fbpx

[ทดลองอ่าน] บันทึก (ไม่ลับ) ฉบับซูเปอร์สตาร์ ตอนที่ 6

巨星手记
บันทึก (ไม่ลับ) ฉบับซูเปอร์สตาร์

 

อวี่เซี่ยวหลานซาน เขียน
ธมน แปล
get-sem วาด

 

— โปรย —

ฟางเล่อจิ่ง ไม่รู้ว่าระหว่างเขากับประธานบริษัทตงหวนเอ็นเตอร์เทนเมนต์
ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรมบันเทิง
ดวงชะตาไม่สมพงษ์กันหรืออย่างไร
ทุกครั้งที่เจอกันถึงได้มีแต่เรื่องซวยซ้ำซวยซ้อน!
ถึงกระนั้นอีกฝ่ายก็ยังเอาแต่ตามติดเขาไม่เลิก ช่างน่าเหนื่อยใจจริง ๆ
คงเป็นเพราะต้องการดึงตัวเขาเข้าวงการบันเทิงให้ได้ละสิท่า
ต้องให้ย้ำว่า ไม่! สักกี่รอบถึงจะเข้าใจกันนะว่าผมอยากเป็นแค่พนักงานบริษัทกินเงินเดือนธรรมดา ๆ

••••••

เหยียนข่าย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ฟางเล่อจิ่ง
ถึงมักจะทำให้เขาอารมณ์ดีจนหัวเราะไม่หยุด
เวลาเห็นสีหน้าอีกฝ่ายที่อยากจะด่าเปิง แต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน
นี่มันช่างทำให้มีความสุขซะจริง หึ ๆ

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 6 ฟางเสี่ยวเล่อถูกคนรังแก!

ประธานเหยียนไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก!

 

วันรุ่งขึ้นสภาพอากาศไม่ดีนัก ท้องฟ้ามืดครึ้มเหมือนฝนพร้อมจะตกตลอดเวลา

ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น ฟางเล่อจิ่งก็ยังไปถึงสถานที่ถ่ายทำซึ่งเป็นสวนสาธารณะร้างนอกเมืองแห่งหนึ่งตรงเวลา เนื่องจากไม่มีใครใช้งานเลยให้ความรู้สึกสวยงามตามแบบดั้งเดิมและมักจะมีสตูดิโอมาหามุมถ่ายทำที่นี่บ่อยๆ

ทุกคนในสตูดิโอมาถึงและกำลังปรับอุปกรณ์กันตั้งแต่เช้า งานของฟางเล่อจิ่งในวันนี้นั้นง่ายมาก เขาแค่ต้องทำหน้าที่เป็นแบ็กดรอปให้กับพระเอกนางเอกเท่านั้น ไม่แม้แต่จะต้องเปิดเผยใบหน้าเลยนั่งสบายๆดูความคึกคักอยู่ด้านข้าง แล้วก็ต้องงงงวย “ทำไมวันนี้พวกพี่ดูดีใจกันเป็นพิเศษ”

ฮ่าๆๆ ใช่ที่ไหนกันล่ะ เมื่อได้ยิน บรรดาเพื่อนร่วมงานก็ทำเป็นจริงจังทันที แสดงออกว่า ไม่ได้ดีใจอะไรเลย โคตรจะไม่ชอบการต้องมาทำงานล่วงเวลาในวันหยุดแบบนี้เลย นายอย่าคิดมาก

ฟางเล่อจิ่งหรี่ตา “มีเรื่องอะไรปิดบังผมอยู่หรือเปล่า”

เพื่อนร่วมงานยังคงส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง ซ้ำยังเปรยว่า อากาศดีจังเลย…จุ๊บๆ

ฟางเล่อจิ่งลุกขึ้นยืน “ผมเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้มีธุระนิดหน่อย”

ช้าก่อนท่านผู้กล้า! ทุกคนพากันขวางเขาไว้พร้อมฟูมฟาย ไปไม่ได้นะ ถ้านายไปแล้วพวกเราจะถ่ายกันยังไง ถึงแม้จะเป็นแค่ฉากหลังแต่ก็เป็นฉากหลังที่ขาดไม่ได้!

“งั้นก็บอกผมมาตามตรง” ฟางเล่อจิ่งยื่นเงื่อนไข “ตกลงพวกพี่ดีใจเรื่องอะไรกัน”

เราดูดีใจมากขนาดนั้นเชียวเหรอ ทุกคนถูไม้ถูมืออย่างมีความสุขพลางแสร้งทำเป็นว่า ออกจะปกติ ก็แค่ได้ถ่ายรูปให้เซียวมีมีเท่านั้นเอง

ฟางเล่อจิ่ง “เซียวมีมี?”

“ใช่ๆ เซียวมีมี!” ทุกคนพยักหน้ากันอย่างแข็งขัน เซียวมีมีผู้เป็นสุดยอดราชินีแห่งวงการภาพยนตร์ เซียวมีมีผู้เป็นดาวเด่นแห่งยุค เอวเพรียวบาง ขาเรียวยาวแถมหน้าอกหน้าใจใหญ่สะบึม ริมฝีปากสีแดงเพลิงบวกกับผมลอนหยักศก งดงามยิ่งกว่าอะไรดี แต่พวกเราไม่ได้อยากถ่ายเลยจริงจริ๊ง!

ฟางเล่อจิ่งเข้าใจทันที “ผมว่าแล้วว่าทำไมวันนี้พวกพี่ถึงมากันแต่เช้าขนาดนี้”

เหล่าเพื่อนร่วมงานพากันเขินอายหน้าแดง

ฟางเล่อจิ่ง “…”

เก็บอาการกันหน่อยมั้ย

อาจเป็นเพราะเธอเคยได้รับความลำบากมาไม่น้อยตอนที่เพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ ดังนั้นถึงแม้ว่าตอนนี้จะกลายเป็นดาราหญิงแถวหน้าแล้ว เซียวมีมีก็ยังคงสุภาพและอ่อนน้อมถ่อมตน เธอกับผู้ช่วยมาถึงสถานที่ถ่ายทำตรงเวลา หนำซ้ำยังมีน้ำใจนำเครื่องดื่มและอาหารว่างมาให้ทุกคนในสตูดิโออีกด้วย

บรรดาเพื่อนร่วมงานตาเป็นประกายเหมือนกับหิวโหยมาสองร้อยปี

หยางเทียนปวดหัวขึ้นมา คล้ายกับเห็นภาพอนาคตอันน่าสังเวช หลังการถ่ายทำเสร็จสิ้นคนกลุ่มนี้ต้องรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงของว่างกันแน่นอน

ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ในฐานะที่ตัวเองเป็นทีมงานคนหนึ่งของสตูดิโอก็คงต้องวิ่งให้เร็วหน่อยเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดสาดกระเซ็นมาโดนร่าง

ไม่อาจคิดไปไกลกว่านี้แล้วจริงๆ

อาจเป็นเพราะประสบการณ์ช่วงปีแรกๆ ของเซียวมีมีค่อนข้างเป็นตำนาน ฟางเล่อจิ่งเองเลยอดเหลือบมองเธอบ่อยๆ ไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่อาจเชื่อมโยงเจ้าหล่อนกับดาราสาวทรงเสน่ห์ผู้งดงามหยาดเยิ้มในจอคนนั้นได้เลย หน้าสดไร้การแต่งแต้มบวกกับเสื้อคลุมสีขาวยิ่งทำให้เธอเหมือนพี่สาวข้างบ้านเข้าไปใหญ่

เมื่อรู้สึกได้ว่ามีใครกำลังมองตัวเองอยู่ เซียวมีมีก็หันมาประสานสายตากับฟางเล่อจิ่งพอดี

“เอ่อ…” ฟางเล่อจิ่งไม่ทันตั้งตัว ส่งยิ้มให้เธอเป็นการขอโทษ “สวัสดีครับ”

เซียวมีมีหันไปกระซิบกับผู้ช่วยสองสามประโยค

ผู้ช่วยพยักหน้าแล้วหยิบอาหารเช้าชุดหนึ่งมาให้ฟางเล่อจิ่ง จากนั้นเอ่ยด้วยความเคารพ “พี่เซียวบอกว่า การถ่ายทำวันนี้ต้องรบกวนคุณด้วย”

“ไม่ต้องเกรงใจครับ” ฟางเล่อจิ่งรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยร่วมงานกับดารามาก่อน แต่ดาราส่วนใหญ่มักจะเย่อหยิ่ง เซียวมีมีได้เล่นเป็นตัวร้ายทันทีหลังจากเข้าวงการเลยทำให้ผู้ชมติดภาพจำอย่างยากจะเลี่ยง และมักจะคิดว่าเธอคงเป็นคนเจ้าเล่ห์เหมือนอย่างในจอ กลับคิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะอ่อนโยนและมีน้ำใจแบบนี้

 

หลังจากเตรียมการทุกอย่างพร้อม เซียวมีมีไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องแต่งตัวชั่วคราว หยางเทียนมองนาฬิกาเห็นว่าเกินเวลานัดไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ฉินหมิงที่เป็นพระเอกกลับยังมาไม่ถึง

“โทร.ไปเร่งสิ” พวกทีมงานแย่งกันเสนอขึ้นมา “รีบถ่ายให้เสร็จจะได้เลิกงาน ไม่งั้นฝนจะตกแล้ว” ฝนตกก็หมายความว่าต้องหาเวลามาถ่ายใหม่เท่านั้น เซียวมีมีและฉินหมิงต่างเป็นดาราดังทั้งคู่ แน่นอนว่ากว่าจะหาเวลามาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย สำนักพิมพ์เองก็กำลังรอหน้าปก ถึงตอนนั้นคงได้ปวดหัวแน่ๆ

หยางเทียนพยักหน้า หันหลังไปโทร.หาผู้ช่วยของฉินหมิง ผ่านไปสักพักก็กลับมา “บอกว่ายังอยู่ระหว่างทาง ต้องรออีกสักพัก”

คนที่ไม่ใส่ใจเรื่องเวลาไม่อาจเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน แต่เมื่อคิดว่าฉินหมิงออกกล้องด้วยภาพลักษณ์ของผู้ชายมาดเข้มมาตลอด คงจะไม่เสียเวลาแต่งหน้าทำผมนานนัก ทุกคนเลยไม่กังวลเท่าไหร่ ยังคงนั่งยองล้อมวงซุบซิบถึงการแสดงอันเร่าร้อนในละครเรื่อง ‘พันหมื่นเกลียวคลื่น’ ของเซียวมีมีด้วยความทะลึ่งตึงตังต่อไป ต่างคนต่างคุยกันอย่างออกรสจนตาแทบจะเปล่งลำแสงออกมา แค่มองก็รู้ว่าบริสุทธิ์ใจเหลือเกิน

ฟางเล่อจิ่งกัดแฮมเบอร์เกอร์เงียบๆ อยู่ห่างจากคนพวกนี้นิดหน่อย

ผ่านไปอีกสิบกว่านาที ผู้ช่วยมาบอกว่าเซียวมีมีแต่งตัวใกล้จะเสร็จแล้ว พอได้ยินว่าฉินหมิงยังมาไม่ถึงก็ชักสีหน้าทันที

หยางเทียนบอก “ผมจะเร่งเขาอีกที”

หลังจากต่อสายแล้ว อีกฝ่ายไม่เพียงแต่ไม่ขอโทษ กลับยังหงุดหงิดใส่เล็กน้อยด้วย “พวกเราเพิ่งกินมื้อเช้าเสร็จ น่าจะอีกประมาณสิบห้านาที พวกคุณเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน พอพี่ฉินไปถึงจะได้ถ่ายเลย”

โทรศัพท์เปิดลำโพงไว้ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเลยได้ยินกันหมด สีหน้าของผู้ช่วยเซียวมีมีบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิม

ทีมงานของสตูดิโอหยุดกินขนมในมืออย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนแล้วถูกโมโหใส่

“รออีกหน่อยละกัน เขาก็เป็นอย่างนี้ตลอด” เหมือนจะรู้ตัวว่าตัวเองอารมณ์ไม่ดี ผู้ช่วยเลยผ่อนคลายสีหน้าลงอย่างรวดเร็ว “ฉันจะไปบอกพี่เซียวก่อน”

ทุกคนพยักหน้าพร้อมเพรียง มองส่งเธอกลับไปยังห้องแต่งตัวด้วยความขึงขัง จากนั้นก็เริ่มพนันกันว่าพอฉินหมิงมาถึงจะเกิดเรื่องหรือไม่

ไม่มีทางที่ผลลัพธ์จะเป็นแบบนั้นแน่นอน ถึงแม้ว่าในสองปีนี้ ฉินหมิงจะได้รับความนิยมจากการแสดงหนังสายลับเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับเซียวมีมีแล้ว เขาก็เป็นเพียงรุ่นน้องคนหนึ่งเท่านั้น การมาสายนับว่าไม่สมเหตุสมผลแล้วถ้ายังทำตัวไร้เหตุผลอีกก็โง่เต็มที

 

หลังจากนั้นสักพัก ฉินหมิงที่มาถึงสถานที่ถ่ายทำก็ไปขอโทษเซียวมีมีทันทีตามคาด บอกว่าตัวเองรถติดอยู่ระหว่างทาง ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะจริงหรือไม่ อย่างน้อยมารยาทก็ช่วยได้ทุกอย่าง แน่นอนว่าเซียวมีมีไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเขา ช่างแต่งหน้ารีบกรูเข้ามาแต่งหน้าแต่งตัวให้ฉินหมิง แต่มันกลับไม่เป็นไปตามที่ทีมงานคาดการณ์ไว้ ไม่นึกเลยว่าฉินหมิงที่แสดงภาพลักษณ์หนุ่มนักบู๊มาดเข้มมาตลอดจะใช้เวลาแต่งหน้านานกว่าเซียวมีมีเสียอีก ผ่านไปนานนมแล้วก็ยังไม่ออกมาสักที

ลักษณะแบบนั้นจะแต่งออกมาเป็นดอกโบตั๋นดอกใหญ่[1]เรอะ! ด้วยความอยากรู้อยากเห็นสุดฤทธิ์ ทีมงานจึงทำเป็นเดินเล่นพูดคุยเข้าไปมุงดูสถานการณ์ หลังจากนั้นไม่นานก็พากันโอดครวญออกมา ร่วมงานกับดารามาก็เยอะแต่ยังไม่เคยเจอใครแปลกเท่านี้มาก่อนเลย ถึงขั้นกำหนดแม้กระทั่งตำแหน่งของผมม้า น่าขนลุกชะมัด

เนื่องจากเมื่อคืนฟางเล่อจิ่งนอนไม่หลับ เวลานี้เลยกอดเสื้อผ้านั่งหลับไปบนเก้าอี้นุ่ม ตอนที่ถูกปลุกนั้นเขายังมึนๆ อยู่เล็กน้อย “หือ?”

น่ารักเป็นบ้า! ทุกคนในสตูดิโอพยายามสะกดกลั้นความปรารถนาที่อยากจะบีบหน้าของเขาไว้แล้วบอก “จะเริ่มถ่ายแล้ว ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ”

ฟางเล่อจิ่งบิดขี้เกียจ ดื่มน้ำไปหนึ่งอึกแล้ววิ่งไปห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

ธีมในการถ่ายทำครั้งนี้คือสายลับแห่งชาติ เซียวมีมีมาพร้อมกับริมฝีปากสีแดง ผมม้วนลอนอันเป็นเอกลักษณ์ ชุดกี่เพ้าที่สวมใส่ขับเน้นเรือนร่างสะโอดสะอง หยกที่เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากกลายเป็นอัญมณีล้ำค่าเมื่อเธอสวมใส่ ดังนั้นเหล่าทีมงานจึงเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมาอีก พากันบอกว่า เกินต้าน กลับไปจะเอารูปไปขยายให้ใหญ่ขึ้นสิบเท่าแล้วแปะให้เต็มผนัง แล้วค่อยโฟโตช็อปให้ฉินหมิงที่อยู่ข้างๆ กลายเป็นต้นไม้ตายซากไปซะ!

ฉินหมิงยังคงภาพลักษณ์ชายแกร่งเหมือนเดิม ส่วนฟางเล่อจิ่งที่แสดงเป็นลูกสมุนของเขานั้นสวมเสื้อเชิ้ตแบบเก่าและกางเกงเอี๊ยมลายสกอตที่เห็นเพียงด้านหลังเท่านั้น สำหรับเขาจึงไม่มีอะไรยากเลยสักนิด

การถ่ายทำช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ทุกคนจึงเร่งทำเวลาให้เร็วขึ้น ถึงแม้ฉินหมิงและเซียวมีมีจะร่วมงานกันเป็นครั้งแรก แต่ทั้งสองคนต่างเป็นนักแสดงมานาน ไม่ต้องใช้เวลาปรับอารมณ์ก็เข้าถึงบทบาทได้อย่างรวดเร็ว ซีนสุดท้ายคือการฆ่าตัวตายของสายลับซึ่งรับบทโดยเซียวมีมี และฉินหมิงจมอยู่กับความเศร้าจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ ถ้าถ่ายซีนนี้เสร็จก็จบงานได้ทันที แต่จู่ๆ ท้องฟ้ากลับส่งเสียงดังสนั่นแล้วฝนเม็ดใหญ่ก็เทลงมาราวกับฟ้ารั่ว

ทุกคนรีบกลับไปหลบที่ห้องแต่งตัว ผู้ช่วยของเซียวมีมีช่วยเช็ดหน้าให้เธอพลางปรายตามองไปทางฉินหมิง ถ้าไม่ใช่เพราะเขามาสาย การถ่ายทำวันนี้คงเสร็จไปนานแล้ว

ฉินหมิงรู้ตัวว่าผิด เลยได้แค่ทำเป็นมองไม่เห็น ผู้ช่วยข้างกายเอ่ย “ดูเหมือนฝนไม่น่าจะหยุดเร็วๆ นี้ ถ้างั้นวันนี้พอแค่นี้ดีมั้ย”

ผู้ช่วยของเซียวมีมีชื่อเฝิงมี่ เป็นหญิงสาววัยยี่สิบปี ท่าทางดูนุ่มนวลแต่ความเป็นจริงกลับเหมือนประทัดที่พร้อมระเบิดตลอดเวลา เดิมทีเธอก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินอีกฝ่ายไม่คิดแม้แต่จะขอโทษจึงอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิม แต่กลับไม่แสดงออกทางสีหน้าใดๆ เพียงถามว่า “หลังจากนี้คุณฉินจะมีเวลาเหรอ”

ผู้ช่วยของฉินหมิงพยักหน้า “จัดตารางสักหน่อยเดี๋ยวก็หาได้อยู่แล้ว”

“งั้นเหรอ” เฝิงมี่เสียใจ “น่าเสียดาย ตารางงานของพี่เซียวแน่นมาก เธอมีงานไปจนถึงครึ่งปีหลังแล้ว ไม่ได้มีเวลาว่างเหมือนคุณฉินที่บอกว่าจะหาเวลาก็หาได้ทันที”

พอเอ่ยแบบนี้ ทุกคนบริเวณนั้นต่างรู้สึกขำเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังแขวะฉินหมิงที่ดังสู้เซียวมีมีไม่ได้

เป็นไปตามคาด พอได้ยินฉินหมิงก็สีหน้าแข็งทื่อทันที เซียวมีมีมองไปทางบรรณาธิการที่ทางสำนักพิมพ์ส่งมา “ไม่งั้นก็แก้ซีนสุดท้ายมั้ยคะ”

“คุณว่าแก้ยังไงดี” บรรณาธิการเคารพเธอเป็นอย่างมาก

เซียวมีมีตอบ “ไม่ต้องเปลี่ยนพล็อตเพราะยังถ่ายกลางฝนได้ อีกอย่าง ถ้าต้องการแสดงออกถึงความเจ็บปวด แบบนี้กลับยิ่งจะกระตุ้นอารมณ์คนดูมากกว่าเดิมอีก”

“ก็ดีนะ” หลังจากบรรณาธิการพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบตกลงข้อเสนอของเซียวมีมีอย่างรวดเร็ว ฉินหมิงนิ่วหน้า แต่ไม่รอให้เขาได้พูดอะไร เหล่าทีมงานของสตูดิโอโฆษณาก็เริ่มปรบมืออย่างแข็งขัน แถมยังชื่นชมจิตวิญญาณการเป็นศิลปินของเซียวมีมีอย่างบ้าคลั่ง พากันบอกว่า พอเปลี่ยนเป็นแบบนี้แล้วดูสมบูรณ์แบบขึ้นจริงๆ

ทุกคนดูจะเห็นชอบด้วย ฉินหมิงเลยทำได้แค่ตอบตกลง ดังนั้นหลังจากทำการกันน้ำให้กับอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็กลับไปเตรียมถ่ายทำท่ามกลางสายฝนอีกครั้ง ซีนสุดท้ายของเซียวมีมีถูกวางไว้ให้นอนลงกลางพื้นหญ้า เวลานี้บนพื้นมีแต่ดินโคลนไปทั่ว ขณะที่บรรณาธิการกำลังคิดจะให้เธอเปลี่ยนไปพิงกับต้นไม้แทน เฝิงมี่กลับเอาแผ่นพลาสติกแผ่นเล็กๆ ไปปูลงบนพื้นเสียแล้ว

เซียวมีมีส่งร่มให้ทีมงานคล้ายกับไม่คัดค้านอะไรต่อเรื่องนี้ เมื่อทีมงานของสตูดิโอเห็นแบบนั้นก็รีบปรับตำแหน่งแล้วเริ่มถ่ายทำฉากนี้ให้เสร็จสิ้นด้วยความเร็วสูงสุดและเป็นการสิ้นสุดการถ่ายทำทั้งหมดของเซียวมีมีในวันนี้

 

“พี่เซียว” เฝิงมี่ส่งผ้าขนหนูแห้งที่เตรียมไว้ให้เธอ

เครื่องสำอางของเซียวมีมีหลุดลอกเล็กน้อย แต่เธอยังคงเอ่ยขอบคุณทีมงานทุกคนถึงค่อยกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนไปยังไม่ลืมเอ่ยชมฟางเล่อจิ่ง “วันนี้คุณแสดงได้ดีมาก”

“ขอบคุณครับ คุณเซียว” เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงการพูดตามมารยาท เพราะวันนี้เขาถ่ายฉากหลังไปทั้งหมดสามซีนเท่านั้น แถมสองซีนในนั้นยังถูกเบลอทิ้งอีกต่างหาก แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ฟางเล่อจิ่งก็ยังรู้สึกขอบคุณเธอมาก

หลังเซียวมีมีกลับแล้วยังเหลือซีนสุดท้ายของฉินหมิงซึ่งจำเป็นต้องจับภาพตอนที่เขากระโดดลงมาจากป้อมปราการซึ่งไม่ได้มีความเสี่ยงอะไร แต่เมื่อมองเห็นน้ำโคลนในแอ่งบนพื้น ฉินหมิงกลับไม่พอใจเล็กน้อยแถมยังแสดงออกทางสีหน้า

ไม่ไหวเลย… ทุกคนต่างค่อนขอดในใจ เมื่อกี้เซียวมีมีนอนลงในโคลนโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ยังไม่บ่นเลยสักคำ นับประสาอะไรกับผู้ชายตัวโตแบบนาย!

ตอนนี้ฟางเล่อจิ่งเองก็ถ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทีแรกเขาตั้งใจว่าจะกลับเลย แต่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวที่รับผิดชอบเรื่องอุปกรณ์ไม่ค่อยสบายเลยให้เธอกลับไปก่อน ส่วนตัวเองก็ย่อตัวลงช่วยเก็บข้าวของอยู่ที่ด้านหนึ่ง

ดังนั้นตอนที่เหยียนข่ายมาถึง สิ่งแรกที่เขาเห็นเลยเป็นภาพฟางเล่อจิ่งถือร่มด้วยมือหนึ่ง และมืออีกข้างพยายามเก็บข้าวของใส่ในตะกร้าท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ลมพัดแรงมากร่มเลยไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ เสื้อคลุมของฟางเล่อจิ่งเปียกโชกและมีน้ำหยดลงมาจากเส้นผม

“เตรียมตัว…กระโดด!” หยางเทียนกำกับอยู่ข้างๆ

ฉินหมิงเหินลงมาจากป้อมปราการ โคลนสาดกระเซ็นไปทั้งตัว

“พี่ฉิน” ผู้ช่วยรีบกางร่มเข้าไปหา

“เป็นยังไงบ้าง” ทุกคนล้อมเข้ามาหาหยางเทียน

“ก็ดี” หยางเทียนเหลือบมองหน้าจอ “เทคเดียวผ่านได้”

“ผมดูหน่อย” ฉินหมิงเข้ามาดู แค่มองหน้าจอปราดเดียวก็หน้านิ่ว “ไม่ได้ ถ่ายใหม่”

“ทำไมล่ะ” บรรณาธิการของนิตยสารเองก็ไม่เข้าใจ “ฉันคิดว่าแบบนี้ก็ดีมากแล้วนะ”

“ไม่เพอร์เฟ็กต์พอ” ฉินหมิงหันหลังขึ้นไปบนป้อมปราการอีกครั้ง

ผู้ช่วยอธิบายแทนเขา “ภาพนี้เห็นหน้าไม่ชัดน่ะ”

บรรณาธิการนิตยสารขมวดคิ้ว “แต่สื่ออารมณ์ได้ดีนี่”

“ลองถ่ายอีกภาพละกัน” ผู้ช่วยคะยั้นคะยอ

ฉินหมิงเข้าประจำตำแหน่งแล้ว คนอื่นๆ เลยไม่อยากจะแย้งอีก ทำได้แค่ถ่ายใหม่อีกครั้ง รอบนี้เห็นหน้าชัดเจนแต่ท่าทางกลับดูตลกไปหน่อย สู้ภาพก่อนไม่ได้ด้วยซ้ำ

ครั้งนี้ฉินหมิงขี้เกียจพูดซ้ำ เขาตรงไปยืนที่จุดถ่ายทำทันที ว่ากันตามตรง เครื่องหน้าของเขาไม่ได้เรียกว่าหล่อเหลาอะไรและไม่เคยได้ข้องเกี่ยวกับสายไอดอลเลย ยิ่งเป็นแบบนี้เขายิ่งไม่พอใจรูปร่างหน้าตาถึงระดับที่ว่าจงใจหาจุดบกพร่อง คนที่เคยร่วมงานกับเขาต่างเข้าใจจุดนี้ดี

ตอนที่กระโดดลงมาจากป้อมเป็นครั้งที่สาม ฉินหมิงระวังท่าทางและตำแหน่งเป็นพิเศษ ใครจะไปรู้ว่าจะโชคร้าย มีลมกระโชกแรงระลอกหนึ่งพัดมาพอดี ฟางเล่อจิ่งไม่ทันระวัง ร่มในมือเลยปลิวไปกระแทกเข้ากับร่างของฉินหมิงอย่างจัง ทำให้เขาร่วงลงไปในแอ่งน้ำทันที

ตายแล้ว! คนอื่นๆ สะดุ้งโหยง รีบเข้าไปประคองเขาขึ้นมา

“นี่มันเรื่องอะไรกัน!” เมื่อเสียหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย ฉินหมิงอับอายจนแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ

“ขอโทษครับ ขอโทษ” ฟางเล่อจิ่งแทรกเข้ามา “เมื่อกี้ผมไม่ทันระวัง คุณไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”

“แกคิดว่าไงล่ะ!” ฉินหมิงมีภาพลักษณ์เป็นดาราอยู่ แต่ผู้ช่วยรู้อารมณ์ของเขาดีเลยต่อว่าเสียงดัง “เรื่องกระจอกงอกง่อยแค่นี้ยังทำให้ดีไม่ได้ รีบขอโทษพี่ฉินซะ!” ด้วยไม่รู้ว่าฟางเล่อจิ่งแค่อาสามาช่วยเท่านั้น เขาคิดว่าคนตรงหน้าคือเด็กใหม่ที่หวังจะเข้าวงการบันเทิงเลยวางท่าหยิ่งผยองสุดๆ

ฟางเล่อจิ่งตะลึงจนพูดไม่ออก ตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยเจอคนไร้เหตุผลแบบนี้มาก่อนเลย ถึงแม้ความจริงตัวเองจะมีส่วนผิด แต่คำขอโทษก็พูดไปแล้ว ยังต้องขอโทษอย่างไรอีก

“ยืนบื้ออะไรอยู่อีก!” ผู้ช่วยยังคงตะโกนใส่ ปากก็ก่นด่าหยาบคายยิ่งกว่าเดิม ส่วนฉินหมิงเอาแต่ยืนอยู่ข้างๆ ยอมรับพฤติกรรมน่ารังเกียจของผู้ช่วยของตัวเองเหมือนกับดูละครเรื่องหนึ่งอยู่ ในวงการนี้เป็นเรื่องปกติที่เด็กใหม่จะถูกรังแก ช่วงแรกเขาเองก็เคยโดนแบบนี้มาก่อน ตอนนี้เลยต้องขอเอาคืนสักหน่อย

บรรดาเพื่อนร่วมงานในสตูดิโอโมโหขึ้นมาทันที ไอ้เวรนี่สมองกลวงหรือไง กล้าทำกับเล่อเล่อของเราอย่างนี้ ไม่อยากมีชีวิตแล้วใช่มั้ย! ทุกคนพลันถกแขนเสื้อ จับผู้ช่วยกับฉินหมิงมาอัดให้น่วมซะดีมั้ย

แต่ความเป็นจริงไม่อาจทำแบบนั้น เพราะนี่เป็นสังคมที่อยู่ภายใต้กฎหมาย

ไม่ได้ลงไม้ลงมือไม่ได้แปลว่าไม่โกรธ เซี่ยงเสี่ยวตงกางร่มพาฟางเล่อจิ่งไปอีกด้านหนึ่ง ส่วนหยางเทียนขยิบตาให้บรรณาธิการนิตยสาร ทั้งสองคนเคยร่วมงานกันมาหลายครั้ง บ.ก.เข้าใจความหมายของเขาโดยอัตโนมัติเลยออกหน้ามาประนีประนอม “ไม่งั้นใช้ภาพแรกละกัน ฉันคิดว่ามันโอเคจริงๆ”

ฉินหมิงเลอะโคลนไปทั้งตัว แถมยังเท้าแพลงด้วยเลยไม่มีอารมณ์จะถ่ายต่อ จำต้องพยักหน้าตกลง เขาเองก็ไม่อาจหักหน้าบ.ก.จนเกินไป นิตยสารเจ้านี้เป็นหนึ่งในนิตยสารที่ดีที่สุดของวงการ ทั้งยังมีอิทธิพลไม่ว่าจะในวงการแฟชั่นหรือวงการบันเทิง ผู้จัดการพยายามมานานกว่าจะช่วงชิงโอกาสถ่ายทำนี้มาให้เขาได้

“นายอย่าไปโกรธเลย มันไม่คุ้มที่จะไปทะเลาะกับคนไร้อารยะพรรค์นั้น” เซี่ยงเสี่ยวตงช่วยเช็ดน้ำฝนบนตัวฟางเล่อจิ่งด้วยความรู้สึกผิด ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้คงไม่ลากเขามาหรอก

“ไม่เป็นไร” ฟางเล่อจิ่งไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เช็ดหน้าเงียบๆ

“นายอย่าร้องไห้สิ” เซี่ยงเสี่ยวตงเห็นท่าทีเขาก็หน้าซีด

ฟางเล่อจิ่งชะงักมือ มองเขาอย่างไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ใช่ที่ไหน ฉันแค่เช็ดน้ำฝนเฉยๆ”

เวลาแบบนี้ยังจะหาข้ออ้างอีก เล่อเล่อของฉันนี่ช่างน่าสงสารจริงๆ! เซี่ยงเสี่ยวตงน้ำตาคลอเบ้า จมจ่อมอยู่กับจินตนาการของตัวเอง

ทำเอาฟางเล่อจิ่งปวดหัวเล็กน้อย

 

ด้านนอกสวนสาธารณะ เหยียนข่ายกำลังนั่งโทรศัพท์หาป๋ายอี้อยู่ในรถด้วยสีหน้าโกรธจัด “ส่งตารางงานทั้งหมดหลังจากนี้ของฉินหมิงมาให้ฉัน”

“โอเค ฉันจะส่งอีเมลให้เดี๋ยวนี้” ป๋ายอี้พูดจบก็งงเล็กน้อย “คิดจะดูแลเป็นพิเศษเหรอ”

เหยียนข่ายตอบเสียงเย็น “ไม่คิด”

ป๋ายอี้ “…”

ก็นายจงใจถาม!

แต่เหยียนข่ายไม่ได้อธิบายไปมากกว่านั้น เขาวางสายแล้วโทร.หาฟางเล่อจิ่ง “อยู่ไหน”

“ประธานเหยียน?” ฟางเล่อจิ่งแปลกใจ “คุณโทร.หาผมได้ยังไง”

เหยียนข่ายเอ่ยเสียงเรียบ “กินข้าว”

ฟางเล่อจิ่งหดหู่ “ไม่ต้องแล้ว ผมยังอยู่สวนสาธารณะถ่าซานอยู่เลย”

เหยียนข่ายปรับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยว่า “บังเอิญจัง ฉันก็เหมือนกัน”

ฟางเล่อจิ่งผงะ “สวนสาธารณะถ่าซาน? คุณมาทำอะไรที่นี่”

เหยียนข่ายตอบ “มาหาเพื่อนแล้วผ่านที่นี่พอดี”

ฟางเล่อจิ่ง “…”

นี่มันชะตาต้องสาปหรือไง

ยังอุตส่าห์มาเจอกันที่นี่ได้อีก

“ฉันอยู่ประตูทิศใต้ของสวนสาธารณะ ถ้าเสร็จงานก็ออกมาแล้วกัน” น้ำเสียงเหยียนข่ายไม่เหลือช่องว่างให้ปฏิเสธ จากนั้นชิงวางสายก่อนฟางเล่อจิ่งจะทันได้พูดอะไร เจ้าเล่ห์จริงๆ!

แต่เห็นได้ชัดว่าฟางเล่อจิ่งหัวหมอกว่า เขากดโทร.ไปอีกครั้ง ช่างกล้าหาญเสียจริง

เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มนั่นบนหน้าจอ เหยียนข่ายหงุดหงิดสุดๆ ทำไมไม่ออกมาเลย จะโทร.มาทำไม!

“ประธานเหยียน ไม่ต้องเลี้ยงข้าวผมแล้วจริงๆ ครับ” ฟางเล่อจิ่งเสียงอู้อี้เล็กน้อย “ผมคงต้องอยู่ต่ออีกสักพัก”

เหยียนข่ายเอ่ยอย่างแน่วแน่ “ไหนๆ ก็มาแล้ว ฉันจะรอ”

ฟางเล่อจิ่งแทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพง

“เสร็จแล้วก็ออกมา” เหยียนข่ายพูดประโยคนี้จบก็ใช้ทักษะวางสายในเสี้ยววินาทีอีกครั้ง ไวชะมัด!

“เล่อเล่อ” หยางเทียนเก็บของเรียบร้อยก็เข้ามาหา “ไปกินข้าวด้วยกันสิ”

“คงจะไม่ได้แล้วครับ” ฟางเล่อจิ่งบอก “เพื่อนผมรออยู่ เดี๋ยวต้องไปแล้ว”

หยางเทียนถอนหายใจ เอื้อมมือมาลูบหัวเขา “วันนี้ขอโทษด้วยนะ พวกเราเองก็ไม่อยากจะปะทะกับเขาซึ่งๆ หน้า”

“ไม่หรอก ความจริงผมเองก็ผิด” ฟางเล่อจิ่งยิ้ม “งั้นผมไปก่อนนะ”

หยางเทียนพยักหน้า มองเขากางร่มเดินออกไป

ฉินหมิงเปลี่ยนชุดในห้องแต่งตัว ผู้ช่วยคุยโทรศัพท์อยู่ด้านนอก คงจะสนิทกับคนในสายทีเดียวถึงได้พูดคุยสบายๆ ไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไรกันหัวข้อสนทนาถึงได้วกกลับมาที่ฟางเล่อจิ่งอีกครั้ง เขาพ่นคำพูดอย่าง ‘ไอ้เด็กเวรโง่เง่า’ ออกมาไม่ขาดสาย ตอนที่เล่าว่าฟางเล่อจิ่งทำร้ายฉินหมิงจนกลิ้งตกลงไปนั้น พวกเขาถึงขนาดทนฟังต่อไม่ได้ ทุกคนในสตูดิโอพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะเข้าไปต่อยเอาไว้ แล้วเก็บของกลับไปเงียบๆ หนึ่งสัปดาห์ให้หลังทุกคนก็ใช้สมองอันปราดเปรื่องแก้ต่างคืนให้ฟางเล่อจิ่ง เรียกว่าเจ๋งสุดๆ

 

ด้านนอกประตูทิศใต้ของสวนสาธารณะ รถเก๋งสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ใต้ร่มไม้ ฟางเล่อจิ่งเปิดประตูเข้าไปนั่ง “ประธานเหยียน”

เมื่อเห็นเส้นผมของเขายังคงมีน้ำหยด เหยียนข่ายก็เอื้อมมือไปดึงกระดาษทิชชูปึกหนึ่งมาส่งให้ “ถอดเสื้อคลุมออก ใส่ไว้เดี๋ยวจะเป็นหวัด”

เสื้อผ้าเปียกโชกไปหมด ฟางเล่อจิ่งถอดเสื้อคลุมออกอย่างว่าง่าย เหลือแค่เสื้อยืดแขนสั้นสีครีมตัวเดียว ยิ่งทำให้ผิวดูซีดขาวกว่าเดิม คงจะหนาวเลยขนลุกจนขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ บนแขน

เหยียนข่ายถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกแล้วคลุมไปบนร่างของเขาอย่างมิดชิด

ฟางเล่อจิ่งมองเขาอย่างคาดไม่ถึง ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะแสงไฟในรถหรือเปล่า เหยียนข่ายถึงได้รู้สึกว่าขอบตาของเด็กหนุ่มตรงหน้านั้นแดงเล็กน้อย เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาเพิ่งเห็นในสวนสาธารณะเมื่อครู่ก็ทำเอาอารมณ์ไม่ดีสุดๆ

ลมวูบหนึ่งพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ฟางเล่อจิ่งจามทันที

เหยียนข่ายปิดหน้าต่างรถแล้วช่วยคาดเข็มขัดนิรภัยให้เขา “บ้านนายอยู่ที่ไหน”

ฟางเล่อจิ่งงุนงง “จะไปกินข้าวไม่ใช่เหรอครับ”

“กลับบ้านก่อน” เหยียนข่ายสตาร์ตรถ “ไม่งั้นนายได้เป็นหวัดแน่”

“ดีเหมือนกัน” หลังจากเกิดเรื่องเมื่อครู่ ฟางเล่อจิ่งไม่มีกะจิตกะใจจะไปกินข้าวแล้วจริงๆ หรือถึงจะไม่มีเรื่องก่อนหน้านี้ เดิมทีเขาก็ไม่ได้อยากไปกินข้าวกับเหยียนข่ายอยู่แล้ว รถคันเล็กแล่นกลับเข้าเมืองไปตลอดทางแล้วจอดสนิทที่ใต้อาคารในชุมชนจัดสรร

“ขอบคุณครับ” หลังจากเอ่ยขอบคุณ ฟางเล่อจิ่งเปิดประตูรถหวังจะขอตัว จู่ๆ ก็ได้ยินเหยียนข่ายพูด “ฉันขึ้นไปนั่งพักข้างบนได้มั้ย”

ฟางเล่อจิ่ง “…”

ผมตอบว่าไม่ได้ได้ด้วยเหรอ

เหยียนข่ายนิ่วหน้าเล็กน้อย “รู้สึกไม่สบายท้องนิดหน่อย อยากดื่มน้ำร้อนสักแก้ว”

ข้ออ้างของอีกฝ่ายฟังดูสมเหตุสมผล แถมเขาเพิ่งจะมาส่งตัวเองกลับบ้าน ฟางเล่อจิ่งเลยได้แต่พยักหน้า “ได้สิครับ”

เหยียนข่ายพึงพอใจสุดๆ ซ้ำยังแอบจำหมายเลขห้องไว้หน้าตาเฉย

ห้องนั่งเล่นจัดเก็บเป็นระเบียบ ด้านข้างมีกล่องขนมกินเล่นขนาดมหึมากล่องหนึ่งวางอยู่ ภายในเต็มไปด้วยมันฝรั่งทอด น้ำอัดลม ถั่ว อมยิ้ม ใบหน้าของเหยียนข่ายปรากฏรอยยิ้มจาง “ของนายหมดเลยเหรอ”

ฟางเล่อจิ่งพยักหน้า “อื้ม” ความจริงแล้วทั้งหมดนั่นเป็นของเสิ่นหานต่างหาก…

เหยียนข่ายบันทึกความชอบเล็กๆ น้อยๆ นี้ไว้ในใจ

“เอายาแก้ปวดท้องมั้ย” ฟางเล่อจิ่งถาม

เหยียนข่ายส่ายหน้า “น้ำร้อนก็พอ ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไร” ฟางเล่อจิ่งขยับตัวไปมาในครัวสักพักก็ยกนมร้อนแก้วหนึ่งออกมา “ดื่มแล้วจะช่วยให้สบายท้องขึ้นครับ”

เหยียนข่ายสีหน้าแข็งทื่อ เขาไม่ดื่มนมเลยตั้งแต่เด็กจนโตด้วยรู้สึกว่ารสชาติมันแปลกพอๆ กับกรดซัลฟิวริก เหตุผลเพราะมีป้าร่างอ้วนยืนจับตามองเขาดื่มนมอยู่ข้างๆ ในช่วงพักเบรกระหว่างคาบตอนเด็ก จนเขาขอตายไปเสียดีกว่า ช่างเป็นความทรงจำที่เหมือนกับฝันร้ายจริงๆ

ฟางเล่อจิ่งก้มหน้าจิบนมอีกแก้วบนโซฟาเช่นกัน ตอนที่เงยหน้าขึ้น รอยสีขาววงเล็กๆ ปรากฏอยู่รอบปาก ทั้งน่าขำและน่ารัก

เพราะงั้นเหยียนข่ายเลยกลั้นหายใจดื่มมันลงไปด้วยความอาจหาญ

ฟางเล่อจิ่งตกใจกับความเด็ดเดี่ยวของเขา จ้องมองแก้วนมที่ว่างเปล่าในพริบตา แล้วถามจากใจ “เอาอีกมั้ยครับ”

อย่าแม้แต่จะคิดเชียว! เหยียนข่ายโบกมือปฏิเสธโดยเร็ว

กาน้ำร้อนในห้องครัวส่งเสียงร้องวี้ดๆ ฟางเล่อจิ่งเข้าไปชงยาแก้หวัด โทรศัพท์ของเหยียนข่ายแจ้งเตือนว่ามีอีเมลเข้า เมื่อกดเปิดดูพบว่าเป็นตารางงานของฉินหมิงที่ป๋ายอี้ส่งให้ หลังจากอ่านแต่ละข้อความ เหยียนข่ายก็ตอบกลับไปลวกๆ [ปรับตารางใหม่]

ป๋ายอี้ไม่เข้าใจ ทั้งหมดกำหนดไว้นานแล้ว จะให้เปลี่ยนยังไง ทางแบรนด์กับแฟนคลับต้องไม่ยอมแน่

ฟางเล่อจิ่งถือยาแก้หวัดเดินออกมาจากห้องครัว มืออีกข้างถือสตรอว์เบอร์รี่และเชอร์รี่

เหยียนข่ายไม่คิดจะสนใจป๋ายอี้อีก รีบตอบกลับไปว่าให้เขามาที่ห้องทำงานในวันจันทร์ จากนั้นโยนโทรศัพท์ทิ้ง แล้วเริ่มวางแผนว่าต้องทำอย่างไรถึงจะหาเรื่องอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน

ช่างเป็นคนที่ทุ่มเทจริงๆ

 

[1] เป็นคำเปรียบเปรยหมายถึงสวยเย้ายวน

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า