[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 3.7

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

เขาเอาน้ำล้างตัวที่มีฟองติดอยู่ให้ผม เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่ห่อแล้วอุ้มผมเหมือนเด็ก จากนั้นก็วางลงบนเตียง เอาชุดนอนชุดใหม่มาแล้วใส่ให้ ผมรับการปฏิบัติแบบนั้นอย่างเคอะเขินพร้อมกับเหลือบมองเขา พอรู้สึกว่าถูกมองเขาก็ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก

“นอนลงสิ”

“ทำไม…เราถึงไม่นอนห้องเดียวกันครับ”

ผมนอนบนที่นอนของเขา และหนุนหมอนนุ่ม ๆ มองเขาแล้วถาม

“เหมือนคู่สามีภรรยาที่แยกห้องกันอยู่ทั้ง ๆ ที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน แถมยังทำเรื่องแบบนี้…”

ผมพึมพำ ไม่กล้าพูดคำว่ามีเซ็กซ์ออกจากปาก ผู้ชายคนนั้นก็ตอบว่าไม่รู้สิ

“เพราะนิสัยการนอนของนายแย่มาก”

“ไม่มีทางครับ ผมไม่ได้มีนิสัยการนอนแย่แบบนั้นสักหน่อย”

“เจ้าตัวย่อมไม่รู้นิสัยการนอนของตัวเองอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

“แม่ผมบอกครับว่าผมนอนเรียบร้อยมาก นอนนิ่งเหมือนคนตายเลย”

“นั่นไม่ใช่กำลังนอน แต่หมดสติไปแล้วละมั้ง”

ผมพ่นลมทางจมูกดังฮึ่มกับการล้อเล่นที่ไม่ตลกเลยสักนิด จากที่นั่งหมิ่นขอบเตียงเขาก็ค่อย ๆ ขยับขึ้นมาด้านบน นอนลงข้าง ๆ ผม แขนของเขาเข้ามารองใต้คอ ผมทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วพิงตัวไปหา พอนอนหนุนแขนเขา กลิ่นตัวกับกลิ่นครีมอาบน้ำจากตัวเขาก็มาแตะที่ปลายจมูกใกล้ ๆ

“ลุงเริ่มอ่อนโยนกับผมมากขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“บอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่คนอ่อนโยน”

“แต่ว่าตอนนี้อ่อนโยนนี่ครับ ไม่ใช่ที่นี่ตอนนี้…ในโลกความจริง…สำหรับลุงตอนนี้อาจจะเป็นความจริง แต่โลกความจริงที่ผมคิด…อืม น่าจะเป็นเมื่อสี่ปีก่อนสำหรับลุง…”

ควรพูดว่ายังไงดี ผมพูดวกไปวนมาเพราะพยายามหาคำพูดที่เหมาะสม เขาบอกว่าเข้าใจว่าผมหมายถึงอะไรพลางเสยผมขึ้นไปให้

“ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้ฉันก็ไม่ได้อ่อนโยน ฉันไม่ใช่คนนุ่มนวล และไม่ใช่คนใจดีด้วย”

“ที่ลุงบอกว่าเคยเห็นผมเล่นเปียโนน่ะครับ คือที่บ้านของผมใช่ไหม”

มือของเขากำลังตบหน้าอกผมเบา ๆ ผมจับมือนั้นลูบคล้ายแกล้งเล่นแล้วถาม เขาก็พยักหน้า

“ผมคิดอยู่แล้วเชียว ตอนนั้นลุงถึงกับดับบุหรี่กับผนังตอนเดินลงจากบันไดด้วย เวลาขึ้นลงบันไดยังเห็นรอยบุหรี่ที่ลุงทำไว้อยู่เลย…ถ้างั้นตอนนั้นก็ถูกใจตั้งแต่แรกเห็นเลยเหรอครับ”

“นายสวย”

“การชมผู้ชายอายุสิบเก้าปีว่าสวย ค่อนข้างจะเสียมารยาทไปหน่อยรึเปล่านะ”

“แต่นายสวยจริง ๆ ทุกคนก็อาจจะคิดแบบนั้น ไม่สิ คงคิดแบบนั้นแน่ สวยจนคิดไม่ดีขึ้นมาได้เลย”

ผู้ชายคนนี้อาจจะน่ากลัวจริง ๆ ก็ได้ เพราะเขาบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนใจดี ไม่ใช่คนอ่อนโยน ความอ่อนเพลียเริ่มถาโถมเข้ามาเพราะมือที่ลูบตัวผมอยู่

แคนอน

“หือ พูดว่าอะไรนะครับ”

ฟังคำพูดพึมพำของเขาไม่ชัดก็เลยถาม เขาก็ตอบว่าแคนอน

“เพลงที่เล่นตอนนั้น นายบอกว่าเป็นแคนอนใช่ไหม ฉันอยากฟังอีกครั้ง อยากเห็นนายเล่นเพลงนั้น และยิ้มอย่างงดงามเหมือนตอนนั้น”

“มันจะไปยากอะไรครับ คนที่เป็นแฟนบอกว่าอยากฟังขนาดนี้ แค่แคนอนเพลงเดียวทำไมจะเล่นให้ฟังไม่ได้ล่ะ ที่นี่เหมือนจะไม่มีเปียโน แต่ที่บ้านหลักมีนี่ครับ เป็นคริสตัลเปียโนที่สวยมาก ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสก็ขอให้ผมเล่นสิครับ”

ถ้าลุงขอซอมุนยองที่เป็นแฟนของลุงให้เล่นให้ฟัง ก็น่าจะเล่นให้ฟังได้ทุกวันเลยนี่ เขาเอาแต่ยิ้มให้กับคำพูดของผม

ความง่วงถาโถมเข้ามาเพราะร่างกายที่อ่อนล้า พอผมหาวเล็กน้อยเขาก็กระซิบเบา ๆ ว่านอนเถอะ ผมส่ายหัวให้เขาที่เปล่งเสียงออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

“ถ้าหลับไปแล้วตื่นจากฝันจะทำยังไงครับ”

ผมต้องพยายามขนาดไหนเพื่อจะฝัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ง่วง แต่ก็นอนหลับตาอยู่บนเตียงเพื่อให้หลับ ทั้ง ๆ ที่ร่างกายและจิตใจหนักอึ้งก็ยังนอนไม่หลับ และต่อให้หลับ แต่พอตื่นมาตอนเช้าเห็นเพดานห้องนอนตัวเอง ก็ต้องไปโรงเรียนที่ไม่มีความหมายแล้วกลับมานอนบนเตียงอีกครั้งซ้ำ ๆ

กว่าจะได้ฝัน…

“ทำไม…ถึงคิดว่าตอนนี้ดีกว่าเมื่อสี่ปีก่อน”

“เพราะมีลุงอยู่ข้าง ๆ ไงครับ”

ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มถึงใต้หน้าอก หันตัวมุดเข้าไปในอ้อมอกของเขา กลิ่นหอมสดชื่นวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูก ดึงเอวของเขาเข้ามากอดและเอาแก้มถูไปมาเหมือนเวลาอยู่ในอ้อมกอดของแม่ รู้สึกได้ทันทีว่าตัวเขากำลังแข็งทื่อ

“เหมือนพ่อจะมีผู้หญิงคนใหม่ครับ แค่ที่แม่จากไปก็เศร้ามากพออยู่แล้ว…แต่ที่ผ่านมาพ่อหลอกผมกับแม่มาโดยตลอด ผมไม่อยากเชื่อเลย ขนาดแม่เสียไปแล้วก็ยังหลอกจนผมไปเจอผู้หญิงคนนั้น ทำให้ผมโกรธมาก เขาเหมือนไม่ใช่พ่อของผมเลย แค่เห็นหน้าก็โมโหจนทนไม่ไหว อยากตะโกนถามออกไปว่าหลอกผมกับแม่ได้ยังไง แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่กล้าพูดแบบนั้น กังวลว่าถ้าพูดออกไปแล้วพ่อจะทำยังไง พยายามคิดว่าไม่ใช่หรอก จะต้องไม่ใช่แบบนั้น พ่อไม่มีทางทำแบบนั้น ส่วนหนึ่งในหัวใจยังคงรู้สึกแบบนั้น ผมก็เลยไม่กล้าถาม…เพราะถ้าถามพ่อแล้ว…กลัวว่ามันจะกลายเป็นความจริง”

รู้สึกว่ามือที่โอบอยู่กำลังลูบหลังให้ ผมจึงเอาตัวพิงเขาเหมือนออดอ้อน

“ทั้ง ๆ ที่รู้แต่ผมก็ยังหนี เพราะกลัว กลัวพ่อจะบอกว่าใช่ กลัวว่าจะเป็นความจริง เพราะไม่อยากยอมรับ แต่ว่า…ถ้าพ่อบอกว่าไม่ใช่ ผมจะพูดว่าอย่างนี้นี่เองแล้วเชื่อได้รึเปล่าครับ ไม่ว่าพ่อจะตอบแบบไหนผมก็คงไม่อยากเชื่อ ตอนนี้ผมเชื่ออะไรพ่อไม่ลงแล้วครับ”

ผมพึมพำเสียงเบาราวกับกำลังละเมอ เขาก็ลูบหลังคล้ายเป็นการตอบรับ

“ถ้าหลับไปแล้วตื่นมายังเป็นที่นี่ก็คงดี ลุงจะไม่หายไปใช่ไหมครับ”

“ถ้านายต้องการ…”

แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปตามที่ผมต้องการ แต่ผมก็สบายใจเพราะคำพูดของเขาจึงหลับตาลง ได้ยินเสียงของเขาพูดว่า “ฉันก็เหมือนกัน” แต่ผมหลับไปก่อนจะได้คิดว่านั่นหมายถึงอะไร

เป็นอ้อมอกของใครบางคน แข็งแกร่งและกว้างกว่าอ้อมอกของแม่ ผมค่อย ๆ ตื่นจากการหลับใหล รู้สึกถึงความสบายใจและปลอดภัย มือที่เสยผมซึ่งตกลงมาขึ้นไปบนหน้าผากให้แล้วลูบแก้มทำให้ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี

ผมเหม่อมองใบหน้าของผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า แล้วก็รู้ว่าตอนนี้เป็นสถานการณ์แบบไหน ก็เลยทำหน้าสับสนเล็กน้อย สีหน้าของผู้ชายคนนั้นที่กำลังมองผมเลยนิ่งไปในทันที มือที่เคยลูบไล้อยู่บนแก้มหยุดการเคลื่อนไหว และเขากำลังกลั้นหายใจมองผมอยู่

“ผม…หลับไปนานไหมครับ”

ผมถามโดยที่เก็บซ่อนความเขินอายเล็กน้อยเอาไว้ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ในตอนนั้นเองสีหน้าของเขาถึงผ่อนคลาย แล้วส่ายหน้า

“ไม่หรอก เพิ่งเช้าเอง”

“เช้าตรู่ หรือสายครับ”

“เช้าตรู่”

ผ้าม่านสีเข้มปิดหน้าต่างอยู่เลยไม่รู้ว่าข้างนอกสว่างแค่ไหน ต้องดูเวลาถึงจะรู้ แต่ก็ไม่น่าจะใช่เวลาที่เช้ามากขนาดนั้น พอดูนาฬิกาบนโต๊ะหัวเตียงถัดจากผู้ชายคนนั้นไปก็เห็นว่าเลยเก้าโมงไปนานแล้ว

“คนขี้โกหก เก้าโมงกว่าแล้วนี่ครับ”

“เมื่อคืนนอนดึก ไม่เป็นไรหรอก”

“ไม่เป็นไรตรงไหนกันครับ เลยเวลาไปทำงานของลุงมาตั้งนานแล้วนี่”

“งั้นก็โดดสิ จะเป็นอะไร”

“เฮ้อ ใช้อำนาจในทางที่ผิด”

ขนาดผมต่อว่า เขาก็เอาแต่ยิ้มสนุกอยู่ท่าเดียว

“จะโดดงานจริง ๆ เหรอครับ”

“จะโดดงานจริง ๆ”

เขาทำหน้าสุขุมไม่เข้ากับคำพูดว่าโดดงานเลย แต่เห็นได้ด้วยตาเลยว่าไม่อยากไปทำงาน พอคิดว่าผู้ชายสุขุมแบบนี้ก็มีมุมที่เหมือนเด็กด้วยแฮะ ผมเลยยิ้มออกมา

“ถ้างั้น ไปเที่ยวกับผมไหมครับ”

“ที่ไหน”

“ผมอยากเช็กบางอย่างให้แน่ใจ ลุงก็น่าจะรู้นะครับ”

เขาถามว่าเรื่องอะไร แต่ผมส่ายหน้าตอบ

“ลุกขึ้นไปอาบน้ำแล้วกินข้าวเช้าก่อนครับ จากนั้นก็แวะไปบ้านที่ผมเคยอยู่แป๊บหนึ่ง ถึงจะมองได้แค่จากข้างนอก แต่ผมอยากเห็นอีกสักครั้ง”

“ได้สิ”

ถึงจะพยักหน้าตอบ แต่ดูเหมือนเขาไม่มีทีท่าว่าจะลุกเลย เขาใช้นิ้วสางผมให้คล้ายแหย่เล่น ผมผลักมือเขาออกแล้วเร่งว่าเร็ว ๆ สิครับ เขาถึงค่อย ๆ ยอมลุกอย่างเชื่องช้าด้วยสีหน้าเสียดายสุดขีด นี่คงไม่ได้เอาแขนรองเป็นหมอนให้ผมตลอดทั้งคืนหรอกใช่ไหม พอมองเขาดึงแขนออกไปจากใต้คอแล้วลุกขึ้น ผมก็จะลุกขึ้นเหมือนกัน แต่ต้องหยุดแค่ตรงความพยายามเท่านั้น อึก เสียงร้องดังขึ้นพร้อมกับล้มลงไปบนเตียง เขามองผมด้วยสีหน้าตกใจ

แสบก้นมาตั้งแต่เมื่อวาน พอขยับตัวคงจะไปกระตุ้นก็เลยล้มลง ทั้งยังรู้สึกปวดหน่วง ๆ เหมือนเอวเคล็ด เนื้อตัวก็สั่นเหมือนกล้ามเนื้ออักเสบหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก น้ำตาปริ่มเล็กน้อย พอเงยหน้ามองผู้ชายคนนั้น เขาก็ยิ้มด้วยสีหน้าลำบากใจเหมือนรู้เหตุผล

“ลองนอนคว่ำหน่อย”

ทั้ง ๆ ที่บอกให้นอนคว่ำ แต่ไม่ให้เวลาผมพลิกตัวด้วยซ้ำ เขาจับตัวผมพลิกแล้วใช้มือใหญ่กดตรงช่วงเอว รู้สึกเหมือนกำลังได้รับบริการนวดตัว มือของเขาที่อุณหภูมิร่างกายสูงนิดหน่อยกดไปตามแนวสันหลังแล้วก็กดตรงระหว่างสะโพกกับเอวด้วย ผมถอนหายใจอย่างอารมณ์ดีออกมาโดยอัตโนมัติ

“เมื่อก่อน…พ่อกับแม่บอกว่าเคยไปเที่ยวเมืองไทยด้วยกันครับ”

จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ขณะที่เขากำลังนวดให้จึงเล่าออกมา

“ตอนแรกสถานการณ์ทางบ้านไม่ค่อยดี ก็เลยไปฮันนีมูนใกล้ ๆ หลังจากนั้นพอความเป็นอยู่ดีขึ้น พ่อก็คงจะตัดสินใจไปเที่ยวกับแม่ ถึงจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย…แต่ยังไงก็ได้ไปเที่ยวที่ประเทศไทย แล้วได้ไปนวดแผนไทยที่นั่นด้วย เพราะการนวดแผนไทยมีชื่อเสียงมากเลยนี่ครับ แม่บอกว่าพอได้นวดแล้วเหมือนขึ้นสวรรค์สุด ๆ เลยละ รู้สึกเพลินมาก เข้าใจเลยว่าทำไมพวกคุณนายเศรษฐีถึงชอบนวดกัน ความเหนื่อยล้าหายไปในพริบตา รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่เลย ปกติแล้วจะให้ทิปกันหนึ่งดอลลาร์ แต่แม่บอกว่าถูกใจมากก็เลยให้ไปสิบดอลลาร์เลยครับ ถ้าไปเดินตามท้องถนนก็จะมีป้ายบอกว่านวดแผนไทยอยู่ทุกที่ เวลาเห็นป้ายแม่ก็จะอยากนวดขึ้นมาทุกครั้งเลย”

มือที่กดตรงเอวออกแรงมากขึ้น ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะมือของเขาที่นวดเอวกับสะโพกอย่างนุ่มนวล แล้วพึมพำว่าคนโง่

“มันจะสักเท่าไหร่กัน…ถ้าเสียดายขนาดนั้น ไปนวดอีกสักครั้งก็ได้นี่ครับ จะเสียดายเงินไปทำไม ถ้าจะจากไปเร็วขนาดนี้ อย่างน้อยก็น่าจะได้นวดตามที่ใจอยากแล้วค่อยจากไปสิ ต่อให้ประหยัดเงินไป พ่อก็ไม่รู้อยู่ดี ว่าไหมครับ”

อย่าว่าแต่รู้หรือไม่รู้เลย ไม่ได้รู้สึกขอบคุณ แถมยังออกไปตะลอนนอกบ้านด้วยซ้ำ แม่อยากนวดอีกสักครั้ง แต่ก็ไม่ได้นวด กลับบ้านมายังต้องดูแลพ่อ ดูแลผมอีก แล้วระหว่างนั้นพ่อก็คงออกไปหาผู้หญิงที่เป็นมาดามรูมซาลอน เอาเงินไปละลาย ผมโมโหขึ้นมาอีกจนเม้มปากแน่น ผู้ชายคนนั้นละมือออกแล้วจับให้ผมลุกขึ้น

“ดีขึ้นไหม”

“ดีขึ้นมากเลยครับ ลุงเก่งมากเลย ฝีมือการนวดระดับมือโปรเลยนะเนี่ย”

“ถึงขั้นจะให้ทิปไหม”

“สมควรที่จะได้สิบดอลลาร์เลยครับ”

“มีสิบดอลลาร์เหรอ”

ผมส่ายหน้าตอบคำถามเขา อย่าว่าแต่สิบดอลลาร์เลย แค่สิบวอนยังไม่รู้ว่าจะหาจากไหน ในห้องนอนที่ผมอยู่จะมีกระเป๋าสตางค์หรือเปล่านะ ผมกลอกตาขณะใช้ความคิด เขาก็พูดด้วยสีหน้าแกมหยอกเล็กน้อย

“จูบหนึ่งทีเป็นค่าทิปสิ”

ทำไมจู่ ๆ ถึงพูดเรื่องทิปก็ไม่รู้ แต่ดูท่าแล้วเขาคงตั้งใจจะเอาทิปให้ได้ พูดตื๊อเร่งจะเอาด้วยใบหน้าสุขุม เห็นดังนั้นผมถึงกับยิ้มออกมา พอเขย่งเท้าจูบที่แก้มของเขาเบา ๆ เขาก็ขมวดคิ้วแน่น

“นี่มันอย่างกับแค่หนึ่งดอลลาร์เลยนี่”

“พูดอะไรครับ นี่มีค่าสูงกว่าสิบดอลลาร์อีกนะ”

คิดว่าเป็นสิ่งที่ต่อให้จ่ายร้อยดอลลาร์แล้วจะได้ง่าย ๆ เหรอ คำพูดของผมทำให้เขาต้องจำใจพยักหน้าด้วยสีหน้าเสียดายนิดหน่อย ถึงจะเป็นคุณลุงที่อายุมากกว่าหนึ่งรอบ แต่ก็มีมุมน่ารักมากเหลือเกิน ผมดันหลังของผู้ชายที่น่ารักไม่สมวัยออกมาที่ห้องนั่งเล่น

“ทำอาหารเช้าให้หน่อยนะครับ กินเสร็จแล้วผมจะไปอาบน้ำ”

“ให้ฉันทำเหรอ”

“แล้วจะให้ผมที่ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนเป็นคนทำเหรอครับ”

ถังข้าวสารอยู่ตรงไหนยังไม่รู้เลย แล้วก็อยากลองกินอาหารที่แฟนในอนาคตทำให้สักครั้งด้วย ก็เลยมองเขาด้วยสายตาคาดหวังเต็มที่ เขายืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งในตอนแรก ก่อนจะพยักหน้าเหมือนตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ในทันที

“ชอบเนยหรือแยมสตรอว์เบอร์รี่”

เขาเดินเข้าไปในครัวอย่างมั่นใจ ครู่หนึ่งหลังจากนั้นก็ถือขนมปังเปล่าออกมาแล้วถาม

ใส่ความเห็น