่พูดถึงสายเลือด ขอเพียงเอาชนะพวกเราได้ย่อมสามารถเป็นผู้นำของพวกเราได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทหารม้าเหล็กหลีเป่ยสะท้อนออกมาในวันนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มันสมควรได้รับ วันหน้า…” เสียงของเซียวฉือเหย่ชะงักไป

แต่เสิ่นเจ๋อชวนกลับรู้ว่าเขาจะเอ่ยคำพูดใดต่อไป เขาอยากบอกว่า วันหน้าเมื่อเขากลับหลีเป่ย เขาก็จะเข้าร่วมการต่อสู้แบบฝูงหมาป่า ขอเพียงเขาเอาชนะผู้อื่นได้ เขาจะกลายเป็นจ่าฝูงตัวที่สาม ความหยิ่งทะนงและความฮึกเหิมของพวกเขามาจากการไม่เคยกลัวการต่อสู้ นี่เป็นจิตวิญญาณของเซียวฟางซวี่ เขาปลูกฝังความคิดเช่นนี้ให้บุตรชายทั้งสองคน ทั้งยังถ่ายทอดมันไปยังทหารม้าเหล็กหลีเป่ย

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดทั้งที่รักษาชายแดนเหมือนกัน กุมอำนาจทหารเหมือนกัน ตระกูลสูงศักดิ์กลับไม่รู้สึกเป็นปรปักษ์กับสกุลชีเหมือนสกุลเซียว” เว่ยไหวกู่จ้องตาเซียวฉือเหย่ พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เพราะพวกเจ้าล้วนมีใจเป็นกบฏ ความหยิ่งทะนงเช่นนี้เป็นสาเหตุที่ชวี่ตูมิอาจไว้ใจหลีเป่ยได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลสูงศักดิ์ไม่ล้มเพราะเหตุใด นั่นเพราะพวกเรารู้จักคล้อยตามสถานการณ์ สกุลหลี่เป็นรากฐานของอาณาจักรต้าโจว พวกเราโอบล้อมมันไว้ ให้มันมีชีวิต ให้มันเติบใหญ่ พวกเราผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้ให้และผู้รับ พวกเราต่างหากคือผืนดินที่อุ้มชูต้าโจวอยู่ แผ่นดินที่เจ้าเหยียบย่ำใต้ฝ่าเท้า ท้องฟ้าที่เจ้าแหงนหน้ามอง พวกมันล้วนเป็นความมั่นคงปลอดภัยที่ตระกูลสูงศักดิ์ช่วยกันถักทอออกมา ไม่ว่าใครที่คิดจะทำลายความมั่นคงปลอดภัยนี้ล้วนเป็นศัตรู ยี่สิบหกปีก่อนรัชทายาทสกุลหลี่ผู้นำวังบูรพาหมายจะทำลายสถานการณ์นี้ ความคิดนั้นช่างไร้เดียงสา รัชทายาทไม่เข้าใจว่าเมื่อใดที่ตระกูลสูงศักดิ์พังทลาย สกุลหลี่ย่อมเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว และเขาจะต้องตายแน่นอน

“ฮวาซือเชียนตายได้ ซีหงเซวียนตายได้ ข้าก็ตายได้ แต่พวกเราตายแต่ตัวเท่านั้น ตระกูลสูงศักดิ์หาใช่สิ่งที่จะถูกทำลายได้โดยอาศัยเพียงกำลังคน ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้พวกเราพ่ายแพ้ได้ทั้งนั้น หลายปีมานี้ เชื้อสายตระกูลสามัญในราชสำนักที่สามารถฝ่าด่านคุกคามตระกูลสูงศักดิ์อย่างแท้จริงมีเพียงไห่เหลียงอี๋ เขาใช้เวลาเกือบสามสิบปีอดทนและหลบเร้น บัดนี้เขาก้าวขึ้นมาแล้ว แต่เขากล้าบุ่มบ่ามพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินหรือ เขาฟื้นฟูสำนักศึกษาหลวง สนับสนุนบัณฑิตจากตระกูลสามัญ แต่ละย่างก้าวล้วนระวังรอบคอบ เพราะเขารู้ว่าจุดจบของการใช้กำลังต่อสู้คือพ่ายแพ้ทั้งหมด กระนั้นเขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าไร เมื่อเขาตายไปสิ่งเหล่านี้ย่อมถูกทำลาย เขาไม่มีทางประสบความสำเร็จ” จู่ๆเว่ยไหวกู่ก็หัวเราะออกมา เขาจับลูกกรง มองเสิ่นเจ๋อชวน “ในอดีตฉีฮุ่ยเหลียนเป็นผู้นำวังบูรพาลงมืออย่างเฉียบขาดว่องไว เขาคิดว่าตัวเองสามารถทำได้ แต่กลับทำให้รัชทายาทตาย ผู้มีพรสวรรค์ในโลกนี้ควรเรียนรู้ที่จะทบทวนตัวเองบ้าง เขาเป็นตัวอย่างความพ่ายแพ้ของพวกที่มีหัวคิดรุนแรง”

“หยุดเขา!” เสิ่นเจ๋อชวนลุกพรวด

เซียวฉือเหย่ลงมือทันที แต่สายเกินไปแล้ว เว่ยไหวกู่ส่งเสียงไออย่างรุนแรง เขาก้มตัวลงประคองโลหิตไว้ เหลือบตาจ้องพวกเขาสองคน ปากที่เต็มไปด้วยโลหิตเอ่ยคำพูดท่ามกลางความเจ็บปวดแสนสาหัส “พวกเจ้าไม่มีทางชนะ…พวกเจ้าถูกชะตากำหนด…กำหนดไว้แล้วว่าต้องพ่ายแพ้!”

เซียวฉือเหย่ถีบประตูห้องขังเข้าไป ลากตัวเว่ยไหวกู่ขึ้นมาและง้างปากเขา เลือดสกปรกในปากไหลทะลักออกมา เว่ยไหวกู่เหมือนแสงเทียนริบหรี่กลางสายลม ร่างกายเกร็งกระตุกก่อนที่แขนขาจะแข็งทื่อ ถลึงตาแน่นิ่งไม่ขยับ

แสงเทียนดับไปแล้ว ในคุกมีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิว

“ผู้สืบบัลลังก์!” เซียวฉือเหย่ปล่อยมือจากศพ เดินออกไปข้างนอก

ท้องฟ้าข้างนอกสว่างรำไร แต่ยังคงถูกเมฆครึ้มหนาแน่นปกคลุม พายุฝนที่เพิ่งสงบลงดูเหมือนจะโหมเข้ามาอีกครั้ง ความรู้สึกกดดันแผ่กระจายไปตามเสียงฝีเท้าสับสนลุกลน เซียวฉือเหย่ผลักประตูเข้าไป เห็นพวกเด็กผู้หญิงในคุกมีท่าทางตื่นตระหนกลนลาน กลิ่นคาวเลือดปะทะเข้าจมูก เด็กผู้ชายถูกฆ่าหมดแล้ว ศพถูกทิ้งระเกะระกะบนพื้น เซียวฉือเหย่เหงื่อออกตรงจอนผม เขากำดาบหลางลี่ สายตากวาดผ่านดวงหน้าหวาดหวั่นเหล่านั้นทีละดวง

เขากับเสิ่นเจ๋อชวนยังไม่ลงมือ ใครกันที่สังหารผู้สืบบัลลังก์

ลมเย็นพัดปะทะแผ่นหลังที่เปียกชื้นของเซียวฉือเหย่ เขายังไม่ทันหันกลับไป ก็ได้ยินเสียงม้าห้อตะบึงอย่างรวดเร็ว

ฝูหม่านตะโกนเสียงดังอย่างลนลานท่ามกลางความโกลาหล “ท่านโหว ท่านโหว! รีบเข้าวังด่วน! ฝ่าบาททรงตกอยู่ในอันตราย!”

เซียวฉือเหย่หันกลับไปทันที เสิ่นเจ๋อชวนกดแขนเซียวฉือเหย่ไว้ด้วยท่าทางสุขุมอย่างยิ่ง สายตาเขาทำเอาฝูหม่านมือเท้าสั่น “ตกอยู่ในอันตรายหมายความว่าอย่างไร เจ้าพูดให้ชัดเจน”

ฝูหม่านน้ำมูกน้ำตาไหลเป็นทางขณะพูด “ฝ่าบาทประชวรหนัก เรียกท่านโหวไปเข้าเฝ้าด่วน บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะฝากฝังพ่ะย่ะค่ะ!”

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า