[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 3.11

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

หน้าของพ่อในอีกสี่ปีไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลย ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าดูมีน้ำมีนวลขึ้นนิดหน่อย ถ้ามีสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ทำกับผมเหมือนเป็นคนอื่นโดยไม่รู้สาเหตุ

“พ่อ”

“น่าจะรู้นี่ว่าตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่น่ายินดีทั้งสองฝ่าย”

“พ่อ!”

ผมตะโกนเรียกพ่อที่ไม่ยอมหันมามองกันเลย

“ไม่เห็นผมเหรอครับ”

“พากลับไปเถอะครับ”

“ผมกลับแน่ครับ ถึงพ่อคงไม่คิดจะห้ามอยู่แล้ว และผม…ก็ไม่ได้บอกว่าจะอยู่ที่นี่สักหน่อย เพราะงั้นมองหน้าผมหน่อยเถอะครับพ่อ”

ในตอนนั้นเอง พ่อที่เอาแต่มองผู้ชายคนนั้นถึงหันมามองผม

“ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว…บอกหน่อยเถอะครับว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่”

“…หมายถึงอะไร”

“ผู้หญิงคนนั้นไงครับ คบกับเธอตั้งแต่ก่อนแม่ตายเหรอครับ”

“ไหนบอกว่าเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว จะถามทำไม”

พ่อกระแอมแล้วหันหน้าไป

“แต่ถึงยังไงผมก็อยากรู้ว่าพ่อไม่ละอายใจบ้างเลยเหรอครับ รู้บ้างรึเปล่าว่ามันเป็นเรื่องน่าอาย”

“แล้วยังไง”

“เสียใจที่แม่ตายบ้างไหมครับ หรือว่าดีใจที่แม่ตายเพราะคิดถึงผู้หญิงคนนี้”

“ไอ้ลูกเวร พูดพล่ามอะไรอยู่ได้!”

“แม่น่ะมีแค่พ่อคนเดียว พ่อดีที่สุดเสมอ มีชีวิตอยู่โดยมองแค่พ่อคนเดียว แต่พ่อทำแบบนั้นกับแม่ได้ยังไง ไม่รู้สึกผิดกับแม่บ้างเหรอครับ”

“ประธานพอม พากลับไปทีครับ ถึงไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่หวังว่าต่อไปจะไม่มีเรื่องแบบนี้อีก”

พ่อหันหลังไป แต่ผมคว้ามือพ่อไว้แล้วตะโกนว่า “ทำไม!

“ไม่พูดถึงแม่ก็ได้ เพราะเป็นคนที่ตายไปแล้ว แต่ผมล่ะ แล้วผมล่ะครับ พ่อไม่รู้สึกผิดกับผมบ้างรึไง ไม่เคยนึกถึงลูกชายที่แม่ตายแล้วต้องอยู่บ้านคนเดียวบ้างเหรอครับ ชอบผู้หญิงคนนี้มากขนาดนั้นเลยเหรอ หลงมาดามรูมซาลอนจนไม่คิดถึงบ้านเลยรึไงครับ”

“เจ้าบ้านี่”

“เพราะแบบนั้นก็เลยใช้ชีวิตอย่างไม่มีความละอายใจเลยสินะ แถมยังมีชู้ตั้งแต่ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่!”

ผมมองเห็นสีหน้าพ่อที่กำลังโมโห แต่ก็หยุดตะโกนออกไปไม่ได้

“เป็นบ้าถึงขนาดพอเสร็จงานศพของแม่ก็รีบไปหาผู้หญิงคนนั้นทันที!”

เพียะ เสียงดังขึ้นพร้อมกับหน้าที่หันไปอีกทาง

“ไอ้พวกน่ารำคาญ แม่แกก็น่ารำคาญ แกก็น่ารำคาญ ฉันไม่อยากเห็นหน้าพวกแกทั้งคู่นั่นแหละ แค่กลับเข้าไปในบ้านเล็ก ๆ นั่นก็หายใจไม่ออกแล้ว!”

พ่อจับคอเสื้อผมแล้วเขย่า ผู้ชายคนนั้นคว้ามือพ่อแล้วกระชากออก ไม่รู้ว่าผลักแรงแค่ไหนพ่อถึงร้องโอ๊ย ล้มลงก้นกระแทกพื้น

“กล้าดียังไงถึงตบเขา”

“ที่รัก!”

“ตอนนี้คุณเป็นฝ่ายที่ควรขึ้นเสียงรึไง หา”

ผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ด้านหลังคอยมองผมเงียบ ๆ มาตลอด แต่ตอนนี้กำลังคำรามด้วยเสียงทุ้มต่ำ เหมือนโมโหที่พ่อตบผม เขาดึงผมไปยืนข้าง ๆ แล้วจ้องพ่อเหมือนข่มขู่ ผู้หญิงคนนั้นวิ่งเข้าไปหาพ่อที่ล้มอยู่กับพื้นแล้วพยุงขึ้นมา มองค้อนด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

“ทำไมเป็นแบบนี้คะ ประธานพอม เป็นคนมาหาเองแท้ ๆ แล้วมาก่อเรื่องแบบนี้มันได้เหรอคะ เด็กคนนั้นก็เหมือนกัน พูดจาไร้สาระสิ้นดี”

“ผม…เป็นลูกของพ่อ ถ้าพูดจาไร้สาระก็คงเป็นเพราะพ่อสอนมาไม่ดี”

“โง่เหมือนแม่ตัวเองนั่นแหละ”

“แม่ผมไม่ใช่คนที่ควรจะได้ยินคำพูดแบบนั้นจากผู้หญิงที่เอาแต่รินเหล้าอย่างคุณ!”

“ตลกสิ้นดี”

หึ เธอพ่นลมจากจมูกแล้วหัวเราะ ยืนอยู่ในท่าที่ไม่รู้ว่ากำลังพยุงพ่อหรือถูกพ่อกอดอยู่กันแน่

“ใช่ แม่ของแกมันดีมาก ก็เลยคุมสามีแค่คนเดียวยังไม่ได้จนเขาต้องออกไปหาความสุขข้างนอก เด็กน้อย ไม่คิดว่าโชคดีแล้วที่แม่ตายบ้างเหรอ เพราะถ้าไม่อย่างงั้นก็จะต้องร้องไห้ตาบวมที่ถูกผู้หญิงรินเหล้าแย่งสามีไป จริงไหม”

พอผมกัดฟันจ้องเขม็งเพราะคำพูดของผู้หญิงคนนั้น เธอก็ทำเป็นตกใจพูดว่า “ตายแล้ว น่ากลัวจังเลย” โดยที่ยกริมฝีปากคล้ายยิ้มเยาะ ทั้งผมและแม่ที่เสียไปแล้วกำลังโดนดูถูก ผมไม่ใช่คนที่ควรถูกคนพวกนั้นดูถูก คนที่ทำผิดคือคนพวกนั้นต่างหาก ความรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมถาโถมเข้ามา อยากด่าออกไปสักที แต่คงยังหลงเหลือความคิดที่ว่านั่นเป็นพ่อ ผมก็เลยไม่พูดออกไป

“ออกไปเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่รีบออกไปละก็…”

“แล้วยังไง ถ้าไม่ออกไปแล้วจะทำไมครับ จะทำอะไรผม”

ผมมองพ่อที่ขึ้นเสียงโมโหจนหน้าดำหน้าแดง แล้วตะโกนเสียงดังเหมือนกัน ผู้ชายคนนั้นจิ๊ปากแล้วดึงมือผมไว้

“ยอง”

เขาเรียกชื่อผมเบา ๆ เหมือนบอกให้หยุด

“แต่ผมน่ะ…ถึงยังไงผมก็เคยเชื่อใจพ่อ”

ผมกลั้นเสียงสะอื้นที่จะออกมาพร้อมกับมองหน้าพ่อ

“ผมเสียใจกับการตายของแม่มาก คิดว่าพ่อก็คงจะเสียใจเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าจะต้องอดทนไปกับพ่อ แล้วอยู่ให้ได้ แม้แต่หลังจากเจอผู้หญิงคนนั้นที่บริษัทก็ยังคิดว่าพ่อไม่มีทางทำแบบนั้น ผมแค่เข้าใจผิดไปเอง พ่อของผมไม่ใช่คนแบบนั้น…แต่นี่คือคำตอบเหรอครับ”

“ประธานพอม!”

“ไปกันเถอะยอง”

ผู้หญิงคนนั้นเรียกผู้ชายคนนั้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขาโอบไหล่ผมแล้วกระซิบเรียกผมเบา ๆ เหมือนเป็นการปลอบประโลม

“ผมไปแน่ครับ ถึงพ่อจะไม่อยากเห็นผม…แต่ตอนนี้ผมก็ไม่อยากเห็นหน้าพ่อเหมือนกัน”

ผมมองพ่อที่ยืนกอดผู้หญิงคนนั้นแล้วหันหลังกลับ ใส่รองเท้าเปิดประตูออกมาแล้วกดปุ่มลิฟต์ ผู้ชายคนนั้นที่ตามผมออกมายืนอยู่ด้านหลังผมโดยไม่พูดอะไร

“ในงานศพ พ่อ…ดูเสียใจจริง ๆ นะครับ ดูเหมือนเสียใจที่แม่จากไปก่อนที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จ ก่อนจะให้แม่ได้มีชีวิตที่สุขสบาย เหมือนกับที่ผมเสียใจเพราะแม่เสียไปก่อนที่ผมจะได้เป็นลูกกตัญญูตอบแทนบุญคุณ แต่ตอนนี้ผมกลัวมากเลยครับว่าแม้แต่สิ่งนั้นก็เป็นเรื่องโกหก”

ผู้ชายคนนั้นตบบ่าผมแทนการตอบ

“ฉันบอกแล้วไงว่ามาที่นี่ก็ไม่มีอะไรดี”

ตรงข้ามกับคำตำหนิ มือของเขาลูบอย่างแผ่วเบาที่แก้มของผมซึ่งร้อนผ่าวเพราะถูกพ่อตบ ไม่ได้ถูกตบแรงมากปากด้านในก็เลยไม่แตก แต่บวมนิดหน่อยเลยรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่ปลายนิ้วมือของเขาสัมผัส

ลงลิฟต์มาถึงที่จอดรถก็เดินไปที่รถของผู้ชายคนนั้น น้ำตาไหลหยดลงเท้าในทุก ๆ ก้าวที่เดิน พอขึ้นมานั่งบนที่นั่งข้างคนขับน้ำตาก็เอาแต่ไหลไม่หยุด ผู้ชายคนนั้นทำเป็นไม่รู้ เพลงคลาสสิกที่เขาเปิดไว้เบา ๆ กำลังปลอบโยนผมแทนเขา

ผมเปิดน้ำในอ่างอาบน้ำแล้วแช่ตัวลงไป ใช้มือคนฟองที่ฟูขึ้นมา นั่งอยู่พักใหญ่แล้วค่อยออกจากอ่างน้ำ ใส่ชุดนอนที่ผู้ชายคนนั้นเตรียมไว้ให้ แล้วเปิดประตูห้องด้วยดวงตาแดงก่ำเพราะร้องไห้

“มานี่มา”

ได้ยินเสียงเรียกผมจากห้องครัว พอเข้าไปในห้องครัว เขาก็นั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะและมองผม

“นั่งสิ”

ผมดึงเก้าอี้ออกมานั่ง เขาดันแก้วที่มีไวน์อยู่ประมาณครึ่งแก้วมาให้ตรงหน้า

“จะให้ผมดื่มเหรอครับ”

เขายกแก้วเหล้าที่วางอยู่ตรงหน้าตัวเองขึ้นดื่มแทนการตอบ คงจะอยากบอกว่าแก้วนั้นคือของเขา ส่วนแก้วที่วางตรงหน้าผมคือของผม ผมลูบแก้วไวน์แล้วยกขึ้นดื่มหนึ่งอึก ไวน์มีรสหวานเล็กน้อย แต่ก็ขมนิดหน่อยเหมือนกัน บอกตามตรงว่าไม่แย่ จิบไปแค่ไม่กี่อึกก็หมดแก้ว เขายกขวดแล้วเติมให้อีกครั้ง

“ท่าทางผมจะมีพรสวรรค์เรื่องการดื่มเหล้าเหมือนกันนะเนี่ย”

“ดื่มไวน์ไปแค่แก้วเดียวไม่น่าพูดแบบนั้นได้นะ”

“ถ้าเทียบกับการดื่มเหล้าครั้งแรกก็ถือว่าเก่งแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

“แต่เท่าที่ฉันรู้ ไม่ใช่ครั้งแรก”

เขาหรี่ตาแล้วยิ้ม ผมก็ยิ้มตาม

“เวลาสี่ปีไม่ใช่เวลาที่ยาวนานมากมายอะไร แต่ทั้งตัวผมแล้วก็สิ่งรอบตัวผมเปลี่ยนไปมากเลยนะครับ”

“ถึงจะไม่ใช่เวลาที่ยาวนานมาก แต่ก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่สั้นนี่”

“ก็จริงครับ”

ผมยักไหล่แล้วจิบไวน์อีกครั้ง

“ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้รึเปล่าครับ”

“ไม่รู้เหมือนกันแฮะ”

“ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วพ่อ…”

“การพูดว่าถ้าหากว่ากับเรื่องที่เกิดไปแล้วไม่มีความหมายอะไรหรอก เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้”

“ใช่ครับ เป็นคำพูดที่ถูกต้อง”

คำพูดที่ว่า ‘ถ้าหากแม่ยังมีชีวิตอยู่’ ไม่มีความหมายอะไร เพราะแม่ตายไปแล้ว แต่ในโลกความเป็นจริงของผม นอกจากเรื่องที่แม่ตายไปแล้วก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ทั้งการอยู่กับลุงแบบนี้ ทั้งเรื่องที่พ่อแต่งงานใหม่กับผู้หญิงคนนั้น ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าผมกลับไปในโลกความจริง สุดท้ายแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างหรือเปล่า

“ผมเกลียดพ่อมาก เกลียดจนทนไม่ไหว เหมือนผมเป็นคนโง่ที่เคยเชื่อใจพ่อ แต่ไม่มีอะไรที่ผมทำได้เลยสักอย่าง”

“อยากฆ่าเขาไหม โกรธถึงขั้นนั้นเลยรึเปล่า”

ผมถูกทรยศความไว้ใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังไงเขาก็เป็นพ่อผม จะพูดว่าอยากฆ่าได้ยังไง แต่ผู้ชายคนนั้นกลับถามเหมือนถ้าผมบอกว่าอยากฆ่า เขาก็จะลุกขึ้นทันทีแล้วไปจบชีวิตของพ่อลงเดี๋ยวนี้ได้เลย ผมยิ้มพร้อมส่ายหน้า

“จะไปฆ่าเขาแทนผมเหรอครับ”

“อยากให้ทำแบบนั้นไหม”

“ถ้าลุงฆ่าพ่อผมแล้วติดคุกขึ้นมา…ผมก็ไม่เหลือใครสิครับ แล้วผมจะทำยังไง”

นัยน์ตาของเขาสั่นไหวเพราะคำพูดที่เหมือนเป็นการล้อเล่น

“ผมทำใจยอมรับความจริงลำบาก เขาเป็นคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดที่สุด เป็นพ่อผู้ให้กำเนิดผม เป็นคนที่ผมเคยเชื่อใจมากที่สุด…แต่มันเหมือนเป็นเรื่องโกหก รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องจริง ทั้ง ๆ ที่ไปเห็นกับตาตัวเองมาแล้ว”

“ทำไมถึง…ตัดเยื่อใยทิ้งไปไม่ได้ล่ะ”

“เพราะเขาเป็นพ่อของผมไงครับ”

ผมรู้ว่าตัวเองโง่เขลา แต่ต่อให้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วก็ยังยอมรับความจริงได้ยากอยู่ดี

“ประมาณสองวัน หรืออย่างนานที่สุดก็สามวัน เป็นเวลาที่นายจะอยู่ในฐานะซอมุนยองที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ในช่วงเวลานั้นนายแค่อยู่เฉย ๆ ในฐานะซอมุนยองก็พอ เพราะพอพ้นช่วงเวลานั้นไปแล้ว นายจะกลับไปเป็นซอมุนยองที่มีชีวิตอ่อนล้าและยากลำบากอีกครั้ง ดังนั้นในช่วงเวลานี้นายอยู่โดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยไปเถอะ”

“ผมควรอยู่โดยที่ไม่รู้อะไรเลยเหรอครับ”

“ฉันไม่ชอบที่นายร้องไห้ ไม่ชอบตัวเองที่ทำอะไรให้นายไม่ได้เวลาที่นายร้องไห้ ไม่ชอบที่นายร้องไห้เพราะฉัน”

สีหน้าของเขาที่พูดแบบนั้นเหมือนจะร้องไห้ คนที่อยากร้องไห้คือผมต่างหาก แต่ทำไมเขาถึงทำหน้าแบบนั้น

“ชอบผมใช่ไหมครับ”

“ใช่”

“มากแค่ไหนครับ”

“มากจนอยากลบตัวฉันเองจากอดีตของนาย”

“เพราะไม่ชอบที่ผมร้องไห้เพราะลุงเหรอ”

“ใช่”

มือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะกำหมัดแน่น เขาเม้มปากแน่นราวกับแค่พูดอย่างเดียวก็เจ็บปวดแล้ว ผมเหยียดแขนออกไปจับมือของเขาที่กำอยู่

“ถ้าลบลุงออกไปจากอดีตของผม แล้วผมจะยิ้มได้เหรอครับ”

“…ไม่ใช่”

บางทีในระหว่างสี่ปีที่ผมไม่รู้เรื่องอะไร ผมอาจจะได้รับบาดแผลมากมายก็ได้ ผมแค่ลองคิดทบทวนความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขาแล้วคาดเดาเท่านั้นก็เลยไม่ได้ถามออกไป

“ตอนนี้…ผมยิ้มได้เพราะลุงเลย แต่ลุงก็จะพรากมันไปจากผมเหรอครับ ลุงจะทิ้งผมไว้แล้วหายไปเหรอ”

“ไม่ใช่”

เขาส่ายหัว

“ทำไม่ได้หรอก ฉันทิ้งนายไปไม่ได้ ถึงนายจะร้องไห้ แต่อยู่กับฉันยังดีซะกว่า ให้นายเจ็บปวดอยู่ข้าง ๆ ฉันยังดีกว่าที่นายยิ้มโดยไม่มีฉัน”

“เห็นแก่ตัวจังเลยครับ”

“เคยบอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่คนอ่อนโยน”

เขากุมมือของผมที่วางประกบหลังมือของเขาอยู่แล้วออกแรงดึงให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ และดึงผมเข้าไปกอด ผมวางมือบนไหล่กว้างเพื่อกอดเขา แล้วซุกไซ้ใบหน้ากับแก้มของเขา

“ลุงอาจจะไม่ใช่คนอ่อนโยนจริง ๆ ก็ได้ครับ เพราะผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลุงเลย”

ผมอาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ว่าลุงเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว แต่ยังไงผมก็คงชอบลุงไปแล้ว

“ถึงลุงจะเป็นคนไม่ดี…แต่ผมก็คงจะชอบไปแล้ว”

ผมลูบแก้มของเขาพลางคิดว่า ผม…ชอบผู้ชายคนนี้สินะ ผู้ชายที่รู้แค่ชื่อกับอายุที่ห่างกับสิบสองปี ครบหนึ่งรอบพอดี ผู้ชายที่ในโลกแห่งความจริงไม่มีจุดเชื่อมโยงกันเลย

ผมจูบลงไปบนริมฝีปากที่ปิดสนิทของผู้ชายคนนั้นอย่างระมัดระวัง เป็นการแตะริมฝีปากเบา ๆ แบบที่พวกเด็ก ๆ ก็ทำได้เป็นเรื่องปกติ การแตะปากกันเล่น ๆ เหมือนที่ทำกับสุนัขหรือแมว แต่ริมฝีปากของเขาเปิดออก แล้วดันลิ้นเข้ามาอย่างแผ่วเบา มือที่ร้อนผ่าวของเขารองที่ท้ายทอยของผม

บอกว่าชอบผมหน่อยครับ

เพราะผมในโลกแห่งความจริงที่ไม่รู้อะไรเลยกำลังเหน็ดเหนื่อยอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครให้พึ่งพิง รีบมาหาผมแล้วบอกชอบผมที ช่วยกอดผมไว้ข้างกายแล้วปลอบโยนเหมือนกับตอนนี้ทีเถอะครับ

“ผมชอบลุงนะครับ”

 

ใส่ความเห็น