fbpx

[ทดลองอ่าน] บันทึก (ไม่ลับ) ฉบับซูเปอร์สตาร์ ตอนที่ 5

巨星手记
บันทึก (ไม่ลับ) ฉบับซูเปอร์สตาร์

 

อวี่เซี่ยวหลานซาน เขียน
ธมน แปล
get-sem วาด

 

— โปรย —

ฟางเล่อจิ่ง ไม่รู้ว่าระหว่างเขากับประธานบริษัทตงหวนเอ็นเตอร์เทนเมนต์
ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรมบันเทิง
ดวงชะตาไม่สมพงษ์กันหรืออย่างไร
ทุกครั้งที่เจอกันถึงได้มีแต่เรื่องซวยซ้ำซวยซ้อน!
ถึงกระนั้นอีกฝ่ายก็ยังเอาแต่ตามติดเขาไม่เลิก ช่างน่าเหนื่อยใจจริง ๆ
คงเป็นเพราะต้องการดึงตัวเขาเข้าวงการบันเทิงให้ได้ละสิท่า
ต้องให้ย้ำว่า ไม่! สักกี่รอบถึงจะเข้าใจกันนะว่าผมอยากเป็นแค่พนักงานบริษัทกินเงินเดือนธรรมดา ๆ

••••••

เหยียนข่าย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ฟางเล่อจิ่ง
ถึงมักจะทำให้เขาอารมณ์ดีจนหัวเราะไม่หยุด
เวลาเห็นสีหน้าอีกฝ่ายที่อยากจะด่าเปิง แต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน
นี่มันช่างทำให้มีความสุขซะจริง หึ ๆ

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 5 หาวิธีแก้ไขดวงชะตาไม่ได้จริงๆ เหรอ!

เหนื่อยใจชะมัด!

 

แม้จะอยากให้เหยียนข่ายลืมเรื่องนี้ไปให้สนิทก็ตาม แต่ความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นว่าท่านประธานยังคงเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น วันศุกร์ถัดมา ฟางเล่อจิ่งได้รับข้อความทาง QQ[1]ของแชตภายใน [พรุ่งนี้เที่ยงมากินข้าวด้วยกัน]

เนื่องจากบริษัทมีงานเลี้ยงกินอาหารร่วมกันเป็นการภายในบ่อยๆ ดังนั้นฟางเล่อจิ่งจึงไม่ได้ติดใจอะไรและพิมพ์ตอบกลับไปคำหนึ่งว่า [โอเค] จากนั้นถามต่อ [กินที่ไหนครับ]

หลังจากนั้นหนึ่งนาที อีกฝ่ายก็ตอบกลับมา [ซีพั่น]

ฟังดูคุ้นๆ แฮะ ฟางเล่อจิ่งเกาจมูก ขณะที่กำลังคิดว่าเคยไปกินมาก่อนหรือเปล่านั้นเอง ร้านอาหารแห่งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที ซี! พั่น! ร้านในหุบเขาที่ครั้งก่อนหาไม่เจอนั่นอะนะ!

เมื่อมองผู้ส่งอีกครั้ง ฟางเล่อจิ่งก็มึนตึ้บไปโดยสิ้นเชิง

เหยียนข่ายส่งข้อความมาเพิ่มอีกข้อความ [ตอนสิบโมงครึ่งเรียกรถตรงไปจิ่งไท่ย่วน แล้วโทร.หาฉัน]

ฟางเล่อจิ่งฟุบลงบนโต๊ะอย่างหมดแรง รู้สึกว่าอนาคตข้างหน้านั้นช่างมืดมนไปหมด

โทรศัพท์สั่นครืดๆ ตามด้วยเสียงเปี่ยมความคาดหวังของเสิ่นหาน “พรุ่งนี้นายมีธุระอะไรมั้ย”

ฟางเล่อจิ่งถอนหายใจยาว “มี”

“ยกเลิกไม่ได้เหรอ” เสิ่นหานโอดครวญทันที “ฉันเพิ่งซื้อแผ่นเกมตัวใหม่ล่าสุดมา แถมกว่าจะขอลาหยุดได้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย” ตั้งแต่ถูกพาไปที่บ้านครั้งนั้น ทั้งสองคนก็พัฒนาความสัมพันธ์กลายเป็นพันธมิตรร่วมการปฏิวัติโดยปริยาย เมื่อมีเวลาว่างพวกเขามักจะดื่มด่ำไปกับการกินขนมและเล่นเกมด้วยกันบ่อยๆ ไม่มีอะไรสุขใจไปกว่านี้อีกแล้ว นี่เป็นหนึ่งในความสุขเพียงไม่กี่อย่างในเส้นทางการลดน้ำหนักอันไม่น่าพิสมัยของเสิ่นหาน

ฟางเล่อจิ่งแสนจะหดหู่ “ครั้งนี้ไม่ได้จริงๆ”

เสิ่นหานไม่ยอมวางสายซ้ำยังร้องไห้งอแง!

หยางซีกอดอกมองเขาอยู่อีกด้านหนึ่ง

เสิ่นหาน “หึ!”

หยางซีเอ่ยปาก “พรุ่งนี้ไม่มีที่ไปแล้ว?”

เสิ่นหานกำหมัด “ฉันไม่ไปฟิตเนสแน่นอน พรุ่งนี้เป็นวันหยุด!”

หยางซีเดินออกไปข้างนอก “บ้านฉันก็มีเครื่องเล่มเกม”

“แล้วไง!” เสิ่นหานไม่หวั่นไหว “บ้านฉันก็มี!”

ร่างของหยางซีสั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง

เสิ่นหานยังคงโกรธ “ต้องเป็นนางจิ้งจอกทรงโตสักคนที่ล่อลวงเล่อเล่อไปแน่ๆ !” น่ารังเกียจจริงๆ

ตัวการที่ถูกพูดถึงจามออกมาหนึ่งที แล้วเอื้อมมือไปดึงกระดาษทิชชูออกมา

ป๋ายอี้ถือกาแฟเย็นเข้ามา “ไม่สบายเหรอ”

เหยียนข่ายส่ายหน้า รับกาแฟมาดื่ม “ทำไมยังอยู่บริษัท ไหนว่าจะไปประชุมไง”

“กำลังจะไป” ป๋ายอี้ตอบ “พรุ่งนี้ฉันทำอาหารกินเองที่บ้าน จะมากินด้วยกันมั้ย”

“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ฉันมีนัดแล้ว” เหยียนข่ายตอบ

ป๋ายอี้ส่งสายตาสื่อความหมายทันที “มีเรื่องอะไรดีๆ หรือไง”

เหยียนข่ายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “นายคิดมากไปแล้ว”

ป๋ายอี้ซักไซ้ไล่เรียง “นาย…”

“ไปประชุม” เหยียนข่ายตัดบทเขา เห็นได้ชัดว่าไม่อยากพูดเรื่องนี้ต่อแล้ว

ป๋ายอี้จำต้องหุบปากอย่างรู้สถานการณ์

เรื่องแบบนี้ก็ออกจะปกติไม่ใช่หรือไง มีอะไรให้น่าปิดบัง

ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

 

คืนนั้น เหยียนข่ายและฟางเล่อจิ่งเปิดคอมพิวเตอร์พร้อมกันและลงมือทำสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือการค้นหาแผนที่

ด้วยไม่เชื่อใจในความสามารถด้านการจดจำทางของเหยียนข่ายอย่างที่สุด ฟางเล่อจิ่งจึงไม่ใช่แค่คัดลอกเส้นทางด้วยมือเท่านั้น แต่ยังดาวน์โหลดคู่มือนำทางไว้บนโทรศัพท์มือถือด้วย ถึงขั้นบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของร้านอาหารไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่หลงทางอย่างน่าอนาถเป็นครั้งที่สอง จนกระทั่งมั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วถึงได้กอดหนังสือเล่มหนึ่งล้มตัวนอนคว่ำไปบนเตียง

ได้รับคำเชิญไปกินข้าวกับท่านประธานตามลำพัง ฉันไม่ได้อยากมีสิทธิพิเศษแบบนี้สักหน่อย

แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว

 

เก้าโมงเช้าวันถัดมา นาฬิกาปลุกดังขึ้นตรงเวลา ฟางเล่อจิ่งกอดผ้าห่มถูไถไปกับที่นอนแล้วลุกขึ้นนั่งด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง การไม่สามารถนอนเล่นเกลือกกลิ้งในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ช่างน่าเศร้าจริงๆ!

เมื่อไปถึงจิ่งไท่ย่วนตามเวลานัด ฟางเล่อจิ่งสูดหายใจเข้าลึกแล้วโทร.หาเหยียนข่าย แต่กลับไม่มีคนรับสาย

ลองโทร.ดูอีกครั้ง ก็ยังไม่มีคนรับสาย!

โทร.อีกครั้งและอีกครั้ง ก็ยังไม่มีคนรับสายเหมือนเดิม!

ฟางเล่อจิ่งมุ่นคิ้วแล้วกดปุ่มโทร.ซ้ำอีกครั้ง มีอย่างที่ไหน ชวนคนอื่นไปกินข้าวแล้วไม่รู้จักรับผิดชอบ

ครั้งนี้หลังจากสัญญาณรอสายดังขึ้นไม่กี่ครั้ง ในที่สุดก็มีคนรับ เสียงของเหยียนข่ายอ่อนเพลียและแหบแห้ง “ใคร?”

ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ! เมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งถูกปลุกให้ตื่น ฟางเล่อจิ่งก็กำหมัดแน่น คนไร้ความรับผิดชอบแบบนี้แย่ที่สุดเลย!

เหยียนข่ายนวดขมับ รู้สึกปวดหัวเหมือนหัวจะระเบิด

“ประธานเหยียน” ฟางเล่อจิ่งย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผมอยู่ที่ชั้นล่าง” มีเพียงคนที่สนิทกับเขาเท่านั้นที่รู้ว่าความสงบนิ่งแบบนี้แสดงถึงความขุ่นเคืองอย่างชัดเจน

เหยียนข่ายลุกขึ้นนั่งขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาที ในที่สุดก็จำสิ่งที่พูดไว้เมื่อวานได้ จึงตลบผ้าห่มออกหวังจะลงจากเตียงแต่ภาพเบื้องหน้ากลับมืดไปชั่วขณะ

“ประธานเหยียน?” เห็นเขาเงียบไปนาน ฟางเล่อจิ่งจำต้องส่งเสียงเรียกอีกครั้ง คงไม่ได้หลับไปอีกหรอกนะ

“โทษที เหมือนฉันจะมีไข้นิดหน่อย” เหยียนข่ายนั่งลงข้างเตียง

ฟางเล่อจิ่ง “…”

ตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่าดวงชะตาของเขาทั้งสองคนคงไม่สมพงศ์กันจริงๆ!

“นายอยู่ชั้นล่าง?” เหยียนข่ายถาม

“อืม” ฟางเล่อจิ่งอ่านสถานการณ์ออกเป็นอย่างดี “ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว งั้นผมขอตัวกลับก่อน คุณก็พักผ่อนให้เต็มที่”

เหยียนข่ายเอ่ยปาก “ช่วยซื้อยาแล้วเอาขึ้นมาให้ฉันข้างบนได้มั้ย”

ฟางเล่อจิ่งนิ่งค้างทันที คิดว่าตัวเองต้องหูฝาดไปแน่ๆ

“หลังที่ A-13” เหยียนข่ายพูดจบก็วางสาย ช่างเป็นท่านประธานที่เอาแต่ใจเหลือเกิน ไม่ได้สนใจเลยว่าลูกน้องกำลังรู้สึกแย่!

ฟางเล่อจิ่งจำต้องปล่อยรถแท็กซี่ที่เรียกไว้ไปแล้วเข้าร้านขายยาฝั่งตรงข้ามอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นหิ้วถุงยาใบเล็กเข้าไปในชุมชนจัดสรร[2]

“เล่อเล่อ!” เสิ่นหานยังคงโทร.หาพร้อมคร่ำครวญ “นายทิ้งยายจิ้งจอกมาไม่ได้จริงๆ เหรอ”

ฟางเล่อจิ่งมือสั่น กดกริ่งประตูทรงกลมสีเงิน

ผ่านไปห้านาทีกว่าประตูห้องจะเปิดออก เหยียนข่ายสวมชุดนอนผมเผ้าไม่เป็นระเบียบ สีหน้าดูแย่มาก

ทีแรกฟางเล่อจิ่งไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ คิดแค่ว่าเอายาให้เสร็จก็จะรีบกลับ แต่ตอนนี้กลับต้องตกใจ เอื้อมมือไปลองวัดอุณหภูมิบนหน้าผากของอีกฝ่าย “มีปรอทวัดไข้หรือเปล่าครับ”

เหยียนข่ายส่ายหน้า

“คลินิกของชุมชนจัดสรรอยู่ที่ไหน” ฟางเล่อจิ่งถาม

เหยียนข่ายคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่รู้”

ฟางเล่อจิ่งไม่รู้จะทำอย่างไรดี นี่ใช่บ้านของคุณจริงหรือเปล่าเนี่ย

“ขอบคุณ” ริมฝีปากของเหยียนข่ายซีดขาวและแห้งแตกเล็กน้อย “เท่าไหร่ ฉันจะจ่ายคืนให้”

“แบบนี้ไม่ได้นะ ผมจะไปดูว่าในชุมชนจัดสรรมีหมอหรือเปล่า” ฟางเล่อจิ่งประคองเขานั่งบนโซฟา “เดี๋ยวผมกลับมา”

“ไม่ต้องหรอก” เหยียนข่ายส่ายหน้า “ฉันกินยาหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าฟางเล่อจิ่งไม่มีทีท่าจะฟังเขาและไม่กล้าฟังเขาด้วย อีกฝ่ายคว้ากุญแจบนโต๊ะแล้ววิ่งออกไป ดูเหมือนจะอาการหนักแฮะ ห้ามเป็นไข้จนสมองเสื่อมนะ!

เหยียนข่ายปวดเมื่อยไปทั้งตัวและหลับไปบนโซฟาอีกครั้งด้วยความมึนเบลอ เขาได้ยินเสียงคนพูดรางๆ และรู้สึกเหมือนได้นอนบนก้อนเมฆปุยนุ่ม

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดเหยียนข่ายก็ฟื้นคืนสติกลับมาเล็กน้อย เขานิ่วหน้าลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วเอื้อมมือไปนวดคลึงขมับทั้งสองข้าง จากนั้นสวมรองเท้าแตะ ตั้งใจจะไปรินน้ำสักแก้ว แต่คล้ายกับได้ยินเสียงเบาๆ ที่ชั้นล่าง

ฟางเล่อจิ่งถือโทรศัพท์นั่งขัดสมาธิบนพรมในห้องนั่งเล่น กำลังเล่นเกมโต้วตี้จู่[3]เป็นเพื่อนเสิ่นหานทางออนไลน์

เหยียนข่ายเดินลงมาชั้นล่าง

ฟางเล่อจิ่งเสียบหูฟังบวกกับเปิดโทรทัศน์ไว้ จึงไม่รู้สึกถึงเสียงฝีเท้าที่อยู่ด้านหลัง ยังคงตั้งหน้าตั้งตาโกงโดยการช่วยแคปภาพหน้าจอให้เสิ่นหาน!

“ขอบใจนายมาก” เหยียนข่ายเดินมาด้านหน้า ตั้งใจจะย่อตัวลงข้างๆ เขา

“อ๊ะ!” ฟางเล่อจิ่งสะดุ้งโหยง เด้งตัวขึ้นจากพรมทันที

โชคไม่ดี เหยียนข่ายดันกำลังจะขยับเข้าไป เป็นผลให้ทั้งคู่ชนกันอย่างจัง

เหยียนข่ายเอามือกุมคางด้วยความเจ็บปวด คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น

อันที่จริงฟางเล่อจิ่งเองก็ถูกกระแทกอย่างแรงเช่นกัน แต่อย่างไรหัวก็แข็งกว่าคางอยู่แล้ว เขาจึงรีบเข้าไปพยุงเหยียนข่าย “คุณไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”

เหยียนข่ายส่ายหน้า ดึงกระดาษทิชชูมาซับปาก

เมื่อเห็นคราบเลือดบนนั้น ฟางเล่อจิ่งรู้สึกเวียนหัวตาลาย ตัวอักษรสีเลือดขนาดใหญ่ว่า ‘กัดลิ้นฆ่าตัวตาย’ แวบขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว

เหยียนข่ายรินน้ำเย็นมาหนึ่งแก้วเพื่อบ้วนปาก

“ประธานเหยียน…” ฟางเล่อจิ่งยืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำ มือกุมเข้าหากันเรียบร้อย ทำหน้าตายอมรับผิดอย่างน่าเอ็นดู

“ความผิดฉันเอง” เหยียนข่ายวางแก้วกลับคืนที่แล้วล้างหน้าอีกครั้งก่อนหันกลับมาบอก “วันนี้ขอบคุณนายมาก”

ฟางเล่อจิ่งมองเขาด้วยท่าทางแน่วแน่

เหยียนข่ายดึงกระดาษมาซับที่ปากอย่างใจเย็นอีกครั้ง ดูเหมือนเลือดจะไม่หยุดไหลในเร็วๆ นี้

ฟางเล่อจิ่งถาม “ให้ผมไปตามหมออีกรอบมั้ยครับ”

เหยียนข่ายส่ายหน้า “แค่กัดปากแตก สักพักก็ดีขึ้น”

กระดาษทิชชูถูกเลือดสดๆ ย้อมจนเป็นสีแดงอีกครั้ง ฟางเล่อจิ่งอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองเหลือเกิน

แต่เหยียนข่ายกลับไม่ใส่ใจ เอาแต่นั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่นพร้อมอุดปากด้วยมาดนิ่งขรึม

กริ่งหน้าประตูส่งเสียงติ๊งต่อง หลังจากเปิดประตูก็พบว่าเป็นพิซซ่ามาส่ง เหยียนข่ายเอ่ยถาม “นายสั่งเหรอ”

“อืม” ข้าวกลางวันก็ยังไม่ได้กิน ฟางเล่อจิ่งหิวจนเวียนหัวแล้ว

และเช่นเดียวกัน คนที่ไม่ได้กินแม้กระทั่งมื้อเช้าอย่างเหยียนข่ายต้องเวียนหัวกว่าเขาแน่นอน

ถึงจะยังไม่ได้เปิดกล่อง แต่กลิ่นเนื้อย่างผสมกับชีสก็อบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่น ฟางเล่อจิ่งบอก “นี่รสเผ็ดจัด” เพราะงั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยไข้หวัดรุนแรงหรือผู้ป่วยปากเป็นแผลก็กินไม่ได้ทั้งนั้น!

เหยียนข่ายละสายตาด้วยท่าทีนิ่งเฉย และดึงกระดาษทิชชูแผ่นใหม่มาซับปาก

ก่อนกลับคุณหมอของชุมชนจัดสรรแจ้งไว้ว่ากว่าเหยียนข่ายจะตื่นก็คงจะประมาณสักทุ่มสองทุ่ม ดังนั้นฟางเล่อจิ่งเลยสั่งแค่มื้อเย็นของตัวเองคนเดียว เวลาแบบนี้ไม่ว่าจะกินคนเดียวหรือขอตัวกลับพร้อมพิซซ่าก็ดูจะแปลกทั้งนั้น เพราะงั้นเขาเลยต้องเอ่ยถาม “หรือจะให้ผมต้มโจ๊กให้คุณกินดี?”

เหยียนข่ายตอบ “เอาเป็นบะหมี่แล้วกัน”

ฟางเล่อจิ่งหมดคำพูด คุณช่วยมีจิตสำนึกหน่อยเหอะ ทำไมถึงได้ไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจเลยนะ

“บะหมี่ไข่ซุปมะเขือเทศ” เหยียนข่ายเสริมพลางยืนเอามือซับปากอยู่หน้าประตูห้องครัว

ฟางเล่อจิ่ง “…”

ภายในตู้เย็นสะอาดสะอ้านจนใช้ส่องแทนกระจกได้

ฟางเล่อจิ่งเลยจำต้องออกไปซื้อกับข้าวอย่างยอมรับในชะตากรรม

เหยียนข่ายยืนมองเขาจากหน้าต่าง รู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมา…โดยไม่รู้ตัว

โชคดีที่วัตถุดิบในการทำบะหมี่ไข่ซุปมะเขือเทศนั้นมีขายอยู่ทั่วไป หนึ่งชั่วโมงถัดมา ฟางเล่อจิ่งกินพิซซ่าเย็นชืดอยู่ในห้องนั่งเล่น เหยียนข่ายนั่งฝั่งตรงข้ามเขา กินบะหมี่หมดไปครึ่งหม้อในอึดใจเดียว

หลังจากวางตะเกียบ ทั้งสองคนสะอึกขึ้นมาพร้อมกัน

เหยียนข่ายเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง “วันนี้ขอบคุณนายมาก”

“ไม่เป็นไรครับ” ฟางเล่อจิ่งเก็บกวาดขยะเรียบร้อย เตรียมเอาไปทิ้งตอนออกไป

เหยียนข่ายพูด “ไว้เราไปกินข้าวอาทิตย์หน้าแล้วกัน”

มือของฟางเล่อจิ่งชะงักค้าง รีบบอกอย่างรวดเร็ว “ผมว่าไม่ต้องแล้วดีกว่า”

แต่เหยียนข่ายกลับยืนกรานหนักแน่น

ฟางเล่อจิ่งอยากจะจับมือเขาด้วยสภาพน้ำตาคลอเบ้าแล้วบังอาจถามว่า คุณไม่รู้สึกเลยหรือไงว่าพวกเราเจอกันทีไรก็มีแต่เรื่องไม่ดีทุกที

เหยียนข่ายถาม “นายรีบกลับหรือเปล่า”

จากนั้นก็มีเสียงฟ้าร้องคล้ายกับจะฉีกกระชากผืนฟ้าดังขึ้นนอกหน้าต่าง

ฟางเล่อจิ่ง “…”

เหยียนข่ายเปลี่ยนคำพูด “นายพักที่ห้องรับแขกแล้วกัน”

“ไม่เป็นไร คืนนี้ผมยังมีนัดต่อ!” ฟางเล่อจิ่งลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว

เหยียนข่ายเองก็ไม่ได้บังคับเขา “ขับรถมาเหรอ”

ฟางเล่อจิ่งส่ายหน้า “ผมนั่งแท็กซี่มา”

“สภาพอากาศแบบนี้คงจะเรียกรถยาก” เหยียนข่ายขมวดคิ้ว

ฟางเล่อจิ่งแอบนึกในใจ ถึงจะเป็นอย่างนั้นผมก็ไม่มีทางพักที่นี่!

เหยียนข่ายหยิบกุญแจรถออกมาจากใต้โต๊ะ “ขับรถของฉันกลับแล้วกัน อยู่ที่โรงจอดรถชั้นใต้ดิน”

ฟางเล่อจิ่งถอนหายใจโล่งอก ตอบตกลงด้วยความยินดีพร้อมกล่าวขอบคุณ

เหยียนข่ายยิ้ม “ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณ เดินทางดีๆ ล่ะ อีกเดี๋ยวฝนคงตกหนักขึ้น”

ฟางเล่อจิ่งคว้ากุญแจรถพร้อมขอตัวกลับ ตอนออกมายังไม่ลืมหิ้วถุงขยะไปด้วย

รถสปอร์ตสีดำขับออกจากลานชุมชนจัดสรร เหยียนข่ายมองตามจนกระทั่งแสงไฟท้ายรถเสี้ยวสุดท้ายหายลับไปถึงได้หันหลังกลับเข้าห้องนอน

 

เดิมทีตั้งใจว่าจะเอารถไปคืนวันรุ่งขึ้นแต่กลับถูกเสียงเคาะประตูปลุกให้ตื่นแต่เช้าตรู่ เสิ่นหานกอดขนมถุงใหญ่ไว้ในอก โถมตัวเข้ามาด้วยความดีใจ

ฟางเล่อจิ่งมองเขาอย่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก “เรานัดกันตอนเที่ยงนี่”

เสิ่นหานเอ่ยเสียงจริงจัง “เป็นวัยรุ่นต้องรู้จักนอนเร็วตื่นเช้า”

ฟางเล่อจิ่ง “…”

เสิ่นหานทำท่าเศร้าโศกเสียใจ “มาเถอะน่าพ่อคนเก่ง…”

ฟางเล่อจิ่งโยนหมอนอิงบนโซฟาทิ้งแล้วกลับห้องไปนอนต่อโดยไม่ลังเล

แต่เสิ่นหานไม่สนใจ อันที่จริงเขาคิดว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองไปตั้งนานแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็รู้สึกสะดวกสบายไปหมด! หมอนอิงเจ็ดแปดใบรายล้อมรอบตัว ห่อมันฝรั่งทอดคาบไว้ในปาก น้ำอัดลมวางอยู่ด้านข้าง และเครื่องเล่นเกมถือไว้ในมือ ชีวิตมันต้องแบบนี้ต่างหาก!

ไม่มีผู้จัดการคอยจู้จี้อยู่ข้างๆ มีความสุขจนแทบตัวลอยเลยจริงๆ!

“ประธานเหยียน” ในห้องนอน ฟางเล่อจิ่งกดโทร.หาอีกฝ่าย “วันนี้ผมมีธุระด่วนนิดหน่อย อาจจะไปไม่ได้”

“ไม่เป็นไร” เหยียนข่ายว่าง่าย “ฉันไม่ได้รีบใช้รถ”

ฟางเล่อจิ่งถาม “งั้นพรุ่งนี้ให้ผมขับรถไปคืนที่บริษัทเลยมั้ย”

เหยียนข่ายตอบ “ไม่มีปัญหา” จากนั้นพูดเสริม “งั้นก็แวะมารับฉันระหว่างผ่านทางด้วยแล้วกัน”

ฟางเล่อจิ่งหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง

ผมทำเป็นไม่ได้ยินประโยคเมื่อกี้ได้มั้ย

แน่นอนว่าคำตอบคือไม่ได้ ในความเป็นจริง ไม่ต้องรอให้เขาหาเหตุผลมาปฏิเสธ เหยียนข่ายก็ชิงวางสายไปแล้ว

เมื่อได้ยินเสียงตู๊ดๆ ดังมาตามสาย ฟางเล่อจิ่งก็ฟุบลงบนที่นอนทำท่าแกล้งตาย

คนหนึ่งอยู่ทางเหนือของเมือง อีกคนอยู่ทางใต้ของเมือง มันเป็นทางผ่านตรงไหน…

อย่าคิดว่าคนทั้งโลกจะไม่รู้ทิศรู้ทางเหมือนคุณได้มั้ย!

 

ตกดึก หยางซีแวะมาหาที่บ้านพร้อมด้วยไวน์แดง เขาดึงอมยิ้มจากปากของเสิ่นหานโยนทิ้งถังขยะอย่างชำนาญ พร้อมออกคำสั่ง “ไปยืนตรงโน้น”

เสิ่นหานหลีกทางอย่างว่าง่าย

หยางซีเปิดกระเป๋าใบใหญ่ แยกของของเสิ่นหานจากพื้นที่มีข้าวของวางระเกะระกะอย่างแม่นยำ หลังจากจัดเก็บเรียบร้อยก็เอ่ยขอบคุณฟางเล่อจิ่ง แล้วหิ้วเขาออกจากบ้านไป

เสิ่นหานหันกลับมาอย่างอาลัยอาวรณ์ “เจอกันอาทิตย์หน้า”

หยางซีเขกหัวของเขา “วันหยุดหน้านายมีงานทั้งสองวัน”

เสิ่นหานใจสลายทันที

หยางซีไร้ซึ่งความสงสารใดๆ พาอีกฝ่ายเข้าไปในลิฟต์ด้วยใบหน้าไม่แสดงอารมณ์

ฟางเล่อจิ่งรู้สึกเห็นใจเสิ่นหานจากก้นบึ้งของหัวใจ

ดูไปแล้ว ผู้จัดการคนนี้คงโหดมากจริงๆ

ก่อนเข้านอน เหยียนข่ายไม่ลืมส่งข้อความเตือนให้เขามาถึงพรุ่งนี้ตอนแปดโมง

ฟางเล่อจิ่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่ห้านาทีเต็มๆ จากนั้นตอบกลับอย่างห่อเหี่ยว [ครับ]

มุมปากของเหยียนข่ายยกยิ้ม เขาวางโทรศัพท์กลับไปบนโต๊ะข้างเตียง

เมื่อคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การจราจรจะหนาแน่นมากในเช้าวันจันทร์ ฟางเล่อจิ่งก็ถอนหายใจเฮือกพลางตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนหกโมงด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ชีวิตที่นอนตื่นสายไม่ได้ช่างเป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์เอาซะเลย

แต่ดูเหมือนเหยียนข่ายจะไม่ได้สนใจเลยว่าอีกฝ่ายอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมหรือเปล่า เช้าวันรุ่งขึ้น เขาออกมาตรงเวลาและรู้สึกอารมณ์ดีที่เห็นฟางเล่อจิ่งอยู่ตรงหน้าประตู “อรุณสวัสดิ์”

ฟางเล่อจิ่งหาว

เหยียนข่ายหัวเราะขึ้นมาอีก

ฟางเล่อจิ่ง “…”

น่าเบื่อ!

ยานพาหนะโลดแล่นไปบนทางหลวงในเมือง การจราจรติดขัดจนอยากจะบ้า ภายในรถเงียบเกินไป เหยียนข่ายไม่พูดอะไร ฟางเล่อจิ่งเลยเปิดวิทยุเพราะเขาเองก็หาหัวข้อสนทนาร่วมกันไม่ได้

ข่าวซุบซิบในวงการบันเทิงกำลังพูดถึงภาพยนตร์เรื่องใหม่ของซูนั่ว และถือโอกาสเอ่ยถึงไอดอลหน้าใหม่หลายคนที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้ นอกจากเสิ่นหานที่พลอยติดสอยห้อยท้ายมาด้วยแล้ว คนที่เหลือเกือบทั้งหมดมาจากบริษัทคู่แข่งของตงหวนเอนเตอร์เทนเมนต์ ฟางเล่อจิ่งเปลี่ยนเป็นช่องรายการโฆษณาอย่างรู้งาน อย่าทำให้บอสไม่สบอารมณ์แต่เช้าสิ!

เหยียนข่ายขมวดคิ้วเล็กน้อย ทีแรกอยากจะให้เขาเปลี่ยนช่องกลับ แต่หลังจากได้ยินเนื้อหาในโฆษณาเลยเปลี่ยนใจเอ่ยถามเขา “อยากกินมั้ย”

“เอ๊ะ?” ฟางเล่อจิ่งมึนงงไปชั่วขณะ

เหยียนข่ายเตือนสติ “ร้านอาหารที่วิทยุพูดถึงเมื่อกี้ไง จะเปิดสุดสัปดาห์นี้ อยากกินหรือเปล่า”

ฟางเล่อจิ่งรีบปฏิเสธ “ไม่อยากครับ”

เหยียนข่ายถาม “ได้ยินเหรอว่าร้านไหน ”

ฟางเล่อจิ่งนิ่ง เมื่อกี้เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

เหยียนข่ายไม่พอใจ “แปลว่านายไม่ได้คิด”

ฟางเล่อจิ่งสะอึก

เหยียนข่ายพูดต่อ “ก็ตัดสินใจแบบนี้แล้ว”

ฟางเล่อจิ่งกำพวงมาลัยแน่นด้วยกลัวห้ามใจไม่ให้แพ่นกบาลเขาไม่ไหว ถ้าครั้งนี้ยังต้องเจอกับพายุฝนฟ้าคะนองและไข้หวัดอีกละก็ ถึงจะต้องไปขายซีดีใต้สะพานลอย ฉันก็จะลาออกแน่นอน!

เหยียนข่ายเอนกายพิงอยู่บนเบาะข้างคนขับ หางตาเหลือบเห็นอากัปกิริยาเล็กๆ น้อยๆ อันซับซ้อนของเขาก็ยิ่งอารมณ์ดี

เนื่องจากไม่คุ้นทางบวกกับการจราจรติดขัด กว่าทั้งสองคนจะไปถึงบริษัทก็เลยเวลาไปมาก หลังจากตอกบัตรเรียบร้อย ฟางเล่อจิ่งวิ่งไปห้องทำงานก็เจอกับหยางเทียนและเซี่ยงเสี่ยวตงกำลังเดินมาทางนี้เลยแปลกใจเล็กน้อย “พวกพี่มาได้ยังไงเนี่ย”

“มาคุยงานกับรองประธานป๋ายเลยแวะเอาขนมเล็กๆ น้อยๆ มาฝากนายด้วย” หยางเทียนชี้ไปยังห้องทำงาน “อยู่บนโต๊ะแน่ะ”

ฟางเล่อจิ่งยิ้ม “ขอบคุณครับ”

“งานเป็นไงบ้าง” เซี่ยงเสี่ยวตงถามเขา

“ก็ดีนะ” ฟางเล่อจิ่งรู้ว่าเขาควรทำเป็นมองข้ามคราวเคราะห์หามยามร้ายระหว่างตัวเองกับท่านประธานไป “พวกพี่จะคุยเสร็จตอนไหน ไปกินมื้อกลางวันด้วยกันเถอะ”

“คงจะไม่มีเวลาแล้วน่ะสิ ที่สตูดิโอยังยุ่งๆ อยู่เลย” หยางเทียนถาม “เสาร์นี้นายมีธุระหรือเปล่า ถ้าว่างก็มาช่วยหน่อยละกัน”

“ช่วยอะไรเหรอ” ฟางเล่อจิ่งตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

เซี่ยงเสี่ยวตงสะดุ้งโหยงแล้วเอ่ยเตือนเขา “ค่าตอบแทนน้อยมาก แถมเนื้อหางานก็น่าเบื่อด้วย” เพราะงั้นนายไม่ต้องตื่นเต้นหรอก คนอื่นจะพานกดดันเอา

“ไม่เป็นไร” ฟางเล่อจิ่งท่าทางจริงจัง “ผมยินดีช่วยทุกอย่าง ไม่มีค่าตอบแทนก็ไม่เป็นไร”

เซี่ยงเสี่ยวตงน้ำตาคลอทันที ว่าแล้วว่าเล่อเล่อน่ะเป็นคนดีที่สุด!

ดังนั้นห้านาทีถัดมา เหยียนข่ายจึงได้รับโทรศัพท์จากฟางเล่อจิ่งว่าเสาร์นี้มีธุระกะทันหัน ไปกินข้าวไม่ได้แล้ว

“งั้นก็ช่างมันไปละกันเนอะ” ฟางเล่อจิ่งเอ่ยจากใจ

เหยียนข่ายนิ่วหน้า “ธุระอะไร”

เรื่องส่วนตัวก็ยังจะถามอีก รู้จักเคารพความเป็นส่วนตัวของพนักงานมั้ย! ฟางเล่อจิ่งประท้วงในใจ จากนั้นตอบไปตามตรง “วันเสาร์ผมมีถ่ายปกนิตยสารนอกสถานที่ที่สตูดิโอของพี่ตง พวกเขาอยากให้ผมไปช่วย”

เหยียนข่ายเงียบไม่พูดอะไร

ฟางเล่อจิ่งเน้น “ผมต้องไป” เงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยต่อว่า “รับเงินเขามาแล้ว”

เหยียนข่ายอยากจะบอกเหลือเกินว่า ‘ฉันจะจ่ายให้นายสิบเท่า’

“แค่นี้นะครับ!” ฟางเล่อจิ่งวางสายอย่างรวดเร็วแล้วถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

เหยียนข่ายนั่งหน้าบูดบึ้งอยู่หลังโต๊ะทำงาน

เดิมทีเลขาฯต้องการเข้ามารายงานการทำงาน แต่ยื่นหน้าเข้ามาได้เพียงครึ่งก็ต้องหดหัว ‘ฟุ่บ’ กลับไปทันที

ไปกินรังแตนมาแต่เช้าเลยเหรอ

น่ากลัวเป็นบ้า

ป๋ายอี้ถือเอกสารเดินเข้ามา

เลขาฯเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “รองประธานป๋าย ประธานเหยียนเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดีนะคะ”

ป๋ายอี้หยุดฝีเท้า

เลขาฯบอก “ถ้าไม่เร่งด่วนอะไร คุณรออีกเดี๋ยวค่อยเข้าไปจะดีกว่า”

ป๋ายอี้หันหลังกลับโดยไม่ลังเล

แต่ไม่สำเร็จ

เหยียนข่ายมองเห็นร่างเขาจากประตูกระจกเลยเรียกมาสั่งทันที “ไปโทร.หาหยางเทียน”

“ครับ” ป๋ายอี้พยักหน้า

เหยียนข่ายว่าต่อ “ลองถามตารางงานของสตูดิโอในวันหยุดนี้หน่อย”

“ครับ?” ป๋ายอี้งุนงง “ท่านประธานมีธุระกับเขาเหรอ”

เหยียนข่ายพยักหน้า “มี”

นี่มันต่างกับไม่ตอบตรงไหน! ป๋ายอี้แอบแขวะในใจ เขาออกไปโทร.หาหยางเทียนและกลับเข้ามาหลังจากนั้นห้านาที “วันหยุดนี้คงไม่ได้ สตูดิโอต้องออกไปถ่ายทำนอกสถานที่สองวัน”

เหยียนข่ายไม่พูดอะไรสักคำ ยังคงมองเขาเหมือนเดิม

ป๋ายอี้ทำอะไรไม่ถูก หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเลยลองหยั่งเชิงถาม “ไม่งั้นให้ฉันช่วยนัดวันให้นายอีกทีดีมั้ย”

เหยียนข่าย “…”

ท่าทางแบบนี้บ่งบอกชัดเจนว่าพายุกำลังจะเข้า ป๋ายอี้หันขวับ “ฉันจะไปบอกหยางเทียน ไม่ว่าวันหยุดนี้จะมีงานใหญ่แค่ไหนก็ต้องยกเลิกแล้วสละเวลาให้พวกเรา!”

“กลับมา!” เหยียนข่ายไม่แสดงสีหน้าใดๆ

ป๋ายอี้โอดครวญในใจ ตกลงจะเอายังไงกันแน่

หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเหยียนข่ายเอ่ยอย่างสบายๆ “ไปทำตารางงานวันหยุดของสตูดิโอมาให้ฉันหนึ่งชุด”

ก็บอกมาเลยตั้งแต่ทีแรกไม่ได้หรือไง!

นึกว่ามีเรื่องอะไรใหญ่โตซะอีก!

รองประธานป๋ายอยากจะกลายร่างเป็นเกรย์มอน[4]เสียเหลือเกิน!

ทำไมช่วงนี้ทำตัวแปลกขึ้นเรื่อยๆ เลย ยังไหวมั้ยเนี่ย

 

ช่วงสองสามวันนับจากวันนั้น ฟางเล่อจิ่งเอาแต่วิตกกังวลตลอดเวลา กลัวว่าจะถูกเหยียนข่ายดึงตัวไว้อีก แต่ความจริงกลับพิสูจน์ว่าเขาคิดมากเกินไป อย่างน้อยก่อนเลิกงานในวันศุกร์ ไม่ว่าจะเป็น QQ หรือโทรศัพท์มือถือต่างก็เงียบสงบและไม่ได้รับข้อความอะไรจากท่านประธาน

เสี้ยววินาทีที่เสียงกริ่งเลิกงานดังขึ้น ฟางเล่อจิ่งแทบน้ำตาไหล รู้สึกยินดีปรีดาที่หลบหนีได้สำเร็จ! เขาปิดมือถือ หอบหิ้วกระเป๋าไปยังลานจอดรถแล้วพุ่งตัวกลับบ้านด้วยความเร็วสูงสุด

ไม่ต้องออกไปกินข้าวกับเจ้าคนมีกรรมนี่มันรู้สึกดีชะมัด!

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาไม่รู้คือ เวลานี้เหยียนข่ายเองกำลังเอนกายอยู่บนโซฟา มือหนึ่งถือถ้วยชาส่วนอีกมือถือตารางทำงานวันพรุ่งนี้ของสตูดิโอโฆษณาไว้ ดูท่าทางอารมณ์ดีมาก

ว่าไปแล้ว เรื่องบางเรื่อง คนบางคน ใช่ว่าอยากหนีแล้วจะหนีพ้น…

 

[1] แอปพลิเคชันและโปรแกรมสำหรับคุยกันคล้ายกับ Line เป็นที่นิยมในประเทศจีน

[2] ภาษาจีนเรียกว่า ‘เสี่ยวชวี’ (Microdistrict) เรียกเขตที่พักอาศัยที่จัดสรรโดยรัฐบาล ลักษณะที่พักอาศัยจะเป็นหมู่อาคารอพาร์ตเมนต์ที่อยู่ในรั้วเดียวกัน ภายในพื้นที่นี้มีการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ร้านค้า สันทนาการ สนามเด็กเล่น และพื้นที่สีเขียว เป็นต้น

[3] เกมการ์ดประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมในประเทศจีน

[4] ดิจิมอน สายพันธุ์ไดโนเสาร์

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า