[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 36

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

 

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

 

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

———————————————————–

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 36

 

ขณะที่เสียงร้องเพลงดังมาจากหน้าต่างชั้นหนึ่งของโรงอาหาร ซอมบี้ในซูเปอร์มาร์เก็ตก็เริ่มทยอยออกมาและเดินอย่างไร้จุดหมายอีกครั้ง บนใบหน้า เสื้อผ้า และมือของพวกมันมีโลหิตสีแดงเข้มทั้งคราบเลือดเก่าแห้งเกรอะกรัง ทั้งคราบเลือดใหม่ที่ยังอุ่นร้อนผสมกลมกลืน

หน้าต่างห้องครัวอยู่ทางทิศเหนือ หันหน้าไปทางด้านหลังของโรงอาหาร และอยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าหลักของซูเปอร์มาร์เก็ตพอดี จากตรงนั้นคนที่อยู่ด้านในจะไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่าข้างนอกเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ทางพวกโจวอีลวี่ทั้งสามคนจึงทำได้เพียงดำเนินการตามแผนเดิม หลังจากจัดการทำความสะอาดห้องครัวชั้นหนึ่งเสร็จก็ร้องเพลงดึงดูดความสนใจซอมบี้ที่อยู่ใต้ต้นไม้อีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือสหายบนต้นไม้ที่มีหน้าที่ล่อซอมบี้

“หากพวกเรากำลังสบายจงตบมือพลัน~~แปะ แปะ แปะ! หากพวกเรากำลังสบายจงตบมือพลัน~~แปะ แปะ แปะ!!!”

พลังเสียงสอดประสานของชายหนุ่มทั้งสามดุจดั่งสายรุ้ง ไม่เพียงซอมบี้ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไป แม้แต่ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยที่กำลังจมจ่อมอยู่กับความหมองเศร้าบนหลังคาก็ยังตกใจ และแล้วท่อนเพลงต้นฉบับที่ควรจะเป็นเสียงปรบมือก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามลั่นแทน เสียงปรบมือสามครั้งท่ามกลางน้ำเสียงแหบแห้งของพวกเขาเป็นจังหวะจะโคนมีชีวิตชีวา มีความเป็นบีทบ็อกซ์ [1] ที่ค่อนข้างล้ำสมัย และมีสไตล์แบบตะวันตก

คนทั้งสองบนหลังคาจ้องมองซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ทางใต้ ก่อนรีบผุดลุกขึ้นวิ่งไปทางเหนือ จับขอบชายคาพลางก้มมอง ดูเหมือนว่าเสียงจะลอยขึ้นมาจากหน้าต่างด้านในสุดทางทิศตะวันออกของชั้นหนึ่ง เนื่องจากบานหน้าต่างเหล่านั้นเปิดอยู่ แต่จากมุมมองบนหลังคากลับไม่เห็นอะไรเลย ดังนั้นซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยจึงไม่สามารถระบุได้ว่าชายหนุ่มทั้งสามอยู่ที่หน้าต่างบานไหน

แต่เสียงเพลงที่ดังก้องยังคงเด่นชัด มีซอมบี้วิ่งมาทางทิศตะวันตกแล้ว สามคนที่วิ่งเร็วที่สุดมาถึงฝั่งตะวันออกของชั้นหนึ่งภายในชั่วพริบตา มองไกลออกไปด้านหลังยังมีอีกหลายสิบชีวิตที่กำลังวิ่งตามมา

เสียงปิดหน้าต่างอย่างรุนแรงดัง “ปัง”

จากนั้นไม่นานหน้าต่างตรงกลางชั้นหนึ่งก็มีเสียงเพลงปรบมือแปะๆ เช่นเดียวกันดังขึ้นอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้นักร้องประสานเสียงจากสามเหลือเพียงสองคน แต่สำหรับฝูงซอมบี้ที่มาถึงใต้อาคาร ระดับเสียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ซอมบี้ตนแรกที่วิ่งไปทางทิศตะวันออกหยุดชะงัก ก่อนวิ่งตามเสียงกลับมาอีกครั้ง แต่ซอมบี้ที่ตามหลังมานั้นไม่ยอมก้าวเดินต่อไปอีก ทั้งหมดกลับมารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณชั้นล่างกลางตัวอาคาร

นี่ก็คือแผนการของพวกเขา เพื่อป้องกันไม่ให้ซอมบี้โอบล้อมโจมตีทางหน้าต่าง การหลอกล่อจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนตำแหน่งหลายครั้ง เริ่มจากด้านในสุดของทิศตะวันออก จากนั้นขยับไปตรงกลาง สุดท้ายคือการสุ่มลงมือระหว่างสองจุดนี้ โดยมีจุดประสงค์คือดึงดูดกองทัพซอมบี้ที่หนาแน่นจากตรงกลางไปทางทิศตะวันออกของชั้นหนึ่ง เพื่อให้ทีมหลอกล่อที่กำลังวิ่งมาทางทิศตะวันตกสามารถกระโดดเข้ามาทางหน้าต่างด้านในสุดทางทิศตะวันตกได้อย่างราบรื่น ดังนั้นหลังจากจบเพลงปรบมือแปะๆ ในช่วงแรก จำเป็นต้องมีคนหนึ่งคอยเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ที่หน้าต่างด้านในสุดทางทิศตะวันตก และคอยเปิดหน้าต่างทันทีเมื่อเห็นสหายร่วมรบ

แผนการนั้นพูดง่าย แต่เมื่อต้องดำเนินการจริงจึงจะเข้าใจว่าอันตรายมากแค่ไหน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าจะดึงดูดซอมบี้จากใต้ต้นไม้มาได้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะแค่เปลี่ยนตำแหน่งร้องเพลงหลายจุดก็ถือเป็นงานยากสุดๆ แล้ว แม้จะเรียกว่าหลายจุด แต่อันที่จริงแล้วใกล้กันมาก ไม่มีอะไรมากไปกว่าการย้ายจากหน้าต่างนี้ไปยังหน้าต่างนั้น และเมื่อซอมบี้จำนวนมากมารวมตัวกันเข้าจริงๆ ลำพังแค่พวกมันยืนนิ่งไม่ไหวติงก็คาดว่าน่าจะครอบคลุมหน้าต่างไปแล้วประมาณสามหรือสี่บาน เพราะฉะนั้นหลังจากนักร้องปิดหน้าต่างเสร็จก็ต้องมุ่งตรงไปยังหน้าต่างที่นอกเหนือจากสามสี่บานนั้น ซึ่งหน้าต่างสามสี่บานอื่นๆ ก็อาจมีซอมบี้ตนที่ใกล้ที่สุดอยู่และอาจอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ซึ่งพวกมันสาวเท้าเพียงสองก้าวก็มาถึงแล้ว ดังนั้นจึงต้องเปิดหน้าต่างให้แม่นยำและปิดหน้าต่างให้เร็ว เร็ว และเร็วเท่านั้น!

ผลคือบทเพลงจึงสั้นลงเรื่อยๆ หลังจากบทเพลงวนไปหลายครั้ง ครึ่งแรกของท่วงทำนองอันไพเราะก็ได้ถูกตัดทอน จนเหลือเพียงการเปิดหน้าต่างเพื่อปรบมือแปะ แปะ แปะ!

นี่ไม่เพียงเพิ่มความอันตราย แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพอีกด้วย เพราะเพลงสั้นๆ แบบนี้ไม่นานพอที่จะดึงดูดซอมบี้ทั้งหมดให้ย้ายไปยังอีกจุดหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปซอมบี้จากตรงกลางก็จะมารวมตัวกันอยู่ที่หน้าต่างทุกบานทางฝั่งตะวันออก ทำให้เหล่าสหายไม่สามารถเปิดหน้าต่างได้อีก! หากตอนนั้นใต้ต้นไม้ยังคงมีซอมบี้หลงเหลืออยู่ โรงอาหารแห่งนี้ก็จะหลอกล่อพวกมันไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งย่อมเป็นหายนะสำหรับคนที่อยู่บนต้นไม้!

ซ่งเฝ่ยลุกขึ้นยืนแล้วมองไปทางทิศตะวันตก เป็นดังที่คาดการณ์ไว้ ใต้ต้นไม้ยังคงเหลือซอมบี้ราวสิบกว่าตนที่ไม่ถูกกระตุ้นด้วยเสียงเพลงและกำลังเฝ้ารอชัยชนะอย่างมุ่งมั่น แต่ว่าทำไมถึงมีเงาสามคนอยู่บนต้นไม้ล่ะ ดูจากส่วนสูงแล้วน่าจะเป็นหลี่จิ่งอวี้ แต่เขาวิ่งเข้ามาในโรงอาหารพร้อมกับตนและหลินตี้เหล่ยแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงย้อนไปติดแหง็กบนต้นไม้ในทิศตรงกันข้ามได้เล่า

ซ่งเฝ่ยรู้สึกสับสน แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยให้เขาวิเคราะห์ลึกซึ้งถึงเรื่องอันน่าพิศวงนี้ ด้วยไม่รู้ว่าเสียงแปะๆ ด้านล่างหยุดลงตั้งแต่เมื่อใดและซอมบี้ข้างล่างกำลังทยอยแยกย้ายกันไปคนละทาง

ซ่งเฝ่ยกระวนกระวายใจ เขามีแรงกำลังมากพอจะช่วยเหลือ แต่น้ำที่อยู่ไกลไม่อาจช่วยดับกระหาย [2] บ้าเอ๊ย! ซ่งเฝ่ยยกมือขึ้นตบหัวตนเองทันที เกือบจะสบถคำด่าออกมา เขามัวแต่คิดถึงแผนเดิมจนลืมไปได้อย่างไรว่าตัวเขาและหลินตี้เหล่ยเองก็หลุดออกจากแผนการไปแล้ว เวลานี้คงต้องปล่อยให้มันเลยตามเลยแล้วละ!

ซ่งเฝ่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนแผดเสียงตะโกนลงไปด้านล่าง “ฉันกับหลินตี้เหล่ยอยู่บนหลังคา เราสองคนจะร้องเพลง พวกนายรับหน้าที่ลงมือ”

ปลายเสียงของคำว่า “มือ” ค้างอยู่กลางอากาศเป็นเวลานาน กระทั่งเงียบลงในที่สุด เสียงเปิดหน้าต่างด้านล่างก็ดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นเสียงของโจวอีลวี่ก็ลอยขึ้นมา

“ซ่งเฝ่ยเหรอ”

ซ่งเฝ่ยนึกระอา “เวลานี้ไม่จำเป็นต้องถามยืนยันตัวตนก็ได้มั้ง!!! ”

หลังจากหน้าต่างปิดลงอีกครั้ง ซ่งเฝ่ยก็ลากหลินตี้เหล่ยวิ่งไปยังมุมหลังคาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อรีรอไม่ได้อีกต่อไปเขาก็รีบพูดขึ้นว่า “พร้อมกันนะ! ”

หลินตี้เหล่ยเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายที่ต้องการให้ตนเองร้องเพลงด้วยกัน แต่ในความเป็นจริงคือแม้จะมีใจ แต่ความรู้กลับไม่มากพอ [3] “เพลงของนายฉันอาจจะ…ไม่สิ ฉันร้องด้วยไม่ได้แน่ๆ ”

ซ่งเฝ่ยไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดอย่างยากลำบาก ในที่สุดก็คิดออกดังเช่นพระพุทธเจ้าตรัสรู้ “เพลงนี้ง่าย ฉันร้อง เธอก็แค่ตะโกนครึ่งประโยคหลังตามฉัน! ฟังสักสองรอบเธอก็ร้องได้แล้ว! ”

ต้นไม้ต้นที่ห้าบนถนนหลินอิน

หลี่จิ่งอวี้รู้สึกหนาวจนทนแทบไม่ไหว มีแนวโน้มว่าหิมะจะตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดของเกล็ดหิมะจากเท่าเศษเพชรก็กลายเป็นเพชรสองกะรัต เพียงชั่วพริบตาเดียวก็เกือบจะใหญ่เท่าไข่นกพิราบ ซ้ำร้ายใต้ต้นไม้ยังมีซอมบี้อีกสิบสามตน ทั้งจำนวนทั้งหน้าตาล้วนไม่น่ายินดีเอาเสียเลย

ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ…

หลี่จิ่งอวี้ “ทำไมเสียงปรบมือถึงหยุดลงแล้วล่ะ”

ชีเหยียนดันกิ่งไม้ขนาดเล็กที่ทิ่มเขาออก คิ้วหนาขมวดมุ่นเล็กน้อยพลางปล่อยควันสีขาวออกมาจากปาก “หน้าต่างอยู่ใกล้กันเกินไป นายไม่ได้ยินที่พวกเขาร้องเพลงสั้นลงเรื่อยๆ หรือไง นั่นหมายความว่ามีโอกาสและเวลาให้พวกเขาเปิดหน้าต่างน้อยลงทุกที”

หลี่จิ่งอวี้อยากจะร้องไห้ “แต่ยังจัดการซอมบี้ข้างล่างไม่เรียบร้อยเลยนะ พวกเราจะทำยังไงดี”

หวังชิงหย่วนที่อยู่ด้านบนสุดตอบอย่างไม่แยแส “แข็งใจสู้”

หลี่จิ่งอวี้เงยหน้าขึ้นอย่างสั่นเทา เมื่อมองผ่านชีเหยียนไปก็เห็นหวังชิงหย่วน “ต้อง…แข็งแค่ไหน”

หวังชิงหย่วนยิ้มตอบเขาเล็กน้อย “สามต่อสิบสาม”

หากไม่อยู่ห่างไกลกันเกินไป หลี่จิ่งอวี้อยากจะข่วนเขาสักที “แล้วจะต่างอะไรกับฆ่าตัวตายล่ะ! ”

คนที่ตอบเขาคือชีเหยียน “อย่างน้อยก็ตายช้าลงอีกหน่อย”

หลี่จิ่งอวี้ “…”

ทำไมเขาต้องปีนขึ้นมาบนต้นไม้ต้นนี้ด้วยนะ!!!

ครึ่งนาทีต่อมา

ชีเหยียน “พร้อมรึยัง”

หวังชิงหย่วน “อืม”

หลี่จิ่งอวี้ “ไม่ สัก นิด!”

ชีเหยียน “ถ้ามัวแต่รีรอ ซอมบี้ที่ถูกล่อออกไปจะย้อนกลับมา ทีนี้เราก็จะหมดทางรอดจริงๆ แล้วนะ เมื่อกี้นายเพิ่งวิ่งแข่งกับพวกซอมบี้ ยังสลัดพวกมันทิ้งได้สำเร็จไม่ใช่เหรอ ฉันเชื่อมั่นในตัวนายนะ”

หลี่จิ่งอวี้ “ฮึ ฉันรู้ว่านายยังจำที่ฉันเอาชนะนายในงานแข่งกีฬาได้…”

ชีเหยียน “จำได้ที่ไหนกัน เปล่าสักหน่อย”

หวังชิงหย่วน “ปฏิเสธแบบมีพิรุธนะเนี่ย ไม่น่าเชื่อสักนิดเลย”

ชีเหยียนยิ้มก่อนปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว เพราะเวลาไม่คอยท่า “ฉันจะนับหนึ่ง สอง สาม จากนั้นพวกเราก็กระโดดลงไป รูดซิปเสื้อขึ้นให้สุด สวมเสื้อขนเป็ด เสื้อกันหนาว และหมวก ตรงไหนที่ทำให้รัดกุมได้ก็ทำไป พวกเขาก็มีฟันแบบคนธรรมดาเหมือนกัน ถึงแม้จะกัดเสื้อหนาๆ ได้ แต่ก็ไม่ทำให้ถึงกับเลือดออก ถึงเลือดจะออกก็อาจไม่โดนน้ำลาย ตำแหน่งที่เสี่ยงที่สุดคือคอกับมือ จำเอาไว้ อย่าเข้าไปสู้กับพวกมัน ข้อได้เปรียบของพวกเราคือความเร็ว ยิ่งช้าก็ยิ่งอันตราย เป้าหมายเดียวคือวิ่งไปที่หน้าต่างตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โอเคไหม”

หวังชิงหย่วนย้ายมายังกิ่งไม้ที่อยู่ต่ำลงมา “โอเค”

หลี่จิ่งอวี้หายใจเข้าลึกๆ ก่อนผ่อนออกมาอย่างเชื่องช้า “พร้อมแล้ว”

ชีเหยียนจับกระป๋องกระทิงแดงที่หยิบออกมาจากกระเป๋าเป้ไว้แน่น ยกแขนขึ้นแล้วเหวี่ยงออกไปสุดแรง กระทิงแดงลอยข้ามหัวซอมบี้ไปตกลงบนถนนยางมะตอยที่อยู่ห่างออกไปราวสิบกว่าเมตร เพียงได้ยินเสียงดัง “ตุ้บ” กระป๋องกระทิงแดงก็ระเบิดจนน้ำสาดกระเซ็น!

ซอมบี้เห็นวัตถุสีทองลอยข้ามหัวก็หันมองไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณ เสียงกระป๋องแตกดังก้อง แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ดึงดูดสายตาของพวกมันได้เป็นอย่างดี

ชีเหยียนหรี่ตาลง ตอนนี้แหละ!

“หนึ่ง สอง…”

“ฉันกับหลินตี้เหล่ยอยู่บนหลังคา เราสองคนร้องเพลง พวกนายลงมือ”

“สา…เดี๋ยว!”

ชีเหยียนดีใจมากที่ตนเองครุ่นคิดอยู่นาน และหยุดได้ทันเวลายังไม่ได้พูดคำว่าสามออกไป กระแสลมพัดพาเสียงตะโกนจากหลังคาลอยมาเข้าหูของพวกเขาอย่างชัดเจน ละเอียด และแจ่มแจ้ง

หวังชิงหย่วนเก็บขาข้างหนึ่งที่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศกลับเข้ามาทันควัน เส้นประสาทที่ตึงแน่นค่อยๆ คลายลงเล็กน้อย ถึงแม้หัวใจจะเหมือนนั่งรถไฟเหาะ แต่ให้นักรบจากสวรรค์ช่วยเหลือย่อมสุนทรีย์กว่าการพุ่งเข้าหาเขากระบี่และทะเลเพลิงอย่างแน่นอน

ทว่าหวังชิงหย่วนเงยหน้ามองตามทิศทางของต้นเสียง “ทำไมเขาถึงหนีขึ้นไปบนหลังคาล่ะ”

“ไม่รู้สิ” มุมปากของชีเหยียนกระตุกยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย “เขามักจะมีวิธีการแปลกๆ อยู่เสมอแหละ”

หวังชิงหย่วนนึกระอา “เขาแค่ปีนขึ้นไปบนหลังคา นายจะภูมิใจอะไรนักหนา”

ชีเหยียนผงะคล้ายกับเพิ่งตระหนักได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกภูมิใจในตัวซ่งเฝ่ย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชีเหยียนชอบอีกฝ่ายหรือเปล่า จึงมองเห็นแสงสว่างจากอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย และแสงนั้นก็ช่างดึงดูดสายตาเขาได้มากมายเหลือเกิน ดังนั้นเวลาที่คนอื่นรู้ว่าซ่งเฝ่ยเป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลก็เลยพลอยรู้สึกภูมิใจดั่งตนเองมองเห็นสมบัติล้ำค่าที่คนอื่นไม่เคยมองเห็นมาก่อน

ว่าแต่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่มองเห็นสมบัติล้ำค่าที่คนอื่นมองไม่เห็นจริงหรือ

หากไม่มีการระบาดของไวรัส ไม่เกิดภัยพิบัติ เขาจะมีโอกาสได้ทำความรู้จักซ่งเฝ่ยให้ลึกซึ้งอย่างนี้อีกครั้งไหม เขาเองก็ไม่มั่นใจ เขาอาจจะยังคงจมดิ่งอยู่กับการไม่ยอมรับซ่งเฝ่ยข้างเดียวต่อไป และคิดว่าความโง่เขลาของตนเองนั้นคือความเฉลียวฉลาด คิดว่าความหยาบกระด้างคือความก้าวหน้า

โชคดีที่เขายังมีโอกาสแก้ไขเพื่อกอบกู้สถานการณ์

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ชีเหยียนก็เลิกคิ้วให้หวังชิงหย่วน “วิสัยทัศน์ฉันดีขนาดนี้ ทำไมจะไม่ภูมิใจล่ะ”

หวังชิงหย่วนกลอกตา นึกอยากจะอาเจียน แต่กลับได้ยินเสียงที่น่าสังเวชของหลี่จิ่งอวี้ดังมาจากด้านล่าง

“พวกนายสองคนช่วยดึงฉันขึ้น แล้วค่อยคุยเล่นกันได้ไหม…”

คนทั้งสองตกใจ ก้มมองลงไปก็เห็นสองมือของหลี่จิ่งอวี้จับกิ่งไม้ที่อยู่ล่างสุดแน่น ตัวเขาลอยคว้างอยู่กลางอากาศ กวัดแกว่งไปมาตามกระแสลมยามค่ำคืน

ชีเหยียนทำหน้าเซ็ง หยิบเชือกในกระเป๋าพลางถามว่า “นายกระโดดลงไปทำไม”

หลี่จิ่งอวี้เรียกสิ่งนี้ว่าความอยุติธรรม “นายบอกว่านับหนึ่งถึงสามแล้วให้กระโดด! ”

หวังชิงหย่วนเองก็สงสัย “เขายังไม่ได้นับสามเลย”

ในที่สุดเชือกก็ค่อยๆ ถูกหย่อนลงไป หลี่จิ่งอวี้ใช้ความพยายามเฮือกสุดท้ายคว้าไว้แน่น “ฉันกลัวว่าถ้ากระโดดช้าแล้วจะโดนพวกนายดูถูกไง!!! ”

เมื่อชีเหยียนดึงหลี่จิ่งอวี้ขึ้นไปได้ราวครึ่งเมตรจนถึงกิ่งไม้ที่ปลอดภัย เสียงแหบห้าวของชายหญิงคู่หนึ่งก็ดังขึ้น เปรียบดั่งขวานเล่มใหญ่ของผานกู่ [4] ผู้บุกเบิกฟ้าดิน ผ่าแยกท้องฟ้าออกจากกัน

ซ่งเฝ่ย “ผู้ชายดีๆ ไปตายที่ไหนหมด ไปตายที่ไหนหมด~~~” [5]

ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ย “ไปตายที่ไหนหมด ไปตายที่ไหนหมด!”

ซ่งเฝ่ย “ผู้หญิงดีๆ ต่อแถวยาวรอแต่งงานอยู่นะ~~~”

ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ย “รอแต่งงานอยู่นะ รอแต่งงานอยู่นะ!”

ซ่งเฝ่ย “ดูสิ คนที่เดินไปเดินมาบนถนนช่างดูน่ากลัว~~เจ้าชายขี่ม้าขาวในใจของฉันซ่อนอยู่ที่ไหน~~”

ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ย “ซ่อนอยู่ที่ไหน ซ่อนอยู่ที่ไหน!”

หลินตี้เหล่ย “ฉันจะลุยละ ฉันทำได้!”

ซ่งเฝ่ย “ฉันก็บอกแล้ว ลุยกันเถอะ!”

ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ย “ผู้ชายดีๆ ไปตายที่ไหนหมด ไปตายที่ไหนหมด~~~ผู้หญิงดีๆ ต่อแถวยาวรอแต่งงานอยู่นะ~~~”

วาฬน้อยตกใจจนเกือบปล่อยมือจากเชือก

ขนาดชีเหยียนเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่กว่าจะดึงสติกลับคืนมาได้ก็ยังช้าไปสองวินาที

หวังชิงหย่วนกุมขมับ พวกเขาทั้งหอพักเคยไปร้องคาราโอเกะด้วยกัน เพลย์ลิสต์เพลงลูกทุ่งของซ่งเฝ่ยเปรียบได้กับอาวุธพลังทำลายล้างสูง เขาทั้งเคยฟังและเห็นกับตามาทุกรูปแบบทุกสไตล์ของเพลงลูกทุ่งแล้ว หากชีวิตของอีกฝ่ายยังไม่สิ้นก็คงจะอัปเดตเพลงใหม่ๆ ไม่หยุดอย่างแน่นอน

ปฏิกิริยาของซอมบี้ดูกระตือรือร้นมากกว่าก่อนหน้านี้ ซอมบี้สองตนแรกวิ่งไปอย่างบ้าคลั่งโดยไม่หันกลับมามอง ตอนที่ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยร้องซ้ำเป็นรอบที่สาม ใต้ต้นไม้ก็ไม่เหลือซอมบี้แม้แต่ตนเดียว

คนทั้งสามบนต้นไม้หันมองหน้ากัน ต่างรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

หลี่จิ่งอวี้ “ต้องวิ่งเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ”

ชีเหยียน “สุดยอด สุดยอด ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ ”

หวังชิงหย่วน “ฉันคิดว่าพวกมันรอกัดสองคนนั้นแทบไม่ไหวแล้ว”

ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ตอนนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีงามที่สุด!

ชีเหยียน “คราวนี้ฉันนับหนึ่ง สอง สาม แล้วโดดจริงๆ นะ”

หวังชิงหย่วน “อืม”

หลี่จิ่งอวี้ “พวกนายสองคนโดดก่อนเลย!”

มุมหลังคาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยคำรามบทเพลงสวรรค์จนสำลักลมหนาว เนื่องจากร้องเพลงจนแทบไม่ได้พักหายใจหายคอ ใบหน้าจึงกลายเป็นสีแดงก่ำ หากแต่พวกเขาสองคนไม่กล้าหยุดพัก แม้เนื้อเพลงจะฟังดูดื้อรั้นซุกซน แต่การเอาชีวิตรอดไม่ใช่เรื่องขำขัน ซอมบี้เกือบทั้งหมดถูกดึงดูดมาอยู่รวมกันใต้อาคารทางทิศตะวันออก สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการอดทนและอดทน!

ในที่สุดเงาร่างสหายทั้งสามก็ปรากฏขึ้นตรงมุมอาคารทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็หายวับเข้าไปทางหน้าต่างที่อยู่ด้านในสุดของฝั่งตะวันตก เมื่อได้ยินเสียงหน้าต่างปิดสนิท เสียงร้องเพลงก็พลันหยุดลงทันใด หัวใจของซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศจึงได้รับการปลดปล่อยสักที

ไม่รู้ว่าพื้นหลังคาถูกปกคลุมด้วยสีขาวตั้งแต่เมื่อใด ถึงแม้จะยังกลบสีของพื้นดินไม่ได้ทั้งหมด แต่ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยต่างรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็ว หิมะยามค่ำคืนแตกต่างกับหิมะตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง เพราะปราศจากความนุ่มนวล จึงหลงเหลือไว้เพียงความหนาวเย็นจนเสียดแทงลึกถึงกระดูก

“พวกเขาปลอดภัยแล้ว พวกเราสิจะลงไปยังไง” หลินตี้เหล่ยสูดจมูกพลางเอ่ยถามอย่างอับจนหนทาง “วิ่งลงบันไดไม่ได้แล้วสินะ”

ซ่งเฝ่ยหันมองไปรอบๆ บนหลังคาของโรงอาหารมีเพียงท่อดูดควันที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังแลดูสะอาดสะอ้านไม่น้อย

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ถามหลินตี้เหล่ยว่า “ในกระเป๋าเธอมีเชือกเหลือไหม” เพราะเชือกของเขานำไปมัดมือจับประตูแล้ว

หลินตี้เหล่ยเข้าใจความหมายของเขา เธอหยิบเชือกในกระเป๋ายื่นให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

ซ่งเฝ่ยผูกเชือกกับท่อดูดควันที่อยู่ใกล้มุมทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่สุด แล้วใช้ตะปูเกลียวตอกเชือกยึดไว้บนท่อเหล็กที่เชื่อมติดกับพื้น หลังจากผูกเสร็จก็ลองดึงดูสองหน เมื่อมั่นใจว่าแน่นหนาพอแล้ว จึงโยนปลายเชือกอีกด้านหนึ่งลงไปข้างล่าง

หลินตี้เหล่ยเดินไปทางขอบหลังคาแล้วก้มมอง ปลายเชือกห้อยถึงสองในสามส่วนของหน้าต่างชั้นสองอย่างพอดิบพอดี เดิมทีพวกเขาไม่ได้เตรียมเชือกเอาไว้สำหรับปีนตึก ความยาวจึงมีจำกัด แค่ใส่เชือกความยาวเท่านี้ลงในกระเป๋าเป้ก็กินพื้นที่มากแล้ว แต่ตอนนี้หลินตี้เหล่ยกลับหวังให้มันยาวขึ้นและยาวขึ้นกว่านี้อีกนิด

“ห่างจากพื้นดินอย่างน้อยห้าเมตร…” หลินตี้เหล่ยถามซ่งเฝ่ยด้วยความลังเล “นายคิดว่าเราจะทำได้ไหม”

ซ่งเฝ่ยพิจารณาอย่างรอบคอบครู่หนึ่งพลางวิเคราะห์ว่า “ฉันสูง 176 เธอสูง 172 ถ้าเราสองคนจับเชือกในแนวตั้ง ปลายเท้าจะอยู่ห่างจากพื้นแค่สามเมตรกว่า ความสูงสามเมตรกว่า ฉันคิดว่าพอจะสู้ไหวนะ”

หลินตี้เหล่ยได้ยินซ่งเฝ่ยเดี๋ยวก็พูดว่า “ถ้า” เดี๋ยวก็พูดว่า “คิดว่า” แล้วก็พูดว่า “พอไหว” ช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย เธอจึงไม่เห็นด้วยเท่าไร “ถ้าอย่างนั้นเรากลับไปใช้บันไดอีกทีไหม อาจจะสำเร็จก็ได้”

ระหว่างการกระโดดในระยะสามเมตรที่มีโอกาสบาดเจ็บสูงกับความเสี่ยงสูงที่จะถูกฝูงซอมบี้กัดตาย ช่างไม่ใช่เรื่องที่เลือกยากเลยสักนิด

หลังจากนั้นไม่นานสหายทั้งหกคนที่อยู่ในห้องครัวชั้นหนึ่งด้วยความกระวนกระวายใจก็ได้ยินเสียงเรียกดังมาจากหลังคา

“พวกเราจะปีนเชือกลงไปที่หน้าต่างบานแรกทางทิศตะวันตก พวกนายเตรียมพร้อมได้เลย! ”

นักศึกษาทั้งหกคนหันมองหน้ากัน กลอกตาไปมา สุดท้ายตัวแทนเฉียวซือฉีก็รีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างตอบกลับไปว่า “ปูพรมแดงเสร็จแล้ว เชิญท่านทั้งสองรีบเข้ามาได้”

ซ่งเฝ่ยไม่ได้บอกพวกเขาเรื่องเชือกยาวไม่พอ ในเมื่อไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว พูดไปก็รังแต่จะทำให้คนอื่นต้องพลอยกังวลใจไปด้วย

ซ่งเฝ่ยถูฝ่ามือแรงๆ จนรู้สึกร้อนผ่าวเล็กน้อย แล้วหยิบเชือกขึ้นมา เขาเดินไปที่ขอบหลังคา หันหลังให้กับความว่างเปล่า แล้วกำชับหลินตี้เหล่ยว่า “ฉันลงไปก่อน เธอคอยระวังตัวให้ดี หากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นก็คิดหาวิธีอื่น และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่าฝ่าออกไปทางบันได”

หลินตี้เหล่ยกะพริบตาอย่างยากลำบาก ฝืนบังคับความร้อนผ่าวให้ย้อนกลับคืนไป แล้วพูดด้วยความโมโหว่า “เรื่องไม่คาดคิดอะไร ไม่มีอะไรไม่คาดคิดทั้งนั้นแหละ! นายจะต้องลงไปอย่างปลอดภัยนะ! ”

ซ่งเฝ่ยยิ้มกว้างเผยฟันขาวราวหิมะ “อืม! ”

ฝ่ามือของซ่งเฝ่ยมีเหงื่อออกเล็กน้อย เขาจึงผ่อนแรงลง ปรับลมหายใจอย่างเงียบๆ จากนั้นก็กระชับเชือกในมือแน่น ทันทีที่ก้าวถอยหลัง เชือกก็ถูกดึงจนตึง!

ผนังกระจกท่ามกลางหิมะแทบไม่มีแรงเสียดทาน เมื่อเท้าของซ่งเฝ่ยเหยียบลงไปครั้งแรกก็ไถลลื่นลงมาเล็กน้อย โชคดีที่เขาปรับสมดุลได้อย่างรวดเร็ว จุดศูนย์ถ่วงจึงกลับไปอยู่ที่ร่างกายส่วนบน พละกำลังส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ที่ร่างกายส่วนบนเช่นเดียวกัน และใช้เท้าเพื่อการทรงตัวเท่านั้น

เมื่อมาถึงบริเวณกลางกระจกของชั้นสาม เขาแทบไม่ต้องทรงตัวเลยด้วยซ้ำ ลำตัวก็ตั้งตรงโดยอัตโนมัติ อาศัยจังหวะที่มือจับและปล่อย ฝืนตัวให้ไถลลงมาอย่างยากลำบาก

ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บฝ่ามืออย่างรุนแรง แต่ความเร็วในแนวดิ่งก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน อาจจะผ่านไปแล้วสองหรือสามนาที หรือบางทีอาจเป็นศตวรรษ ในที่สุดซ่งเฝ่ยก็มาถึงช่วงกลางของชั้นสอง เชือกในมือเหลือเพียงส่วนเล็กๆ แต่เขาไม่กล้าไถลลงไปมากกว่านี้แล้ว เพราะผลลัพธ์ระหว่างการปล่อยมือแล้วร่วงลงไปกับการกระโดดลงไปมันคนละเรื่องกันเลย

เสียงร้องเพลงของหลินตี้เหล่ยดังขึ้นอีกครั้งตรงมุมหลังคาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่งเฝ่ยรู้ดีว่าเธอกำลังช่วยเขาจัดการซอมบี้ที่อยู่ใต้อาคาร ตอนนี้เท้าของเขาอยู่ห่างจากฝูงซอมบี้ทางฝั่งตะวันตกราวสามสิบหรือสี่สิบเมตร เขาไม่เคยต้องหลั่งน้ำตาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งกับพื้นที่อันกว้างใหญ่ของโรงอาหารมหาวิทยาลัยมาก่อนเลย

ซ่งเฝ่ยไร้ซึ่งความกังวลอีกต่อไป เขาก้มหน้ามองด้านล่างครู่หนึ่ง ถึงแม้ความสูงจะทำให้เขาขาดความมั่นใจ และถึงแม้ใต้ฝ่าเท้าของเขาจะเป็นพื้นคอนกรีตก็ตาม แต่โชคดีที่ห่างออกไปราวหนึ่งเมตรครึ่งยังมีพื้นที่สีเขียวอยู่ เขาต้องกระโดดลงไปในแนวทแยง หลีกเลี่ยงพื้นคอนกรีตที่น่ากลัว ถ้าลงจอดบนพื้นดินได้ก็นับว่ายังมีความหวัง

ไม่ต้องลังเลแล้ว!

ซ่งเฝ่ยดึงสายตากลับ ทรงตัวให้อยู่ในแนวตั้ง หันหน้าเข้าหาอาคาร หันหลังออกด้านนอก ค่อยๆ ยกขาขวาขึ้นอย่างมั่นคง แล้ววางปลายเท้าลงบนกระจก จากนั้นก็ออกแรงถีบ!

เชือกถูกเหวี่ยงออกไปด้านนอกตามแรงส่ง กะเกณฑ์ด้วยสายตา เขาอยากจะไปให้ไกลสุดมุมเชือก!

ซ่งเฝ่ย…ชะงัก

ร่างกายถูกเหวี่ยงกลับมาพร้อมกับเชือกที่แกว่งไกว ก่อนกระแทกเข้ากับกระจกชั้นสองเสียเต็มแรง

จากนั้นร่างของเขาก็แกว่งไปมาเล็กน้อย กระทั่งนิ่งสงบลง ซ่งเฝ่ยยังคงจับเชือกอยู่ในแนวตั้ง เพียงแต่สีหน้ามุ่งมั่นพลันตื่นตระหนกตกใจ ดวงตาเบิกกว้างจนลูกตาแทบจะถลนออกมา

กึก!

หน้าต่างบานที่อยู่ใกล้มือถูกเปิดจากด้านใน ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจ้องมองซ่งเฝ่ย เมื่อไม่มีกระจกขวางกั้น จึงมองเห็นรูขุมขนของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

นั่นคือนักศึกษาชายศีรษะโล้น ไม่ใช่แค่ผมสั้นไถข้าง แต่ศีรษะมันวาวเหมือนเปลือกไข่ ทว่าหน้าตาหล่อเหลา หล่อเสียจนทรงผมแบบนี้ยังไม่อาจปิดซ่อนความงดงามของเขาเอาไว้ได้

“มนุษย์?” เสียงของนักศึกษาชายน่าฟังเช่นเดียวกัน ทั้งทุ้มต่ำและยังแหบพร่าเล็กน้อย

ซ่งเฝ่ยผงกศีรษะด้วยความมึนงง “น่าจะ…ใช่”

นักศึกษาชายมองเชือกของเขา “กำลังจะไปไหน”

ซ่งเฝ่ยตอบตามความจริง “ชั้นหนึ่ง”

นักศึกษาชายพยักหน้าด้วยความโล่งใจ “ระวังตัวด้วย”

ซ่งเฝ่ยตอบสนอง “อืม”

กึก!

“…” ในที่สุดซ่งเฝ่ยก็ได้สติคืนมาจากความหล่อเหลา “ใครบ้าใช้ให้นายปิดหน้าต่าง ฉันเจอนายแล้วจะกระโดดตึกลงไปอีกทำไม!!!”

ชีเหยียนที่อยู่บริเวณหน้าต่างบานแรกตรงมุมฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือถอนหายใจพลางทอดสายตามองออกไปด้านนอกอยู่นาน ไม่มีสาวงามที่เขากำลังรอ มีเพียงเสียงคำรามของสาวงามที่กำลังจะมาถึง

สหายคนอื่นที่กำลังรอหันมองหน้ากัน

โจวอีลวี่ หลัวเกิง หลี่จิ่งอวี้ “ดูเหมือนจะอยู่ข้างบน”

เฉียวซือฉี หวังชิงหย่วน “ดูเหมือนจะมีชู้”

ชีเหยียน “…”

 

อ่านต่อได้ใน มหาวิทยาลัยซอมบี้ เล่ม 2 เร็วๆ นี้

 

[1] B-Box หรือ Beatboxing เป็นวิธีทำเสียงในลักษณะเสียงตีหรือเสียงกระทบเลียนแบบจังหวะกลอง โดยใช้เสียงจาก ปาก ริมฝีปาก ลิ้น เสียงร้อง และอย่างอื่นประกอบ

[2] หมายถึง การช่วยเหลือที่มาช้าหรืออยู่ห่างไกลเกินไปย่อมไม่อาจเยียวยาปัญหาเร่งด่วนได้

[3] ดัดแปลงมาจากสำนวน “แม้จะมีใจ แต่แรงไม่มากพอ” หมายถึง อยากลงมือมากเหลือเกิน แต่ไม่อาจทำได้เพราะแรงกำลังมีไม่มากพอ

[4] เทพผู้บุกเบิกฟ้าดินในตำนานจีน

[5] เพลง ผู้ชายดีๆ ไปตายที่ไหนหมด ขับร้องโดย ชุยจื่อเก๋อ

ใส่ความเห็น