[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 3.6

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

เหตุผลที่เขาดื่มเหล้าเป็นเพราะแบบนั้นหรือเปล่า เพราะผมเปลี่ยนไปอย่างน่าแปลกในความฝันนี้ ซึ่งเป็นความจริงสำหรับเขา เป็นเพราะคาใจกับการกระทำที่ผิดปกติของผม เพราะแบบนั้นเขาก็เลยทิ้งให้ผมนอนหลับแล้วดื่มเหล้าอยู่คนเดียวหรือเปล่า

“ดื่มเหล้าเพราะผมรึเปล่าครับ”

“ทำไมคิดแบบนั้น”

“ก็เพราะ…โดยปกติแล้วในวันแบบนี้น่าจะต้องนอนอยู่ข้าง ๆ กันไม่ใช่เหรอครับ แต่กลับออกไปนั่งดื่มเหล้าคนเดียว แล้วก็ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีด้วย”

“…วันแบบนี้เหรอ”

แม้แต่การพูดอ้อม ๆ ก็ยังยากแทบแย่ ทั้ง ๆ ที่เขาเข้าใจแต่ทำเป็นไม่เข้าใจแล้วยังถามอีก แค่ปล่อยผ่านไปไม่ได้หรือไงนะ ผมบุ้ยปากและมองค้อนด้วยหางตา

“พอตื่นมาผมตกใจขนาดไหนรู้บ้างไหมครับ”

พอผมละสายตาจากที่มองเขาไปตรงนิ้วมือแล้วพูดโพล่งออกมา เขาก็ถามกลับว่า “ทำไม” ทันที รู้สึกได้ว่าเขากำลังแกล้งผมก็เลยปิดปากเงียบไม่ตอบ

“ยอง”

พอได้ยินชื่อตัวเองที่ถูกเรียกอย่างอ่อนโยนเหมือนออดอ้อนต่างจากประโยคคำสั่งก่อนหน้านี้ หน้าผมก็แดง ใช้นิ้วขยุ้มผ้าปูที่นอนซึ่งไม่ได้ทำอะไรผิดและเม้มปากแน่น ส่วนเขานั่งคุกเข่าลงบนพื้น ยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วมองหน้าผม

“ซอมุนยอง”

มือที่กำลังบิดผ้าปูที่นอนจนยับย่นถูกคว้าไปจับไว้ เขาเรียกชื่อผมแล้วก้มหน้าลงมาประทับริมฝีปากบนหลังมืออย่างนุ่มนวล ทุกครั้งที่ชื่อของผมออกมาจากริมฝีปากของเขาก็รู้สึกว่ามุมหนึ่งในหัวใจจั๊กจี้จนแทบบ้า

“ตอนผมตื่นมาไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอยู่เลย รู้สึกตัวหนัก ๆ แค่ขยับนิ้วยังไม่ได้ เอวก็ปวด…ปวดเมื่อยไปทั้งตัว อย่างกับไปโดนทำร้ายร่างกายที่ไหนมา”

ความจริงแล้วจุดที่พูดถึงไม่ได้เจ็บและแสบทุกครั้งที่ขยับ แต่ไม่กล้าบอกเขาถึงขนาดนั้น ผมบุ้ยปากพูดอย่างขัดเคือง พอผมพูดแบบนั้นก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังยิ้มเล็กน้อยจากที่ตอนแรกประทับริมฝีปากอยู่บนหลังมือ

“ถ้าเจ็บก็น่าจะนอนไป ออกไปทำไม”

“…เพราะไม่เห็นตัวการที่ทำให้เป็นแบบนี้ไงครับ”

“ตั้งใจออกไปหาฉันสินะ”

ได้ยินคำพูดพึมพำของเขาราง ๆ ว่าเพราะนายเป็นซอมุนยองที่อ่อนหวาน

“นอนเถอะ นอนอยู่เฉย ๆ น่าจะดีกว่า”

“ไม่ได้ครับ”

เขาดึงผ้าห่มขึ้นแล้วจะจับให้ผมนอนลงบนเตียง แต่ผมหลบมือของเขาและส่ายหัว เขาถามด้วยสีหน้าสงสัยว่าทำไม ผมกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะบอกเขายังไงดี สุดท้ายก็ตอบด้วยเสียงงึมงำว่าตัวผมสกปรกครับ

“ถึงจะใส่ชุดนอนอยู่…แต่ยังไงตัวก็…”

บางอย่างที่เหนียวเหนอะหนะไม่รู้ว่าของผมหรือของเขาเปรอะตรงของสงวนเต็มไปหมด แถมระหว่างก้นผมก็ยังมีของเหลวไหลอยู่เลย ผมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ตอนแรกเขากำลังมองหน้าผมนิ่ง ๆ ก่อนเดาะลิ้นพูดว่าอ้อ

“มานี่มา ไปอาบน้ำกัน”

ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่พูดว่า ‘ไปอาบน้ำสิ’ แต่กลับเป็น ‘ไปอาบน้ำกัน’ แต่เขาอุ้มผมขึ้นก่อนที่จะทันได้เอ่ยปากถามแล้วเดินไปที่ห้องอาบน้ำในตัว เขาวางผมให้นั่งลงบนขอบอ่างอาบน้ำคล้ายกับพาดไว้ แล้วก้มตัวลงไปเปิดน้ำในอ่าง หาของในตู้ลิ้นชัก หยิบสบู่ทำฟองออกมาใส่ลงไป ฟองก็เริ่มลอยฟ่องขึ้นมา

“ถ้านั่งแช่เท้าไว้ครู่หนึ่งแล้วค่อยออกมาก็จะดีขึ้น”

เขาพูดแบบนั้นแล้วก็ยืนเงียบไม่พูดอะไร ปล่อยมือห้อยลงด้านล่าง แต่ไม่รู้ทำไมถึงกำมือแล้วก็แบมือแบบนั้นซ้ำ ๆ เหมือนกำลังกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก ผมเหม่อมองการกระทำที่ไม่รู้ความหมายแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา เขาที่ปิดปากเงียบอยู่ก็ค่อย ๆ ยื่นมือออกมาจับกระดุมเม็ดบนสุดของชุดนอนที่ผมใส่อยู่

“อ๊ะ”

“ชู่ ฉันไม่ได้ทำอะไร แค่จะอาบน้ำให้เฉยๆ”

ไม่ต้องอาบให้ก็ได้นี่ แค่นี้ผมอาบเองคนเดียวได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถึงขั้นจะช่วยอาบด้วย แต่น้ำเสียงของเขาที่จูบขมับของผมแล้วพูดนั้นฟังดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ก็เลยไม่กล้าปฏิเสธ

ชุดนอนท่อนบนถูกถอดออกด้วยมือของผู้ชายคนนั้น มือของเขาลากผ่านบนบ่าที่สั่นเพราะความตื่นเต้นอย่างแผ่วเบา แล้วจับขอบชุดนอนท่อนล่างที่คาดอยู่ตรงเอว รู้สึกได้ว่ามือนั้นร้อนรุ่ม

“ลุกขึ้น”

ผมลุกขึ้นจากที่ตอนแรกนั่งหมิ่นอยู่ตรงขอบอ่างอาบน้ำเพราะคำพูดของเขา จากนั้นเขาก็ดึงชุดนอนท่อนล่างลงทันที เพราะอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ใส่กางเกงใน ของสงวนก็เลยปรากฏต่อหน้าเขาทันที พอเอามือลงไปปิดตรงหว่างขา เขาก็ทำเป็นไม่สนใจ กดครีมอาบน้ำลงบนที่ขัดตัวจนเกิดฟอง เปิดฝักบัวให้ตัวเปียกชุ่มด้วยน้ำ แล้วถูที่ขัดตัวบนหน้าอก

ผมทอดสายตามองเขาที่พับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นและกำลังขัดตัวให้ผม มองใบหน้าที่หาความรำคาญใจไม่เจอ แล้วก็คิดว่าที่เขาดูแลปรนนิบัติด้วยความเต็มใจถึงขนาดทำเรื่องแบบนี้ได้ เพราะเราเป็นแฟนกันสินะ

“อ้าขาหน่อย”

มือที่เคยถูหน้าอก ไหล่ แล้วก็แขน ตอนนี้สัมผัสอยู่ที่เอว พอผมค่อย ๆ อ้าขาตามคำบอกของเขาซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ เขาก็สอดมือเข้าไประหว่างต้นขาแล้วลูบไล้อย่างแผ่วเบา บางที่ที่ปลายนิ้วของเขาลากผ่านผมก็จะสะดุ้งทุกครั้งโดยอัตโนมัติ เขาถูไปจนถึงหลังเท้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นจับเอวผมให้หัน มือถูย้อนกลับขึ้นมาจากข้อเท้า น่อง แล้วก็ต้นขา แทรกเข้าไประหว่างร่องก้น

“อ๊ะ!”

ผมร้องออกมาสั้น ๆ ขณะเดียวกันนั้นมือของเขาก็ออกมา ผมตกใจกับมือของเขาที่เคลื่อนผ่านจุดอ่อนไหว และรู้สึกเจ็บแปลบมากเวลาที่ร่องก้นแยกออก หน้าแดงเพราะเหมือนจะทำตัวอ่อนไหวไปหน่อยก็เลยก้มหน้าลง เขาทำเป็นไม่รู้เรื่อง เอาฝักบัวที่น้ำกำลังไหลมาจ่อบนบ่า สบู่ถูกชะล้างออกไปตามสายน้ำที่ไหลลงมา

“ทีนี้ก็ลงไปได้”

พอเขาอนุญาต ผมก็รีบเอาตัวลงไปแช่ในอ่างอาบน้ำ โกยฟองมาปิดตรงหน้าอกที่เปลือยเปล่า ก่อนจะเหลือบมองผู้ชายคนนั้น เขานั่งหมิ่นตรงอ่างอาบน้ำโดยไม่สนใจกางเกงที่เปียกแล้วมองลงมาที่ผม

“อาบน้ำ…ให้ผมแบบนี้บ่อยไหมครับ”

“ไม่รู้สิ นายคิดว่ายังไงล่ะ”

“ผมก็ไม่รู้หรอกครับ คิดว่าคงไม่บ่อย แต่ก็เหมือนเป็นไปได้ว่าจะบ่อยกว่าที่คิด”

พอได้แช่ตัวในน้ำอุ่นแบบนี้ก็คลายความตื่นเต้นลงและรู้สึกเพลีย กล้ามเนื้อคลายตัว รู้สึกแสบตรงระหว่างก้น ฮือ พอร้องครางออกมาเบา ๆ เขาก็ทำหน้าตกใจทันที

“เป็นอะไรไป”

“เจ็บครับ”

ต่อให้ไม่ต้องถามว่าเจ็บตรงไหนก็เหมือนว่าเขาพอจะเดาออก ผมมองสีหน้าตกใจของเขา ร่างกายก็กระตุก ทุกครั้งที่ขมิบก้นแล้วคลายก็จะสัมผัสน้ำอุ่นและรู้สึกถึงความปวดแสบ ทำให้คิ้วขมวดโดยอัตโนมัติ

“…หลังจากทำเสร็จจะเจ็บแบบนี้เป็นปกติเหรอครับ”

ผู้ชายคนนั้นเงียบกับคำถามของผม

“มีแต่ผมคนเดียวที่เจ็บขนาดนี้ ไม่ยุติธรรมเลย ไม่มีทางที่คนเราจะชอบอะไรที่ต้องเจ็บขนาดนี้ และลุงก็คงจะเทคนิคไม่ค่อยดีด้วยใช่ไหมครับ”

“…ว่าไงนะ”

“ก็จริงนี่ครับ ไม่น่าจะเพิ่งเคยทำครั้งแรกนี่ แต่ถ้าเจ็บขนาดนี้ก็แสดงว่าลุงยังขาดเทคนิค”

พอผมหน้าบึ้งพูดโพล่งออกมา เขาก็หัวเราะแห้งเสียงดังเหอะ

“นั่นไม่ใช่ปัญหาที่ฉันจะตอบได้ ลองด้วยตัวเองแล้วตัดสินดีไหม”

ผู้ชายคนนั้นมองผมด้วยสายตาแฝงแววขี้เล่นและถามกลับด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย เมื่อผมตกใจส่ายหัว เขาก็หัวเราะเบา ๆ

“พูดจาลามกเพื่อแกล้งผมแล้วรู้สึกดีเหรอครับ”

“พูดจาลามกจะไปสนุกอะไร ฉันชอบทำเรื่องลามกมากกว่า”

“ทะลึ่ง”

ในที่สุดก็ทำให้เขาหัวเราะออกมาได้ ผมก็หัวเราะตามเขาไปด้วย เหมือนฤทธิ์เหล้าคงสร่างไปมากแล้ว สีหน้าของเขาจึงกลับมาคล้ายกับตอนปกติ ผมเงยหน้ามองดวงตาที่เด่นชัดของเขาแล้วยกมือขึ้นกุมใบหน้าเขาเบา ๆ

“ลุงในความเป็นจริงเย็นชามากครับ ทั้ง ๆ ที่รู้จักลุงที่อ่อนโยนอยู่แท้ ๆ แต่พอกลับไปที่โลกความจริง เราก็กลายเป็นคนที่ไม่ได้เป็นอะไรกันเลย ผมดีใจที่ได้เห็นหน้าลุง แต่เหมือนว่าลุงไม่ได้คิดแบบนั้น”

“ฉันไม่ใช่คนอ่อนโยน”

เขาจับมือผมที่กุมแก้มอยู่ลงมาแล้วจุมพิต พูดราวกระซิบ

“ถ้ามีลุงอยู่ข้าง ๆ แบบตอนนี้ก็คงดี…”

“การที่ฉันไม่อยู่ข้าง ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้”

“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะครับ”

ถึงไม่รู้ว่าพูดแบบนั้นด้วยความหมายอะไร แต่ถ้าทำหน้าแบบนั้นมันน่าเสียใจนะครับ เขาเงียบไม่ตอบคำพูดผม ได้แต่ถูแก้มกับหลังมือที่เขาจูบเมื่อกี้เท่านั้น

 

ใส่ความเห็น