[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 4

Time Mover
타임무버

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

Time Mover ตอนที่ 4

เมื่อได้มองอีกทีบ้านของเขาก็น่าทึ่งจริง ๆ ตอนออกมาฟ้ายังมืดอยู่เลยไม่รู้ แต่พอสว่างถึงเห็นความหรูหราของสวนในบ้านเขาเต็มตา ต้นไม้ในสวนได้รับการบำรุงอย่างดี สนามหญ้าก็ดูเหมือนไม่มีวัชพืชสักต้น ทางเดินในสวนไม่มีใบไม้ร่วงสักใบ ถ้าจะอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่มีสวนที่ดูแลดีอย่างนี้ ก็ต้องมีเงินมากพอถึงขนาดที่จ้างคนดูแลสวนสักสองคนแล้วก็ยังมีเงินเหลือเฟือ

“ดูแลสวนดีมากเลยนะครับ”

“เพราะคุณพ่อชอบ”

เขาพูดต่ออีกว่า “ไร้ประโยชน์”

“ที่บ้านผมก็มีสวนเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าไม่กว้างขนาดนี้ แม่ชอบสวนนั้นมาก ตอนไปดูบ้านก่อนที่จะย้ายบ้านเมื่อประมาณสิบปีก่อน แม่ชอบสวนมาก ต่อให้ราคาเกินกำลังนิดหน่อยก็อยากซื้อ พ่อเหมือนไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ แต่แม่ดูแลตกแต่งสวนอย่างดีก็เลยมีดอกไม้กับต้นไม้เล็ก ๆ เยอะมาก แม่ปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้หนึ่งต้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการย้ายบ้านด้วยครับ ต้นใหญ่มาก”

ระหว่างเดินผ่านสวนเขาไม่ตอบอะไรแต่ก็ตั้งใจฟังที่ผมพูด สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันก็คือเขาพยักหน้าเป็นระยะขณะที่ผมพูด

“ตรงโน้นคือบ้านหลักเหรอครับ”

“ถูกต้อง ตรงโน้นคือบ้านหลัก ส่วนทางนี้คิดซะว่าเป็นบ้านรองก็ได้”

“แล้วใครอยู่ที่บ้านหลักเหรอครับ”

“คุณพ่อ พี่ชายกับภรรยาของพี่ แล้วก็คนใช้”

คิดอยู่เหมือนกันว่าคงจะต้องมีคนงานประมาณสามหรือสี่คนเพื่อดูแลบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าคนเหล่านั้นจะกินอยู่ที่นี่ด้วย เป็นบ้านที่รวยกว่าที่คิดแฮะ

ผู้ชายคนนั้นเดินเข้าไปในบ้านรองแล้ววางผมลงบนเตียงในห้องที่ผมตื่นขึ้นมา หลังจากถอดเสื้อโค้ตและเอาไปแขวนที่ตู้เสื้อผ้าให้แล้ว เขาก็หันมามองผมแล้วพูดว่า

“เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อน ถ้าต้องการอะไรเอาไว้ค่อยบอกแล้วกัน”

ผมพยักหน้าตอบคำพูดของผู้ชายคนนั้นที่พูดเผื่อผมมีอะไรที่ต้องการ เขาดูเหนื่อยเล็กน้อย ยืดคอไปซ้ายทีขวาที จากนั้นก็ออกจากห้องไป ผมมองประตูที่ปิดลงอย่างไม่มีเสียงแล้วหันไปมองรอบ ๆ เป็นห้องที่โล่งไปสักหน่อย ห้องนี้คงเป็นห้องที่ผมเคยอยู่สินะ

ไม่อยากเชื่อเลย บ้านก็หลังใหญ่ แต่มีแค่เตียงกับตู้เสื้อผ้าเนี่ยนะ ผมลุกจากเตียงมายืนหน้าตู้เสื้อผ้า ค่อย ๆ ลองเปิดประตูอย่างระมัดระวัง เพราะห้องโล่งก็เลยคิดว่าในตู้เสื้อผ้าคงเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่ผิดคาด ในตู้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่ดูเหมือนของใหม่ราวกับว่าเคยใส่แค่ไม่กี่ครั้ง แถมทั้งหมดนั้นยังเป็นยี่ห้อดังที่เคยได้ยินแต่ชื่อ หรือไม่ก็เป็นของทำมือ

เพราะมีแฟนเป็นคนรวยหรือเปล่านะ ตามที่ผู้ชายคนนั้นบอก ผมยังว่างงานอยู่นี่นา คงไม่มีทางซื้อเสื้อผ้าพวกนี้ด้วยเงินตัวเอง ตามแนวทางปฏิบัติในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ผมเคยคิดว่าจะตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อผู้หญิงที่รักและดูแลครอบครัว ไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่าจะได้กินอยู่อย่างสบายเพราะมีแฟนคอยเลี้ยง ก็เลยรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับสถานการณ์ตอนนี้ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตัวเองจะเลือกแฟนที่หน้าตา แถมยังมีนิสัยเกาะแฟนกินอีก

ผมปิดประตูตู้เสื้อผ้า ใช้มือยันกำแพงแล้วเดินกะเผลกออกมาจากห้อง ผู้ชายคนนั้นคงไปอาบน้ำอย่างที่บอกก็เลยไม่เห็นเขา บ้านเงียบและไม่ได้ยินเสียงใดที่บ่งบอกให้รู้ว่ามีคนอื่นอยู่เลย พอออกมายังห้องนั่งเล่นก็เห็นจุดที่เกิดความวุ่นวายอีกครั้งจึงหยุดเดิน ถ้าเดินเข้าไปตรงนั้นด้วยเท้าเปล่าอีกละก็ ฝ่าเท้าอีกข้างคงได้เป็นแผลอีก ผมถอยหลังแล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่น

นอกจากห้องนอนที่ผมออกมาแล้วยังมีห้องอื่นอีกหลายห้อง การเปิดประตูห้องนั้นห้องนี้ดูโดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้นั้นเป็นการเสียมารยาทก็จริง แต่ตามที่ผู้ชายคนนั้นบอก ผมก็อยู่ที่นี่เหมือนกันนี่นา ผมแก้ตัวกับตัวเองแบบนั้น แล้วจับลูกบิดประตูที่อยู่ใกล้หมุน ประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบเหงาไม่ต่างจากห้องที่ผมออกมา ไม่สิ จะบอกว่ายิ่งกว่าห้องนั้นก็ได้ มีแค่เตียงหนึ่งหลังกับโต๊ะข้างเตียงเท่านั้น ไม่มีแม้แต่ตู้เสื้อผ้า คนคนนี้เป็นคนแบบไหนกันแน่นะ ผมปิดประตูเบา ๆ เพราะเสียงน้ำที่ได้ยินจากห้องน้ำซึ่งอยู่ในห้องนั้น

ผมหันมองรอบ ๆ แล้วเดินไปห้องอื่น เปิดประตูแล้วยื่นหน้าเข้าไปก็เห็นเสื้อผ้าของผู้ชายคนนั้นแขวนไว้เป็นแถว แปลกใจอยู่พอดีที่ห้องของเขาไม่มีตู้เสื้อผ้า คงทำห้องแต่งตัวแยกไว้ฝั่งนี้ มีแต่ชุดสูทเหมือนกันหมด ไม่น่าสนใจเลยแฮะ แล้วก็มีกล่องเครื่องประดับที่มีกระดุมข้อมือและนาฬิกาหลากหลายแบบวางอยู่ด้วย ทั้งหมดฝังด้วยอัญมณีส่องประกายระยิบระยับ แค่มองดูเฉย ๆ ก็แสบตาแล้ว ผมดูนั่นดูนี่จนรู้สึกหมดสนุกแล้วค่อยกวาดตามองหาห้องอื่น

ห้องถัดไปที่ลองเปิดดูเป็นห้องว่างเปล่าที่ดูหงอยเหงายิ่งกว่าเสียอีก มีคนแค่สองคนอยู่ในบ้านกว้างขนาดนี้ ไม่แปลกที่จะมีห้องเหลือ หน้าต่างกว้าง แสงเข้าได้ดี ต่อให้ไม่เปิดไฟก็สว่าง เป็นห้องที่ไม่แคบเลย แต่ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ แบบนี้น่ะเหรอ น่าเสียดายจริง ๆ ที่พื้นมีร่องรอยการวางเฟอร์นิเจอร์หนัก ๆ คงไม่ใช่ห้องว่างตั้งแต่ทีแรก น่าจะไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ธรรมดาด้วย บนพื้นบุ๋มเป็นวงกลมเล็กๆ …เหมือนกับ…ผมนั่งยอง ๆ เพ่งมองรอยที่หลงเหลืออยู่บนเสื่อน้ำมัน แล้วก็ขำกับท่าทางของตัวเอง นี่ผมทำอะไรของผมอยู่ ผมลุกจากตรงนั้น ยังไงก็น่าเสียเสียดายจริง ๆ เพราะเป็นห้องที่แสงเข้าดีมาก

ห้องข้าง ๆ เป็นห้องเดียวที่ล็อกอยู่ ตอนแรกคิดว่าถ้าหมุนลูกบิดประตูแล้วจะเปิดได้เหมือนห้องอื่น ๆ แต่ผมลองบิดลูกบิดอยู่ประมาณสองครั้งก็หมุนไม่ออกถึงคิดได้ว่าห้องนี้คงล็อกอยู่

เป็นห้องอะไรกันแน่นะถึงได้ล็อกไว้ คนที่อยู่ในบ้านนี้เหมือนจะมีแค่ผมกับผู้ชายคนนั้น ไม่รู้ว่าล็อกประตูไว้เพื่อกันไม่ให้ใครเข้าไปหรือเปล่า ผู้ชายคนนั้นเป็นเจ้าของบ้าน เพราะฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นผม อีกอย่าง ผมกับผู้ชายคนนั้นก็ไม่มีทางทำความสะอาดบ้านหลังนี้อยู่แล้ว ต่อให้คิดว่าล็อกไว้เพื่อกันไม่ให้คนที่มาทำความสะอาดเข้าไป แต่ถ้าเป็นเพราะเหตุผลนั้น แค่สั่งไว้คำเดียวก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่เหรอ ด้านในมีอะไรถึงต้องป้องกันไว้ขนาดนี้ ผมเอียงคอด้วยความสงสัยแล้วเอามือออกจากลูกบิด

คงจะมีเหตุผลบางอย่างละมั้ง คนเรามักมีความลับสักอย่างที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ต่อให้ผู้ชายคนนั้นเก็บวิดีโอโป๊ไว้ในห้องนี้เป็นของสะสม นั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ส่วนคนหนุ่มที่มีมารยาทอย่างผมก็ควรรักษาความเป็นส่วนตัวของคนอื่น…แต่ถึงยังไงสมัยนี้มันยุคไหนกันแล้วถึงเป็นวิดีโอ เดี๋ยวนี้มีพวกดีวีดีหรือไม่ก็ฮาร์ดดิสก์พกพาแล้วนี่ อยู่ดี ๆ การใช้ประโยชน์ของห้องที่ล็อกอยู่ก็กลายเป็นห้องสำหรับรสนิยมลับของผู้ชายคนนั้นไปเสียได้ ผมจิ๊ปากแล้วเดินไปที่อื่น

เมื่อเจอห้องน้ำที่เป็นห้องอาบน้ำในตัวก็คิดขึ้นมาได้ว่าล้างตัวสักหน่อยดีกว่า ใจจริงอยากอาบน้ำเลย แต่ตอนนี้ยังไม่รู้สึกถึงความจริงที่ว่าผมเคยกินนอนและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ถ้าถอดเสื้อผ้าอาบน้ำก็คงรู้สึกเหมือนกำลังอาบน้ำที่บ้านของคนอื่น ผมถกแขนเสื้อขึ้นลวก ๆ เอาน้ำล้างหน้า จากนั้นก็ถูสบู่ให้เป็นฟอง และในตอนนั้นเอง

“ยอง!”

ได้ยินเสียงคนเรียกผม ซึ่งก็คือผู้ชายคนนั้น เหมือนจะอาบน้ำเสร็จแล้วก็ออกมาเรียกผมทันที ผมหลับตากลั้นหายใจแล้วถูสบู่ แต่เสียงของผู้ชายคนนั้นที่ดังเข้ามาในหูทำให้ต้องรีบ

“ซอมุนยอง!”

ปึง ได้ยินเสียงประตูห้องปิดอย่างรุนแรง แถมเสียงของผู้ชายคนนั้นที่เรียกชื่อผมก็ค่อย ๆ ดังขึ้นด้วย

“เวรเอ๊ย! โง่ชะมัด…ถูกหลอกให้ตายใจอีกแล้ว…ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งสักหน่อย…ที่โดนหลอก…”

ได้ยินคำสบถของผู้ชายคนนั้นพร้อมกับคำพูดบางอย่างที่รัวเร็วมาก ถึงจะได้ยินไม่ชัด แต่เหมือนพูดว่าโดนหลอกหรืออะไรสักอย่าง มีพวกนักต้มตุ๋นโทร.มาหรือเปล่า เมื่อกี้ยังดี ๆ อยู่เลย ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไรก็คิดว่าจะต้องรีบล้างหน้าแล้วรีบออกไป เพราะเสียงของเขาที่เรียกชื่อผมดังขึ้นเรื่อย ๆ

พอถูฟองสบู่ที่หน้าพอแล้วก็เปิดน้ำล้างออก และในขณะนั้น ปึง เสียงประตูห้องอาบน้ำเปิดออกทำเอาผมตกใจจนเหมือนหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อมองไปทางประตูก็เห็นผู้ชายคนนั้นทำหน้าบึ้งตึงเหมือนโมโหอะไรสักอย่างเอามาก ๆ

“ประตูยังไม่พังนี่…แต่เปิดประตูแบบนั้น ตั้งใจจะพังประตูรึไงครับ”

เวลาที่ผมโมโหมาจากโรงเรียนแล้วกลับถึงบ้าน หรือไม่ก็เถียงกับแม่แล้วอารมณ์เสีย ก็จะเข้าห้องแล้วปิดประตูเสียงดัง แม่ก็จะชอบพูดแบบนี้เสมอ แม้จะพูดทีเล่นทีจริง แต่สีหน้าของผู้ชายคนนั้นก็ยังไม่หายบึ้งตึง

ผมกะพริบตาปริบ ๆ สบู่ที่ยังล้างออกไม่หมดไหลเข้าตาแสบมากจนน้ำตาจะไหล ผมเอามือสองข้างรองน้ำที่ไหลอยู่มาล้างหน้า ส่วนผู้ชายคนนั้นไม่พูดอะไรเลย เขายืนอยู่ข้างประตูห้องน้ำ รู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมา เมื่อล้างหน้าจนสะอาดแล้วก็หันหน้าไปมอง

“ทำไมยืนอยู่แบบนั้นล่ะครับ”

ผมเอื้อมมือออกไปจะหยิบผ้าขนหนูแล้วดันเซ ผู้ชายคนนั้นก็เข้ามาคว้าไว้แล้วยื่นผ้าขนหนูให้ ผมเช็ดน้ำที่หน้าเสร็จก็เอาผ้าขนหนูใส่มือของผู้ชายคนนั้นกลับคืน

“น้ำยังหยดจากผมอยู่เลยนี่ครับ ทำไมไม่เช็ดให้แห้ง…”

เพราะผู้ชายคนนั้นยืนขวางประตูห้องน้ำผมเลยออกไปไม่ได้ ได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เขายืนจ้องหน้าผม ดูทีท่าแล้วเหมือนว่าจะไม่เลิกมองง่าย ๆ แต่แล้วก็ถอนหายใจเล็กน้อยแล้วหลบไปด้านหนึ่ง

“จู่ ๆ มีเรื่องอะไรเหรอครับ สีหน้าคุณค่อนข้าง…”

ถึงไม่ได้บอกว่าประหลาด แต่เขาก็คงพอจะรู้ แม้เขาจะตอบว่าเปล่า ทว่าสีหน้าก็ยังบึ้งตึงเหมือนเดิม

“แล้วทำไมห้องนั่งเล่นเป็นแบบนั้นล่ะครับ ตอนเห็นเมื่อเช้ามืดก็ตกใจอยู่ พอเห็นตอนสว่างถึงยิ่งรู้ว่าสภาพเละเทะไม่ใช่เล่นเลย มีโจรเข้ามาเหรอครับ”

ไม่มีทางที่โจรจะปล่อยห้องแต่งตัวที่มีแต่ข้าวของราคาแพงไว้แบบนั้น แล้วรื้อแต่ห้องนั่งเล่นจนกระจัดกระจาย แต่ถ้าไม่ใช่เหตุผลนั้นก็คิดหาเหตุผลอื่นไม่ออกแล้ว ผมเดินกะโผลกกะเผลกไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะในห้องครัว ผู้ชายคนนั้นตามเข้ามาทีหลังแล้วยื่นน้ำให้หนึ่งแก้ว

“คิดว่าใครทำล่ะ”

“…คุณเหรอ”

ผู้ชายคนนั้นขมวดคิ้วเพราะคำพูดของผม ไม่ว่าจะพูดอะไรคิ้วก็ขมวดตลอด เป็นคิ้วที่น่าทึ่งจริง ๆ บางทีเขาอาจจะพูดผ่านคิ้วสะดวกกว่าพูดด้วยปากก็ได้ ผมมองคิ้วของเขาพลางคิดเรื่องที่ถ้าผู้ชายคนนั้นได้ยินคงจะหัวเราะ

“อย่างน้อยฉันก็ไม่ระบายอารมณ์ใส่ข้าวของที่ไม่เกี่ยวข้อง”

ไม่ระบายอารมณ์ใส่ข้าวของที่ไม่เกี่ยวข้องเหรอ เมื่อกี้ยังเปิดปิดประตูแรงจนเหมือนจะพังให้ได้อยู่เลย แต่คนเรามักไม่รู้ข้อเสียของตัวเองเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ผมเบ้ปากแล้วจมอยู่กับความคิด ถ้าผู้ชายคนนั้นบอกว่าไม่ได้ทำ แล้วเป็นใครกันแน่

“อย่าบอกนะ…คงไม่ใช่ผมใช่ไหม”

“น่าเสียดายที่เหมือนจะถูก”

เห็นชัดแล้วว่าโซฟาที่ดูราคาแพง ตู้โชว์ และโต๊ะ อยู่ในสภาพที่ไม่อาจกู้กลับมาได้ จอทีวีติดผนังแตกเป็นรอยร้าวเหมือนใยแมงมุม จะบอกว่าผมเป็นคนร้ายที่ทำให้เกิดความวุ่นวายนี้งั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก ของพวกนั้นราคาตั้งเท่าไหร่ ผมจะกล้าทำแบบนั้นได้ยังไง ผู้ชายคนนั้นมองผมที่กำลังส่ายหัวแล้วถามว่า

“คิดว่าไม่ใช่เหรอ”

“เห็นว่าผมความจำเสื่อมแล้วจะมาโยนความผิดให้ไม่ได้นะครับ”

“แล้วทำไมนายถึงคิดว่าไม่ใช่ล่ะ”

“เพราะผมไม่ได้ใจกล้าถึงขนาดที่จะก่อเรื่องแบบนั้นได้ ผมเป็นเด็กเรียบร้อยทั้งที่บ้านแล้วก็ที่โรงเรียนเลยนะ”

แม้จะเขินนิดหน่อยที่พูดจากปากตัวเอง แต่ผมเคยเป็นลูกชายที่ดี พาไปที่ไหนพ่อแม่ก็ไม่เคยต้องอาย และเป็นนักเรียนที่เป็นแบบอย่างที่ดี ถ้าพูดให้ดูดีก็คือ เป็นคนที่ปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบ แต่ถ้าพูดในมุมแย่หน่อยก็คือ เป็นเด็กวัยรุ่นช่วงอายุสิบปีที่ขี้ขลาด ไม่ว่าไปที่ไหนต่อให้อยากสร้างปัญหาแต่ก็กลัวเกิดปัญหาจึงไม่กล้าก่อเรื่อง คนอย่างผมไม่มีทางทำให้เฟอร์นิเจอร์ที่มองแวบเดียวก็รู้ว่าราคาแพงและคงจะมีเลขศูนย์ตามหลังหลายหลักอยู่ในสภาพนั้นได้

“งั้นนายคงใจกล้าขึ้นมาก”

“เป็นผมจริง ๆ เหรอครับ”

“ใช่”

หรือว่าผมจะใจกล้าขึ้นมากอย่างที่ผู้ชายคนนั้นพูดจริง เดาไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงทำให้ห้องนั่งเล่นกลายเป็นแบบนั้น

“ถ้าผมถึงขั้นทำขนาดนั้นได้ ผมคงจะโมโหมากเลยสินะครับ”

คำพูดของผมทำให้ผู้ชายคนนั้นได้แต่หัวเราะหึ ๆ เหมือนพูดไม่ออก

“ถ้าแค่นั้นก็ดีน่ะสิ”

ผมได้ยินคำพูดของเขาที่พูดออกมาเบา ๆ เหมือนถอนหายใจ แล้วมองผู้ชายคนนั้นด้วยสายตาตกใจ เป็นการถามว่ามีเรื่องอะไรมากกว่านั้นอีกเหรอ แต่เขาก็ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นอีก

“…คงต้องเก็บกวาดแล้วละครับ”

ผมพูดพร้อมลุกจากที่ แต่เขากดบ่าผมให้นั่งลงอีกครั้งแล้วส่ายหน้า

“ปล่อยไว้แบบนั้นไม่ได้หรอกครับ แล้วของพวกนั้นจะทำยังไงดี คงใช้ไม่ได้แล้ว”

ตู้โชว์ที่กระจกแตกหมด โต๊ะที่ขาหัก โซฟาที่เบาะหนังขาด ทีวีที่จอแตก ดูเหมือนไม่มีอะไรที่จะซ่อมแล้วเอากลับมาใช้ใหม่ได้เลย

“เดี๋ยวฉันสั่งให้คนมาเก็บ นายพักผ่อนเถอะ นายควรพัก”

ไม่ได้จะให้ผมเก็บ แล้วก็ไม่ได้จะเก็บเองด้วย คงตั้งใจจะเรียกคนอื่นมาเก็บอยู่แล้ว ในเมื่อพูดแบบนั้น ผมก็คงพูดไม่ได้ว่าจะเก็บเอง ไม่ว่าผมจะเป็นคนร้ายตัวจริงของเรื่องนี้ตามที่ผู้ชายคนนั้นบอกจริงหรือเปล่า แต่ก็ตระหนักได้ว่าควรฟังคำพูดของเขาเป็นการดีที่สุด

“ถ้างั้น…ผมขอเอนหลังสักหน่อยได้ไหมครับ”

ไม่ได้ง่วง แต่เหนื่อย เหนื่อยที่ต้องเดินกะเผลกไปนั่นไปนี่เพราะเจ็บขาข้างหนึ่ง และการต้องเจอกับสถานการณ์ที่ไม่เข้าใจอะไรเลยตั้งแต่เช้ามืดก็ทำให้เหนื่อยใจมาก เมื่อได้ยินคำถามของผม ผู้ชายคนนั้นก็พาผมไปที่ห้อง ผมนอนลงบนเตียงแล้วเขาก็นั่งลงตรงขอบเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้ถึงหน้าอก จากนั้นก็ก้มมองผมเงียบ ๆ

“ตอนนี้กี่โมงเหรอครับ”

“เลยสิบโมงมานิดหน่อย”

“แล้วไม่ไปทำงานเหรอครับ”

ถึงไม่รู้อายุที่แน่ชัดของเขา แต่ถ้าประมาณนี้ยังไงก็คงทำงานอะไรสักอย่างอยู่ ทำไมป่านนี้แล้วยังไม่ออกไปทำงาน

“หรือว่าว่างงานอยู่ครับ”

เพราะบ้านรวยก็เลยเอาแต่เที่ยวเล่นหรือเปล่า ผมเป็นคนว่างงาน แถมยังมีแฟนเป็นคนรวยที่ว่างงานอีก แค่คิดก็น่าเหนื่อยใจแล้ว แต่ค่อยยังชั่วที่เขาส่ายหน้า คงไม่ใช่แบบที่ผมคิด

“วันนี้ไม่ไป”

“เป็นวันหยุดเหรอครับ”

กำลังคิดว่ามีบริษัทที่หยุดวันธรรมดาด้วยเหรอ แต่น่าทึ่งที่เขาพยักหน้า บริษัทที่เขาทำงานอยู่คงเป็นบริษัทที่ดีมาก

“ไม่ได้โดดงานเองตามใจชอบใช่ไหมครับ”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ยังไงผมก็สงสัยจริง ๆ ว่าโดดงานเองหรือเปล่า ไม่กลัวถูกไล่ออกจากบริษัทบ้างเลยเหรอ แต่ถ้าอยู่บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ก็ไม่แปลกที่จะไม่กังวลเรื่องแบบนั้น

“ถ้างั้นคุณก็พักผ่อนหน่อยเถอะครับ ตอนเช้ามืดคุณไม่ได้นอนเลยเพราะผม แถมยังถูกผมลากไปโน่นมานี่อีก”

“ไม่เป็นไร”

พอเห็นสายตาของเขามองลงมาก็รู้สึกจั๊กจี้อย่างบอกไม่ถูก ผมไม่คุ้นกับการได้รับสายตาแบบนี้จากคนอื่นนอกจากพ่อแม่ แถมในสายตาของเขายังแฝงด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ที่ต่างจากการมองเฉย ๆ อย่างบอกไม่ถูก ทำให้ยิ่งกระอักกระอ่วน เหมือนเขาพยายามจะพูดบางอย่างด้วยสายตา แต่ก็อยากให้เขาเข้าใจว่าตัวผมที่อยู่ตรงนี้ไม่ใช่ซอมุนยองที่รู้จักเขามานาน จึงไม่รู้สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อผ่านทางสายตาอย่างเดียวได้

“แต่สีหน้าคุณ…ดูเหนื่อย”

รู้สึกผิดนิดหน่อยเหมือนกันที่สิ่งที่พูดได้มีแค่นี้ ผู้ชายคนนั้นเอื้อมมือลงมา ใช้ปลายนิ้วลูบแถวหน้าผากกับขมับ รู้สึกจั๊กจี้ตรงที่นิ้วมือของเขามาสัมผัสก็เลยสะดุ้งเล็กน้อย

“นอนไหมครับ”

คำถามของผมทำให้ผู้ชายคนนั้นเบิกตากว้าง

“เตียงไม่ได้แคบขนาดนั้น นอนแค่แป๊บเดียว สักสองชั่วโมงแล้วค่อยตื่นก็ได้”

ผมขยับตัวไปด้านข้างเพื่อเว้นที่ให้เขานอน เขาแค่ส่งเสียงหึแล้วยิ้ม

“พูดจริงใช่ไหม”

“อะไรเหรอครับ”

“บอกแล้วไงว่าฉันเป็นแฟนนาย ทั้ง ๆ ที่จำไม่ได้ แต่กลับชวนนอนเตียงเดียวกันง่าย ๆ งั้นเหรอ”

เดี๋ยวนะ พอเริ่มเข้าใจความหมายที่เขาพูด ผมก็ขมวดคิ้วทันที

“ไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดกับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะสักหน่อยครับ”

“ยังไม่บรรลุนิติภาวะอะไร นายอายุยี่สิบสามแล้ว”

“ผมจะบอกให้ด้วยความหวังดีนะครับ ว่าคุณเหมือนตาลุงโรคจิต”

พอพูดจบสีหน้าของผู้ชายคนนั้นก็ดูสับสนขึ้นมาทันที แน่ใจว่าเป็นเพราะได้ยินคำพูดที่ไม่ถูกใจ แต่สีหน้าของเขาเหมือนจับทางไม่ถูกว่าจะโกรธเพราะคำว่าโรคจิตหรือคำว่าลุงดี

“คุณอายุเท่าไหร่ครับ”

“…สามสิบห้า”

“เป็นลุงจริงด้วย”

ก็พูดถูกแล้วทำไมถึงทำเป็นไม่ใช่ ถ้าอายุสามสิบห้าแสดงว่าห่างกันกี่ปีล่ะ ผมกลอกตาคิดคำนวณความต่างของอายุในหัว

“ห่างกันตั้งสิบหกปี…แบบนี้ไม่ใช่แฟน แต่เป็นผู้อุปถัมภ์มากกว่ามั้งครับ”

“ห่างกันสิบสองปี”

จริงด้วย เพราะบอกว่าตอนนี้ผมอายุยี่สิบสาม แต่ไม่ว่าจะสิบหกหรือสิบสองปีก็ห่างกันเกินสิบปีอยู่ดี

“ตัวผมหลังจากผ่านมาสี่ปี คบกับผู้ชายที่อายุมากกว่าตั้งสิบหกปีเลยเหรอเนี่ย”

“สิบสอง!”

ผู้ชายคนนั้นค้านเรื่องอายุเต็มที่

“ก็ได้ครับ สิบสองก็สิบสอง แต่ถึงห่างกันสิบสองปีก็แปลกอยู่ดี”

ความหน้าตาดีและฐานะที่ร่ำรวยมีน้ำหนักถึงขนาดที่ทำให้ผมมองข้ามเรื่องเพศเดียวกัน แถมยังเป็นคนที่โตกว่าถึงสิบสองปีเลยเหรอ หรือว่ามีเหตุผลบางอย่างที่ต้องเป็นผู้ชายคนนี้ ถึงขั้นทำให้มองข้ามเรื่องที่เขาแก่กว่าสิบสองปี อีกทั้งยังเป็นเพศเดียวกัน

“จ้องอะไรขนาดนั้น”

ผู้ชายคนนั้นใช้ฝ่ามือบังตาผมที่กำลังจ้องขึ้นไปและถามด้วยน้ำเสียงดุดัน

“ก็แค่…กำลังคิดว่าผมชอบคุณมากถึงขนาดที่ไม่สนใจว่าคุณเป็นผู้ชายที่อายุห่างกันตั้งสิบสองปีเลยเหรอ”

พอผมกะพริบตา ขนตาก็ทิ่มโดนฝ่ามือหนาของผู้ชายคนนั้น เขาคงรู้สึกได้เลยถอยและเอามือที่บังตาอยู่ออก

“ผม…คงจะชอบคุณมากจริง ๆ สินะครับ”

ผู้ชายคนนั้นเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เอาแต่ยิ้มอย่างเดียว รูปปากที่คว่ำลงเล็กน้อยทำให้รอยยิ้มของเขาดูเศร้า ทำหน้าแบบนั้นเพราะผมความจำเสื่อมเหรอครับ ผมปิดปากเงียบแทนการถาม เพราะยังไงตัวผมในตอนนี้ก็ทำให้ความเศร้าของเขาลดน้อยลงไม่ได้

“นอนเถอะ นายดูเหนื่อย”

ผู้ชายคนนั้นพูดราวกระซิบพลางใช้มือลูบบริเวณรอบดวงตา ไม่ใช่เวลาที่จะมาเป็นห่วงคนอื่นด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าแบบนั้นเลย แต่ผมก็เคลิ้มราวกับว่าเสียงของเขาเป็นเพลงกล่อมเด็ก ผมตาปรือมองผู้ชายคนนั้น เขาพูดเสียงเบาว่า “ไม่เป็นไร นอนเถอะ” แล้วยิ้ม พอมองริมฝีปากที่ผ่อนคลายลงผมก็เหมือนจะยิ้มบาง ๆ ไปด้วยเช่นกัน

ใส่ความเห็น