[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 4 ตอนที่ 122 : เงาสะท้อนของอาจารย์

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

122

เงาสะท้อนของอาจารย์

 

“มา สหายโม่ ให้ข้าแนะนำสักหน่อย ผู้นี้คือศิษย์น้องหญิงเล็กใต้อาณัติข้า ชื่อซ่งชิวถง”

สุดท้ายยังคงจำใจนั่งลง ปล่อยให้หนานกงซื่อแนะนำด้วยความกระตือรือร้น ซ่งชิวถงหนอซ่งชิวถง เขารู้จักนางดี ถึงขั้นบนหลังมีไฝที่ใด ต้นขามีปานตรงไหน ที่ไหนจะต้องให้หนานกงซื่อแนะนำให้มากความ

ทว่าโม่หรานยังคงปั้นหน้าขึงขัง พยักหน้าอย่างอดกลั้น “แม่นางซ่ง”

“ท่านนี้คือศิษย์สายตรงของปรมาจารย์ฉู่ โม่เวยอวี่แห่งยอดเขาสื่อเซิง ก่อนหน้าเจ้าคงเคยพบเขาที่ตำบลไฉ่เตี๋ย เพียงแต่ตอนนั้นคนมาก เจ้าคงจำไม่ได้แล้ว”

ซ่งชิวถงยิ้มอย่างอ่อนโยน ลุกขึ้นทำความเคารพ “ข้าน้อยชิวถง คารวะโม่เซียนจวิน”

“…”

โม่หรานไม่ลุกขึ้น แววตาลึกล้ำมองนางอยู่สักพัก จึงเอ่ยว่า “เกรงใจแล้ว”

กับภรรยาเมื่อชาติก่อนของเขาคนนี้ ในใจโม่หรานมีแต่ความสะอิดสะเอียนอย่างแท้จริง ความสะอิดสะเอียนเช่นนี้มิใช่มีขึ้นหลังจากเกิดใหม่ แต่ฝังลึกเข้ากระดูกมาตั้งแต่ชาติก่อน อย่างมิอาจลบล้างได้

ตอนที่เจอนางสองสามครั้งก่อน ล้วนมิได้เป็นการพบหน้ากันโดยตรง ด้วยเหตุนี้แม้จะมีความรังเกียจ แต่ก็มิได้ถึงขั้นไม่เป็นสุขเช่นในเวลานี้

นางเป็นสตรีอ่อนแอ ไม่ว่าจะพูดจาหรือทำอะไร มักใช้น้ำเสียงแผ่วเบา นางเหมือนผลไม้ที่ยังเขียวสดซึ่งออกผลต้นฤดูสารท ถูกบดบังอยู่หลังกิ่งใบหนาทึบ มิได้หอมหวนปานบุปผา ทั้งสีสันก็มิได้จับใจคน แต่กลับมีเสน่ห์น่าเอ็นดูยิ่งนัก ในเรือนร่างสะโอดสะองที่เอิบอิ่มนั้น เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาอ่อนโยนอันไร้สิ้นสุด คล้ายเพียงขบเบาๆ คำหนึ่ง ก็ได้ลิ้มรสอมเปรี้ยวอมหวานชุ่มฉ่ำ

กระทั่งแทะจนถึงส่วนลึกเท่านั้น จึงพบว่าภายในมีหนอนเน่าเหม็นตัวหนึ่งนอนตายอยู่ในแกนผลไม้ ตัวหนอนมีน้ำหนองไหลและขึ้นรา

อันที่จริง หากเทียบกับเขาแล้ว ดูเหมือนชาติก่อนซ่งชิวถงจะไม่เคยทำเรื่องชั่วช้าไม่น่าให้อภัยอะไร นอกจากทรยศสำนักหรูเฟิงที่ช่วยชีวิตนาง นอกจากระหว่างที่โม่หรานฆ่าล้างเมือง นางได้มอบตัวเยี่ยวั่งซีออกมาเพื่อรักษาชีวิตตนเอง นอกจากขณะที่หลินอี๋กลายเป็นภูเขาซากศพทะเลโลหิต นางตื่นเต้นยินดีจนออกนอกหน้าเพราะได้รับการตกรางวัลจากโม่หราน สวมเงินใส่ทอง แต่งกายงามเพริศพริ้ง ไปปรนนิบัติเจ้านายคนใหม่อย่างระมัดระวัง

นอกจาก หลังการฆ่าล้างเมืองสิ้นสุด นางร้องไห้อย่างสะเทือนใจเบื้องหน้าศพของเยี่ยวั่งซีที่ไม่อาจพูดอะไรได้อีกต่อไปแล้ว พลางคร่ำครวญว่าเยี่ยวั่งซีโหดร้ายต่อนางเพียงใด ไม่เคยให้นางมีชีวิตที่ดีสักวัน หากมิใช่เพราะโม่หรานบุกมา เกรงว่าชาตินี้นางคงต้องเป็นวัวเป็นม้าให้คนแซ่เยี่ย

ยังมีอะไรอีกนะ

โม่หรานคิดเงียบๆ

ยังมีอะไรอีก

หนานกงซื่อเป็นคนใจร้อน เห็นอาหารหลายอย่างยังไม่ตั้งโต๊ะ เขาจึงไปเร่ง ดังนั้นในห้องจึงเหลือเพียงคู่สามีภรรยาเมื่อชาติก่อน

“คุณชายโม่ ข้าขอดื่มให้ท่านหนึ่งจอก” นางรินสุราให้เขาอย่างอ่อนช้อย แขนเล็กๆ ครึ่งท่อนยื่นออกมาจากแขนเสื้อยาว บนข้อมือมีแต้มชาดพรหมจรรย์เล็กๆ

โม่หรานยื่นมือไปคว้าข้อมือนางไว้ราวกับถูกเทพผีดลใจ

นางร้องอ๊ะเบาๆ เหลือบตาขึ้นมองเขาอย่างตื่นตระหนก แววตานั้นช่างอ่อนเชื่อมราวกับต้นหอมอิ่มน้ำ “คุณชายโม่ นี่ท่าน…”

โม่หรานจ้องมองใบหน้านาง สักพักก็หลุบตาลง หยุดอยู่ที่มือเรียวขาวผ่องของนาง

“เป็นมือที่ดี” ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยเสียงเบา สีหน้าเยียบเย็น “แม่นางซ่งเดินหมากเป็นหรือไม่”

“พะ…พอรู้บ้าง”

“มือที่ดีเช่นนี้ คาดว่าคงเดินหมากที่ดีสักกระดานหนึ่งได้กระมัง” เขาเอ่ยเสียงเย็นชา ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าของหนานกงซื่อดังใกล้เข้ามา ทั้งยังมีเสียงหมาป่าที่เขาเลี้ยงจนเชื่องเห่าโฮ่งๆ อยู่หน้าประตู

“เสียมารยาทแล้ว” โม่หรานคลายมือจากข้อมือเรียวเล็กของนาง จากนั้นหยิบผ้ามาบรรจงเช็ดนิ้วมือของตนจนสะอาด

ด้านนอกแสงสายัณห์สาดจับทั่วฟ้า งานเลี้ยงในคืนวสันต์เริ่มต้นขึ้น

โม่หรานสีหน้าเป็นปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ่งชิวถงแม้ถูกลบหลู่โดยไร้สาเหตุ แต่นางยังอดทนมาตลอด ระหว่างสังสรรค์ยังลุกขึ้นรินสุราให้โม่หรานครั้งหนึ่ง

เขาไม่ดื่มสุราที่นางรินให้ ไม่แม้แต่จะแตะต้องจอกสุราอีก

“สหายโม่ อีกไม่นานก็ถึงงานชุมนุมเขาหลิงซานแล้ว ท่านเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ฉู่ คงมิอาจทำให้อาจารย์เสียหน้า พวกท่านคงเตรียมตัวพร้อมแล้วกระมัง”

“ข้าไม่ไป”

“…ท่านคงมิได้พูดจริงกระมัง”

“เป็นความจริง” โม่หรานยิ้ม “ญาติผู้น้องของข้าไปก็พอแล้ว สำนักในใต้หล้าล้วนมุ่งหน้าไปยังเขาหลิงซาน ข้ากลัวความคึกคัก ไม่อยากไป”

หนานกงซื่อคล้ายไม่เชื่อ ดวงตาสีน้ำตาลของเขาหรี่เล็กลง สีหน้าแววตาราวกับเหยี่ยวที่มองเห็นทะลุปรุโปร่ง

ทว่าโม่หรานมองตอบเขาด้วยแววตาเปิดเผย ไม่ซ่อนเร้นอำพรางแม้แต่น้อย

นัยน์ตาเหยี่ยวจ้องหินผาอยู่ครู่หนึ่ง พบว่าหินผาก็เป็นเพียงหินผาจริงๆ มิได้มีกระต่ายเจ้าเล่ห์หลบซ่อน มิได้มีอสรพิษมากเล่ห์แฝงเร้น

เขาเอนหลังพิงพนัก มือควงตะเกียบ จู่ๆ ก็ยิ้มออกมา “น่าสนใจทีเดียว เช่นนั้นข้าคงไม่ได้พบท่านที่เขาหลิงซาน?”

“ไม่ได้พบข้าแน่นอน”

หนานกงซื่อหัวเราะหยัน “ศิษย์ของปรมาจารย์ฉู่ร้ายกาจนัก งานชุมนุมใหญ่เช่นนี้ก็ไม่สนใจเข้าร่วม”

“…”

โม่หรานเอ่ยในใจ เรื่องนี้พูดยาก จะอธิบายอย่างไรดีเล่า หรือจะให้บอกหนานกงซื่อว่า มิใช่เช่นนี้ ข้าคือผีชราอายุสามสิบกว่าปี ให้ท่าเซียนจวินประลองกับเด็กน้อยไร้ประสบการณ์กลุ่มหนึ่ง บนแท่นสูงยังมีพวกเจ้าสำนักและผู้อาวุโสที่เขาเคยต่อสู้ฆ่าฟันเมื่อชาติที่แล้วนั่งดูอยู่ คอยชูป้ายให้คะแนนแก่ข้า

ไร้สาระแท้ๆ

โม่หรานกระแอมทีหนึ่ง เอ่ยว่า “มิใช่ไม่สนใจเข้าร่วม แต่ข้าไม่เชี่ยวชาญอาคมดั้งเดิม เรียนได้ไม่ดีนัก หากไปร่วมงาน เกรงจะทำให้อาจารย์ขายหน้า คุณชายหนานกงมีฝีมือดีเช่นนี้ คงมีความมั่นใจเป็นทุนเดิม อย่าหัวเราะเยาะข้าเลย”

คำพูดนี้หากเจ้านกน้อยไร้เดียงสาอย่างเซวียเหมิงมาได้ยิน คงดีใจจนตีปีกพึ่บพั่บ ที่โม่หรานลูบขนถูกจุด แต่หนานกงซื่ออยู่ในสำนักหรูเฟิงที่ความสัมพันธ์ในสำนักซับซ้อน ซ้ำยังไร้มารดาตั้งแต่เด็ก ชีวิตมิได้เรียบง่ายถึงเพียงนั้น ด้วยเหตุนี้พอได้ยินคำชมของโม่หราน จึงเพียงแค่ยิ้ม มิได้เหลิงจนตัวลอย

เขาดื่มสุราหลายอึก ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง จากนั้นใช้แขนเสื้อเช็ดปาก เอ่ยว่า “ในเมื่อคุณชายโม่ไม่เข้าร่วมการประลอง เป็นผู้ชมนอกวงย่อมเห็นได้ชัด มิสู้ท่านลองเดาดู ผู้ชนะในงานชุมนุมครั้งนี้ สุดท้ายแล้วจะเป็นผู้ใด”

“…” โม่หรานคิดในใจ บัดซบ! เจ้าถามถูกคนจริงๆ

เป็นผู้ใด จะมีใครกระจ่างไปกว่าเขาอีก นอกจากโกวเฉินตัวปลอมที่อาจเป็นผู้เกิดใหม่เช่นกัน บนโลกนี้ย่อมมีเพียงเขาโม่เวยอวี่ที่รู้ผลการประลองในงานวิจารณ์กระบี่เขาหลิงซานปีนั้น

ผู้ชนะก็คือ…

“หนานกงซื่อ”

จู่ๆ ม่านมุกก็ถูกแหวกออก ท่ามกลางระย้ามุกที่แกว่งไกว ใบหน้าครึ่งซีกที่อยู่ในเงามืดนั้นดูเคร่งขรึม บุรุษทั้งสองในห้องยังไม่ทันตอบสนอง ซ่งชิวถงกลับผุดลุกขึ้นทันควันราวกับถูกเข็มแทง ใบหน้าตื่นตระหนกลนลานดูน่าสงสาร ก้มศีรษะเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “คะ…คุณชายเยี่ย”

ผู้มามีร่างผอมสูงผึ่งผาย สวมชุดดำปักขอบทอง สวมปลอกแขน ช่วงเอวเพรียวบางอย่างยิ่ง คิ้วตามีความงามสามส่วน หล่อเหลาเจ็ดส่วน มิใช่เยี่ยวั่งซีแล้วจะเป็นผู้ใด

“ไม่ได้เรียกเจ้า” เยี่ยวั่งซีไม่เหลือบแลนางแม้แต่น้อย เลิกม่านมุกเดินเข้ามาในห้อง สายตาเขาจับอยู่ที่ร่างคนผู้เดียวตลอด แววตาเยือกเย็นอย่างยิ่ง ทว่ากลับแฝงนัยบางอย่าง “หนานกงซื่อ ผู้ที่ข้าเรียกคือเจ้า หากเจ้าได้ยินแล้ว ก็เงยหน้าขึ้นมา”

หนานกงซื่อไม่ได้เงยหน้า กลับหันไปเอ่ยกับซ่งชิวถง “เจ้าลุกขึ้นมาทำไม นั่งลง”

“ไม่แล้ว คุณชายหนานกง ข้าด้อยอาวุโส ยืนย่อมเหมาะกว่า”

หนานกงซื่อพลันตวาดอย่างเดือดดาล “นั่งลง!”

ซ่งชิวถงสะดุ้งเล็กน้อย มือยันขอบโต๊ะอย่างลังเล

เยี่ยวั่งซีไม่อยากเห็นสภาพชะงักงันกันเช่นนี้ เอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าฟังเขา”

“ขอบคุณคุณชายเยี่ย…”

เยี่ยวั่งซีไม่สนใจซ่งชิวถงอีก “หนานกงซื่อ เจ้ายังจะก่อเรื่องไปถึงเมื่อใด เจ้าสำนักโมโหจนคลั่งไปแล้ว ลุกขึ้น ตามข้ากลับไป”

“เช่นนั้นย่อมดีที่สุด ข้าเห็นเขาคลั่ง เขาก็เห็นข้าตาย! กลับไปก็ไม่มีอะไรต้องคุย หากเขาไม่ยกเลิกคำสั่ง ข้าจะไม่กลับไปเหยียบสำนักหรูเฟิงแม้แต่ครึ่งก้าว” หนานกงซื่อย้ำทีละคำ “คุณ…ชาย…เยี่ย…เชิญกลับ”

“เจ้า…” เยี่ยวั่งซีกำหมัดแน่น ทั้งร่างสั่นเล็กน้อย โม่หรานมองดูอยู่ด้านข้าง รู้สึกว่าเขาเตรียมจะถีบโต๊ะคว่ำไปกระชากตัวหนานกงซื่อได้ทุกเมื่อ แต่ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายเยี่ยวั่งซีก็ยังเป็นวิญญูชน เขากลับสะกดโทสะท่วมฟ้านั้นไว้เสียดื้อๆ

“หนานกงซื่อ” เขาเงียบอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าเจือความอ่อนล้าที่ค่อนข้างขัดแย้งกับสีหน้าซื่อตรงของเขา “เจ้าจะต้องทำให้ถึงขั้นนี้จริงๆ ใช่หรือไม่”

“ใช่แล้วอย่างไร”

เยี่ยวั่งซีหลับตาลง ถอนหายใจอย่างแผ่วเบาจนมิอาจสังเกต ลืมตาขึ้นช้าๆ ยามนี้เขายืนอยู่หน้าโต๊ะ เหลือบมองไปทางโม่หรานในที่สุด

คำกล่าวที่ว่า ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เรื่องภายในสำนักย่อมไม่ต้องการให้คนนอกรู้เช่นกัน โม่หรานจึงลุกขึ้นอย่างรู้จักกาลเทศะ ประสานมือคารวะเยี่ยวั่งซี “เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเย็นนี้ข้ายังมีนัดไปรับชุดที่สั่งตัดไว้ หากไปช้าจะทำให้จ่างกุ้ยต้องรอนาน ขอตัวก่อน”

เยี่ยวั่งซีพยักหน้าให้เขา “ขอบคุณคุณชายโม่”

“ไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องขอบคุณ พวกท่านค่อยๆ คุยกันเถิด”

โม่หรานเดินผ่านข้างกายเยี่ยวั่งซี ขณะเฉียดไหล่กับเขา ก็เหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อยคล้ายไม่เจตนา เมื่ออยู่ในระยะใกล้เช่นนี้ จึงพบว่า แม้เยี่ยยั่งซีจะยังยืนผึ่งผายดุจสนสูงตระหง่าน อารมณ์สุขุมมั่นคง ทว่าหางตากับปรากฏสีแดงเรื่อ คล้ายเพิ่งร้องไห้มา

โม่หรานพลันรู้สึกว่าความอดทนของเยี่ยวั่งซีนั้นมีความคล้ายคลึงกับฉู่หว่านหนิงอยู่หลายส่วน

ชั่วขณะนั้นในใจพลันรู้สึกพลุ่งพล่าน อดหันไปเอ่ยกับหนานกงซื่อไม่ได้ “คุณชายหนานกง แม้ข้าไม่รู้ว่าระหว่างท่านกับคุณชายเยี่ยมีเรื่องอะไรกัน แต่ข้าคิดว่าเขาดีต่อท่านยิ่งนัก หากท่านยินยอม ก็พูดคุยกับเขาดีๆ อย่าเก็บงำเอาไว้ไม่บอกกล่าว”

หนานกงซื่อไม่รับน้ำใจ อารามเดือดดาล จึงไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น เอ่ยอย่างเย็นชา “ไม่ต้องให้ท่านยุ่ง”

“…” ไอ้ผีอายุสั้นเอ๊ย!

โม่หรานออกไปแล้ว ยังลงไปไม่ถึงชั้นล่าง ก็ได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดของหนานกงซื่อดังมาจากในห้อง ชายหนุ่มที่เหมือนหมาป่าผู้นั้นกำลังใช้เขี้ยวแหลมคมของเขาฉีกกระชากวิญญาณของเยี่ยวั่งซี…

“เยี่ยวั่งซี! เจ้ากรอกน้ำแกงลวงวิญญาณอะไรให้บิดาข้า เขาจึงเห็นเจ้าสำคัญกว่าข้า! กลับไปรึ ข้าจะกลับไปกับเจ้าทำไม ตั้งแต่เล็กจนโต มีเรื่องใดที่ข้าตัดสินใจเองได้บ้าง เยี่ยวั่งซี ข้าถามเจ้า พวกเจ้า…พวกเจ้าเห็นข้าเป็นอะไรกันแน่!”

เสียงโต๊ะเก้าอี้ล้มคว่ำดังโครมคราม ถ้วยชามแตกเปรื่อง

สาวใช้ที่ยืนอยู่ตรงทางเดินต่างหวาดผวา ทั้งยังมีแขกชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้อง

“เกิดอะไรขึ้น”

“เอ๋ ผู้ใดมาอาละวาดเช่นนี้ ทำท่าราวกับจะถล่มห่อสุราอยู่แล้ว”

โม่หรานเม้มริมฝีปาก หันกลับไปมองที่สุดปลายทางเดิน

เขาได้ยินเสียงของเยี่ยวั่งซี แหบแห้งราวกับใบไม้แห้งในฤดูสารท โรยราจนไม่เหลือพลังชีวิต

“หนานกง หากข้าเป็นต้นเหตุให้เจ้าอยู่บ้านแล้วไม่มีความสุข เช่นนั้นข้าจะไปเอง จะไม่อยู่ให้เจ้าเห็นหน้าอีก”

“…”

“เจ้ากลับไปเถอะ” เยี่ยวั่งซีกล่าว “ข้าขอร้อง”

หากมิใช่ได้ยินกับหู โม่หรานไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่า คนที่เถรตรงอย่างเยี่ยวั่งซี จะเอ่ยถ้อยคำอ่อนแอเช่นคำว่า “ขอร้อง” ออกมาได้

ในความทรงจำของเขา เยี่ยวั่งซีคือวิญญูชนที่หนักแน่น คือเทพสงครามไร้พ่าย โม่หรานสามารถนึกภาพเขาหลั่งโลหิต แต่มิอาจนึกภาพเขาหลั่งน้ำตา สามารถนึกภาพความตายของเขา แต่มิอาจนึกภาพว่าเขาจะคุกเข่าเป็น

ทว่าวันนี้ เขากลับเอ่ยคำว่า “ขอร้อง” กับชายคนหนึ่ง ต่อหน้าซ่งชิวถง

โม่หรานหลับตาลง

คนผู้หนึ่งมีชีวิตมาหนึ่งชาติภพ มีเรื่องราวอีกตั้งเท่าใดที่มิอาจล่วงรู้

ไม่มีผู้ใดยอมเปิดเปลือยตนเองต่อหน้าผู้อื่น ทุกคนล้วนใช้เสื้อผ้าปกปิดร่างกาย ใช้คำพูดและสีหน้าปิดบังความรู้สึก ต่างก็ห่อหุ้มตนเองหลายชั้น ยื่นลำคอโผล่ศีรษะขึ้นมาเหมือนก้านดอกไม้ ทุกคนล้วนเขียนสีหน้าสีตาแยกแยะอารมณ์ชัดเจนราวกับตัวละคร ตัวนางก็ร้องบทตัวนาง ตัวพระก็ร้องบทตัวพระ ใต้หล้าเป็นดั่งละคร มีตัวพระ ตัวนาง ตัวหน้าลาย ชายชรา และตัวจำอวด [1] แบ่งแยกบทบาทชัดเจน

ผู้ที่แสดงเป็นตัวพระมานาน หากต้องมาสวมแขนเสื้อยาว กรีดนัยน์ตาหงส์ ร้องบทตัวนาง จะทนรับได้อย่างไร

แต่เมื่อเสียงฉาบหยุดลง พิณวงเดือน [2] เงียบเสียง ยามวิกาลคนสงัด ทุกคนต่างล้างสีน้ำมันที่พอกหนาออก น้ำได้ชะคราบมันและลายเส้นคมชัดบนใบหน้าในยามกลางวันออกไป เผยให้เห็นเครื่องหน้าที่แปลกตาไม่คุ้นเคย

ที่แท้ตัวนางวัยสาวคือเด็กหนุ่มห้าวหาญ ตัวพระสายต่อสู้มีดวงตาอ่อนโยนท่วมท้นด้วยความรู้สึก

โม่หรานกลับถึงเรือนน้อยที่ตนเองใช้พำนักชั่วคราว เขากำลังคิดว่า ตนมีชีวิตมาสองชาติ ได้เห็นสรรพชีวิตอย่างถ่องแท้สักกี่ส่วน และมองเห็นตนเองอย่างประจักษ์แจ้งสักกี่ส่วน

ฉู่หว่านหนิงผู้เดียว ก็ทำให้หัวใจของเขาเกิดแล้วดับ ตายแล้วฟื้น…

เขายังนึกขึ้นได้ว่าวันนี้หนานกงซื่อเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นฉู่หว่านหนิง ออกจะน่าขันอยู่บ้าง เหตุใดจึงเข้าใจผิดไปได้

ทว่าขณะล้างหน้าบ้วนปาก พลันพบว่าคนที่อยู่ในคันฉ่องสำริดผู้นั้น เกล้าผมหางม้าสูง สวมชุดจอมเวทสีขาวเรียบง่าย

หางม้านี้เขาเกล้าอย่างลวกๆ เมื่อเช้า ส่วนชุดนี้ได้มาเพราะหลายวันก่อนชุดเก่าตัวเล็กลง จึงไปเลือกชุดที่ร้าน วนอยู่รอบหนึ่งก็พบชุดขาวเข้าทียิ่งนักตัวหนึ่ง เขามิได้คิดอะไรมาก ทั้งมิได้คิดว่าเหตุใดจึงเห็นว่าชุดนี้สวย ก็ซื้อกลับมาสวมใส่แล้ว

เมื่อมองดูในคันฉ่อง เขาพลันเข้าใจ

ที่แท้ชุดขาวนี้ ช่างเหมือนกับชุดที่ฉู่หว่านหนิงเคยสวมใส่เหลือเกิน

คันฉ่องสำริดขุ่นมัว ชาติก่อนดุจความฝัน โม่หรานมองคนในคันฉ่อง เหมือนมองเห็นเศษเสี้ยวของฉู่หว่านหนิง เห็นภาพลวงของเขา ผ่านสีสันอันทึบหนาเสมือนฝันนี้

หยดน้ำบนใบหน้ายังมิได้ถูกเช็ดออกไป ไหลลงมาตามแนวคางที่ค่อยๆ แข็งแกร่งคมชัดขึ้น

เขายืนอยู่หน้าคันฉ่อง เริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว เทพท่องราตรีของเขาที่เลียนแบบเทพท่องราตรีของฉู่หว่านหนิงอย่างงุ่มง่ามนั้น ก็เหมือนกับตัวเขาที่กำลังเลียนแบบอาจารย์ของตนเองอย่างงุ่มง่ามเช่นกัน

โม่หรานค้นหาเงาร่างของฉู่หว่านหนิงในธุลีแดงตามสัญชาตญาณ ครั้นหาไม่พบ ตนเองกลับค่อยๆ กลายมาเป็นเขาไปแล้ว

วันเวลาผันผ่านรวดเร็ว เป็นเพราะความเสียใจของข้า หรือว่าสิ่งอื่น

ข้ามองไม่เห็นท่าน ได้แต่คิดว่าหากท่านพบเจอเรื่องเช่นนี้ ท่านจะทำอย่างไร ท่านเห็นสิ่งใดจึงยิ้มได้ ท่านเห็นสิ่งใดแล้วจะโกรธ

ทุกเรื่องก่อนที่ข้าจะทำ ล้วนนึกถึงท่าน ไม่ว่าเรื่องใด ขณะที่ทำ ล้วนอยากให้ท่านเบิกบานใจ

ข้าคิดว่า หากตอนท่านอยู่ ข้าทำเช่นนี้ ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ จะยอมชมเชยข้าสักหน่อย บอกว่าข้ามิได้ทำผิดหรือไม่

ทุกวันข้าล้วนคิดเช่นนี้ จนฝังลึกในกระดูก จนกลายเป็นความคุ้นเคย ด้วยเหตุนี้ในเวลาต่อมา แม้แต่ตัวข้าก็ไม่ทันรู้ตัวว่า…

แท้แล้ววันเวลาที่ผ่านไปทีละน้อย ข้าได้ใช้ชีวิตจนกลายเป็นเหมือนตัวท่านที่อยู่ในใจข้าไปเสียแล้ว

 

[1] ตัวละครทั้งห้าบทบาทในการแสดงอุปรากรจีนสมัยโบราณ ปัจจุบันตัวชายชราถูกรวมเข้ากับตัวพระ ทำให้เหลือ 4 ประเภท

[2] เย่ว์ฉิน คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ตัวเครื่องดนตรีมีลักษณะเป็นกล่องไม้ทรงกลมแบน มีคันจับยาวตรง มี 4 สาย

One thought on “[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 4 ตอนที่ 122 : เงาสะท้อนของอาจารย์

ใส่ความเห็น