[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 32

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

 

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

 

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

———————————————————–

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 32

 

ครั้งที่สองของสงครามตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ หนุ่มสาวกลุ่มเกรียงไกรไม่ย่อท้อห้องหนึ่งต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ของซ่งเฝ่ย ขณะที่พุ่งตรงไปเบื้องหน้าจึงคอยระวังหลังด้วยเช่นเดียวกัน จนในที่สุดก็สามารถครอบครองพื้นที่ชั้นสามได้อย่างราบรื่น โดยดำเนินการตามแผนเดียวกับรอบแรกตลอดทั้งกระบวนการราวกับคัดลอกมาวางไว้

เหล่านักศึกษามีความมั่นใจมากขึ้น หลังจากหยุดพักระหว่างคาบเรียนในช่วงเวลาสั้นๆ จึงเริ่มลงมือปฏิบัติการครั้งที่สาม ลักษณะโครงสร้างของชั้นสองไม่เหมือนกับชั้นสามและชั้นสี่ ส่วนใหญ่เป็นห้องยืมหนังสือขนาดใหญ่และห้องอ่านหนังสือ ทุกคนมองโลกในแง่ดีเป็นอย่างมากว่าหากมีซอมบี้อยู่ในพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ ให้กวาดล้างให้เรียบก่อน แต่หากกวาดล้างไม่ได้จริงๆ ค่อยเปลี่ยนไปใช้ห้องที่อยู่ใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ซ่งเฝ่ยยังเป็นผู้รับผิดชอบกลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาบุกฝ่าประจิม [1] พวกเขาที่เหลือก็มีพื้นที่กว้างพอให้หลบซ่อนตัวได้ทัน

พวกเขาคิดถึงเรื่องเหนือความคาดหมายที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว แต่กลับคำนวณพลาดไปเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

นั่นคือห้องฉายภาพยนตร์ที่เก็บรวบรวมสื่อต่างๆ เอาไว้บนชั้นสองซึ่งตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ กะประมาณแล้วคือตั้งฉากกับตำแหน่งที่ซ่งเฝ่ยต่อสู้ในครั้งแรก แต่ผ้าม่านของห้องนี้มีความแตกต่างจากผ่าม่านของห้องเก็บเอกสารที่โปร่งแสง เนื่องจากห้องนี้มักใช้เครื่องฉายแสดงข้อมูล ผ้าม่านจึงถูกดึงลงมาปิดไว้ตลอดทั้งปี และผ้าม่านที่ใช้ก็ได้รับการคัดเลือกมาเป็นพิเศษ จึงมีน้ำหนักค่อนข้างมากและเกือบจะทึบแสง

สถานที่แห่งนี้ไม่เปิดให้นักศึกษาใช้งานโดยพลการ พวกซ่งเฝ่ยเองก็เพิ่งได้เข้ามาเป็นครั้งแรกเช่นกัน จึงใช้วิธีเดียวกันกับคลังหนังสือปิด คือเคาะกระจกแผ่นเล็กออกเพื่อเปิดหน้าต่าง แต่คราวนี้มีอีกหนึ่งขั้นตอนเพิ่มเข้ามา คือต้องเปิดผ้าม่านผืนหนาหนักออกด้วย

ผู้ทำหน้าที่นี้คือชีเหยียน ไม่รู้ว่าเขากลายเป็นกองหน้าของกลุ่มเกรียงไกรไม่ย่อท้อห้องหนึ่งตั้งแต่เมื่อไร ในทุกภารกิจจึงล้วนเป็นเขาที่สู้อยู่หน้าสุด เขาไม่เคืองแค้น ไม่เสียใจ และทุกคนก็มีความเชื่อมั่นในตัวเขาเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเห็นชีเหยียนเปิดม่านด้วยท่าทางลังเล ไม่ยอมเข้าไปเสียที ทุกคนก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ

จากนั้นกลิ่นเหม็นเน่าก็โชยมาอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่มีกระจกขวางกั้น ไม่มีผ้าม่านปิดบัง กลิ่นเหม็นชวนสะอิดสะเอียนจึงโชยออกมาโดยตรง

สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคือซอมบี้ แต่เมื่อลองนึกย้อนไปถึงการต่อสู้อันใกล้ชิดระหว่างพวกเขากับซอมบี้ก็รู้ได้ว่า ถึงแม้ร่างกายของพวกมันจะมีกลิ่นอาหารเน่าเสีย แต่ก็ไม่รุนแรงเท่านี้

สุดท้ายเมื่อชีเหยียนผละออกไปด้านข้าง ทุกคนจึงมองเห็นภาพภายใต้แสงที่ส่องจนบาดตาได้อย่างชัดเจน ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่ศพของเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยทั้งห้าศพนอนขดตัวอยู่ที่มุมห้อง พวกเขาอิงแอบกันอย่างใกล้ชิด หรืออาจเพราะเสียชีวิตมาเป็นเวลานานเกินไป เครื่องหน้าและสภาพร่างกายจึงค่อนข้างผิดแปลกพิสดารอยู่หลายส่วน แต่พวกเขาไม่ได้รับบาดเจ็บ แม้จะไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ก็เห็นชัดว่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าปราศจากร่องรอยบาดแผลใดๆ เช่นเดียวกับห้องฉายภาพยนตร์ห้องนี้ที่ผนังยังเป็นสีขาวบริสุทธิ์และพื้นห้องสว่างไสว

พวกเขาถูกขังจนตายอยู่ในที่แห่งนี้

หลินตี้เหล่ยร้องไห้ออกมาเป็นคนแรก เธอใช้มือปิดปาก พยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่น้ำตากลับไหลไม่ขาดสาย ไม่ช้าหลังมือของเธอก็เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตา

พวกซ่งเฝ่ยเองก็ทนมองต่อไปไม่ไหวเช่นกัน พวกเขาพากันหันหลังกลับ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรับอากาศอันเย็นเยือกเข้าปอด

ชีเหยียนปลดม่านลง แล้วนิ่งไปนานไร้คำเอื้อนเอ่ย

วันเวลาที่ล่วงผ่านมานานครึ่งเดือน พวกเขาพบเจอซอมบี้มามากเกินไป จากที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัวถึงขีดสุด กลับเหลือเพียงความกลัวเล็กน้อย ความรู้สึกขยะแขยงขั้นสุดก็กลายเป็นเพียงความชินชา แต่สำหรับเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน พวกเขายังคงรับไม่ไหว พวกเขาเคยเห็นเพื่อนนักศึกษาถูกกัดแทะ เพื่อนนักศึกษากระโดดตึก ตอนที่เกิดเรื่องช่วงแรกๆ ทุกคนล้วนพยายามหนีเอาตัวรอด และตอนที่เกิดเรื่องช่วงหลังๆ ก็มักเป็นกลางดึกสงัดแล้ว จึงไม่มีครั้งไหนที่เหมือนกับครั้งนี้ ใกล้ชิดและชัดเจนถึงขนาดนี้ น่าสังเวชและน่าเศร้าถึงเพียงนี้ ราวกับทันทีที่หลับตาลงก็หวนกลับสู่ความเจ็บปวดและความสิ้นหวังได้ทันที

หลังจากนั้นไม่นานชีเหยียนก็เดินเข้าไปอีกครั้ง ดึงผ้าม่านลง แล้ววางผ้าม่านผืนใหญ่คลุมศพอย่างเบามือ บริเวณมุมกำแพงจึงกลายเป็นสีแดงฉาน

ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นชีเหยียนหรือคนอื่นที่มองดูการกระทำของเขาต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันและสงบนิ่ง

พวกเขาอาจกำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่ในใจ นี่เป็นวิธีปกปิดความเจ็บปวดในอดีตของคนเหล่านี้ แต่หนทางข้างหน้า ในวันที่พวกเขามีสภาพน่าสังเวชบ้าง ใครกันที่จะช่วยให้พวกเขาไปสู่สุคติ

สุดท้ายสงครามบนชั้นสองก็ไม่ประสบความสำเร็จ สาเหตุหลักที่ทำให้ทุกคนยอมแพ้เพราะมีซอมบี้เยอะเกินไป ความจริงก่อนที่จะใช้กลยุทธ์ “ส่งเสียงบูรพาบุกฝ่าประจิม” จัดการ พวกเขาก็สัมผัสถึงความรู้สึกนี้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่หลังจากสรุปประเด็นสุดท้ายกันเรียบร้อย ตอนที่เริ่มทดสอบกลยุทธ์ก็แน่นอนว่าเป็นไปตามที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ เสียงหนวกหูของซอมบี้บนชั้นสองทั้งหมดกลบเสียงโทรศัพท์จนมิด กลยุทธ์ “ส่งเสียงบูรพาบุกฝ่าประจิม” จึงดึงดูดซอมบี้ได้เพียงบางส่วน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมด ถึงขั้นไม่อาจรับประกันได้ว่าจะดึงดูดได้มากกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ในสถานการณ์เช่นนี้เหล่าสหายที่รับหน้าที่ทุบตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติและกั้นทางขึ้นบันไดย่อมตกอยู่ในอันตราย

เมื่อตระหนักว่าแผนนี้ไม่มีทางสำเร็จได้ ทุกคนจึงตัดใจยอมแพ้และย้อนกลับไปยังคลังหนังสือปิดอีกครั้ง

แผนการใดๆ ล้วนมีความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลว ไม่ต้องพูดถึงสถานที่ที่ไกลออกไป แค่พูดถึงจุดรับพัสดุที่เดียว พวกเขาก็เปลี่ยนมาหลายแผนแล้ว แต่ไม่มีครั้งไหนที่เหมือนกับครั้งนี้ จิตใจที่มุ่งมั่นในการต่อสู้จึงเกิดความระส่ำระสายขึ้นมา

เหตุผลคืออะไรทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ว่าใครก็คงไม่มีกะจิตกะใจจะพูดออกมา

ตลอดช่วงบ่าย หลังจากกลับมาถึงคลังหนังสือปิดแล้วทุกคนก็ล้วนนิ่งเงียบ บ้างนั่งอยู่ริมหน้าต่าง บ้างนอนหนุนหนังสือ บ้างพิงมุมกำแพง บ้างซ่อนตัวอยู่ในชั้นหนังสือ ไร้ซึ่งบทสนทนาระหว่างกัน ต่างคนต่างจมดิ่งอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก

กระทั่งเวลาหกโมงเย็นที่ความมืดย่างกรายเข้ามา

หากเป็นเมื่อก่อนในเวลานี้ ภายในเขตมหาวิทยาลัยจะเริ่มเปิดไฟสว่างไสว แต่หลังจากซอมบี้ถล่มเมือง ไฟที่สว่างก็ยังคงสว่างอยู่ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางคืนหรือกลางวัน และไฟที่ดับก็ยังคงดับอยู่อย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืน

ทว่าดวงไฟที่มืดมิดมีมากกว่าดวงไฟที่ส่องสว่าง

ซ่งเฝ่ยพิงอยู่ข้างชั้นหนังสือ เขาหันหน้าไปทางหน้าต่าง ทอดมองท้องฟ้ายามค่ำคืนเพื่อลืมเลือนภาพอเนจอนาถในห้องฉายภาพยนตร์ เขาบังคับให้ตัวเองคิดถึงเมืองเล็กๆ ในบ้านเกิด ที่นั่นเป็นเมืองที่เรียบง่าย ไม่มีจุดชมวิวโด่งดัง ไม่ใช่บ้านเกิดของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ มีเพียงผู้คนที่อาศัยอยู่และทำงานอย่างมีความสุข มียานพาหนะแล่นขวักไขว่ไปมาบนถนนที่ไม่ถือว่ากว้างนัก ตึกรามบ้านช่องทั้งสองข้างทางก็ไม่ได้หรูหรา แม้แต่สถานีรถไฟที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองยังค่อนข้างเรียบง่ายและธรรมดาๆ

เมืองเล็กๆ ในเวลานี้น่าจะมีคนมากมายมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรเช่นเดียวกัน หรืออาจจะยังอาศัยอยู่ในเมืองและทำงานอย่างสงบสุขโดยมีแสงไฟส่องสว่างออกมาจากบ้านทุกหลัง

ซ่งเฝ่ยหวังว่าจะเป็นอย่างหลัง

เขาก้มหน้าลงอย่างเศร้าสร้อย โทรศัพท์มือถือยังคงไม่มีสัญญาณ

เขายังคงยืนกรานที่จะชาร์จแบตเตอรี่ทุกวัน เพราะคิดว่าบางช่วงเวลาที่เผลอไผล อาจมีเสียงเรียกเข้าดังขึ้นก็เป็นได้

เอ๊ะ?

ซ่งเฝ่ยที่กำลังไถหน้าจอด้วยความเบื่อหน่ายพลันหยุดนิ้วมือกะทันหัน ก่อนโพล่งขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า “วันนี้เป็นวันปีใหม่! ”

เพียงประโยคเดียวก็ดึงดูดความสนใจจากสหายทุกคนได้ ราวกับชั้นน้ำแข็งบางๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นในทะเลสาบถูกหินกะเทาะจนแตกร้าวและมีกระแสน้ำพวยพุ่งขึ้นมา ทุกคนทยอยกันหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา…ยกเว้นเพื่อนร่วมชั้นสองคน ทุกคนปลดล็อกหน้าจอ ตัวอักษร “1 มกราคม” โผล่พรวดขึ้นมาทันที

วันแรกของปีใหม่

สามในสี่ส่วนของวันที่ควรจะใช้เพื่อบอกลาสิ่งเก่าต้อนรับสิ่งใหม่ แต่พวกเขากลับต้องตกอยู่ในความตื่นกลัว ความขุ่นเคือง การต่อสู้ ความโศกเศร้า และความหม่นหมอง กระทั่งพบว่าเหลือเวลาในวันปีใหม่อีกเพียงหกชั่วโมงเท่านั้น

ทุกคนหันมองหน้ากัน ชั่วขณะหนึ่งทุกคนไม่รู้ว่าควรแสดงออกอย่างไร จะมึนงง ขมขื่น มีความสุข ปีติยินดี หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องไปเสียหมด

โจวอีลวี่ยิ้มอย่างขมขื่น พึมพำกับตัวเองว่า “ปีใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ เฮ้อ น่าขำจริงๆ ”

ทุกคนรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร

ของขวัญปีใหม่ชิ้นแรกที่สวรรค์ได้มอบให้พวกเขาคือการสปอยล์ตัวอย่างภาพยนตร์

“สุดท้ายพวกเราก็จะกลายเป็นแบบนั้นสินะ” เฉียวซือฉีพูดสิ่งที่อยู่ในใจของทุกคนตลอดช่วงบ่าย แต่กลับไม่มีใครกล้าพูดออกมา

ทุกคนนิ่งเงียบ

มีเพียงซ่งเฝ่ยที่ตอบออกมา เขาเองก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่คิดถึงคำถามนี้ตลอดช่วงบ่าย แต่คำตอบของเขาคือ “ไม่หรอก”

ซ่งเฝ่ยไม่ได้มีท่าทีเสแสร้งแกล้งทำเป็นกล้าหาญ มีเพียงความสงบนิ่งแน่วแน่

หวังชิงหย่วนเหลือบมองเขา จงใจพูดว่า “การเริ่มต้นที่ดีก็ถือว่าสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งแต่การเริ่มต้นปีใหม่แบบนี้ดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นะ”

ซ่งเฝ่ยยัดโทรศัพท์มือถือกลับใส่กระเป๋า เรื่องไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่ยอมแพ้โชคชะตา ต้องยกให้ซ่งเฟ่ยพูดถึงจะเหมาะสม “ก่อนหน้านี้พวกเราไม่รู้ว่าเป็นวันปีใหม่ เพราะฉะนั้นก็จะไม่นับ วันปีใหม่ของพวกเราให้เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย! ”

“ตกลง-ง-ง” หวังชิงหย่วนยักไหล่ ปลายเสียงลากยาวราวไหลไปตามน้ำ แต่กลับปรากฏรอยยิ้มในดวงตา

ชีเหยียนที่เป็นคนทำอะไรคล่องแคล่วว่องไวนำของที่ยึดได้จากศึกสงครามขึ้นมากองไว้บนหนังสือที่ปูเป็นฟูกนอนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิ แหงนหน้ามองสหายร่วมรบทั้งหมด “มัวรออะไรอยู่ มาเริ่มกันเลย! ”

เวลาแบบนี้ต่อให้แต่ละคนจะทึ่มทื่อกันแค่ไหนก็ต้องมองออกแน่นอน พวกเขาเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเหมือนต้อนเป็ดขึ้นคอน [2] อีกหน่อยทั้งสามคนคงฟอร์มวงเดบิวต์ด้วยกันได้แล้วละ!

“ไม่ว่าจะเคยเกิดอะไรขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป ทุกอย่างล้วนเป็นอดีตไปแล้ว” ซ่งเฝ่ยชูกล่องนมเอดีแคลเซียมขึ้น “แด่ความน่าเสียดายที่ต้องแก่ขึ้นอีกหนึ่งปี ชน! ”

นมเอดีแคลเซียม กระทิงแดง น้ำเปล่า และเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ชนกันกลางอากาศจนเกิดเสียงดังที่ไม่ใสกังวานเลยสักนิด แต่ในดวงตาของคนที่ยกเครื่องดื่มขึ้นชนกลับเปี่ยมไปด้วยแสงแห่งความหวังแบบเดียวกัน

“สุขสันต์วันปีใหม่!”

หลังจากซึมเศร้ามาตลอดทั้งช่วงบ่าย ตอนนี้กลุ่มเกรียงไกรไม่ย่อท้อห้องหนึ่งกลายเป็นเหมือนผู้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่รอคอยอย่างกังวลมาหลายวัน จนในที่สุดก็ถึงวันประกาศรายชื่อผู้สอบติด ‘ช่างอนาคตแสนบัดซบเถอะ ตอนนี้ข้าต้องการใช้วันหยุดฤดูร้อนอย่างเบิกบานมีความสุขก่อน!’

หลังจากทำท่าทางเหมือนดื่ม “เหล้า” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเฉลิมฉลองแล้ว ทุกคนก็เปิดถ้วยบะหมี่ที่ต้มมานานโดยพร้อมเพรียงกัน ชั่วพริบตาเดียวกลิ่นผักดองก็คลุ้งไปทั่วคลังหนังสือปิด กลิ่นนี้ช่างเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยและชวนให้อบอุ่นสบายใจ ทำให้ผู้ที่กำลังดื่มด่ำล้วนรู้สึกว่าตนเองน่าจะยังมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกห้าร้อยปี

“นี่เป็นเทศกาลที่สองแล้วนะที่พวกเราฉลองด้วยกันหลังจากเกิดเรื่อง” หลัวเกิงสูดเส้นบะหมี่คำโตเต็มปาก ก่อนจะกลืนลงคอไปโดยไม่เคี้ยว “ไม่ว่าพวกนายจะคิดยังไง แต่ฉันรู้สึกว่ามันดีกว่าครั้งก่อน อย่างน้อยตอนนี้กลุ่มของเราก็มีสมาชิกมากกว่าคราวที่แล้ว ทำลายตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติทั้งสองตู้ก็สำเร็จ แถมยังไม่เจอพวกคนชั่วเหมือนคราวก่อน ดังนั้นเทศกาลต่อไปและเทศกาลต่อๆ ไปอีก สถานการณ์ของพวกเราจะต้องดียิ่งขึ้น ฉันพูดจริงๆ นะ”

เมื่อเฉียวซือฉีผู้กำลังซดน้ำซุปของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจจนน้ำซุปแทบจะลวกลิ้น “ทำไมเทศกาลต่อไปและเทศกาลต่อๆ ไป พวกเรายังต้องฉลองด้วยกันอีกล่ะ ขอเรียนจบตอนที่หน่วยกู้ภัยมาช่วยเลยไม่ได้เหรอ!”

หลัวเกิงนิ่งคิดอย่างจริงจัง ก่อนผงกศีรษะ “ข้อเสนอนี้ใช้ได้”

เฉียวซือฉีนึกระอา เกือบหลุดคำว่า WTF [3] ออกมาแล้วเชียว

สหายร่วมรบคนอื่นๆ พากันหัวเราะครื้นเครงเป็นเสียงเดียวเมื่อหัวเราะจนพอใจแล้วก็คุยกันถึงเรื่องการต่อสู้ในโรงอาหารต่อ สุดท้ายทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่าคงอยู่ในห้องสมุดต่อได้อีกไม่นาน ดังนั้นโรงอาหารจึงเป็นทางเลือกเพียงหนึ่งเดียว

ความจริงแผนการนี้ได้มีการหารือกันไว้พอประมาณแล้ว เพียงแต่รายละเอียดการลงมือปฏิบัติที่สำคัญบางส่วนยังจำเป็นต้องปรึกษาและขบคิดกันให้รอบคอบ แต่ระหว่างที่กินดื่มด้วยกัน ทุกคนยังไม่จริงจังมากนัก อยากไปเรื่องไหนก็พูดถึงเรื่องนั้น จึงไม่มีประเด็นชัดเจน ผลลัพธ์คือเมื่อไม่รู้ว่าจะพูดคุยกันอย่างไร สุดท้ายจึงมาจบที่เรื่องการตกแต่งของโรงอาหารเสียได้

อย่างแรกที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือผนังกระจกด้านนอก สหายร่วมรบทุกคนให้คะแนนยอดแย่จนแทบจะทะลุขอบฟ้า จากนั้นก็เป็นประตู หน้าต่าง กระจก พื้นหินอ่อน หรือแม้แต่การจัดแถวโต๊ะเก้าอี้ ไม่มีอะไรที่ทำให้วัยรุ่นอย่างพวกเขาพึงพอใจเลยแม้แต่อย่างเดียว

คนที่วิจารณ์ได้โหดร้ายและแสบสันที่สุดก็คือโจวอีลวี่ คนอื่นแค่พ่นคำวิจารณ์ไปตามความรู้สึก แต่เขาวิจารณ์บนพื้นฐานของความเป็นมืออาชีพ พอวิพากษ์วิจารณ์กันจนถึงช่วงท้าย ซ่งเฝ่ยถึงกับรู้สึกเห็นใจเหล่านักศึกษาที่ต้องใช้ชีวิตให้รอดในสถานที่แบบนี้ ก่อนขัดจังหวะขึ้นว่า “นี่ นายเรียนคณะสถาปัตยกรรมใช่ไหม สถาปัตยกรรมควรจะเกี่ยวกับการออกแบบอาคารอะไรพวกนั้นไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมฉันรู้สึกว่าความรู้ของนายครอบคลุมไปถึงการตกแต่งภายในด้วยล่ะ”

โจวอีลวี่เหลือบมองเขา “ฉันอยากออกแบบอาคาร แต่ใครจะให้ฉันออกแบบล่ะ นายคิดว่าเรียนจบแล้วฉันจะได้เป็นสถาปนิกออกแบบอาคารเลยหรือไง ฉันจะบอกให้นะ สาขาวิชาของพวกเราเป็นนักออกแบบจริงๆ ได้ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าเก่งแล้ว ส่วนคนที่เหลือถ้าไม่เป็นมัณฑนากรก็เป็นวิศวกรโยธา นี่ยังถือว่าดีนะ คนที่หางานทำไม่ได้ก็ยังมีอีกมาก”

ในใจของซ่งเฝ่ยรู้สึกปวดแปลบ เขาเข้าใจความรู้สึกนี้ “พวกเราสาขาการจัดการการท่องเที่ยว นายคิดว่าเรียนจบแล้วจะได้ไปดูแลสถานที่ท่องเที่ยวเหรอ แค่ได้เป็นไกด์นำเที่ยวก็ถือว่าดีแล้ว”

“นายว่าพวกเราน่าสงสารกันมากเลยใช่ไหมล่ะ” หลัวเกิงพ่นลมหายใจ ทิ้งตัวลงนอนกางแขนกางขา จ้องมองเพดานด้วยความสับสน “ตั้งแต่เล็กจนโต นอกจากเรียนหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่มีเรื่องอื่นต้องทำแล้ว พอลำบากลำบนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ยังต้องกังวลเรื่องหางานทำอีก…”

ซ่งเฝ่ยยิ้มอย่างขมขื่น “ตอนนี้ฉันยินดีกังวลเรื่องหางานนะ”

“เมื่อสูญเสียไปแล้วจึงรู้คุณค่า” เป็นประโยคที่ถูกนำมาใช้ในนวนิยายและภาพยนตร์มากมายจนเกร่อ ซ่งเฝ่ยเคยเมินเฉยคำกล่าวนี้ กระทั่งวันนี้ถึงได้เข้าใจ ที่มันถูกใช้ซ้ำๆ จนเกร่อก็เพราะเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องแล้ว หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะกลับเนื้อกลับตัวใหม่ ตั้งใจเรียนหนังสือ จะไม่ขี้เกียจอีกต่อไป เพราะเขาเคยคิดว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นช่างน่าเบื่อไร้สีสันเสียเหลือเกิน แต่เขาในตอนนี้กลับอยากเอาความสงบสุขและความสวยงามนั้นกลับคืนมาเป็นที่สุด

 

[1] เป็นกลยุทธ์สำหรับหลอกล่อศัตรูให้เข้าใจว่าจะบุกโจมตีด้านทิศตะวันออก แต่ความจริงคือบุกทางทิศตะวันตก

[2] หมายถึง ผลักดันให้ใครบางคนทำสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

[3] ย่อมาจากคำว่า What the fuck. เป็นคำสบถที่ผู้พูดกล่าวในลักษณะอุทานเมื่อรู้สึกแปลกใจ สงสัย ไม่เข้าใจ หรือไม่แน่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ใส่ความเห็น