[ทดลองอ่าน] ปักรักลายบุปผา บทที่ 2

ปักรักลายบุปผา 

繁花盛宴

เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่ง 月下蝶影 เขียน

กระต่ายน้อยของอิงอิง แปล

 

_________________________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

_________________________________________

 

2

 

“ฮวาฮวา! ถานหยวนมองฮวาจิ่นด้วยความตกใจ ช่วงนี้พวกเธอรับออร์เดอร์ที่มีราคาสูงมาสองสามงานแล้ว ลำพังแค่ปักลายตามออร์เดอร์พวกนั้น ก็ต้องทำงานถึงดึกดื่น ตอนนี้ยังจะรับออร์เดอร์ใหญ่ขนาดนี้มาอีก เวลาจะพอได้อย่างไร

ชายวัยกลางคนเห็นสีหน้าถานหยวนแปลกไป ก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากรับงานนี้ของเขา จึงค้อมไหล่ ประกบมือเข้าด้วยกัน พลางเอ่ยขอร้อง “ผม…ผมยอมเพิ่มเงินนะ ทำให้ผมได้มั้ยครับ…”

“ฉันจะเอาอัลบั้มลายปักให้คุณดูนะคะ” ฮวาจิ่นส่งอัลบั้มให้ชายคนนั้นดู ไม่ได้บอกราคา แต่อธิบายกรรมวิธีปักลวดลายแต่ละแบบอย่างละเอียด รวมทั้งระยะเวลาที่ต้องใช้

ชายคนนั้นตั้งใจฟัง เขาพลิกดูแคตตาล็อกกับภาพถ่ายจริง ลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายจึงเลือกงานผ้าปักที่สามารถทำเสร็จได้ภายในหนึ่งเดือนออกมา

ตอนที่จ่ายเงินมัดจำ เขาล้วงกระเป๋าเงินเก่าๆ สกปรกออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ต บนกระเป๋าประทับตราโลโก้แบรนด์ปลอมขนาดใหญ่ ระหว่างที่กำลังนับเงิน เขาก็พูดด้วยความกระดากใจว่า “ผมใช้มือถือจ่ายเงินไม่เป็น ได้ยินว่าในอินเทอร์เน็ตมีไวรัสเยอะ ไม่ทันระวัง เงินในมือถือก็จะถูกขโมยหมดเกลี้ยง”

ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวในเมืองใหญ่ชอบใช้มือถือจ่ายเงิน แม้แต่ของกินเล็กๆ น้อยๆ ข้างทางก็ยังใช้มือถือสแกนจ่ายเงิน วิธีจ่ายเงินแบบเดิมอย่างเขาอาจทำให้คนค้าขายไม่ชอบใจนัก

“เงินสดดีออกค่ะ ได้ถือเงินอยู่ในมือ ให้ความรู้สึกว่าได้รับเงินจริงๆ” ฮวาจิ่นยื่นใบเสร็จรับเงินมัดจำให้เขา “ในนี้มีเบอร์มือถือของฉันกับเพื่อนร่วมงานอยู่ด้วย ถ้ามีอะไร ติดต่อเราได้เลยนะคะ”

“ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณพวกคุณมากๆ เลยนะครับ” ชายวัยกลางคนขอบคุณสามครั้งติดๆ กัน เขาสอดใบเสร็จเก็บไว้ในกระเป๋าเงิน แล้วรีบเดินหายวับออกจากประตูไป

“ฮวาฮวา” พอชายคนนั้นไปแล้ว ถานหยวนจึงพูดอย่างเจ็บใจว่า “คราวก่อนเพิ่มเงินให้สามเท่า เธอยังไม่รับทำ คราวนี้กลับรับซะงั้น เงินก็ได้น้อย แถมยังต้องปักลายใหญ่มากอีก เขาเป็นคนบ้านเดียวกับเธอจริงๆ เหรอ

“ต่อให้เขาเป็นคนบ้านเดียวกันจริงๆ มันก็ไม่คุ้มที่จะยอมเหนื่อยขนาดนี้ รู้รึเปล่าว่าการอดหลับอดนอนมันคือเพชฌฆาตความงามมือหนึ่งเลยนะ” ถานหยวนสบโอกาสยื่นมือไปลูบหน้าฮวาจิ่น “เสียดายใบหน้างามดุจบุปผา หมดจดดุจหยก ที่แม้แต่อิสตรียังหวั่นไหว”

“ขอบคุณที่ชม แต่ข้าไม่มีวันชอบเจ้า ตัดใจเสียเถิด” ฮวาจิ่นปัดมือซุกซนของถานหยวนออก หยิบถ้วยชายัดใส่มืออีกฝ่ายแทน “เร่งมือทำกล่องเครื่องประดับลายบุปผาของเจ้าได้แล้ว ไปได้”

“พ่ะย่ะค่ะ หวงโฮ่ว” ถานหยวนเดินยิ้มกริ่มไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เธอไม่มีพรสวรรค์ด้านงานปัก แม่ของเธอบอกว่า เธอเรียนปักลายผ้ามาเกือบสิบปี แต่ยังปักได้ไม่เป็นธรรมชาติ ไร้จิตวิญญาณ ถ้าเป็นสมัยก่อน ชาตินี้เธอคงเป็นได้แค่คนงานปักผ้า ไม่มีทางได้เป็นปรมาจารย์ ฮวาฮวาไม่เหมือนกับเธอ เพิ่งเรียนการปักผ้าสู่ซิ่วตอนอายุสิบเก้าปี ภายในระยะเวลาสั้นๆ แค่ห้าหกปี ก็ปักลายออกมาได้เป็นธรรมชาติ ดูมีชีวิตชีวาสมจริงจนแม่ของถานหยวนชมเปาะว่าเธอมีพรสวรรค์ แม้แต่อาจารย์ปู่ก็ต้องชื่นชม

ถานหยวนดีใจมากที่ฝีมือปักผ้าของแม่มีผู้สืบทอดแล้ว อีกอย่างตัวเธอก็ชอบทำเครื่องเขินมากกว่า ดังนั้นสองสามปีมานี้จึงเริ่มทำเครื่องเขินกับพ่อ

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเขินหรืองานปักลาย ก็ล้วนเป็นงานฝีมือดั้งเดิมทั้งสิ้น งานเหล่านี้มีจุดที่เหมือนกันและแตกต่างกันมากมาย ปัญหาใหญ่ที่สุดของงานฝีมือดั้งเดิมก็คือ อาจารย์ที่มีฝีมือชั้นสูงอายุมากแล้ว ส่วนช่างศิลป์รุ่นใหม่ฝีมือก็ยังไม่แก่กล้าพอ ทำให้งานฝีมือดั้งเดิมขาดช่วง ไม่มีคนสืบทอด เทคนิคการปักลายผ้าไม่น้อยต้องสูญหายไป

ดังนั้นในสายตาของเกาซูหลาน ฮวาจิ่นจึงเป็นเชื้อเพลิงของงานฝีมือดั้งเดิม เป็นความหวังของอนาคตสู่ซิ่ว เพราะเธอคือผู้สืบทอดศิลปะดั้งเดิม ถึงจะไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ แต่ดีกว่าลูกสาวแท้ๆ เสียอีก

เพื่อให้ฮวาจิ่นมีเวลาปักผ้าตามออร์เดอร์มากขึ้น วันนี้แทบทั้งวัน ถานหยวนจึงเป็นคนต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาในร้าน หลังจากปิดร้านในตอนเย็น ฮวาจิ่นก็ไปขอกินข้าวที่บ้านถานหยวน แล้วจึงค่อยกลับ

ถานชิ่งกับเกาซูหลานอยากให้ฮวาจิ่นค้างคืนที่นี่ แต่ฮวาจิ่นไม่อยากรบกวนพวกเขา ที่สำคัญคือ กลัวถูกป้าเกาเร่งให้แต่งงานเร็วๆ ดังนั้นจึงหาข้ออ้างขอตัวออกมา

แม้จะสี่ทุ่มครึ่งแล้ว แต่เมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองยังคงคึกคักอยู่มาก ฮวาจิ่นเดินไปตามถนน แหงนหน้ามองแสงไฟของตึกระฟ้าก็รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความครึกครื้นของเมืองใหญ่แห่งนี้

เดินไปได้ช่วงถนนหนึ่ง เธอก็ก้มลงคลึงหัวเข่าที่เจ็บนิดๆ จากนั้นก็ล้วงมือถือออกจากกระเป๋ามาดูเวลา ช่วงเวลานี้ เธอไม่อยากรอรถประจำทางอีก จึงใช้แอปพลิเคชันเรียกรถแทน

ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วนที่รถติด ไม่นานก็มีคนขับรถตอบรับ ดูจากแผนที่ในมือถือ น่าจะอีกไม่เกินห้านาที รถก็จะมาถึง

พอเก็บมือถือแล้ว ฮวาจิ่นก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ที่ขอบทางเท้า จึงถอยหลังมาสองสามก้าว จังหวะนั้นก็เห็นรถหลายคันแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ตัวเธอถอยออกมาอยู่ในระยะปลอดภัยแล้ว จึงยืนฮัมเพลงอย่างสบายใจ

ชายขี้เมาสองสามคนเดินกอดคอกันมา พอพวกเขาเห็นฮวาจิ่นก็ผิวปาก

ฮวาจิ่นไม่ได้โต้ตอบ และไม่ได้แสดงทีท่าหวาดกลัว เพียงมองพวกเขาเงียบๆ มือล้วงมือถือในกระเป๋าออกมาเล่นต่อ

ชายขี้เมาเห็นฮวาจิ่นไม่มีท่าทีอะไร แถมยังมีคนเดินผ่านไปมาแถวนั้น จึงเดินโซเซจากไปอย่างหมดสนุก

พอพวกขี้เมาเดินไปไกลแล้ว ฮวาจิ่นก็ลบหมายเลข 110 [1] จากหน้าจอมือถือ เก็บเครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกับปิ่นปักผมโบราณลงในกระเป๋า

ใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาหลายปี ก็ต้องมีวิธีรับมือพวกอันธพาลบ้างละ

วิทยาการสร้างขุนเขาสายธารอันวิจิตรได้ฉันใด ยุทธวิธีก็ใช้จัดการอันธพาลได้ฉันนั้น ฮวาจิ่นรู้สึกว่าตัวเองเป็นหญิงมหัศจรรย์ [2] ยุคใหม่ที่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊

ไม่นานรถที่เรียกไว้ก็มาถึง ฮวาจิ่นเข้าไปนั่งด้านหลัง คนขับรถบอกเธอว่าด้านหลังมีน้ำดื่ม ถ้ากระหายก็หยิบมาดื่มได้ ฮวาจิ่นเอ่ยขอบคุณคนขับรถ แต่ไม่ได้แตะต้องน้ำขวดนั้น พอคนขับรถเห็นฮวาจิ่นนั่งเงียบ ก็ไม่ได้ชวนเธอคุย ยื่นมือไปเปิดสถานีวิทยุจราจรแทน

เสียงประกาศบอกว่าถนนสายหนึ่งมีอุบัติเหตุ ทำให้การจราจรติดขัด ให้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางนั้น “โชคดีที่เราวิ่งผ่านข้างแยกนั้น ไม่อย่างนั้นต้องอ้อมไกลเลย” คนขับรถพึมพำ นึกขึ้นมาได้ว่าผู้หญิงที่นั่งข้างหลังไม่ชอบพูดคุย จึงปิดปากเงียบอีกครั้ง เขาไม่ได้เพี้ยน แค่ชอบพูดคุยกับผู้คนเฉยๆ เคยมีผู้โดยสารให้คะแนนประเมินไม่ดีกับเขา เพราะเขาพูดมากเกินไป ตอนนี้เลยสงบปากสงบคำ อดทนไม่ให้ตัวเองพูดมาก

“อืม…เราโชคดีนะคะ” ฮวาจิ่นตอบกลับหนึ่งประโยค

“นั่นสิ” คนขับรู้สึกภูมิใจนิดๆ “ผมโชคดีมาตั้งแต่เด็กแล้ว ขนาดหมาเห็นผมยังกระดิกหางให้เลย”

เห็นอีกฝ่ายยกตัวอย่างอวยตัวเองได้น่าเกรงขามมาก ฮวาจิ่นก็ตอบกลับไม่ถูก

คนขับรถเห็นเธอไม่ได้มีท่าทีเย็นชา คราวนี้เลยยิ่งชวนคุยเรื่องสนุกอย่างอดไม่ได้ เขาพูดถึงเรื่องที่เพิ่งเจอมาสดๆ ร้อนๆ ฮวาจิ่นฟังแล้วก็รู้สึกว่าคนขับรถที่ทำงานอยู่ข้างนอกรับรู้ข่าวสารไวมาก บางเรื่องไม่มีพูดถึงในโซเชียลด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับรู้เรื่องแจ่มแจ้ง แถมยังเล่าได้ออกรสออกชาติ น่าสนใจมากอีกด้วย

เมื่อรถขับผ่านจุดที่เกิดอุบัติเหตุ ฮวาจิ่นก็หันไปมองที่เกิดเหตุ ได้ยินแต่เสียงไซเรนของรถพยาบาลดังมา

เมื่อถึงด้านนอกอาคารที่เธอพัก คนขับรถก็ชะโงกหน้าออกไปดู พบว่าซอยแคบและเล็กมาก ทางเดินก็ขรุขระ “น้องสาว ถึงที่หมายแล้วครับ ช่วยให้คะแนนผมห้าดาวด้วยนะครับ”

“ได้ค่ะ” ฮวาจิ่นเปิดประตูลงจากรถ เดินไปไม่กี่ก้าวก็มีแสงส่องเข้าไปในตรอก พอหันกลับไปดูจึงเห็นว่าคนขับรถพูดเก่งคนนั้นยังไม่ได้ขับจากไป แต่เปิดไฟหน้ารถส่องทางให้เธออยู่

ฮวาจิ่นหยุดเดิน หันไปขอบคุณเขา

ประตูและหน้าต่างรถปิดอยู่ คนขับรถจึงไม่ได้ยินว่าฮวาจิ่นพูดอะไร เห็นเธอหันกลับมาจึงโบกมือให้เธอรีบกลับเข้าบ้าน

หญิงสาวต้องทำงานหนักอยู่ข้างนอกเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย ถ้าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นี้ช่วยรับรองความปลอดภัยให้เธอได้ก็ถือว่าเป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง

ฮวาจิ่นเดินเข้าไปในตึกมืดๆ ก็ได้ยินเสียงตวาดแว้ดของพี่ฉิน ด่าลูกอีกแล้วเหรอเนี่ย

ตึกที่ฮวาจิ่นเช่าอยู่นี้เป็นตึกเดี่ยวเก่าๆ มีหกชั้น แต่ละห้องมีห้องครัวกับห้องน้ำในตัว ด้านนอกมีทางเดินเชื่อมต่อกันทั้งชั้น ได้ยินว่าตึกนี้อาจจะถูกรื้อ แต่ข่าวนี้ได้ยินมาสองสามปีแล้วก็ยังไม่เห็นรื้อสักที คนที่เช่าห้องอยู่ในตึกส่วนใหญ่มาจากที่ต่างๆ อยู่ด้วยกันด้วยความเกรงอกเกรงใจ แต่เนื่องจากมีคนย้ายเข้าออกอยู่บ่อยๆ คนในตึกจึงไม่ค่อยสนิทสนมคุ้นเคยกันนัก

พอขึ้นตึกมา ขณะกำลังจะหยิบกุญแจ ฮวาจิ่นก็ได้ยินเสียงของตกแตกดังมาจากห้องข้างๆ เธอเงี่ยหูฟัง แต่ไม่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้

ยายเฉินที่อยู่ชั้นสองเคยบอกว่า พี่ฉินเป็นคนที่นี่ สามีเธอติดพนัน มีผู้หญิงข้างนอก แถมชอบใช้กำลังทุบตี เธอจึงหย่ากับเขา หอบลูกชายกลับมาอยู่บ้านแม่ได้ไม่นาน ก็ต้องย้ายออกอีกเพราะลูกของน้องชายรังแกลูกของเธอ

อาจเพราะความกดดันในชีวิต เธอจึงมักอารมณ์ร้าย และบางครั้งก็ดุด่าลูกอย่างอดไม่ได้ แต่ไม่เคยเห็นเธอใช้กำลังทุบตีลูกเลย ฮวาจิ่นไม่สามารถบอกได้ว่าพี่ฉินทำถูกหรือผิด ทั้งไม่มีสิทธิ์จะทำอย่างนั้นด้วย

ฮวาจิ่นปักผ้าสู่ซิ่วไปได้พักหนึ่ง เสียงห้องข้างๆ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลงสักที เธอถอนหายใจอย่างจนปัญญา ลุกขึ้นไปหยิบลูกพุทราสดใส่ชามเล็ก แล้วเดินไปเคาะประตูห้องพี่ฉิน

“พี่ฉิน เมื่อวานฉันซื้อพุทราสดมา รสชาติอร่อยดี พี่เอาไปลองชิมกับลูกนะคะ” ตอนที่รอให้พี่ฉินเปิดประตู ถึงฮวาจิ่นจะไม่ได้เข้าไปในห้อง แต่มองเข้าไปข้างใน ก็เห็นลูกชายพี่ฉินนั่งเงียบอยู่ที่โซฟาเก่าๆ ร่างกายไม่มีรอยฟกช้ำอะไร เสื้อผ้าก็ยังเรียบร้อยดี

“ขอบใจนะ” พี่ฉินมองฮวาจิ่นครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยรับชามไป ไม่นานเธอก็ออกมาคืนชามที่ใส่สับปะรดหั่นชิ้นสองสามชิ้นมาด้วย “สับปะรดนี่ฉันเพิ่งปอกเปลือกแช่น้ำเกลือวันนี้เอง หวานมาก เธอเอากลับไปกินนะ”

“ขอบคุณค่ะ” ฮวาจิ่นชิมไปคำหนึ่ง สับปะรดหวานฉ่ำมาก ไม่แสบลิ้นเลย เมื่อกลับไปที่ห้องอีกครั้ง ห้องข้างๆ ก็ไม่มีเสียงดังแล้ว ผ่านไปไม่นานก็เงียบสนิท แม่ลูกคงหลับกันแล้วสินะ

เธอหาว เปิดไฟสว่างแล้วเริ่มปักผ้านวมลายมังกรหงส์มงคลต่อ ถึงจะต้องโต้รุ่ง ก็ต้องทำให้สำเร็จ

หนึ่งชั่วโมงต่อมา เธอก็ลุกขึ้น เดินไปได้ไม่เท่าไร มือถือก็เด้งข้อความขึ้นมา เป็นหัวข้อว่า

[ชีวิตของเขาทำให้คุณเห็นใจ แต่ชีวิตของมันทำให้คุณเสียน้ำตา]

เธอคลิกเข้าไปดูเนื้อหาเพิ่มเติม ที่แท้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนรวยที่พาสัตว์เลี้ยงเดินทางด้วยกัน เขาไม่อยากให้สัตว์เลี้ยงต้องลำบากระหว่างการเคลื่อนย้าย จึงเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว

“คลิกเบต!” [3]

 

[1] หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินสำหรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายของจีน

[2] “ฉีหนี่ว์จึ” เป็นคำชม หมายถึง ผู้หญิงที่มีบุคลิกน่าทึ่ง แข็งแกร่ง เก่ง มีความสามารถ และสู้ชีวิต

[3] คลิกเบต (clickbait) คือพาดหัวลวง หรือหัวข่าวล่อให้คลิก เป็นหัวข้อหรือบทความที่ใช้คำหรือภาพพาดหัวเกินจริง เพื่อกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ จูงใจให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคลิกเข้าไปอ่าน เพื่อเรียกยอดวิว เพิ่มยอดทราฟิกในเว็บไซต์ ทั้งที่เนื้อหาข้างในอาจไม่มีอะไรเลย หรือเป็นคนละเรื่อง

ใส่ความเห็น