[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 5

Time Mover
타임무버

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

Time Mover ตอนที่ 5

ตึก ตึก ตึก ตึก

แม่เดินและขยับตัวราวกับว่ากำลังเต้นรำอยู่บนเวทีที่มืดมิด แม่ใส่รองเท้าสีแดง ทั้งกระโดดขึ้นสูง ทั้งกางขากว้างแล้วกระโดดไปด้านหน้า ผมหยิกของแม่พลิ้วไหวไปพร้อมกับกระโปรงลายดอกไม้

แม่กำลังร้องไห้ ทุกครั้งที่น้ำตาไหล เครื่องสำอางที่ทาทับอยู่บนหน้าขาว ๆ ของแม่ก็จะเยิ้มเหลือเป็นคราบที่ดูไม่สวยงาม น้ำตาไหลลงมาเป็นสีดำ แม่ขยับปากเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่าง ประกบมือเหมือนกำลังขอพร จากนั้นก็อ้าแขนสองข้างออกกว้างและตะโกนเหมือนมีความปรารถนาบางอย่าง แต่ไม่มีเสียงออกมาจากปากของแม่เลย

แสงไฟบนเวทีสว่างขึ้น แสงสปอตไลต์ส่องมาจากทางด้านหลังของแม่ไม่ใช่จากบนเวที เงาของแม่ยาวขึ้น เงาสีดำยาวขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่สิ้นสุดจนมาถึงปลายเท้าของผม แล้วผมก็ได้รู้ว่าแสงไฟสว่างจ้าที่ส่องแม่อยู่นั้นไม่ใช่สปอตไลต์ แต่เป็นไฟหน้ารถยนต์

หนีไป

แม่ตะโกน

หนีไป!

เสียงตะโกนที่เหมือนเสียงกรีดร้องดังออกมาจากปากของแม่ที่อ้ากว้าง

ผมกับแม่อยู่ห่างกันแค่ประมาณสองก้าว แม่กำลังวิ่งเข้ามาหาผม แต่ไม่ว่ายังไงระยะห่างระหว่างผมกับแม่ก็ไม่น้อยลงเลย

หนีไป!

น้ำตาของแม่ล่องลอยในอากาศ มือที่ยื่นออกมาก็ไม่ถึงตัวผมสักที แต่แสงไฟหน้ารถกลับใกล้เข้ามา เงาของแม่ขยับราวกับกำลังเต้นอย่างพลิ้วไหว เงาเพิ่มจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ แล้วก็เปลี่ยนจากสี่กลับมาเป็นหนึ่งอีกครั้ง

รองเท้าของแม่ที่กำลังเต้นนั้นขยับเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม เงาของรถที่กำลังตามหลังมาก็ใกล้ขึ้นเหมือนกัน เสียงกรีดร้องของแม่ดังขึ้นจนเหมือนแก้วหูแทบจะแตก ผมได้แต่มองดูเหตุการณ์เหล่านั้นโดยไม่ขยับเขยื้อน

รถที่พุ่งเข้ามาทำให้ร่างของแม่ลอยขึ้นไปบนอากาศ แล้วหล่นลงพื้นราวกับตัวเอกของละครโศกนาฏกรรมถูกล้อรถบดทับอย่างแรง เหยียบหนึ่งครั้ง สองครั้ง ราวกับจะให้แน่ใจว่าตายสนิท แม่ยื่นมือมาหาผมจากใต้รถคันนั้นที่กำลังจะผ่านไป

หนีไป ยอง

ผมละสายตาจากแม่แล้วมองรถ ภายในรถมืดสนิท มองไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับด้านในรถสีดำ ไฟหน้ารถดับลง บนเวทีปกคลุมด้วยความมืด มองไม่เห็นแม่ที่เคยยื่นมือมาหาผม และไม่เห็นรถยนต์สีดำแล้ว

แฮก ๆ ได้ยินแต่เสียงหายใจของตัวเอง ไม่ได้ยินอย่างอื่นเลย แล้วก็มองไม่เห็นอย่างอื่นนอกจากตัวผมด้วย

แกร๊ก เสียงดังขึ้นแล้วก็มองเห็นแสงไฟ ไฟภายในรถเปิดขึ้นทำให้ด้านในรถสว่างมากจนแสบตา ต่างจากรอบข้างที่มืดสนิท เมื่อความมืดจางหายก็มองเห็นคนที่นั่งฝั่งคนขับ ค่อย ๆ มองไล่จากมือที่จับพวงมาลัยไปถึงไหล่ คอ ผ่านคางไปที่ใบหน้า จังหวะที่สบตากัน คนคนนั้นก็ยิ้ม บรื้น รถที่สตาร์ตเครื่องนั้นขับมาทับผม

ผมเบิกตากว้าง เสียงร้องติดอยู่ในคอไม่ยอมออกมา ผมขยุ้มผ้าห่มและหอบหายใจ ทันใดนั้นก็มีมือของใครบางคนยื่นมาจากด้านข้าง

“เป็นอะไรไป”

เสียงที่เหมือนจะคุ้นเคยแต่ก็ไม่คุ้นเคย

หนีไป!

เสียงของแม่ดังขึ้นในหู ผมเอี้ยวตัวหลบมือที่เข้ามาใกล้ เพียะ ผมปัดมือของอีกคนออกไป เจ้าของมือนั้นก็จับไหล่ของผมไว้อย่างแรง

หนีไป!

ต้องหนี ฮือ ผมปล่อยเสียงร้องที่เคยกลั้นไว้ออกไปพร้อมกับส่ายหัวไปมา ทันใดนั้นน้ำตาก็ไหลจากตา ยิ่งดิ้นมากเท่าไหร่ มือที่จับบ่าผมไว้ก็ยิ่งจับแน่นจนสลัดไม่หลุด

“ซอมุนยอง!”

มือที่จับไหล่ผมอยู่ออกแรงมากขึ้นจนตัวถูกเขย่าอย่างแรง พร้อมกันนั้นเสียงที่ตะโกนออกมาก็ดังเข้าหูผม เสียงของแม่ที่ดังเหมือนหูแว่วนั้นหายไปแล้ว หมอกขาวจางหายไปจากสายตาที่เคยพร่ามัว

เป็นผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่เห็นก่อนจะหลับไปกำลังมองผมด้วยสีหน้าตึงเครียด หน้าอกผมกระเพื่อมขึ้นลงเพราะการหายใจ เหมือนว่าเขาคงรู้สึกได้ถึงอาการที่สงบลงแล้วจึงคลายแรงจากมือที่จับบ่าผมไว้

“…ผมฝันครับ”

น้ำเสียงแหบแห้งดังออกมา

“ฝันว่าอะไร”

ผมเงียบไปครู่หนึ่งกับคำถามของผู้ชายคนนั้น จำไม่ได้แล้วว่าฝันอะไร เหมือนจะเป็นความฝันเกี่ยวกับแม่ ผมเม้มปากแน่น พยายามนึกเนื้อหาความฝัน ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้เร่งเร้าอะไร แต่มือของเขาตบบนหน้าอกของผมเบา ๆ และลูบหน้าผากที่ชุ่มด้วยเหงื่อ เมื่อรู้สึกได้ถึงไออุ่นของเขา ผมก็หายใจเข้าลึก

“เหมือนจะเป็นฝันร้ายครับ”

มั่นใจแค่เรื่องนั้น เป็นฝันที่ไม่ดี มันคือฝันร้าย เหมือนจะไม่ใช่ความฝันที่ทำให้มีความสุขและอารมณ์ดี

“ผมเห็นแม่ในความฝัน”

ถ้าผมเป็นซอมุนยองที่อายุยี่สิบสามตามคำพูดของผู้ชายคนนั้น ทำไมผมจึงยังไม่หลุดจากความทรงจำเมื่อสี่ปีก่อน ทำไมความทรงจำของผมต้องย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดเพราะการตายของแม่

ผมใช้หลังมือเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาโดยอัตโนมัติ ผู้ชายคนนั้นถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอาหน้าวางบนบ่าของผม ลมหายใจของเขาใกล้เข้ามา

“ขอโทษนะครับที่ยังเอาแต่นึกถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วอยู่บ่อย ๆ แต่ถึงยังไงสำหรับผมตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน…”

ถึงผมจะยิ้มและทำเหมือนไม่เป็นอะไร แต่น้ำหนักเรื่องแม่กดทับที่ซอกหนึ่งของหัวใจอย่างหนักหน่วง แม้จะเป็นเรื่องที่จบไปแล้วเมื่อสี่ปีก่อน แต่ในความเป็นจริง ทั้งการเคลื่อนศพของแม่ไปยังหลุมฝังศพและงานศพของแม่ก็ยังไม่ได้ดูแลจนจบงานเลย ไม่มีความทรงจำที่ได้เห็นภาพสุดท้ายของแม่อยู่เลย รู้สึกเหมือนถูกใครบางคนจงใจฉกฉวยความทรงจำที่สำคัญไป ทำให้รู้สึกอึดอัดและค้างคาใจอยู่บ่อย ๆ แล้วนึกถึงแม่ขึ้นมาราวกับว่าไม่ควรลืม ราวกับว่าห้ามลืม

“ผมหลับไปนานไหมครับ”

ผมผลักความรู้สึกหนักอึ้งไปไว้ด้านหนึ่งของหัวใจ เอาผ้าคลุมไว้ ปิดผ้าม่าน ปิดประตูล็อกแม่กุญแจไม่ให้ผู้ชายคนนั้นเห็น แล้วก็มองผู้ชายคนนั้นด้วยสีหน้าเหมือนไม่รู้สึกอะไร

“ไม่นาน ประมาณสามสี่ชั่วโมงได้มั้ง ไม่ได้นานมาก”

“แล้วลุงได้นอนบ้างรึเปล่าครับ”

“บอกว่าไม่ใช่ลุงไง”

ผู้ชายคนนั้นมีปฏิกิริยาอ่อนไหวกับคำเรียกว่าลุงด้วยสีหน้าเหมือนยังไม่ได้นอนเลย คงจะไม่ชอบจริงๆ

“โธ่ แต่จะให้เรียกว่าพี่…ก็เกินไปหน่อยนี่ครับ”

พอผมยิ้มจนตาปิด เขาก็ถอนหายใจออกมา

“ไม่ได้นอนเหรอครับ”

“นอนแล้ว”

“โกหก เหมือนไม่ได้นอนเลยนี่นา”

“นอนแล้ว”

“มัวแต่ดูผมนอนก็เลยไม่ได้นอนใช่ไหมครับ แต่ก็อย่างว่า ตอนผมนอนคงจะดูดีจนนอนไม่หลับใช่ไหมล่ะ”

ผู้ชายคนนั้นไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับคำพูดล้อเล่นของผม นึกว่าจะถอนหายใจเสียอีก แต่เขากลับเงียบ ต่างจากที่คาดการณ์ไว้ รู้สึกเขินอายนิดหน่อยก็เลยย่นจมูก

“ไม่เหนื่อยเหรอครับ”

“ไม่เหนื่อย”

“ไม่นอนแล้วไม่เป็นไรจริงเหรอครับ ที่จริงนอนสักหน่อยก็ได้นี่นา”

“จะไล่ให้ฉันไปนอนทำไม”

จะให้นอนทำไมได้อีกล่ะ ก็แค่เห็นว่าตื่นอยู่ตลอดตั้งแต่เช้ามืด แถมผมยังลากไปที่นั่นที่นี่ก็คงจะเหนื่อย เลยบอกให้นอนสักหน่อยเท่านั้นเอง

“เห็นในห้องแต่งตัวมีของมีค่าตั้งเยอะ ก็เลยตั้งใจว่าจะขโมยแล้วหนีไป น่าจะขายได้ราคาดีมาก…”

ตั้งใจพูดเพราะอยากให้ขำ แต่สีหน้าของเขากลับไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง เขาทำหน้าบึ้งตึงเหมือนจะโมโหขึ้นมาได้ทันที ผมคงลงล้อเล่นไม่เข้าท่าไปหน่อยสินะ แล้วเขาก็คงเป็นผู้ชายที่ไม่เข้าใจการพูดเล่นเลย

“เคยมีคนบอกไหมครับว่าลุงไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย”

ผมมองผู้ชายคนนั้นที่ยังคงหน้าบึ้งเหมือนเดิมแล้วจิ๊ปาก

“ผมบอกให้นอนเพราะหน้าลุงดูเหนื่อยจริง ๆ ความเหนื่อยล้าแสดงออกมาทางสีหน้าเลย ถ้าทำหน้าแบบนั้นคนรอบข้างก็เป็นห่วงนะครับ”

เวลาแม่เห็นพ่อกลับมาด้วยหน้าตาที่อ่อนเพลียเพราะความเหนื่อยล้า แม่มักจะเป็นห่วงเสมอ อยากช่วยแบ่งเบาภาระและเหนื่อยไปด้วยกัน แต่เพราะทำแบบนั้นไม่ได้จึงรู้สึกผิดอยู่ตลอด ความเหนื่อยล้าติดต่อกันได้นะ สีหน้าแบบนั้นทำให้คนที่อยู่ข้าง ๆ พลอยเหนื่อยไปด้วยได้

“หมายถึงใคร นายน่ะเหรอ”

ผู้ชายที่ไม่ขำตอนพูดเล่น แต่ตอนนี้กลับกำลังหัวเราะจนเห็นฟันราวกับได้ฟังเรื่องตลกมากจริง ๆ แต่เป็นการ หัวเราะที่ดูไม่ได้มีความสุขมากมายเท่าไหร่ จึงดูเหมือนฝืนใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกแบบนั้นเผยออกมาทางสีหน้าของผม เขาเลยหยุดหัวเราะแล้วจ้องผมอย่างเหม่อลอย

“พูดเพราะเป็นห่วงฉันจริง ๆ งั้นเหรอ”

เขาถามพร้อมยื่นมือออกมากุมหน้าผม ปลายนิ้วแตะลงบนริมฝีปากที่แห้ง ผมมองนิ้วมือของเขาที่กดริมฝีปากล่างอย่างแผ่วเบาแล้วยกออก ได้แต่พยักหน้าเล็กน้อยแทนการส่งเสียงตอบ

“ทั้ง ๆ ที่จำไม่ได้…แต่ก็ยังพยายามทำตัวเป็นแฟนรึไง”

แม้ว่ามือที่ลูบแก้มจะอ่อนโยน แต่เสียงของเขาไม่ใช่แบบนั้น

“คิดจะทำให้ฉันตายใจแล้วค่อยหักหลังฉันใช่ไหมล่ะ”

ต่อให้พูดไม่ได้ว่านิสัยของเขาอ่อนโยน แต่มั่นใจว่าการกระทำของเขาดูเป็นห่วงและเอาใจใส่ผม ทว่าบางทีเขาก็ขุ่นเคืองผมด้วยเหมือนกัน มันต่างจากความเย็นชาหรือเฉยชา เศษเสี้ยวของความโกรธเคืองนั้นแผ่ออกมาโดยที่เก็บกักไว้ไม่อยู่ ทำให้รู้สึกถึงระยะห่างจากเขา

“ไหนบอกว่าเป็นแฟนกันไงครับ”

ริมฝีปากเผยอขึ้นเพราะแก้มถูกมือของผู้ชายคนนั้นบีบ

“คุณพูดแบบนั้นก่อนนี่ครับ ว่าเราเป็นแฟนกัน…ถ้าจำไม่ได้ก็จะถือว่าไม่ได้เป็นอะไรกันเหรอครับ ต้องทำเหมือนเป็นคนไม่รู้จัก เป็นห่วงก็ไม่ได้งั้นเหรอครับ”

รู้สึกเหมือนหายใจติดขัดและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าเขาไม่เคยพูดจาอ่อนหวาน แต่การกระทำด้วยความอ่อนโยนที่มีให้ผมหายไปจากแววตาของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แม้เพิ่งจะรู้จักเขาได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่รู้สึกเหมือนว่าเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงนั้นกลายเป็นเรื่องโกหกไปแล้ว

เป็นความฝันหรือเปล่า ผมกำลังฝันถึงอีกเรื่องหนึ่งอยู่หรือเปล่า

ผู้ชายคนนั้นเหม่อมองหน้าของผมที่ซีดเผือด จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เป็นเพราะอยู่ใกล้ ลมหายใจอุ่นของเขาถึงสัมผัสโดนบริเวณดวงตา พอผมกะพริบตา เขาก็ปล่อยหน้าผมที่บีบจนเจ็บทันที

“ขอโทษ”

ผมใช้มือลูบคางที่รู้สึกเจ็บพร้อมกับขยับก้นถอยไปด้านหลัง มือที่ผู้ชายคนนั้นยื่นออกมาแตะไม่ถึงใบหน้าของผมก็เลยวางลงบนหน้าตัก

“เรา…เป็นแฟนกันจริงใช่ไหมครับ”

ยังไงก็รู้สึกเหมือนไม่ใช่

ผู้ชายคนนั้นยิ้มให้กับคำถามของผมที่ใกล้เคียงกับการพึมพำ มุมปากที่ยกขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติทำให้นึกถึงตัวตลกปิเอโรต์ [1]

“เรา…ทะเลาะกันรุนแรงนิดหน่อย”

ผู้ชายคนนั้นค่อย ๆ ยื่นมือมากุมมือผมอย่างระวังและไม่ได้จับแรงเหมือนเมื่อครู่ สะบัดออกได้ง่าย ๆ แต่ผมปล่อยให้เขาจับมืออยู่เฉย ๆ โดยไม่ละสายตาจากเขา

“ท่าทางนายยังโกรธอยู่ ฉันเองก็อารมณ์ร้อนขึ้นนิดหน่อยโดยไม่รู้ตัว”

เขาพูดว่าขอโทษ นิ้วโป้งของเขาลูบหลังมือของผมเบา ๆ ไออุ่นแผ่กระจายตรงจุดที่สัมผัสตามการขยับนิ้วมือของผู้ชายคนนั้น ความรู้สึกจั๊กจี้อย่างบอกไม่ถูกทำให้ปลายนิ้วมือของผมหงิกงอ

“โกรธผมมากไหมครับ”

“…ไม่”

“โกรธที่ผมทำให้ห้องนั่งเล่นเป็นแบบนั้นไหมครับ”

“ไม่”

“ผม…ไม่รู้ว่าควรเชื่ออะไรดี”

นิ้วของผู้ชายคนนั้นที่กำลังขยับอยู่บนหลังมือผมหยุดลง ผมละสายตาจากใบหน้าของเขาลงมามองที่มือของเขาซึ่งกุมมือของผมไว้แล้วพูดต่อ

“เหตุการณ์ตอนนี้เหมือนความฝัน และเรื่องที่บอกว่าผมเป็นแฟนกับคุณก็เหมือนเป็นเรื่องโกหก เรื่องที่ผมความจำเสื่อมก็ไม่น่าเชื่อ เหมือนคุณเป็นห่วงแล้วก็เอาใจใส่ผมมาก แต่บางทีก็แปลก”

ผู้ชายคนนั้นฟังคำพูดของผมเงียบ ๆ จากนั้นก็ขยับตัวย้ายมานั่งข้างผมอย่างระมัดระวัง เขาเขยิบเข้ามานั่งบนเตียงประมาณครึ่งหนึ่ง โอบไหล่ของผมอย่างแผ่วเบาแล้วดึงเข้าไปกอด

“นายคงกังวลใจมาก ฉันขอโทษที่โมโหใส่นาย”

เขาขอโทษผมอีกครั้ง ลมหายใจของเขาเป่ารดบนขมับ มันร้อนแล้วก็จั๊กจี้จนผมสะดุ้งอยู่ในอ้อมกอดของเขา

“ฉันจะไม่โมโหนายอีก เพราะงั้น…”

ผู้ชายคนนั้นพูดว่าไม่เป็นไรนะพร้อมกับตบบ่าผมเบา ๆ ราวกับปลอบโยน ถึงแม้จะไม่ได้มีการจัดการอะไรให้เรียบร้อยสักอย่าง แต่เหมือนคำว่าไม่เป็นไรเพียงคำเดียวของเขาจะช่วยปลอบประโลมผมได้ หัวใจที่เคยเต้นอย่างสับสนวุ่นวายก็สงบลง เหมือนหัวใจจะรู้ได้เองโดยสัญชาตญาณว่า ต่อให้คิดว่ามันแปลกหรือไม่เข้าใจยังไง สุดท้ายคนที่จะอยู่เคียงข้างผมก็มีแค่ผู้ชายคนนี้เท่านั้น

“ทำความสะอาดตอนที่ผมหลับอยู่เหรอครับ”

“อืม”

“ลุงไม่ได้ทำเองใช่ไหมครับ”

“อืม”

“กับข้าวนี่ ลุงก็ไม่ได้เป็นคนทำใช่ไหมครับ”

“อืม”

“คงไม่ได้พูดเป็นแค่คำว่า ‘อืม’ ใช่ไหมครับ”

แม้ว่าเขาจะคิ้วขมวดเพราะคำถามล้อเล่น แต่สีหน้าดูไม่ได้อารมณ์เสีย ผมอมช้อนอยู่ในปากแล้วหัวเราะหึ ๆ เขาก็ตำหนิว่าให้กินข้าวได้แล้ว

พอหลับแล้วตื่นมาห้องนั่งเล่นที่เคยกระจัดกระจายก็ถูกเก็บกวาดจนสะอาด ห้องนั่งเล่นที่ไม่เหลือเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นนั้นว่างเปล่าเกินคำว่าสะอาดไปมาก แม้ว่าอากาศยังหนาวอยู่ แต่แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามานั้นอบอุ่น ถ้าได้นอนยืดแข้งยืดขาแล้วงีบตอนกลางวันก็คงจะดี กำลังนึกเรื่องดี ๆ อยู่ก็ดันไปสบตากับผู้ชายคนนั้นที่กำลังมองผมกินข้าว

“ที่จริงแล้ววันนี้ไม่ใช่วันหยุดของบริษัทใช่ไหมครับ”

“ทำไมน้ำเสียงมั่นใจขนาดนั้น”

“ก็ปกติแล้วบริษัทคือที่ที่เรียกให้ออกไปทำงานแม้แต่ในวันหยุด แล้วจะมีบริษัทไหนหยุดวันธรรมดาบ้างล่ะครับ”

“ถ้าฉันบอกว่าจะหยุด นั่นก็คือวันหยุด”

ผมคิดพิจารณาคำพูดของผู้ชายคนนั้นที่ตอบด้วยน้ำเสียงเฉยเมย เฮ้อ ผมถอนหายใจแรงออกมา

“จะบอกว่าเป็นคนตำแหน่งสูงนิดหน่อยในบริษัท ก็เลยโดดงานได้ตามใจชอบเหรอครับ”

“ไม่ใช่สูงนิดหน่อย แต่สูงมาก”

“เฮ้อ ขี้โม้”

“ไม่ได้โม้ แต่พูดเรื่องจริง”

คำพูดหยอกล้อต่อเนื่องทำให้หัวเราะจนตาปิด ดูเขาอารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว เมื่อกี้สีหน้ายังน่ากลัวมากอยู่เลย แม้ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น แต่มั่นใจว่าชอบเห็นสีหน้าตอนนี้มากกว่าตอนทำหน้าบึ้งตึงแน่นอน

“เป็นเพราะผมใช่ไหมครับ”

“เรื่องอะไร”

ผมถามหลังจากกินข้าวจนเกลี้ยงแล้ววางช้อนลง

“เพราะผมจำอะไรไม่ได้ คุณก็เลยเป็นห่วงจนไม่กล้าไปทำงานนี่ครับ”

“ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน บอกแล้วไงว่าวันนี้เป็นวันหยุด”

คงจะเชื่อหรอก แต่ต่อให้จับผิดแล้วซักไซ้ยังไงเขาก็คงจะไม่ยอมตอบตามตรงดี ๆ เลยได้แต่หัวเราะแทน

“ผมเป็นคนว่างงานจริงเหรอครับ”

“อืม”

“จริง ๆ น่ะเหรอครับ”

“ก็บอกว่าใช่ไง”

“ทำไมล่ะครับ”

อืม ๆ ๆ ๆ เขาเอาแต่ตอบอยู่คำเดียวว่า ‘อืม’ แต่เหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าคำตอบนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ก็เลยปิดปากเงียบไม่พูดอะไร กำลังพยายามเฟ้นหาคำตอบที่ยาวขึ้นอีกหน่อยอยู่หรือเปล่า หรือว่าเงียบไปเพราะขี้เกียจตอบกันนะ ผมมองริมฝีปากของเขาที่ปิดสนิทเป็นเส้นตรงแล้วตั้งศอกเท้าคาง

“ต่างจากอนาคตที่ผมเคยคิดไว้นิดหน่อยน่ะครับ ไม่สิ แตกต่างมาก เพราะผมนึกว่าหลังเรียนจบมัธยม ยังไงก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยแน่นอน พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็คงจะมีคนที่ชอบสักคนแล้วกลายเป็นคู่รักในมหาวิทยาลัย แต่ความเป็นจริงตอนอายุยี่สิบสามกลับเป็นคนว่างงาน แถมมีแฟนเป็นลุงที่อายุห่างกันตั้งหนึ่งรอบ เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเลยครับ”

ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับทำไหล่ตก

“แล้วทำไมผมถึงไม่เข้ามหาวิทยาลัยเหรอครับ”

ผู้ชายคนนั้นไม่ตอบคำถามของผม หรือว่าผมเจอกับเขาหลังจากนั้นเขาก็เลยไม่รู้ ตอนที่แม่จากไปเป็นฤดูใบไม้ผลิตอนอยู่ ม.หก ผมอาจจะลำบากมากเพราะการตายของแม่ก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง

“อื้อ อากาศดีจัง”

ผมบิดขี้เกียจพร้อมกับส่งเสียงคล้ายโอดครวญ

“ถ้าจะโดดงานจริงๆ …ก็ไปที่ดี ๆ กับผมไหมครับ ถึงจะสู้สวนของที่นี่ไม่ได้ แต่ผมรู้จักอยู่ที่หนึ่งที่ดีคล้าย ๆ กัน”

ผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพลางมองผู้ชายคนนั้น เขาจ้องผมด้วยสีหน้าที่เหมือนจะถามว่ามีแผนการอะไรอีกทันที

“ถูกลากไปไหนมาไหนตั้งแต่ตอนเช้ามืดแล้ว ช่วยหลับหูหลับตายอมโดนลากไปอีกสักครั้งไม่ได้เหรอครับ”

“จะมีอะไรที่ไม่ได้บ้าง”

แม้จะเป็นคำตอบที่มีเสียงถอนหายใจปนอยู่ แต่ก็รู้ได้ว่านั่นไม่ใช่การปฏิเสธ ผมขอบคุณเขาที่ยักไหล่เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย

[1] ตัวตลกในละครใบ้ของฝรั่งเศส

ใส่ความเห็น