[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 3.2

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

จำไม่ค่อยได้แล้วว่าไม่ได้เจอพ่อมานานเท่าไหร่ แม้แต่วันหยุดสุดสัปดาห์พ่อก็ออกไปข้างนอกตลอด แต่วันหยุดสุดสัปดาห์นี้คงจะไม่มีธุระอะไรก็เลยอยู่บ้าน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ออกมาจากห้องนอนอยู่ดี คงจะทำอะไรสักอย่างอยู่

ก๊อก ๆ หลังจากเคาะประตูผมก็เปิดแง้มเข้าไป พ่อเงยหน้าขึ้นมาจากการมองบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะ

“ผมทำกับข้าวเสร็จแล้วครับพ่อ”

“ลูกกินก่อนเลย พ่อยังไม่หิว”

“ถึงไม่หิว แต่ก็ควรกิน…”

แม้จะพูดเบา ๆ แต่พ่อก็หันมามอง พ่อยกสมุดโน้ตที่กำลังเขียนบางอย่างอยู่ขึ้นแล้วลุกจากเก้าอี้ ดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดของโต๊ะเครื่องแป้งของแม่แล้วหยิบกระเป๋าสตางค์หนังที่วางอยู่ในนั้นขึ้นมาเปิด ถึงไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่ก็พอเดาได้ว่าเป็นสมุดบัญชีที่พ่อเก็บซ่อนไว้รวมกับสิ่งของอื่น ๆ

“ก็พ่อบอกว่ายังไม่หิว”

พ่อคงจะรู้ว่าผมยังเปิดประตูยืนอยู่ก็เลยพูดด้วยน้ำเสียงปนหงุดหงิดเล็กน้อย ผมตอบกลับว่าครับ แล้วปิดประตูห้องเบา ๆ พอเข้าไปในห้องครัวก็เห็นโต๊ะอาหารที่จัดเตรียมอาหารไว้อย่างง่าย ๆ เมื่อกี้ยังหิวอยู่เลย แต่ความหิวหายไปในพริบตา ไม่รู้ทำไมความหงุดหงิดกับความเสียใจถึงถาโถมเข้ามา ก็เลยปิดกล่องเครื่องเคียงเสียงดัง เอาเก็บเข้าตู้เย็นแล้วขึ้นไปชั้นสอง

เข้าใจว่าพ่อยุ่ง เข้าใจว่ายังทำใจไม่ได้หลังจากแม่เสีย ปกติผมกับพ่อก็ไม่ได้คุยกันอย่างเปิดอกอยู่แล้ว แต่…ไม่รู้ทำไมช่วงนี้ถึงยิ่งรู้สึกห่างเหินกับพ่อ

ผมปวดหัวตุบ ๆ ก็เลยหายาแก้ปวดกิน สิ่งที่ได้รับหลังจากอุบัติเหตุของแม่มีแค่อาการปวดหัวนี้เท่านั้น พอนอนลงบนเตียงมองเพดานอย่างเหม่อลอยสักพักก็หลับตาลง อยากนอนสักหน่อย แต่อาการปวดหัวตุบ ๆ ทำให้นอนไม่หลับ กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงแบบนั้นชั่วโมงกว่า สุดท้ายก็ลุกขึ้นแล้วออกจากห้อง

อากาศดีมาก พอเปิดหน้าต่างตรงระเบียงห้องนั่งเล่นชั้นสอง แสงแดดอบอุ่นที่เลยเวลาเที่ยงไปแล้วก็เข้ามาเติมเต็มในห้องนั่งเล่น ถ้าเป็นวันแบบนี้แม่จะชอบออกไปที่สวนเพื่อดูแลดอกไม้แล้วก็รดน้ำเป็นประจำ กำลังคิดว่าจะออกไปข้างนอกแล้วรดน้ำที่สวนสักหน่อยหลังจากที่ไม่ได้ทำมานานดีไหม แต่กลับยืนเหม่อพิงหน้าต่างมองลงไปที่สวนอยู่อย่างนั้นเพราะความรู้สึกขี้เกียจอย่างบอกไม่ถูก

ต่อให้พยายามฝืนยิ้ม แต่ก็ปิดบังไม่ได้ว่ารู้สึกขาดอะไรบางอย่างไป ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีอะไรเติมเต็มที่ว่างของแม่ได้ ควรทำยังไงดี ทำไมแม่ถึงจากไปแบบนั้นแล้วทิ้งผมไว้ จะต้องเจ็บปวดหัวใจกับภาพจำของแม่อีกนานแค่ไหน ความเจ็บปวดนี้ถึงจะหายไปเสียที ท้ายที่สุดแล้ววันแบบนั้นจะมาถึงหรือเปล่า

ผมดึงเก้าอี้เปียโนที่ตั้งอยู่ตรงหน้าต่างออกมาแล้วนั่งลง ถึงไม่ใช่เปียโนที่ดีเลิศ แต่หลังจากที่ได้เป็นของขวัญเข้ามัธยมต้นจากพ่อแม่ เปียโนนี้ก็กลายเป็นสมบัติล้ำค่าอันดับหนึ่งของซอมุนยอง เป็นเปียโนที่คิดแล้วคิดอีกกับแม่ว่าจะเอาแบบไหนดี จนสุดท้ายก็ได้เปียโนหลังนี้มาตั้งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นชั้นสองในที่สุด เวลาที่ผมนั่งเล่นเปียโนอยู่แบบนี้ แม่ก็จะนั่งบนโซฟาทรงจานดาวเทียมที่วางอยู่แถวกำแพงห้องนั่งเล่นพลางอ่านหนังสือ หรือไม่ก็หลับตานิ่ง ๆ ซึมซับการแสดงเปียโนอยู่เสมอ

พอใช้มือลูบฝาครอบเปียโนที่มีฝุ่นเกาะ ก็ทิ้งคราบเป็นรอยยาวตามนิ้วมือ ผมเป่าลมออกจากปากดังฟู่ ฝุ่นก็ฟุ้งกระจายเป็นประกายในอากาศ พอเปิดฝาครอบเปียโนแล้วเอาที่คลุมออกก็เห็นคีย์บอร์ดสีขาวดำ

“แทบจะไม่ได้เล่นเลย”

คีย์บอร์ดเปียโนดูแปลกตาขนาดนี้เลยงั้นเหรอ ที่ผ่านมาไม่ได้สนใจมานานจริง ๆ สินะ ผมสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ แล้วเอามือวางลงบนคีย์บอร์ด

เพลงที่จะเล่นเป็นเพลงแรกเสมอเวลาเล่นเปียโนที่บ้านเพราะแม่บอกว่าชอบ เพลงที่หลับตาเล่นได้เพราะเล่นมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้ว

พอกดคีย์บอร์ดทีละโน้ตเพื่อเริ่มเพลง ก็รู้สึกเหมือนว่าแม่กำลังมองดูอยู่ด้านหลัง แสงอาทิตย์ที่อบอุ่น ลมที่พัดมา ทุกสิ่งทุกอย่างโอบล้อมผมไว้ไม่ต่างจากที่เคยเป็นเลย พอหันไปมองก็เหมือนกับเห็นแม่กำลังมองดูผมจากข้างหลังอยู่จริง ๆ

Variations on the Canon ถ้าผมดื้อแกล้งทำเป็นเล่นเพลงอื่น แม่ก็จะขอให้เล่นเพลงนี้ ผมชอบกลิ่นหอมของกาแฟที่กระตุ้นประสาทรับกลิ่นกับสายตาของแม่ที่รู้สึกได้จากทางด้านหลัง ก็เลยเล่นเพลงนี้หลายต่อหลายครั้ง ต่อให้เล่นซ้ำ ๆ ก็ไม่เบื่อ และดีใจกับปฏิกิริยาของแม่ที่จะปรบมือชอบใจให้ทุกครั้งที่เล่น

– ถ้าลูกมีคอนเสิร์ตของตัวเองครั้งแรกเมื่อไหร่ เล่นแคนอนเป็นเพลงแรกก็คงดี

แม่พูดและหัวเราะราวกับกำลังวาดฝัน ยังไม่ทันได้เข้าวิทยาลัยดนตรีเลยด้วยซ้ำ และยังไม่มีอาจารย์ที่บอกว่าจะสอนให้เป็นพิเศษเพราะเห็นว่าผมมีความสามารถโดดเด่นด้วย แต่แม่ชอบพูดเหมือนว่าผมจะต้องมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักเปียโนแน่นอน เพราะเป็นลูกชายของแม่ก็เลยมองว่าเล่นเก่งเท่านั้นเอง ถ้าผมบุ้ยปากพูดแบบนั้น แม่ก็จะพูดอย่างภูมิใจว่าลูกชายแม่เล่นเก่งจริง ๆ

ลูกชายแม่เล่นเพลงแคนอนได้เก่งที่สุดใช่ไหมล่ะ

ผมยิ้มเล็กน้อยและเริ่มเข้าท่อนสุดท้ายของเพลง รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะของแม่อยู่ข้างหู ยอง ลูกชายของแม่ เสียงพูดและเสียงหัวเราะของแม่ลอยมากับสายลม แม่จะได้ยินไหม แคนอนที่ผมกำลังเล่นจะส่งไปถึงแม่หรือเปล่า

หลังวางมือกดโน้ตตัวสุดท้ายแล้วถอนหายใจดังฮู่ ในตอนนั้นเองก็ได้กลิ่นบุหรี่ปนอยู่ในสายลมที่พัดเข้ามาในห้องนั่งเล่น ผมลืมตาที่หลับอยู่ขึ้นมองไปรอบ ๆ ก็เห็นว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงสุดบันไดชั้นสอง

ผู้ชายคนนั้นนี่ เขาคีบบุหรี่ที่ไหม้จนเกือบถึงนิ้วจ้องมาทางผม มาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ไม่รู้สึกตัวว่ามีคนกำลังขึ้นมาเลย เหมือนเขาไม่คาดคิดว่าผมจะหันไปมอง เพราะพอสบตากัน สีหน้าของเขาก็นิ่งอึ้งเหมือนทำตัวไม่ถูกไปครู่หนึ่ง

– วันนั้นเป็นวันที่แสงอาทิตย์อบอุ่นแบบนี้ นายกำลังเล่นเปียโนที่ตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง นายคงจำโน้ตและคีย์เปียโนได้หมดแล้วก็เลยหลับตาเล่น นายที่กำลังเล่นเปียโนอยู่งดงามมากจริง ๆ จนละสายตาไม่ได้ จนลืมไปเลยว่าตัวฉันเป็นใคร อายุเท่าไหร่ แล้วไปที่นั่นด้วยธุระอะไร สติเลือนรางจนนึกอะไรไม่ออก เอาแต่มองนายที่กำลังยิ้มด้วยสีหน้าที่อารมณ์ดีมากจริง ๆ

หมายถึงตอนนี้ใช่หรือเปล่า

เหมือนเสียงของผู้ชายคนนั้นดังขึ้นข้างหู

บอกหน่อยเถอะครับว่าที่พูดหมายถึงตอนนี้หรือเปล่า

เขาทำหน้านิ่ง กำลังจะคาบบุหรี่ที่ถือไว้ กระทั่งรู้ตัวว่าบุหรี่นั้นไหม้จนถึงก้นแล้ว จึงบี้ก้นบุหรี่กับกำแพงเพื่อดับ กลิ่นวอลล์เปเปอร์ไหม้ผสมกับกลิ่นควันบุหรี่ พอเห็นผู้ชายคนนั้นกลับหลังหันลงบันไดไปผมก็รีบลุกจากเก้าอี้ ก้นบุหรี่ที่เขาทิ้งไว้ตกอยู่ตรงขอบบันไดชั้นสอง ผมมองวอลล์เปเปอร์ที่เหลือรอยบุหรี่สีดำกับก้นบุหรี่ที่ไหม้หมดแล้ว ก็วิ่งลงบันไดราวกับจะกระโดดตามผู้ชายคนนั้นไป

แคนอนครับ”

เขาไปถึงชั้นหนึ่งแล้ว และหันหน้ามาเพราะคำพูดของผม

Variations on the Canon เป็นเพลงที่ผมเล่นบ่อยเพราะแม่ผมชอบ”

เขาไม่พูดอะไร จะหาความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้ผมจากสีหน้าแบบนั้นได้จากที่ไหน ผู้ชายที่อยู่ในความฝันคงจะโกหก ผมมองเขาที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไรสักคำ แล้วเบ้ปากด้วยสีหน้าน้อยใจนิดหน่อย

– นายที่กำลังเล่นเปียโนอยู่งดงามมากจริง ๆ จนละสายตาไม่ได้

งดงามอะไรกัน คนที่คิดแบบนั้นจะเอาบุหรี่จี้วอลล์เปเปอร์แบบนั้นเหรอ ทำตัวเหมือนเป็นนักเลงไปได้ หลังจากนี้สี่ปี ถึงเขาจะดูไม่อ่อนหวานก็จริง แต่ก็ไม่ใช่แบบนี้ ผมลงบันไดไปได้ครึ่งหนึ่งก็หันหลังจะกลับขึ้นไปอีกครั้ง แต่ได้ยินเสียงของผู้ชายคนนั้นดังมาจากทางด้านหลัง

“เล่นเก่งนี่”

สงสัยอยู่ว่าฟังผิดหรือเปล่า พอหันหน้าไปก็เห็นด้านหลังของเขาที่กำลังเดินจากไป เขาพูดจริง ๆ เหรอ ผมเกาหน้าแกรก ๆ พ่อที่ออกมาจากห้องครัวเห็นผมยืนอยู่ตรงบันไดก็ขมวดคิ้ว

“มีแขกมา ลูกขึ้นไปอยู่ข้างบนก่อน”

ดูท่าแล้วแขกที่ว่าคงจะเป็นผู้ชายคนนั้น ถึงไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร แต่คงเป็นเรื่องสำคัญพอควรถึงขนาดมาหาที่บ้านในวันสุดสัปดาห์ พ่อกับผู้ชายคนนั้นรู้จักกันเพราะเรื่องงานจริง ๆ ด้วย ถึงแม้ว่าอีกสี่ปีพ่อกับเขาจะไม่ค่อยถูกกัน แต่เป็นแบบนั้นเพราะผมหรือเปล่า ผมกำลังคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่พ่อก็พูดคล้ายกับสั่งว่า “ขึ้นไปก่อน” ท่าทางคงจะคุยเรื่องสำคัญกัน จากที่กำลังจะขึ้นไปชั้นสอง ผมก็หันหลังกลับแล้วลงจากบันได

“ถ้างั้นเดี๋ยวผมไปอยู่ในสวนนะครับ ต้องรดน้ำสักหน่อยเพราะไม่ได้รดตั้งนานแล้ว”

“เอางั้นเหรอ แต่พ่อมีธุระต้องคุยกับแขก…”

“ผมจะอยู่ที่สวนโดยไม่ทำให้ต้องเสียสมาธิครับ”

พ่อดูเหมือนจะกังวลว่าถ้าผมเดินไปเดินมาก็จะทำให้เสียสมาธิอีก ผมเลยชิงพูดตัดหน้าก่อน พ่อยิ้มอย่างพอใจ ตอนเดินผ่านห้องนั่งเล่นไปที่ประตูบ้าน ผมหันหน้าไปมองแวบหนึ่งก็เห็นผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ตรงโซฟา เหมือนว่ากำลังมองมาทางผมอยู่ก่อนแล้ว พอสบตากันเขาก็หันหน้าไป ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงยิ้มออกมา ก็เลยปิดปากตัวเองแล้วเปิดประตูบ้านออกไปที่สวน

ผมลากสายยางเส้นยาวมาต่อกับหัวก๊อกตรงสวนแล้วเปิดน้ำ น้ำไหลออกจากปลายสายยางอย่างแรง ผมพับแขนเสื้อขึ้นแล้วก็พับปลายขากางเกงขึ้นมาถึงเข่า พอใช้มือจับแล้วกดนิ้วปิดตรงปลายสายยาง น้ำก็กระจายออกมาเป็นรูปพัด ผมฉีดน้ำไปทางดอกไม้ แล้วนึกถึงหน้าของผู้ชายคนนั้นที่เห็นเมื่อกี้

– วันนั้นเป็นวันที่แสงอาทิตย์อบอุ่นแบบนี้ นายกำลังเล่นเปียโนที่ตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง

เหตุการณ์ตรงกับที่เขาเคยพูดไว้

– นายคงจำโน้ตและคีย์เปียโนได้หมดแล้วก็เลยหลับตาเล่น นายที่กำลังเล่นเปียโนอยู่งดงามมากจริง ๆ จนละสายตาไม่ได้ จนลืมไปเลยว่าตัวฉันเป็นใคร อายุเท่าไหร่ แล้วไปที่นั่นด้วยธุระอะไร

การสารภาพรักที่ไม่เหมือนการสารภาพรัก สีหน้าของเขาตอนพูดราวกับกระซิบดูเศร้านิดหน่อย ใบหน้านั้นปรากฏขึ้นมาในหัวแทนที่สีหน้าของเขาที่เห็นเมื่อกี้ ผมรีบส่ายหัว คิดว่าไม่ใช่หรอก

นั่นเป็นการสารภาพรักแน่นอน เป็นการบอกรักที่ไม่รู้ต่อไปจะพูดให้ผมฟังหรือเปล่า แต่ที่บอกก็เพราะผมจำไม่ได้ ผู้ชายที่เคยสารภาพรักแบบนั้นกับผู้ชายที่เจอตอนนี้มีแค่หน้าตาที่เหมือนกัน แต่รู้สึกคล้ายเป็นคนละคน ไม่ว่ายังไงก็คงมีอยู่สองอย่าง คือ พอเวลาผ่านไปความทรงจำของเขาคงจะถูกเสริมแต่งให้สวยงามขึ้น ไม่ก็ตอนนี้ใบหน้าของเขายังตึงอยู่เลยแสดงสีหน้าออกมาไม่ได้

ระหว่างฉีดน้ำจากสายยาง ผมก็แอบหันหน้าไปมองผู้ชายคนนั้นผ่านหน้าต่างชานบ้าน เขานั่งพิงโซฟาด้วยท่าทางสบาย ๆ กำลังฟังพ่อพูด หยิบกล่องบุหรี่ออกมาจากตรงอก คาบบุหรี่หนึ่งมวนไว้ที่ปากแล้วจุดไฟ ผมสบตากับเขาอีกครั้ง ทุกครั้งที่สบตากันจะรู้สึกตลกนิดหน่อยกับสีหน้าตกใจของเขา พอผมยิ้มหวาน เขาก็ทำหน้านิ่งไร้ความรู้สึก

ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ผมเอียงคอเพราะสายตาของเขาราวกับจะมองผมให้ทะลุ พ่อที่กำลังพูดบางอย่างในตอนแรกก็ลุกจากที่ด้วยสีหน้าโมโหแล้วปิดผ้าม่านด้วยท่าทางฉุนเฉียว ผ้าม่านสีเบจบังหน้าต่างตรงชานบ้าน ภาพของพ่อกับผู้ชายคนนั้นก็หายไป

คุยอะไรอยู่พ่อถึงต้องโมโหขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่ผู้ชายคนนั้นท่าทางสบายใจมาก คุยเรื่องธุรกิจกันไม่ลงตัวหรือเปล่า เขาดูเหมือนไม่ใช่คนในบริษัทพ่อแน่ ๆ คงจะเป็นบริษัทคู่ค้าหรืออะไรทำนองนั้น ถึงไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้คนที่เป็นบริษัทคู่ค้าจะมาหาถึงบ้านเลยก็เถอะ

ผมเกาหน้าและหันกลับมาทางสวน อย่าลืมจุดประสงค์เดิมที่ตั้งใจจะออกมารดน้ำสิ ผมยกสายยางขึ้นสูงฉีดน้ำไปทางโคนต้นกับลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ที่ขาดน้ำมานานอวดความเขียวขจีราวกับแสดงความดีใจ

ดวงอาทิตย์ที่เลยเวลาช่วงเช้าไปแล้วร้อนมาก ผมนั่งพิงประตูบ้านฆ่าเวลาแล้วคงจะเผลอหลับไป คิ้วขมวดเพราะแสงอาทิตย์ส่องแยงหน้า แล้วจู่ ๆ ก็มีร่มเงามาบดบังแสงอาทิตย์ให้ ทำให้สูดลมหายใจเข้าอย่างสบายอารมณ์

พอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นแผ่นหลังที่ยืนบังแสงอาทิตย์ร้อนแรงอยู่ เหมือนเคยเห็นแผ่นหลังนั้นมาก่อน ผมมองนิ่งด้วยความคิดที่ว่าเป็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก แล้วความเป็นจริงที่ถาโถมเข้ามาภายในชั่วพริบตาก็ไล่ความง่วงออกไป ผมลุกพรวดขึ้น

“ทำไม…”

กำลังจะถามว่า ทำไมถึงออกมาอยู่ข้างนอกครับ แต่ดูเหมือนเขากำลังจะกลับเพราะคุยธุระเสร็จแล้วก็เลยไม่ได้พูด เขาคาบบุหรี่ที่ยังไม่จุดไฟไว้ในปาก หันมามองผม

“คุยกับคุณพ่อเสร็จแล้วเหรอครับ”

“…ประมาณหนึ่ง”

ตอบด้วยสีหน้าที่ทำเหมือนไม่อยากตอบได้เก่งจริง ๆ ผู้ชายที่อยู่ในความฝันก็เป็นแบบนั้น ผมยิ้มออกมาเพราะคิดว่า ก็ไม่ใช่คนละคนโดยสิ้นเชิงสินะ ดูท่าเหมือนออกมาจากบ้านเพราะเสร็จธุระแล้ว แต่เขาก็ไม่เดินออกไป ยืนกัดปลายบุหรี่ สายตามองไปยังต้นไม้ที่อยู่ในสวน

“สามสิบเอ็ดใช่ไหมครับ”

คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของผมทำให้เขาหันกลับมามอง

“อายุของลุงน่ะครับ”

“…ลุงงั้นเหรอ”

จริงด้วย ในความฝันตอนที่ผมเรียกเขาว่าลุงครั้งแรก เขาก็ทำหน้าแบบนี้ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมาจากปาก ได้แต่ขมวดคิ้วไปมา ผมกลั้นขำแล้วถามย้ำว่า “ถูกต้องใช่ไหมครับ”

“ถามทำไม”

ดูจากที่ไม่ได้ปฏิเสธก็แสดงว่าถูก

“ผมอายุสิบเก้าครับ เราอายุห่างกันหนึ่งรอบ”

ผมพูดเรื่องนั้นออกไปทำไมกันนะ เป็นคำพูดที่ไม่ว่าจะมองยังไงก็เหมือนกำลังละเมอ แต่เขากลับเอาแต่ขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจโดยไม่ตอบโต้อะไร พอเห็นเขาเป็นแบบนี้ก็ไม่กล้าถามคำถามที่คิดมาตลอดตั้งแต่เมื่อกี้ว่า ‘เมื่อกี้ตกหลุมรักผมเหรอครับ’ เพราะเขาคงจะมองว่าผมบ้าจริง ๆ

“ต้นใหญ่มากใช่ไหมล่ะครับ”

“ใช่”

“เป็นต้นที่ปลูกตอนย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่โตขนาดนั้นแล้ว”

ผมเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ที่เล่าเรื่องที่เคยเล่าให้เขาฟังไปแล้วอีกครั้ง ถึงตอนนั้นจะเป็นความฝัน แต่ก็เป็นเรื่องที่คงจะได้บอกสักวันหนึ่งในอนาคต แต่กลับได้มาบอกเขาอีกครั้งตอนนี้ จึงรู้สึกว่าแปลกนิดหน่อย แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่มีทางรู้ความจริงเรื่องนั้น ก็เลยรู้สึกเหมือนว่านี่เป็นความลับแค่กับตัวผมคนเดียว แล้วจู่ ๆ ก็เกิดอยากแกล้งขึ้นมา

“ต้นไม้ต้นนั้นมีชื่อด้วย ผมบอกให้ฟังไหมครับ”

“ชื่อเหรอ”

“ชื่ออิล [1] ครับ ผมเป็นลูกชายคนเดียว หลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ปลูกต้นไม้ต้นนั้น แม่บอกว่าเป็นน้องของยอง ก็เลยตั้งชื่อให้ว่า ซอมุนอิล น้องของซอมุนยอง ถ้าปลูกต้นไม้เพิ่มก็จะตั้งชื่อว่า ซอมุนอี”

เขาถอนหายใจดังเฮ้อคล้ายว่าคำพูดล้อเล่นของผมไม่ตลกเลยสักนิด ไม่ค่อยตลกเหรอ ฝีมือการเล่นมุกของผมคงจะยังไม่ถึงขั้นแฮะ ผมเกาหน้าแกรก ๆ หัวเราะเจื่อน เขาเหลือบมองผม สายตาที่ทอดมองลงมานิ่ง ๆ ทำให้ผมจ้องเขากลับ เขาก็ไม่ละสายตาอย่างกับกำลังมองสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด

เฮ้อ ต่อให้เคยบอกว่าตกหลุมรักผมยังไง แต่จ้องแบบนี้ก็เขินเป็นเหมือนกันนะ

ผมยิ้มไปเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียวแล้วละสายตาที่มองเขา ย่ำเท้ากับพื้นไปมา เขาจุดไฟที่บุหรี่แล้วเดินไปเงียบ ๆ

“กลับดี ๆ นะครับ”

ผมบอกลาไล่หลังเขาแต่ไม่มีคำตอบกลับมา จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่เหรอครับ ถ้าไม่ได้มีธุระเรื่องงานกับพ่อ ผมกับผู้ชายคนนั้นก็เหมือนไม่มีจุดร่วมกันเลย เราจะเจอกันอีกเมื่อไหร่ เจอกันยังไง ถึงกลายเป็นความสัมพันธ์แบบในความฝันได้ เป็นเรื่องที่ยิ่งรู้ก็ยิ่งไม่เข้าใจจริง ๆ

[1] เป็นการเล่นคำกับชื่อของซอมุนยอง คำว่า ยอง มีความหมายว่าเลขศูนย์ด้วย ส่วน อิล คือเลขหนึ่ง และ อี คือเลขสอง

ใส่ความเห็น