[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 3.3

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ผมเลือกวันที่ไม่มีติวช่วงเย็นและไม่เป็นเวรทำความสะอาดเพื่อไปบริษัทพ่อเพราะคำพูดของน้า แล้วก็หลายวันก่อนตอนซักผ้ากับรีดเสื้อเชิ้ตขาวของพ่อก็คิดขึ้นมาได้ว่า เอาชุดสำรองไปทิ้งไว้ให้พ่อที่บริษัทสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน

ผมเอาเน็คไทกับเสื้อเชิ้ตขาวที่รีดอย่างเรียบร้อยประมาณสองชุดใส่ถุงกระดาษช็อปปิ้งแล้วเอาไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนก็ไปที่บริษัทพ่อทันที ตอนแรกบริษัทเริ่มจากสำนักงานเล็ก ๆ แต่ตอนนี้ใหญ่โตขึ้นจนใช้พื้นที่สองชั้นของตึกขนาดใหญ่ ผมแหงนหน้ามองตึกบริษัท จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นที่บริษัทของพ่อตั้งอยู่

“ตายจริง ใครกันเนี่ย”

“สวัสดีครับ พี่ฮีซู”

ถึงจะเรียกว่าพี่ แต่ที่จริงอายุห่างกันมาก เธอเป็นผู้หญิงที่ตอนนี้อายุเกินสามสิบแล้ว ทำงานกับพ่อมาตั้งแต่ช่วงแรกที่เริ่มเปิดบริษัทและอยู่มานานเกินเจ็ดปีแล้ว แม่สอนให้เรียกว่าพี่ตั้งแต่ตอนพบกันครั้งแรก ตอนนี้จะเปลี่ยนไปเรียกอย่างอื่นก็ยิ่งไม่ชิน ถึงพี่เขาจะเรียกแม่ว่าคุณผู้หญิง แต่ก็สนิทกันเหมือนเป็นพี่น้อง ผมเลยปฏิบัติกับพี่ฮีซูอย่างนอบน้อมเหมือนเป็นน้าคนหนึ่ง

“ทำไมมาเวลานี้ล่ะ”

“เอาเสื้อผ้ามาให้พ่อน่ะครับ”

พอยกถุงใส่เสื้อผ้าที่ถืออยู่ขึ้นมา พี่ฮีซูก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจ

“พ่ออยู่ในห้องรึเปล่าครับ”

“อื้ม แต่เหมือนกำลังคุยโทรศัพท์อยู่นะ”

ผมตั้งใจว่าแค่จะเอาถุงใส่เสื้อผ้ามาให้แล้วกลับเลย แต่เหมือนพ่อกำลังยุ่งเรื่องงาน ก็เลยลังเลว่ารอสักหน่อยแล้วค่อยเข้าไปดีไหม พี่ฮีซูเหมือนจะรู้ความคิดผมก็เลยถาม “เอาชาสักถ้วยไหม”

“ไม่เป็นไรครับ ลำบากเปล่า ๆ พี่นั่งเถอะครับ”

“ลำบากอะไรกัน กาแฟก็คงไม่ดี ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเอาน้ำผลไม้มาให้แล้วกันนะ นั่งรอที่โซฟาก่อน”

พอเห็นพี่เขาลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปในห้องชงกาแฟ ผมก็วางกระเป๋าลงที่ด้านหนึ่งของโซฟาแล้วนั่งลง ผมนั่งเตะเท้าสลับไปมาบนเบาะนุ่ม แล้วพี่ฮีซูที่ไปเอาน้ำผลไม้ให้ก็เอาแก้วมาวางตรงหน้า

“ได้กินข้าวบ้างรึเปล่า หน้าซูบลงไปมากเลย”

“น้าก็พูดแบบนั้น แต่ผมกินข้าวอย่างดีจริง ๆ นะครับ กินครบสามมื้อเลย พุงใหญ่มากแล้วครับ”

ผมแกล้งจับพุงบนเสื้อเชิ้ตเครื่องแบบนักเรียนอย่างโอ้อวด พี่ฮีซูก็หรี่ตามอง

“หลังจากงานศพคุณผู้หญิง พี่ควรจะติดต่อไปหาเธอว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ช่วงนี้พี่ก็ยุ่งจนหัวหมุน เลยไม่ได้ติดต่อไป ขอโทษทีนะ”

“โธ่ ขอโทษอะไรกันครับ ผมรู้ว่าช่วงนี้ที่บริษัทยุ่ง พ่อก็ยุ่งจนไม่ได้กลับบ้านหลายวัน พี่ก็คงต้องทำงานล่วงเวลาจนดึกเลยใช่ไหมครับ คนสวย ๆ อย่างพี่ไม่ควรไปไหนมาไหนตอนดึกเลยแท้ ๆ”

“เอ่อ อื้ม”

พี่ฮีซูยิ้มเจื่อน ๆ กับคำพูดของผมแล้วพยักหน้า

“ว่าแต่ สถานการณ์ที่บริษัทแย่มากเลยเหรอครับ”

“หือ ทำไมเหรอ”

“เปล่าหรอกครับ พ่อดูเหนื่อย ๆ …มาตั้งนานแล้ว และช่วงนี้ก็ดูยุ่งขึ้นกว่าเดิมน่ะครับ”

“ไม่มีอะไรหรอก”

พี่ฮีซูโบกมือปฏิเสธด้วยสีหน้าเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจ ถ้าตอบด้วยสีหน้าแบบนี้ก็ดูไม่น่าเชื่ออย่างบอกไม่ถูก สงสัยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรผมหรือเปล่า เลยคิดว่าสถานการณ์บริษัทคงจะแย่จริง ๆ แต่กลัวผมไม่สบายใจก็เลยไม่พูดออกมาละมั้ง อีกอย่าง ต่อให้ผมรู้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของพี่ฮีซูที่ไม่อยากทำให้ผมกังวล

“ท่าทางงานคงจะหนักมากเลยใช่ไหมครับ พี่ก็ผอมลงไปเยอะเหมือนกัน”

“พูดอะไรแบบนั้น พี่หุ่นดีอยู่แล้วต่างหาก”

พี่ฮีซูเปลี่ยนเรื่อง ตอบกลับมาเหมือนไม่มีอะไร แล้วก็ไม่พูดถึงเรื่องอื่น

“แต่ตอนนี้เรียกว่าผอม ไม่ใช่หุ่นดีแล้วครับ หรือว่าลดน้ำหนัก พวกผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงที่ผอมเกินไปนี่นา”

“อะไรกัน เป็นแค่เด็กมัธยม แต่จะพูดว่าตัวเองก็เป็นผู้ชายเหรอ”

พี่ฮีซูพูดว่า “เหอะ ให้ตายเถอะ” แล้วก็จิ๊ปาก แกล้งหัวเราะเหมือนจะบอกว่าเหลวไหล

“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะครับ อีกอย่าง เด็กมัธยม ก็เป็นผู้ชายเหมือนกันนี่ครับ ผู้ชายน่ะ จะอายุห้าขวบ สิบขวบ มัธยม หรือคนแก่ ก็คือผู้ชายหมดนั่นแหละครับ”

พี่ฮีซูแกล้งเขกหัวผมเบา ๆ เพราะคำตอบที่ขึงขังของผม พอผมเบ้ปากแกล้งทำเป็นเจ็บ พี่ก็จุปากบอกว่า “ยอมเขาเลยจริง ๆ” พี่คงจะขำกับคำตอบของผมเลยหัวเราะออกมา เวลาผ่านไปสักพัก พ่อคงจะคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว ก็เลยคิดว่าจะเข้าไปเลยดีกว่า แต่ในขณะนั้นเองก็ได้ยินเสียงรองเท้าดังตึก ๆ มาจากฝั่งทางเดิน

“ฮึ่ย แย่ชะมัด ตึกบ้านี่ทำไมที่จอดรถน้อยขนาดนี้”

เสียงสูงดังลั่นจนปวดหู

“ฉันสั่งไว้แล้วไม่ใช่รึไง ว่าให้เตรียมที่จอดรถส่วนตัวไว้ให้ฉัน!”

ผมทำหน้าตกใจ มองผู้หญิงที่เปิดประตูเข้ามาก็ตะโกนใส่พี่ฮีซูทันที เธอเป็นใครกันแน่ถึงได้ตะโกนเสียงดังใส่พี่ฮีซูอย่างอาจหาญขนาดนั้น แถมยังด้วยเรื่องที่จอดรถ เธอใส่ชุดสูทพอดีตัว ถือกระเป๋าหนังแก้วใบเล็ก ท่าทางดูต่างจากพนักงานบริษัท ถึงจะใส่ชุดสูท แต่ดูพอดีตัวเกินกว่าที่พนักงานบริษัททั่วไปจะใส่กัน ก็เลยเห็นสัดส่วนชัดเจนทำให้ดูโป๊นิดหน่อย ถึงขนาดที่ว่าชุดเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงยีนส์ยังจะดูเรียบร้อยเสียกว่า การแต่งหน้าก็จัดจ้านกว่าคนทั่วไป

“ขอโทษนะคะ แต่ตามที่เคยบอกไปครั้งก่อนว่าเตรียมที่จอดรถส่วนตัวตามอำเภอใจไม่ได้…”

พี่ฮีซูลุกจากเก้าอี้แล้วพูดอย่างสุภาพ แต่มือของผู้หญิงคนนั้นฟาดลงมาพร้อมกับเสียงดังเพียะ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเร็วมาก ผมจึงทำได้แค่อ้าปากค้างมองภาพนั้น

“กล้าเถียงฉอด ๆ ขนาดนี้ อวดดีชะมัด เธอรู้รึเปล่าว่าฉันเป็นใคร”

ผู้หญิงคนนั้นถามพร้อมกับใช้นิ้วจิ้มไหล่พี่ฮีซู พี่ฮีซูไม่น่ายอมให้คนไม่รู้จักทำแบบนั้นใส่ และดูจากการกระทำแล้วมั่นใจว่าคงไม่ได้เพิ่งมีเรื่องแบบนี้แค่ครั้งสองครั้งแน่ แต่พี่ฮีซูกลับอดทนต่อการกระทำของผู้หญิงคนนั้น

“ทำไมไม่ตอบ”

“…”

“เมินฉันงั้นเหรอ คนที่จบมหาวิทยาลัยอย่างเธอมองว่าผู้หญิงอย่างฉันไม่มีค่าพอให้เถียงด้วยรึไง”

“ไม่ใช่ค่ะ”

“แค่เรียนจบมหาวิทยาลัย ได้เป็นเลขาฯ ในบริษัทแค่นี้ คิดว่ามีอะไรดีนักหนาถึงได้อวดดีขนาดนี้ แถมยังปากมากอีก”

โห ถึงไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่เป็นคนร้ายกาจมากจริง ๆ คนแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ ผมมองด้วยสีหน้าตกตะลึง ผู้หญิงคนนั้นพูดจาไม่ดีใส่พี่ฮีซูอยู่พักใหญ่ก็หันมามองผม

“แล้วนี่ใครอีก”

“ไม่มีอะไรค่ะ พอดีน้องที่ฉันรู้จักแวะมาครู่เดียว…”

“ที่นี่เป็นบ้านเธอรึไง ให้น้องที่รู้จักมาที่ทำงานทำไม ที่ให้เงินเดือนเพราะจ้างมาทำงาน คิดว่าจ้างให้พาน้องที่รู้จักมาคุยเล่นด้วยรึไง”

ถ้าใครมาได้ยินคงคิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนจ่ายเงินเดือนเอง ผมกำลังจะถามว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่ แต่พี่ฮีซูมองผมแล้วรีบจับข้อมือผมไว้ ดึงให้ไปอยู่ด้านหลังของตัวเองเพื่อบังผมจากสายตาของผู้หญิงคนนั้น

“ขอโทษค่ะ”

“รู้จักขอโทษเป็นด้วยรึ ถ้ารู้แล้วมัวยืนทำอะไรอยู่ ฉันร้อนจะตายอยู่แล้ว ฉันนี่ก็ท่าจะบ้าเหมือนกันแฮะ ที่มัวมาเสียเวลาพูดกับคนอย่างเธอ”

ผู้หญิงคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดพลางโบกกระเป๋าเหมือนใช้เป็นพัด

“รีบให้น้องของเธอกลับไปซะ แล้วก็ไปเอาน้ำผลไม้มาให้ฉัน ทำให้ต้องหงุดหงิดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

“รับทราบค่ะ”

“พูดว่า ‘ค่ะ คุณผู้หญิง’ สิ”

ผู้หญิงคนนั้นพูดด้วยท่าทางมาดมั่นอย่างกับคุณครูที่พูดแก้คำผิดให้อีกครั้ง คุณผู้หญิงงั้นเหรอ ใครคือคุณผู้หญิง ผมเอียงคอเพราะคำพูดที่ฟังไม่เข้าใจ แต่พี่ฮีซูที่ยืนเงียบคงจะทำให้หงุดหงิดอีกครั้ง ผู้หญิงคนนั้นก็เลยขมวดคิ้ว

“ยังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกรึไง ถึงได้พูดคำว่าคุณผู้หญิงออกมาได้ยากเย็นเสียเหลือเกิน ทำไม ผู้หญิงอย่างฉันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้ยินคำว่าคุณผู้หญิงจากเธอรึไง”

“…ไม่ใช่ค่ะ”

“ไม่ใช่แล้วยังไง ไม่ใช่แล้วทำไมพูดไม่ได้”

ผู้หญิงคนนั้นโวยวายแสดงท่าทีร้ายกาจออกมา และเอากระเป๋าที่ถืออยู่ตบหัวพี่ฮีซูดังปั้ก จนหัวของพี่ฮีซูหันไปอีกทาง

“พูดตามฉันว่า ได้ค่ะ คุณผู้หญิง”

“…ได้ค่ะ คุณผู้หญิง”

“ขอโทษค่ะ คุณผู้หญิง”

“ขอโทษค่ะ…คุณผู้หญิง”

“ถ้ารู้ว่าทำผิด ทีหลังก็หัดทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย เป็นแค่เลขาฯ ยังจะทำเป็น…”

ผู้หญิงคนนั้นกระฟัดกระเฟียดเหมือนความโกรธพลุ่งพล่านอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ใช้มือปัดเสื้อสูทจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ แล้วเดินอย่างมาดมั่นไปเปิดประตูห้องทำงานของประธานบริษัท เข้าไปในห้องแล้วปิดประตูตามหลังดังปึง ผมยืนอึ้งมองประตูแล้วก็หันไปมองพี่ฮีซู

“เธอต้องมาเห็นสภาพที่ไม่น่ามองเลย”

“ไม่หรอกครับ ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นเขาเป็นใครเหรอครับ”

เป็นใครกันแน่ถึงได้ทำตัวแบบนี้ แถมยังทำใส่เลขาฯ ของพ่อในบริษัทของพ่ออีก พอมองด้วยสีหน้าตกตะลึง พี่ฮีซูก็ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าลำบากใจที่จะตอบ

“อยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพี่เอาเครื่องดื่มไปให้เขาในห้องแล้วออกมาค่อยคุยกัน”

ผมมองพี่ฮีซูเข้าไปในห้องชงกาแฟอย่างรีบร้อน เอาแก้วกระดาษที่ใส่น้ำผลไม้วางบนถาดเดินเข้าไปในห้องประธาน ผมเกาหน้าแกรก ๆ แขกของพ่อเหรอ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จะมีใครทำตัวแบบนั้นใส่เลขาฯ ของประธานด้วยเหรอ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ เมื่อกี้ตกใจมากก็เลยยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก แต่พอลองนึกย้อนดู นั่นเป็นสถานการณ์ที่เหลวไหลสิ้นดีจนน่าโมโห ผมแค่นหัวเราะ ออกมาดังเหอะ พี่ฮีซูปิดประตูห้องประธาน เดินเข้ามาจับมือผมจูงไปที่ห้องชงกาแฟโดยไม่พูดอะไร

“…ยอง”

พี่ฮีซูยืนนิ่งไม่พูดอะไรเลยครู่หนึ่งแล้วเรียกชื่อผมเบา ๆ

“เป็นอะไรไปครับพี่”

“อีกไม่นานพี่จะออกจากบริษัทแล้ว”

“ทำไมล่ะครับ”

ผมตั้งใจจะถามว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ ถึงได้ทำกับพี่แบบนั้น แต่สิ่งที่ออกมาจากปากพี่ฮีซูทำให้ต้องเอาคำถามพวกนั้นไว้ทีหลัง

“ทำไมล่ะครับ ทำไมถึงจะออกจากบริษัท”

“พี่คิดมาตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว ที่จริงควรจะจบแค่ที่การคิดเฉย ๆ แต่หลังจากจบงานศพคุณผู้หญิง ก็ตัดสินใจว่าจะออก”

“ทำไมครับ เพราะงานที่บริษัทหนักเกินไปเหรอ ถึงตอนนี้จะเหนื่อย แต่เดี๋ยวก็คงจะดีขึ้นนะครับ พี่ทำงานกับพ่อมาตั้งแต่เริ่มทำบริษัทก็คงจะรู้ เคยมีช่วงวิกฤตมาแล้ว แต่ยังไงก็ผ่านมาได้ด้วยดีตลอดไม่ใช่เหรอครับ ครั้งนี้ก็จะต้องดีขึ้น หรือว่าเป็นเพราะป้าคนเมื่อกี้ ผมลองคุยกับพ่อให้ดีไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอก อย่าทำแบบนั้นเลย ถึงจะคิดแล้วคิดอีกยังไงก็ทำงานที่บริษัทนี้ต่อไม่ได้ ที่จริงก็นึกถึงเธออยู่เหมือนกัน แต่จะนัดให้ออกมาเจอเพื่อพูดเรื่องแบบนี้ก็ยังไงอยู่ โชคดีที่ได้เจอเธอก่อนจะออก…โชคดีจริงๆ”

ถึงพี่ฮีซูที่พูดแบบนั้นจะกำลังยิ้มอยู่ แต่ไม่รู้ทำไมสีหน้าถึงเหมือนไม่ได้ยิ้มอยู่จริง ๆ

“ยอง คือว่า…”

พี่ฮีซูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนมีบางอย่างอยากบอก แต่พูดออกมาจากปากได้ยากเหลือเกิน หลังจากนั้นก็ยอมพูด

“ท่านประธานดูแปลก ๆ”

“…พ่อน่ะเหรอครับ”

“เห็นผู้หญิงที่เข้าไปในห้องทำงานท่านประธานเมื่อกี้ใช่ไหม”

“ครับ ผู้หญิงแปลก ๆ คนนั้น เขาเป็นใครกันแน่ครับถึงได้ทำตัวแบบนั้นใส่พี่ เป็นคุณผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่มาจากไหนถึงทำกับพี่แบบนั้น ดูจากที่มาหาพ่อก็คงจะเป็นแขกของพ่อ แต่แบบนั้นยิ่งไม่ควรทำกิริยาไม่ดีใส่พี่เลยนี่ครับ”

พี่ฮีซูถอนหายใจเบา ๆ ให้กับคำพูดของผม

“เขาเป็นมาดามรูมซาลอน [1] ที่ท่านประธานไปบ่อย ๆ”

“อะไรนะครับ”

มาดามรูมซาลอนเหรอ จริงด้วย ทั้งเสื้อผ้าที่ใส่กับการแต่งหน้าก็รู้สึกได้ว่าดูยั่วยวน ก็น่าเชื่ออยู่ว่าเป็นมาดามรูมซาลอน แต่บอกว่าพ่อไปรูมซาลอนที่ผู้หญิงคนนั้นทำงานอยู่บ่อย ๆ เนี่ยนะ

“พ่อไปบ่อยเหรอครับ”

“เคยพาแขกไปเลี้ยงสองสามครั้งแล้วก็คงคุ้นเคยกัน ถึงไม่ได้พาลูกค้าไปเลี้ยงก็ไปบ่อยเหมือนกัน ตั้งนานมาแล้ว ประมาณปีถึงสองปีได้”

“แล้วมาดามรูมซาลอนมาที่บริษัททำไมครับ แถมเมื่อกี้ยังพูดว่าคุณผู้หญิงอะไรอีก”

ผมเอียงคอเพราะไม่เข้าใจสถานการณ์ พี่ฮีซูก็อ้ำอึ้งนึกคำพูดไม่ออก

“พี่ลังเลมากว่าควรบอกคุณผู้หญิงหรือไม่ควรบอกดี พอคิดว่าควรจะบอก แต่ก็เห็นว่าพวกผู้ชายเวลาทำธุรกิจหรือทำงานบริษัทก็ทำเรื่องสกปรกแบบนี้บ่อย ๆ เลยคิดว่าอย่าบอกดีกว่าเพราะจะทำให้คุณผู้หญิงไม่สบายใจเปล่า ๆ แล้วอาจจะแค่ช่วงหนึ่งก็ได้ แต่สถานการณ์กลับแปลกไปอย่างบอกไม่ถูก ผู้หญิงคนนั้นเข้าออกที่บริษัทบ่อย ๆ ตั้งแต่ครึ่งปีก่อนแล้ว พี่เริ่มคิดว่ามันดูไม่ถูกต้องเลยตั้งใจว่าจะบอกคุณผู้หญิง แต่สถานการณ์บริษัทเริ่มไม่ค่อยดีก็เลยผัดไปเรื่อย ๆ จนคุณผู้หญิงเกิดอุบัติเหตุ”

“เดี๋ยว…เดี๋ยวก่อนนะครับ”

ผมยกมือขึ้นขัดคำพูดของพี่ฮีซูพร้อมส่ายหน้า

“พี่จะบอกว่า…พ่อของผมนอกใจแม่เหรอครับ ตั้งแต่ก่อนที่แม่จะเกิดอุบัติเหตุ ตั้งแต่หนึ่งปี ไม่สิ ตั้งแต่ก่อนหน้านั้นอีก”

 

[1] ผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการในบาร์

ใส่ความเห็น