[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 35

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

 

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

 

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

———————————————————–

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 35

ท่วงทำนองอันเร้าใจทำให้ซอมบี้จำนวนหนึ่งที่อยู่ใต้ต้นไม้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า จากนั้นก็เริ่มมีซอมบี้ทยอยออกมาจากประตูทางทิศตะวันตกของโรงอาหาร หนึ่ง สอง ห้า สิบ…เมื่อมองเห็นกองหน้าใกล้จะถึงต้นไม้ต้นแรก สองขาของเฉียวซือฉีก็หนีบรอบกิ่งไม้แน่น แล้วชูสองแขนแกว่งไกวไปมาเหมือนคอนดักเตอร์ส่งสัญญาณให้หยุด!

เสียงของต้นไม้ต้นที่หนึ่งและต้นที่สองหยุดลงทันที!

ต้นที่ห้ายังคงร้องเพลงต่อด้วยน้ำเสียงที่กังวานสดใส ถึงขั้นร้องกันอย่างเมามันพลางส่งพลังแบบที่แม้จะต้องตกนรกก็ขอปลดปล่อยอย่างดุเดือดด้วยการจัดการนายให้ตายก่อนให้ได้

ซอมบี้ที่วิ่งมายังต้นไม้ต้นแรกคิดว่าตนเองได้ยินผิดไป หลังจากช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่เกิดความสับสนก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางต้นที่ห้าที่ยังคงร้องเพลงอยู่

สหายที่อยู่บนต้นแรกและต้นที่สองจ้องมองไปยังประตูทางทิศตะวันตก เห็นว่าซอมบี้ที่วิ่งออกมามีจำนวนน้อย ก่อนเพิ่มจำนวนมากขึ้น จากนั้นจึงค่อยๆ ลดน้อยลงอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าซอมบี้ออกมาพอประมาณแล้ว จึงตัดสินใจกระโดดลงจากต้นไม้อย่างเงียบเชียบ!

หลัวเกิงเหยียบถึงพื้นเป็นคนแรก จากนั้นก็ลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในโรงอาหาร กระเป๋าเดินทางที่หนักอึ้งดูเบาเป็นพิเศษเมื่ออยู่ภายใต้การโอบอุ้มที่ทรงพลังของเขา จากนั้นโจวอีลวี่และเฉียวซือฉีก็รีบตามไปติดๆ ขณะที่วิ่งตามไปก็นึกอิจฉาความแข็งแกร่งของสหายหลัว ทางด้านต้นไม้ต้นที่สอง ซ่งเฝ่ยเหยียบพื้นดินเป็นคนแรก จากนั้นรอรับหลินตี้เหล่ยและหลี่จิ่งอวี้ กระทั่งคนทั้งสามถึงพื้นแล้ว ซอมบี้ราวสองสามตนในฝูงที่ถูกพวกชีเหยียนดึงดูดความสนใจไปกลับสังเกตเห็นพวกเขาพอดิบพอดี จากนั้นพวกมันก็เปลี่ยนทิศทางและพุ่งตรงเข้ามา!

พวกซ่งเฝ่ยทั้งสามคนไม่อาจประวิงเวลาได้อีกต่อไป พลันจึงออกแรงขารีบวิ่งเข้าไปทางประตูทางทิศตะวันตก! ซ่งเฝ่ยวิ่งนำหน้า เมื่อเข้าประตูไปก็เห็นพวกเฉียวซือฉีสามคนข้ามหน้าต่างตรงที่ตักอาหารไปได้แล้ว และกำลังพุ่งเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ด้านหลัง ภายในห้องครัวยังมีซอมบี้ที่ไม่ได้เดินออกมา พวกซอมบี้รีบโจมตีพวกเขาทั้งสามคนทันที ส่วนทางด้านห้องโถงใหญ่ ซอมบี้ทางฝั่งทิศตะวันตกที่ไม่ได้ยินเสียงเพลงจากทิศตะวันออกยังคงเดินโงนเงนไปมาอย่างไร้จุดหมาย ก่อนถูกดึงดูดความสนใจโดยพวกหลัวเกิงที่พุ่งเข้ามา พวกมันจึงพากันพุ่งตัวมาทางทิศตะวันออก แม้ระยะห่างระหว่างฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตกทำให้พวกมันวิ่งตามหลัวเกิงไม่ทัน แต่ดันบังเอิญปะทะเข้ากับพวกซ่งเฝ่ยพอดี!

ข้างหน้ามีเสือขวางถนน ข้างหลังมีหมาป่าไล่ตาม ซ่งเฝ่ยแทบไม่มีโอกาสพุ่งตัวไปที่ห้องครัว ทันใดนั้นเขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วตะโกนไปทางห้องครัวว่า “ไม่ต้องห่วงฉัน รีบปิดประตู! ” ระหว่างนั้นเท้าก็ไม่หยุดอยู่นิ่ง ขณะที่ตะโกนซ่งเฝ่ยก็เลี้ยวไปทางซ้ายทันที ก่อนลากตัวหลินตี้เหล่ยที่เพิ่งมาถึงวิ่งขึ้นบันไดไปด้วยกัน!

โรงอาหารมีทั้งหมดสามชั้น มีบันไดทั้งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซ่งเฝ่ยเลือกวิ่งขึ้นบันไดทางทิศตะวันตก เดิมทีเขาตั้งใจจะวิ่งขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อดูว่าพอจะมีที่ซ่อนตัวหรือไม่ แต่ใครจะรู้ว่าซอมบี้ในห้องโถงชั้นสองมีจำนวนมากกว่า! ซ่งเฝ่ยไม่กล้าคิดเยอะ ได้แต่แข็งใจสั่งให้ร่างกายวิ่งขึ้นไป หลังจากวิ่งขึ้นมาถึงชั้นสามก็พบว่ายังสามารถขึ้นไปได้อีก ก่อนหน้านี้ส่วนมากเขามักจะทำกิจกรรมแค่ที่ชั้นหนึ่งและชั้นสองเลยไม่เคยสังเกตเห็นส่วนนี้ แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาสนใจอะไรมาก จึงได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพุ่งเข้าไปจนสุดทาง กระทั่งพบว่ามันคือประตูทางหนีไฟ!

ซ่งเฝ่ยดันประตูอย่างลิงโลด ก่อนจะพบว่าข้างนอกนั้นคือหลังคา!

หลินตี้เหล่ยที่วิ่งมาเกือบจะพร้อมกับเขา รีบหมุนตัวปิดประตูทางหนีไฟทันที แล้วตะโกนว่า “เชือก! ”

ซ่งเฝ่ยตอบสนองอย่างรวดเร็ว ขณะร่วมมือร่วมใจต้านแรงปะทะที่ประตูกับหลินตี้เหล่ย อีกมือหนึ่งก็หยิบเชือกออกจากกระเป๋าอย่างรวดเร็ว หลินตี้เหล่ยไม่รอให้เขายื่นให้ แต่รีบคว้าเชือกไปมัดมือจับประตูทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน เป็นวิธีการเดียวกับที่พวกเขาใช้โซ่ล็อกจักรยานคล้องประตูซูเปอร์มาร์เก็ตเอาไว้ โดยมัดหลายๆ ทบ ก่อนผูกเงื่อนตายเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ขณะที่พวกเขาเกือบจะผูกปมเสร็จ ประตูทางหนีไฟก็ถูกกระแทกอย่างแรง! ถึงแม้จะมีเชือกผูกไว้แล้ว แต่ซ่งเฝ่ยกับหลินตี้เหล่ยก็ยังต้องออกแรงต้านอยู่ ไม่กล้าผ่อนแรงแม้แต่น้อย

หัวไหล่ดันประตูจนรู้สึกเจ็บ ซ่งเฝ่ยมองหลินตี้เหล่ยด้วยสายตาให้กำลังใจ “ระเบิดน้อย อดทนไว้นะ! ”

หลินตี้เหล่ยพยักหน้าอย่างแรง “ฉันทนได้! แต่ดูเหมือนวาฬน้อยจะหายไปแล้ว…”

ซ่งเฝ่ย “…”

นอกโรงอาหารบนถนนหลินอิน ณ ต้นไม้ต้นที่ห้า

“รีบดึงขึ้นไปสิ พวกมันจะกัดฉันแล้ว อ๊าก-ก-ก!”

เสียงเอะอะโวยวายทิ่มแทงชีเหยียนจนปวดหัว เขาจึงพูดออกมาอย่างเดือดดาลว่า “ถ้ายังไม่ยอมหุบปาก ฉันจะโยนนายลงไปซะ! ”

หลี่จิ่งอวี้รีบกระชับเชือกในมือแน่น พยายามงอขาขึ้น ปิดปากเงียบกริบ แล้วมองไปทางหวังชิงหย่วนทั้งน้ำตา

คนที่อยู่บนต้นไม้สูงพยักหน้าเบาๆ “เชื่อฉัน เขาไม่โกหกนายหรอก”

หลี่จิ่งอวี้เซื่องซึมลงทันที

เขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสามคนวิ่งเข้าไปในโรงอาหารพร้อมกัน แต่วิ่งไปวิ่งมาเงาของสองคนนั้นก็หายไปแล้ว เขาจำได้ว่าต้องไปที่ห้องครัวที่อยู่ด้านหลัง แต่กลับมองเห็นประตูห้องครัวถูกปิดลงอย่างแรงแต่ไกล ซอมบี้หลั่งไหลออกมาจากทั่วทุกสารทิศ ราวกับทั้งโลกเหลือเพียงเขาที่เป็นอาหาร หลี่จิ่งอวี้ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก จึงวิ่งออกมาจากโรงอาหาร แล้วย้อนกลับมายังถนนใหญ่

เมื่อซอมบี้ที่เดิมทีรวมตัวกันอยู่ใต้ต้นไม้มองเห็นอาหารที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา พวกมันก็รีบวิ่งไล่ไปตามสัญชาตญาณ หลี่จิ่งอวี้ไม่สามารถวิ่งไปข้างหน้าได้ แต่ก็ไม่อาจถอยหลังกลับด้วยเช่นกัน จึงตัดสินใจบุกทะลวงจากด้านข้าง แล้ววิ่งย้อนกลับไปบนเนินต้นสนแทน!

วาฬน้อยวิ่งหนี ขณะที่ฝูงซอมบี้ไล่ตาม เขาวิ่งวนไปรอบๆ ก่อนย้อนกลับมายังใต้ต้นไม้อีกครั้ง แต่เวลานี้กองทัพซอมบี้ได้ถูกวาฬน้อยทิ้งไว้เบื้องหลังเสียแล้ว ชีเหยียนตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยการรีบปล่อยเชือกลงมา กระทั่งดึงร่างของหลี่จิ่งอวี้มาถึงครึ่งทางก็ถูกกองทัพซอมบี้เข้าโอบล้อมอีกครั้ง

ในที่สุดหลี่จิ่งอวี้ก็ขึ้นมาถึงกิ่งไม้ของชีเหยียน เพื่อความปลอดภัยหวังชิงหย่วนจึงปีนสูงขึ้นไปอีกกิ่ง ชีเหยียนก็เขยิบไปแทนที่ตำแหน่งเดิมของหวังชิงหย่วน คนทั้งสามนั่งเรียงกันจากล่างขึ้นบนราวกับลำดับเลขคณิต [1]

“นายไม่ได้อยู่กับพวกซ่งเฝ่ยหรอกเหรอ” เมื่อหายใจหายคอได้ ชีเหยียนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

หลี่จิ่งอวี้ก็รู้สึกมึนงงเช่นเดียวกัน “วิ่งไปวิ่งมาพวกเขาสองคนก็หายไปแล้ว หายวับไปในอากาศเลย! ”

ชีเหยียน “…”

หวังชิงหย่วน “…”

ชีเหยียน “บอกว่านายไม่ได้ตั้งสติจะดีกว่า”

หวังชิงหย่วน “นายพูดสุภาพเกินไปแล้ว นี่เรียกว่าสะเพร่าต่างหาก”

หลี่จิ่งอวี้อยากจะร้องไห้ “ฉันเป็นแค่แอ๊ก [2] มือใหม่ตัวเล็กๆ พวกนายสองคนอภัยให้ฉันเถอะ…”

ถึงแม้การแบ่งหน้าที่ของสมาชิกจะเกิดความคลาดเคลื่อนจากที่ได้รับมอบหมายไปบ้าง แต่ตามความเห็นของชีเหยียนและหวังชิงหย่วนที่มองจากตรงนี้ กลยุทธ์ในการทำศึกก็ใช้ตามแผนเดิมได้สำเร็จแล้ว และขั้นตอนต่อไปตามแผนการคือการทำให้ซอมบี้ใต้ต้นไม้อยู่กับที่ เพื่อเป็นการถ่วงเวลาให้สหายร่วมรบเข้าไปในโรงอาหาร โดยป้องกันไม่ให้ซอมบี้หมดความสนใจและย้อนกลับไป แล้วสร้างความวุ่นวายที่ห้องครัวมากไปกว่าเดิม

หลังจากที่คนทั้งสามทรงตัวตามลำดับเลขคณิตแล้วก็พบว่ามีซอมบี้เดินโงนเงนจากไปบ้างประปราย หวังชิงหย่วนจึงรีบพูดขึ้นว่า “เฮ้ อย่าไปทางนั้น รีบกลับมา อย่าเดินผ่านแล้วผ่านเลยสิ แวะดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายนี่ ฟังกันสักหน่อย ฉันไม่ได้มาหลอกนะ…”

ทางด้านชีเหยียนก็กระแอมล้างลำคอ ก่อนเริ่มบ้าง “เธอถามฉันว่ารักเธอมากแค่ไหน~~ฉันรักเธอสักเท่าไร~~ความรักของฉันคือความจริง~~ความรักของฉันคือความจริง…” [3]

ณ ห้องครัวชั้นหนึ่งในโรงอาหาร

คนที่ปิดประตูคือเฉียวซือฉี ตอนที่เพิ่งลงล็อกมีซอมบี้ตนหนึ่งพุ่งเข้ามา โชคดีที่มันกัดเข้าที่หน้ากาก เฉียวซือฉีจึงใช้มีดแทงที่คอของซอมบี้จนมันหยุดการเคลื่อนไหว วินาทีต่อมามันเอียงหัวหมายจะกัดมือ! เขาจึงเตะมันออกไป ก่อนกระโดดหนีไปยังมุมห้อง แล้วจึงตระหนักได้ว่ามือของเขาว่างเปล่า เขาพุ่งไปทางสหายร่วมรบอีกสองคนที่ต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่อีกทางหนึ่ง แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ทำยังไงดี ฉันไม่มีอาวุธแล้ว อ๊าก-ก-ก! ”

หลัวเกิงและโจวอีลวี่ที่กำลังต่อสู้อย่างหนักในท่าหันหลังชนกันเอ่ยอย่างพร้อมเพรียงว่า “ใช้มีดทำครัวสิ!!! ”

เสียงนั้นพลันปลุกเฉียวซือฉีให้ตื่นขึ้นจากความฝัน!

ในห้องครัวอาจไม่มีอาวุธอย่างอื่น แต่มีมีดทำครัวเต็มไปหมด! ข้างๆ มือของเฉียวซือฉีคือเขียงไม้ ที่มุมหนึ่งของเขียงมีมีดทำครัวปักอยู่อย่างสง่างาม!

เฉียวซือฉีดึงมีดออกมาทันใด แล้วใช้กำลังมหาศาลวาดเส้นโค้งกลางอากาศเต็มแรง ก่อนที่มีดเล่มนั้นจะพุ่งเข้าใส่ซอมบี้ที่อยู่หน้าประตู โลหิตสีแดงสดกระเซ็นใส่แว่นตานิรภัยทันที!

เฉียวซือฉีตัดสินใจยกมือขึ้นแล้วฟันลงไปฉับเดียว มีดทำครัวครึ่งเล่มก็เป็นอันฝังลึกอยู่บนหัวซอมบี้พอดิบพอดี!

เฉียวซือฉีพยายามออกแรงทุกวิถีทาง ทว่าก็ไม่สามารถดึงมีดเล่มนั้นออกมาได้! ซอมบี้อีกตนหนึ่งพุ่งมาจากด้านข้างขณะที่ในมือเฉียวซือฉีไร้อาวุธต่อกร เขาพยายามคิดหาวิธีในยามคับขัน ก่อนกระโดดขึ้นไปบนเคาน์เตอร์ วิ่งตึงตังไปยังเตาขนาดใหญ่ทีละเตา เพื่อหยิบตะหลิวยักษ์ที่เอาไว้ใช้ผัดอาหารออกมาจากเตา ฟาดเข้าที่หัวของซอมบี้ที่พุ่งเข้ามาหนึ่งป้าบอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น!

ยิ่งยาวยิ่งแข็งแกร่ง จึงทำให้ซอมบี้ไม่สามารถเข้าใกล้ได้!

สุดท้ายโจวอีลวี่ก็วิ่งมาแทงเข้าที่ท้ายทอยของซอมบี้ ทางด้านหลัวเกิงเองก็กำลังล้มซอมบี้ตนสุดท้าย การต่อสู้จึงสิ้นสุดลง

เฉียวซือฉีทรุดตัวนั่งลงข้างเตาขนาดใหญ่ด้วยดวงตาแดงก่ำเล็กน้อย

เดิมทีโจวอีลวี่อยากจะบ่นเขาสักสองประโยค แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็พูดไม่ออก จึงได้แต่ถอนหายใจ “ค่อยเป็นค่อยไป เดี๋ยวก็ไม่กลัวแล้ว”

“ฉันไม่ได้กลัว” เฉียวซือฉีชี้ไปยังซอมบี้ที่อยู่บนพื้น เสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ฉันรู้จักป้าตักอาหารคนนี้ เธอยิ้มให้ฉันทุกครั้งที่ตักอาหารเลย”

โจวอีลวี่และหลัวเกิงที่วิ่งเข้ามาก้มหน้ามองพร้อมกัน จึงเห็นซอมบี้บนพื้นที่เป็นเพียงหญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี ถึงแม้จะมองเห็นหน้าตาไม่ชัดเจน แต่วิเคราะห์จากการแต่งกายแล้วก็น่าจะเป็นคุณป้าตักอาหารจริงๆ นั่นแหละ

ภายในใจของคนทั้งสองพลันเกิดความรู้สึกอึดอัดเช่นเดียวกัน

โจวอีลวี่ “เลิกคิดได้แล้ว”

หลัวเกิง “ความจริงเธอตายไปตั้งแต่ตอนที่ได้รับเชื้อแล้ว”

เฉียวซือฉี “ฉันหยุดคิดไม่ได้ ทุกครั้งที่ตักอาหาร พอเธอยิ้มให้ฉัน มือเธอก็จะสั่นเล็กน้อย จากนั้นเนื้อชิ้นใหญ่ที่สุดก็จะตกลงในจานทุกครั้งเลย! ”

โจวอีลวี่และหลัวเกิง “หมายความว่าตอนนี้นายกำลังร้องไห้เพราะมีความสุขอย่างงั้นเหรอ!!! ”

ณ ต้นไม้ต้นที่ห้าบนถนนหลินอิน

หวังชิงหย่วน “ความจริงมานุษยวิทยาการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับการจัดการน้อยมาก ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดมานุษยวิทยา แต่มันขึ้นอยู่กับกิจกรรมทางวัฒนธรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเป้าหมายในการวิจัย ดังนั้นจึงยังพอมีส่วนที่เชื่อมโยงกับการจัดการการท่องเที่ยวอยู่บ้าง การนำมาประยุกต์ใช้จึงมีความสำคัญมากกว่าทางทฤษฎี…”

สิบนาทีต่อมา

หวังชีหย่วน “ต่อไปขอเชิญอาจารย์ชีกล่าวแถลง”

ชีเหยียน “วิทยาศาสตร์ชีวภาพมีหลายสาขา ได้แก่ พฤกษศาสตร์ ชีวเคมี เซลล์วิทยา อณูชีววิทยา และสาขาอื่นๆ แต่การศึกษาพื้นฐานในระดับมหาวิทยาลัยต้องครอบคลุมทุกสาขาวิชา แต่ก่อนที่จะมีคำอธิบายเฉพาะ อันดับแรกต้องขอชี้แจงความแตกต่างระหว่างชีววิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีชีวภาพก่อน…”

อีกห้านาทีต่อมา

ชีเหยียน “ตานายแล้วอาจารย์หลี่”

หลี่จิ่งอวี้ “ทำไมต้องเปลี่ยนจากการร้องเพลงมาเป็นการสอนด้วย…”

หวังชิงหย่วน “ช่วยทุ่นแรง ใช้เวลานาน ได้ผลลัพธ์ดี”

หลี่จิ่งอวี้ “ฉันรู้สึกได้ว่าพวกมันฟังจนง่วงแล้ว…”

ชีเหยียน “ถ้าหลับได้ก็ยิ่งดีสิ พวกมันมีพลังงานล้นเหลือ คนที่แย่จะกลายเป็นพวกเราซะเอง”

หลี่จิ่งอวี้ “แต่น่าเบื่อขนาดนี้ ทำไมพวกมันถึงยังเดินไปเดินมาอยู่ที่นี่ ไม่ยอมไปที่อื่นสักทีล่ะ”

หวังชีหย่วน “อาจเป็นเพราะความทรงจำในห้องเรียนที่ยังหลงเหลืออยู่ในชั้นเปลือกสมองใหญ่ [4] นั้นได้รับการกระตุ้น ทำให้ไม่หยุดพักจนกว่าเสียงระฆังจะดัง”

หลี่จิ่งอวี้ “ทำไมจู่ๆ ถึงรู้สึกแสบร้อนโพรงจมูกอย่างนี้นะ…”

ชีเหยียน “เร็วเข้า!”

หลี่จิ่งอวี้ “บทเซ่นไหว้จระเข้ หานอวี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว หานอวี้เจ้าเมืองเฉาโจวได้ส่งผู้ใต้บังคับบัญชาไปหาขุนนางนามฉินจี้ โดยให้นำแกะหนึ่งตัวและหมูอีกหนึ่งตัวไปลอยในแม่น้ำเอ้อซีเพื่อเป็นอาหารจระเข้ ขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นการกล่าวเตือนเขาว่าในสมัยโบราณหลังจากบูรพกษัตริย์ได้ครอบครองโลกหล้า ถางป่า กักน้ำ [5] …”

ห้านาทีต่อมา

หลี่จิ่งอวี้ “คำนำบทกวีหอเถิงหวัง หวังป๋อ หรือนามเดิมว่าอวี้จาง เมืองใหม่หงตู ดาวแยกพื้นที่…”

หวังชิงหย่วน “ชู่ว์”

หลี่จิ่งอวี้ “ชู่ว์อะไร ฉันกำลังท่องอยู่นะ นอกจากนี้ยังมีอารัมกถาบทกวีหลานถิง ฎีกาขงเบ้ง…”

“มีคนวิ่งมา” ชีเหยียนลดเสียงลงขณะเงี่ยหูฟัง “เยอะมากด้วย”

หลี่จิ่งอวี้จึงหยุดพูดแล้วหันไปมองทางเดียวกับสหายทั้งสองคน

ในเวลาเดียวกันนั้น ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยที่อยู่บนหลังคาโรงอาหารก็ได้ยินเสียงเช่นเดียวกัน ซอมบี้ที่อยู่นอกประตูทางหนีไฟไปหมดหรือยัง พวกเขาสองคนเองก็ไม่แน่ใจ แต่พวกมันหยุดโจมตีแล้ว เกือบสองถึงสามนาทีที่ผ่านมาไม่มีเสียงทุบประตู คนทั้งสองจึงทำใจกล้าถอยหลังออกมา ประตูก็ดี ปมเชือกก็ช่าง ไม่มีอะไรขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว

เสียงเริ่มดังใกล้หูเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่ง

ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยมองหน้ากัน ยากที่จะระงับความอยากรู้อยากเห็น พวกเขาถึงกับกลั้นลมหายใจ แล้วขยับมือเท้าออกห่างจากประตูทางหนีไฟอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเขยิบไปที่ขอบหลังคาทางทิศใต้เล็กน้อย พอเงยหน้าขึ้นก็พบคนกลุ่มใหญ่กำลังวิ่งออกมาจากบริเวณหอพัก อย่างน้อยน่าจะมีหลายสิบชีวิต เสียงฝีเท้าวิ่งฟังดูน่าหวาดหวั่นเป็นพิเศษในยามค่ำคืนเช่นนี้

กลุ่มคนที่เหมือนกับลูกปืนใหญ่วิ่งตรงไปทางซูเปอร์มาร์เก็ต เสียงร่างกายกระทบกระจกและเสียงเขย่าประตูดังลอยมาให้ได้ยินเพียงแผ่วเบา

คราวนี้ไม่มีใครตะโกนบอกให้เปิดประตูโดยเสียแรงเปล่า ไม่รู้ว่าพวกเขาคิดว่าการตะโกนเรียกนั้นเปล่าประโยชน์หรือเชื่อว่าคนจำนวนมากมีพละกำลังมากพอจะพังเข้าไปได้

จากมุมที่ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยมองเห็น มีคนจำนวนหลายสิบชีวิตแออัดกันอยู่หน้าประตูกระจก และยังมองเห็นฝูงซอมบี้ไล่ตามมาจากทางด้านหลัง แต่มองไม่เห็นการกระทำของนักศึกษาที่อยู่ติดประตู ทั้งยังมองเห็นสีหน้าของพวกเขาไม่ชัดเจน แต่พอจะจินตนาการถึงความกระวนกระวายและตื่นตระหนกของพวกเขาได้

ทันใดนั้นก็มีเสียง “ตึง” ดังขึ้น

ซ่งเฝ่ยชะงัก

เสียง “ตึง! ” ดังขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้ซ่งเฝ่ยมีรู้ได้ในทันที มีคนทุบกระจกด้วยอะไรบางอย่าง!

เพล้ง!

เกือบเป็นเวลาเดียวกับที่ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงกระจกทั้งบานแตกละเอียดก็ดังแหวกค่ำคืนอันมืดมิด

ในที่สุดคลื่นมนุษย์ก็หลั่งไหลเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต เสียงตะโกนและเสียงสาปแช่งดังขึ้นไม่หยุด

ในไม่ช้าฝูงซอมบี้ก็มาถึง เมื่อไม่มีกระจกขวางกั้น พวกมันก็ก้าวเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย

เสียงสาปแช่งค่อยๆ หายไป แทนที่ด้วยเสียงกรีดร้อง เสียงร่ำไห้ และเสียงของหนักหลากประเภทกระแทกหรือล้มลงกับพื้น

หลังจากนั้นเสียงกรีดร้องและเสียงร่ำไห้ก็เงียบหายไปเช่นเดียวกัน รัตติกาลกลับคืนสู่ความเงียบงัน ทว่าแสงไฟในซูเปอร์มาร์เก็ตยังคงสว่างจ้า

ใบหน้าของทั้งสองพลันเย็นเยียบ ซ่งเฝ่ยและหลินตี้เหล่ยเงยหน้าขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

บนต้นไม้ที่ถนนหลินอิน เหล่าลำดับเลขคณิตเองก็รู้สึกแปลกๆ จึงเงยหน้าขึ้นทีละคน

หิมะตกลงมาอีกแล้ว

มองไม่เห็นดาวแม้แต่ครึ่งดวงบนท้องฟ้าอันมืดมิด ราวกับพวกมันได้แปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดหิมะไปจนหมด และกำลังลอยละล่องลงสู่พื้นดิน

 

[1] Arithmetic Progression คือ ลำดับของเลขคณิตที่มีผลต่างร่วมกัน เช่น ลำดับ 3, 5, 7, 9, 11, 13, … ซึ่งมีผลต่างร่วมเท่ากับ 2

[2] หรือ แอ๊กเคานต์ ใช้เรียกแทนบัญชีผู้เล่นในแอปพลิเคชันหรือเกมต่างๆ

[3] เพลง พระจันทร์แทนใจ ขับร้องโดย เติ้งลี่จวิน

[4] หรือ Cerebral cortex เป็นชั้นเนื้อเยื่อเซลล์ประสาทชั้นนอกสุดของสมอง มีบทบาทสำคัญต่อระบบความจำ ความใส่ใจ ความตระหนัก ความคิด ภาษา และการรับรู้

[5] บทเซ่นไหว้จระเข้ บทประพันธ์ขนาดยาวประเภทส่านเหวินโดย หานอวี้ กวีสมัยราชวงศ์ถัง

ใส่ความเห็น