[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 3.10

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

เนื้อละลายในปาก แน่นอนว่าเนื้อฮันอูที่โอ้อวดค่าตัวแสนแพงนั้นมีรสชาติยอดเยี่ยมสมราคา ผมเป่าเนื้อฟู่ ๆ จิ้มเกลือ กินคู่กับเครื่องเคียงอย่างยำต้นหอมแล้วก็กิมจิผักกาดขาวด้วย ผู้ชายคนนั้นใช้ตะเกียบคีบเนื้อส่วนนั้นส่วนนี้มาใส่จานให้ ผมก็กินหมดจนท้องจะแตก แถมยังกินบะหมี่เย็นที่ออกมาเสิร์ฟเป็นอย่างสุดท้าย อิ่มจนลุกไม่ขึ้น ก็เลยต้องนั่งมองนอกหน้าต่างสักพัก

“อร่อยมากเลย”

“นายกินอย่างเอร็ดอร่อยจริง ๆ ไม่คิดว่านายจะชอบกินเนื้อขนาดนี้”

“ไม่รู้เหรอครับว่าผมชอบกินเนื้อมาก”

แปลกแฮะ ถ้าอยู่ด้วยกันก็ไม่น่าจะไม่รู้ว่าผมชอบกินเนื้อที่สุด พอผมเอียงคอ เขาก็ลุกจากเก้าอี้ทันที แล้วใส่เสื้อสูทตัวนอกที่ถอดวางไว้

“อิ่มจนเหมือนจะเดินไม่ไหวเลยครับ”

“ให้ขี่คอเอาไหม”

ถ้าเป็นคนอื่นพูดคงคิดว่าล้อเล่น แต่พอเห็นหน้าตาจริงจังของเขาที่ดูเหมือนจะพูดจริงจนเริ่มหวั่นใจ ผมก็ส่ายหน้าไปมา พยายามลุกจากเก้าอี้อย่างยากลำบากแล้วตบพุงที่กินอิ่ม

“ดูนี่สิครับ พุงป่องออกมาเลย”

“น่ารักแฮะ”

ผมยื่นพุงออกไปแล้วพูด เขาก็มองมาพลางยิ้มมุมปาก สายตาที่เหมือนกำลังมองภรรยาที่ตั้งท้องนั่นมันคืออะไรกันนะ ตั้งใจจะพูดเล่น แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คิด แถมกลายเป็นเขินอายอยู่ฝ่ายเดียว ก็เลยรีบเปิดประตูแล้วใส่รองเท้า

“ผมกินไปเยอะมาก ค่าอาหารจะต้องแพงมากแน่เลย”

“ถ้าอยากมาที่นี่ทุกวันก็ลองพูดบ่อย ๆ สิ”

ถ้าพูดมากกว่านี้อีกคำเดียวเขาคงจะพามากินที่นี่ทุกวันแน่ ผมส่ายหัวให้คำพูดของเขา เราเดินผ่านสวนช้า ๆ เห็นดอกไม้สีขาวบานสะพรั่งเต็มต้นทำให้รู้ว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิแล้ว

“ฮืม ฮึมฮืม”

ผมฮัมเพลงอยู่ในคอแล้วร้องออกมาช้า ๆ ทำให้ผู้ชายคนนั้นเบิกตากว้างมองมา ผมมองเขาแล้วยิ้มหวานให้เหมือนหยอกล้อ ท่อนที่นึกเนื้อไม่ออกก็ฮึมฮัมเป็นทำนองในคอเป็นระยะ ๆ แล้วจบลงด้วยเสียงหัวเราะ เขาปรบมือทันที

“ไม่ค่อยได้ฟังผมร้องเพลงเหรอครับ”

“เหมือนจะอย่างนั้น”

“เพลงชื่อว่า Longing for Spring ของโมสาร์ทครับ เพลงนี้เรียนในวิชาดนตรีตอนอยู่ ม.ต้น เป็นเพลงที่เรียบเรียงขึ้นใหม่จากเพลงชื่อว่าอะไรนะ…อืม…Sehnsucht nach dem Frühling!”

ผมยื่นมือไปหาผู้ชายคนนั้น เขาเอียงคอด้วยความงงงวยทันที สีหน้าไม่เข้าใจจุดประสงค์ของผมฉายชัด เฮ้อ อึดอัดจริง ๆ จะต้องพูดออกมาเป็นคำพูดด้วยเหรอ ทักษะในการอ่านบรรยากาศที่ต่อให้ไม่ต้องพูดเยอะก็เข้าใจน่ะ ไปอยู่ที่ไหนหมดกันแน่นะ ผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ขยับมือไปจับมือของเขาไว้ จังหวะที่มือประสานกัน มืออีกฝ่ายก็กระตุกและรู้สึกได้ว่าเขาออกแรงจับแน่นขึ้นมาทันที ผมได้แต่กลั้นยิ้มไว้ในใจ

แกว่งมือที่จับกันไว้เบา ๆ พร้อมกับเดินไปข้างหน้าแล้วเงยหน้ามองผู้ชายคนนั้น เพราะมีลมพัดเบา ๆ ทำให้เงาที่ตกลงบนใบหน้าของเขาซึ่งเดินอยู่ใต้ต้นไม้นั้นสั่นไหว ใบหน้าของเขาที่มีเงาตกกระทบอยู่นั้นเคร่งขรึมสลับกับอ่อนโยน เปลี่ยนไปตามทิศทางของเงาที่เคลื่อนไหว

ใจเต้นตึกตักไปชั่วขณะ ริมฝีปากของเขาได้รูปกำลังดี และเมื่อเห็นว่าริมฝีปากกำลังยกขึ้นด้านบน หัวใจก็เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ หยุดร้องเพลงพลางเหม่อมองริมฝีปากของเขา เขาก็หยุดยืนมองผมที่แน่นิ่งไม่ขยับด้วยสีหน้าแปลกใจ

“ยอง”

“หือ”

“ทำไมยืนอยู่แบบนั้นล่ะ”

“…เอ่อ ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

พอรู้ตัวว่ากำลังเหม่อมองหน้าผู้ชายคนนั้นอยู่ผมก็ยิ้มอย่างเคอะเขิน เก็บซ่อนใบหน้าที่กำลังร้อนผ่าวแล้วส่ายหน้า หลังจากนั้นก็ดึงมือเขาที่จับไว้ให้เดินเร็ว ๆ

“ร้องเพลงเพราะมากเลยครับ”

พอผ่านสวนก็เข้าไปในเรือนหลักของร้านเนื้อ พนักงานที่ยืนอยู่หน้าประตูยิ้มหวานแล้วพูด จะว่าไปที่นี่เป็นร้านของคนอื่นนี่นา กินเนื้ออิ่มแล้วอารมณ์ดีจนเผลอลืมตัว ไม่ใช่ว่าเมาเหล้า แต่เมาเนื้อย่างงั้นเหรอ น่าขายหน้าจริง ๆ แถมเพลิดเพลินกับความรู้สึกของการมีแฟนอยู่คนเดียวอีก หน้าแดงไปหมด พอผมร้องฮือ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“ผมเกือบถูกจับเพราะร้องเพลงเสียงดังเหมือนคนเมาเหล้าแล้วนะ แต่กลับยืนดูเฉย ๆ เหรอครับ”

“นายร้องเพราะ เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก”

นั่นเป็นคำปลอบใจหรือเปล่า ผมมองเขาด้วยความรู้สึกเหมือนถูกทรยศ แก้มป่องเพราะความไม่พอใจ เขาหยิกแก้มผมเบา ๆ พลางพูดว่า บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ตัวเองไม่ใช่คนที่ขายหน้าก็ไม่เป็นไรน่ะสิ

ผู้ชายคนนั้นถามว่าจำเป็นต้องไปด้วยเหรอ ผมดื้อรั้นก็จริง แต่ผู้ชายคนนั้นที่คอยถามซ้ำ ๆ ทิ้งความค้างคาใจไม่ได้สักทีก็ดื้อรั้นไม่แพ้กัน

“ถ้าลุงไม่พาไปผมก็ไปไม่ได้ครับ เพราะตอนนี้ผมทำอะไรด้วยตัวคนเดียวไม่ได้เลย ถ้าไม่ชอบที่ผมจะไปหาพ่อขนาดนั้น จะกลับไปทั้งแบบนี้เลยก็ได้ ไม่ต้องสนใจคำร้องขอของผมก็ได้ เพราะถึงลุงไม่ช่วยก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรนี่ครับ”

“ไม่เคยรู้มาก่อนว่านายน่ากลัวขนาดนี้”

“ก็เลยไม่ชอบผมเหรอครับ”

ผมมองผู้ชายคนนั้นที่พูดด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงแล้วถามอย่างระมัดระวัง

“จะน่ากลัวยิ่งกว่านี้อีกก็ได้ ต่อให้บอกว่าจะดูดไขกระดูกฉัน ก็ไม่แย่เลยสักนิด”

“ไขกระดูกลุงอร่อยตรงไหนเหรอครับผมถึงจะต้องดูด พูดจาแปลก ๆ ไปได้…”

เมื่อขึ้นไปบนรถที่เริ่มคุ้นเคยแล้ว พอคาดเข็มขัดนิรภัย เขาก็สตาร์ตรถด้วยสีหน้าฝืนใจ ท้องถนนในช่วงเวลาเลิกงานนั้นค่อนข้างวุ่นวาย ปกติเขาจะไม่ค่อยพูด แต่ถ้าเจอสถานการณ์ไม่ถูกใจก็จะบ่น แต่วันนี้กลับปิดปากเงียบกริบ ภายในรถที่ความเงียบปกคลุมนั้นน่าอึดอัด ผมก็เลยเปิดกระจก

เส้นทางไม่ได้ไกลมากเท่าไหร่แต่รถติด หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม รถที่ผมนั่งมาก็เข้าไปในโซนอพาร์ตเมนต์หรูแห่งหนึ่ง เขาจอดรถตรงที่ว่าง จากนั้นเราก็เดินไปยังตึกที่เห็นอยู่ตรงหน้า ยืนอยู่ตรงทางเข้าอพาร์ตเมนต์แล้วกดเลขห้อง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงถามว่าใครคะ

“พอมจูโดครับ”

[อุ๊ยตาย ประธานพอมมีธุระอะไรเหรอ]

“ท่านประธานอยู่รึเปล่าครับ”

[ยังไม่กลับมาเลย…แต่เมื่อกี้โทร.มาบอกว่าเลิกงานแล้ว เข้ามาก่อนสิคะ]

ประตูกระจกทางเข้าอพาร์ตเมนต์เปิดพร้อมกับเสียงพูดฉอเลาะ พวกเราเข้ามาในลิฟต์

“มาที่นี่บ่อยเหรอครับ”

“ฉันไม่มีธุระอะไรกับพ่อของนาย”

“แล้วทำไมรู้ดีขนาดนี้ล่ะครับว่าอยู่ชั้นไหน ห้องหมายเลขอะไร”

ผมถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบอารมณ์พร้อมกับมองผู้ชายที่กดเลขชั้นแล้วรอให้ถึง

“ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาบ่อยถึงจะรู้นี่”

พอประตูเปิดออกเขาก็ออกจากลิฟต์ ผมเดินตามหลังเขาไป พอกดออดก็เห็นหน้าของผู้หญิงคนนั้นขึ้นที่หน้าจออินเตอร์คอม ไม่ถามด้วยว่าเป็นใคร พอเห็นหน้าลุงเธอก็เปิดประตูให้ทันที

“สามีบอกว่าใกล้ถึงแล้วละค่ะ จะมาถึงภายในสิบนาที”

“โอเคครับ”

ระหว่างที่เราขึ้นลิฟต์มาเธอคงจะโทร.หาพ่อ

“ถึงไม่รู้ว่ามีธุระอะไร แต่เข้ามารอด้านในก่อนแล้วกันค่ะ”

มือที่ทาเล็บสีแดงยื่นออกมาทางช่องประตูที่เปิดอยู่แล้วจับแขนของผู้ชายคนนั้นดึงเข้าไป พอแขนของผู้หญิงคนนั้นยืดออกมาประตูก็เปิดออกกว้างขึ้นอีกหน่อย แล้วเธอก็ยื่นหน้าออกมา คิดไว้อยู่แล้ว ใช่ผู้หญิงที่เป็นมาดามรูมซาลอนที่เคยเจอที่บริษัทจริง ๆ

“อุ๊ยตาย อะไรกัน”

“ขอรบกวนด้วยครับ”

ผู้หญิงคนนั้นบอกให้เข้าไปเอง ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ ผมดันผู้หญิงคนนั้นออกไป แล้วเข้าไปข้างในโดยจับมือผู้ชายคนนั้นไว้ ที่นี่กว้างกว่าบ้านที่ผมเคยอยู่มาก ภายในก็ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่หรูหรากว่า ในช่วงระยะเวลาสี่ปีหาเงินได้มากขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ

ผมถอดรองเท้าแล้วเดินไปที่ห้องนั่งเล่น กวาดสายตามองรอบ ๆ ก่อนจะนั่งลงบนโซฟา ถึงจะพูดไปว่าขอรบกวนด้วย แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นการรบกวนจริง ๆ ถ้าลองคิดดูให้ดี การที่ลูกชายมาหาพ่อที่บ้านจะเป็นเรื่องเสียมารยาทตรงไหน

“ยืนอยู่ทำไมครับ ถ้าจะรอพ่อกลับมาก็ต้องประมาณสิบนาที นั่งเถอะครับ”

ผู้หญิงคนนั้นปิดประตูแล้วเข้ามา ผมไม่อยากเห็นผู้ชายคนนั้นยืนอยู่กับเธอก็เลยกวักมือเรียกให้มานั่ง เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินมานั่งข้าง ๆ ผม

“มีธุระอะไรเหรอคะ ประธานพอม”

เธอมองผมด้วยสีหน้าไม่พอใจนิดหน่อยแล้วถามผู้ชายคนนั้น

“คนที่มาเพราะมีธุระกับพ่อคือผมครับ ไม่ต้องถามลุงเขาหรอก”

ผมชิงพูดตัดหน้าก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะตอบ ผู้หญิงคนนั้นพอได้ยินคำตอบก็หรี่ตาลงแล้วยิ้ม

“พอพูดแบบนั้นก็รู้แล้วละ ลูกชายของภรรยาคนก่อนนี่เอง ว่าแต่เรียกลุงเลยเหรอ ใจร้ายจังเลยนะ อยู่ที่บ้านให้เรียกแบบนั้นเหรอคะ ประธานพอม”

โฮะ ๆ ๆ ๆ ผู้หญิงคนนั้นขำโดยใช้มือปิดปาก สีหน้าของเธอทำให้อารมณ์เสีย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคนที่มาบ้านคือลุง ไม่ใช่พ่อ ก็ยังไม่แต่งตัวให้เรียบร้อย ใส่แค่ชุดสลิปเซ็กซี่ที่มีเสื้อคลุมอาบน้ำทับเท่านั้น แถมยังนั่งไขว่ห้าง ทำให้มองเห็นชุดสลิปบาง ๆ ระหว่างรอยแยกของเสื้อคลุม

มาดามรูมซาลอน อาชีพของเธอที่พี่ฮีซูเคยบอกไว้ผุดขึ้นมา พ่อแอบเจอกับผู้หญิงแบบนั้นแล้วนอกใจแม่ สุดท้ายถึงขั้นแต่งงานใหม่เพราะสลัดไม่หลุดแล้วอยู่กินด้วยกันแบบนี้ แม่อุตส่าห์ทั้งเชื่อใจ ไว้ใจ และรักพ่อขนาดไหน แต่พ่อกลับมองผู้หญิงแบบนั้น

“จะว่าไปก็เกินคาดแฮะ ความสัมพันธ์ดีขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ถึงขั้นไปไหนมาไหนด้วยกันเลยเหรอ”

“ขอน้ำสักแก้วสิครับ”

“เป็นเหล้าแทนดีไหมคะ เดี๋ยวสามีก็คงจะกลับมาแล้ว ฉันทำกับแกล้มหน่อยดีไหม”

“ไม่จำเป็นครับ…ลุงต้องขับรถ”

พูดเรื่องเหล้าเหมือนกลัวคนไม่รู้ว่าเป็นมาดามรูมซาลอน ผมพูดห้วน ๆ เพื่อตัดบทผู้หญิงคนนั้นในตอนแรก แล้วก็คิดว่าดูห้วนเกินไปหน่อยก็เลยพูดข้ออ้างต่อท้าย เธอขำออกมาราวกับรู้ความคิดของผม เป็นผู้หญิงที่ผมรู้สึกไม่ชอบจริง ๆ ผมหน้านิ่วคิ้วขมวดตั้งใจจะละสายตาไปทางอื่น แต่เสียงออดดังขึ้นพอดี พ่อหรือเปล่า ผู้หญิงคนนั้นรีบไปที่ประตูทางเข้าบ้านแล้วเปิดประตู

“กลับมาแล้วเหรอคะ”

“บอกว่าประธานพอมมาเหรอ”

ผู้หญิงคนนั้นรับกระเป๋าของพ่อมาถือแล้วดันหลังพ่อไปที่ห้องนั่งเล่น ผมหันไปมองพ่อแล้วลุกขึ้นจากโซฟา

“แก! …นี่มันเรื่องอะไรกัน”

นึกว่าอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมองผมแล้วถามว่ามาด้วยเหรอเสียอีก แต่กลับไม่ทักทายกันด้วยซ้ำ อย่างกับว่าผมไม่มีตัวตนแล้วหันไปถามลุงด้วยสีหน้าไม่พอใจแบบนั้นได้ยังไง

 

ใส่ความเห็น