[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 2.3

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

งานที่บริษัทยุ่งมากหรือเปล่า พ่อถึงได้กลับมาบ้านวันเว้นวัน บางทีก็ไม่ได้กลับมาบ้านสองถึงสามวันเลย คงจะไม่อยากกลับมาบ้านที่ไม่มีแม่ละมั้ง ผมเองก็มีบางครั้งที่อยากหนีไปให้ห่างจากบ้านอันว่างเปล่า และเผลอกดออดตามความเคยชิน พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ไม่มีคนที่จะมาเปิดประตูให้แล้ว ก็มักจะรู้สึกว่าอยากหันหลังกลับแล้วไปให้ไกลจากบ้านให้มากที่สุด พ่อก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน

ผมทอดสายตามองพ่อที่ไหล่ตกเปิดประตูบ้านเข้ามาในเวลาดึก คงคิดว่าในบ้านที่ปิดไฟมืดไม่มีคนตื่นอยู่ พอถอดรองเท้าเดินมาที่ห้องนั่งเล่นก็ถอนหายใจหนักหน่วงออกมา

“พ่อ”

“ยังไม่นอนเหรอ”

พ่อทำหน้าตกใจกับเสียงที่ดังออกมาจากความมืด พอเห็นผมนั่งอยู่ตรงโซฟาห้องนั่งเล่น พ่อก็ผ่อนคลายไหล่ที่เกร็งเพราะตกใจลง

“กลับดึกจังเลยครับ”

“งานเยอะน่ะ ทำไมยังไม่นอน”

“นอนไม่หลับน่ะครับ แล้วก็รอพ่อด้วย”

“ไม่ต้องรอ ถึงนอนไม่หลับก็ต้องพยายามนอนสิ เดี๋ยวสุขภาพจะเสีย”

พ่อบอกให้รีบเข้าไปนอน แล้วเดินไปที่ห้องนอน ผมมองแผ่นหลังที่เหนื่อยล้าของพ่อแล้วเรียกพ่อไว้

“ตำรวจสายสืบมาที่บ้านครับ”

“รู้แล้วละ”

“เขาบอกว่าไม่มีคนเห็นเหตุการณ์ รู้เรื่องนั้นรึยังครับ”

“…อืม”

“แล้วเขาไม่ได้บอกเรื่องอื่นอีกเหรอครับ”

คำถามของผมทำให้พ่อหันกลับมามอง

“ยอง”

“เขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่เด็กควรเข้าไปยุ่ง แล้วก็ไม่บอกอะไรผมเลย”

“ทางตำรวจก็กำลังพยายามอยู่ ตั้งรางวัลตอบแทนเพื่อหาคนเห็นเหตุการณ์ด้วย”

เรื่องนั้นผมรู้อยู่แล้ว มีป้ายประกาศขนาดใหญ่ติดอยู่หน้าถนนที่แม่เกิดอุบัติเหตุ ป้ายประกาศที่ต้องเห็นทุกครั้งเวลาไปกลับจากโรงเรียนนั้นยิ่งตอกย้ำความจริงว่าแม่ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว

“ผมรู้ครับ”

ในหนึ่งวันต้องถูกครอบงำด้วยความคิดว่าอยากจะฉีกป้ายประกาศนั้นหลายครั้ง เรื่องที่แม่ไม่อยู่แล้วคือความจริง และแม่ก็จากไปเพราะถูกรถทับอย่างน่ากลัวบนถนนสายนี้ ผมเคยคิดเพ้อเจ้อบ่อย ๆ ว่าถ้าลบสิ่งที่ฝังใจไว้ทิ้งไป เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้

“ไม่ใช่เรื่องที่บ่นแล้วจะทำอะไรได้ คุยกันไว้อย่างดีแล้ว คงไม่หย่อนยานในการสืบสวนหรอก”

“จะจับได้ใช่ไหมครับ”

ผมเงยหน้ามองพ่อแล้วถาม

“ต่อให้ไม่มีคนเห็นเหตุการณ์ ต่อให้ตอนนี้ไม่มีหลักฐาน…ยังไงสักวันหนึ่งก็จะจับได้ใช่ไหมครับ”

“ยอง”

“เขาเป็นคนเลวนี่ครับ ถึงอาจจะเป็นอุบัติเหตุก็เถอะ…แต่ยังไงเขาก็ควรชดใช้ความผิดที่ตัวเองทำ แต่เขากลับหนี ทิ้งแม่ไว้แบบนั้นแล้วหนีไป…”

ผมกลั้นน้ำตาไว้

“คนไม่ดีต้องได้รับโทษถูกไหมครับ”

“…ใช่”

พ่อพยักหน้าและถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง

“พอตื่นมาตอนเช้าก็คิดว่าแม่จะอยู่ที่ห้องครัว แม่คงกำลังเตรียมอาหารเช้ารอผมอาบน้ำออกมา พอลืมตาขึ้นมาก็รีบวิ่งไปที่ห้องครัวทันที แต่แม่ไม่อยู่ เวลาเลิกเรียนกลับมาที่บ้านก็จะกดออดหลายครั้ง เพราะคิดว่าแม่คงออกมาเปิดประตูให้ก็เลยกดออด แต่ไม่มีใครเปิดประตูให้ คิดว่าถ้าเปิดประตูชานบ้านไว้ก็คงจะบอกให้ปิดประตู เดี๋ยวเป็นหวัด คงจะเอาสายยางมารดน้ำเพราะต้นไม้เหี่ยว แต่ว่าแม่ไม่อยู่”

เสียงที่ออกมาจากปากนั้นเรียบเฉยต่างจากภายในใจที่กำลังสั่นไหว เป็นเรื่องที่แม้แต่ตัวเองยังคิดว่าแปลก

“พ่อ”

แววตาสั่นไหวเหมือนตอนร้องไห้ แต่แปลกที่ไม่มีน้ำตาไหลออกมา

“เหมือนผมไม่ปกติเลยครับ”

ผมลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาพ่อทีละก้าว

“รู้สึกแปลกไป”

ผมยื่นมือออกไปกอดพ่อ พ่อยกแขนที่อ่อนแรงขึ้นมาโอบกอดไหล่ของผมไว้อย่างไร้เรี่ยวแรง

“รู้สึกเหมือนไม่ใช่ความจริงเลยครับ…การที่แม่ไม่อยู่แล้วเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงเลย”

“ไม่เป็นไรนะ ยอง ไม่เป็นไร”

มือที่มีไออุ่นลูบหลังผม ผมส่ายหน้าโดยที่ซบหน้าลงกับอ้อมกอดของพ่อ

“ถ้าจับคนร้ายไม่ได้ก็คงดี”

มือที่ลูบหลังผมอยู่หยุดลง

“เพราะถ้าจับคนร้ายได้…การตายของแม่ก็จะเป็นความจริง ผมกลัว”

“ยอง”

“ไม่สิ”

ผมส่ายหัว เอาแก้มถูตรงหน้าอกพ่อเหมือนเด็ก

“อยากให้จับคนร้ายให้ได้”

ผมกอดเอวของพ่อไว้แน่นแล้วพูดออกมาทีละคำราวกับกำลังครุ่นคิด

“ต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนฆ่าแม่ จะต้องรู้ตัวฆาตกรให้ได้”

“ยอง”

พ่อถอนหายใจและกอดผมไว้แน่น

“ขึ้นไปนอนได้แล้ว”

“ผมจะต้องรู้หน้าคนร้ายให้ได้ครับ”

“เข้าใจแล้ว รีบไปนอนเถอะ”

พ่อเอามือที่ตบบ่าผมในตอนแรกดึงตัวผมออกจากอ้อมอก

“เลิกคิดเรื่องนั้นแล้วนอนสักหน่อยไป หน้าโทรมหมดแล้ว คงไม่ได้นอนเลยละสิ”

“ผมนอนไม่หลับ”

ผมขมวดคิ้วและพูดด้วยเสียงสะอื้น ขณะเดียวกันนั้นก็ปวดขมับตุบ ๆ รู้สึกเหมือนมีใครเอาเหล็กหมาดมาทิ่มที่หัว

“ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า”

“ไม่เป็นไรครับ แค่ปวดหัวนิดหน่อย”

ผมโบกมือให้พ่อที่สีหน้าดูเป็นห่วงแล้วยิ้มอย่างไร้เรี่ยวแรง ความรู้สึกเหมือนมีแมลงชอนไชอยู่ในหัว แต่ไม่จำเป็นต้องบอกพ่อถึงขนาดนั้น ผมเดินห่างออกมาจากพ่อประมาณสองก้าว ทำหน้าเหมือนไม่เป็นอะไร

“พ่อคงจะเหนื่อย ขอโทษนะครับ”

“ไม่ได้ป่วยแน่เหรอ”

“ไม่เป็นไรครับ แค่นอนไม่หลับ”

พ่อกำลังจะเดินเข้ามาดู แต่ผมบอกปัดให้พ่อรีบเข้าไปพักผ่อน พ่อเหนื่อยมากแล้ว ไม่อยากทำให้ต้องห่วงผมเพิ่มอีก ผมฝืนยิ้มโบกมือบอกว่าไม่เป็นไรจริง ๆ

“ถ้าไม่สบายต้องบอกนะ เข้าใจไหม”

“ครับ ผมไม่เป็นไรจริง ๆ”

ผมเหยียบขั้นบันไดเพื่อจะขึ้นไปชั้นสอง แล้วก็หยุดและหันหลังกลับมา

“พ่อ”

พ่อที่เพิ่งเปิดประตูกำลังจะเข้าห้องพอดีหันหน้าแล้วเงยขึ้นมองผม

“พวกเราน่ะ”

พ่อพยักหน้าเหมือนเป็นการบอกให้พูดต่อ

“ต่อให้รู้สึกแย่เรื่องแม่ยังไง…แต่เราอย่าขายบ้านหลังนี้เลยนะครับ”

ความสับสนปรากฏบนใบหน้าของพ่อครู่หนึ่งแล้วก็หายไป คงจะตกใจว่าจู่ ๆ พูดเรื่องอะไรกลางดึกแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นคำพูดที่ประหลาดมาก แต่ก็ทำเป็นไม่รู้แล้วพูดต่อ

“ที่นี่เป็นบ้านของพวกเรา แม่ชอบที่นี่มากด้วย ผมเองก็โตที่นี่…ถึงจะลำบากที่นึกถึงแม่ขึ้นมาบ่อย ๆ แต่ถ้าไม่ใช่ที่นี่ผมคงทำใจไม่ได้”

“พูดเรื่องอะไร รีบขึ้นไปนอนเถอะ”

พ่อโบกมือปัดเหมือนผมพูดเรื่องไร้สาระ แล้วบอกว่าให้รีบไปนอนได้แล้ว ผมยิ้มตอบการเร่งเร้าของพ่อแล้วพยักหน้า

“ราตรีสวัสดิ์ครับ”

เมื่อเห็นประตูปิดลงเงียบ ๆ ผมก็เดินขึ้นบันไดไป ภายในบ้านที่ความเงียบเข้าปกคลุมมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากบันไดไม้ดังขึ้น

ปวดหัว หมู่นี้ปวดหัวหนักมากจนน่าแปลกใจ ก่อนหน้านี้แม้มีอาการบ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่ได้ปวดหนักขนาดนี้ ต่อให้ไปโรงพยาบาลก็รู้ดีว่าหมอจะพูดอะไร มีเรื่องที่ทำให้เครียดหรือเปล่าครับ คุณแม่เพิ่งเสียไปเมื่อไม่นานมานี้ครับ ความเครียดที่เกิดจากการถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนักทำให้ปวดหัวได้ครับ แน่นอนว่าต้องเป็นแบบนี้ แต่คิดว่ายังไงก็ควรไปโรงพยาบาลสักครั้ง

เมื่อลืมตาขึ้นมาก็แสบตาเพราะแสงที่ลอดเข้ามาระหว่างม่านปรับแสงแนวตั้ง ผมหลับตาโดยอัตโนมัติ ตรงหน้าเกิดเป็นจุดแสงสีขาวกระจายเต็มไปหมดแล้วก็ค่อย ๆ มืดลง ตอนที่จุดแสงหายไปแล้วความมืดปรากฏ ผมก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เป็นห้องที่คุ้นเคย ไม่สิ ถึงจะไม่คุ้นเคยแต่เคยเห็นมาก่อนแน่นอน

ความฝันอันแปลกประหลาด เป็นความฝันที่เหมือนได้แอบดูอนาคตและรู้สึกเหมือนจริงมาก แค่นั้นก็ว่าแปลกแล้ว แต่กลับฝันเห็นสภาพแวดล้อมแบบเดิมอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อเลย

ผมยันเตียงเพื่อจะลุกขึ้น แต่รู้สึกได้ว่าไม่มีแรง พอก้มลงไปมองก็เห็นผ้าพันแผลสีขาวพันที่ข้อมืออยู่ อะไรน่ะ ผมขมวดคิ้วเพราะความรู้สึกมึนงงที่ไม่น่ายินดี ลูบผ้าพันแผลที่พันข้อมือด้านซ้ายไว้ รู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก กำลังจะใช้เล็บแกะเทปสีขาวที่ติดปลายผ้าพันแผลไว้ ประตูห้องก็เปิดออกพอดี

“ไม่ได้นะคะ”

ผู้หญิงแปลกหน้าวิ่งเข้ามาดึงมือผมออก เป็นผู้หญิงที่เพิ่งเคยเจอครั้งแรก สภาพแวดล้อมเหมือนเดิม แต่ตัวละครเปลี่ยนไป หรือว่าจินตนาการมีขอบเขตจำกัดจนทำให้ฝันถึงสภาพแวดล้อมอื่นไม่ได้ ผมเอียงคอมองผู้หญิงคนนั้น

“กรุณาอยู่เฉย ๆ หน่อยเถอะนะคะ”

น้ำเสียงตำหนิ แต่ก็มีสีหน้าเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก ความไม่พอใจ ความตะขิดตะขวงใจ ความรู้สึกต่อต้าน ท่ามกลางความรู้สึกเหล่านั้นมีความรู้สึกสงสารแฝงอยู่ด้วย แม้ว่าเธอจะไม่ได้แสดงออกมา แต่ก็รับรู้ความรู้สึกของเธอได้พอประมาณ

“ทำไมเหรอครับ”

ผมยังคาใจกับผ้าพันแผลที่ไม่ทันได้แกะออกเพราะผู้หญิงคนนั้นห้ามไว้ ก็เลยถามพลางใช้มือขวาลูบผ้าพันแผลที่ข้อมือด้านซ้าย

“ผมไม่ค่อยอยู่เฉยเหรอครับ”

คำถามของผมทำให้ผู้หญิงคนนั้นเบิกตากว้าง สีหน้าตกใจของผู้หญิงที่ดูอายุใกล้เคียงกับแม่ทำให้ผมหัวเราะออกมาอย่างไม่มีเหตุผล

“ตะ…ต้องโทร.หาคุณผู้ชายแล้วละค่ะ”

เธอถอยไปด้านหลังพลางพูดตะกุกตะกัก คุณผู้ชายเหรอ คุณผู้ชายคือใครอีก จะมีคนใหม่โผล่มาอีกเหรอ จู่ ๆ ก็เอะใจขึ้นมา

“ลุงเหรอครับ”

“ใครคะ”

“ลุงคนนั้น ที่ชื่อพอมจูโด”

ดวงตาของผู้หญิงคนนั้นยิ่งเบิกกว้างขึ้นเพราะคำถามของผม ไม่รู้ว่าถูกหรือผิดกันแน่ แต่ผมก็ขำเบา ๆ พร้อมส่ายหัว คงไม่ใช่หรอก แล้วผู้หญิงคนนั้นก็รีบวิ่งออกไปจากห้องทันทีราวกับโดนอะไรไล่

 

ใส่ความเห็น