[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร ตอนที่ 2.2

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

บทที่ 2.2

 

จวินซูอิ่งที่สติเลื่อนลอยแล้วเขยิบเข้ามาอีกครั้งอย่างไม่ลดละ โอบกอดไหล่ของฉู่เฟยหยางแน่น โถมน้ำหนักทั้งหมดกดทับลงบนตัวเขาราวกับไม่ยินยอมแตะพื้นที่เย็นราวกับน้ำแข็ง หดตัวอยู่ในอ้อมอกฉู่เฟยหยางอย่างสุดกำลัง

“ออกไป!” ฉู่เฟยหยางผลักไส จวินซูอิ่งพึมพำบางอย่าง ย่นคิ้วพลางปีนป่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย คล้ายกับไม่พอใจฉู่เฟยหยางที่พยายามสลัดเขาออก แล้วอ้าปากไล่งับต่อไปอย่างไร้เหตุผล

“!” ราวกับสัมผัสนั้นได้จุดไฟในร่างกายของฉู่เฟยหยางอย่างสมบูรณ์ สติสัมปชัญญะถูกแผดเผาจนว่างเปล่าในพริบตา ทั้งกายและใจเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ส่งเสียงเรียกร้อง ความต้องการระเบิดขึ้น และระบายออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

เขาพลิกตัวกดทับจวินซูอิ่งให้อยู่ด้านล่าง ในครรลองสายตามองเห็นความงดงามเปล่งประกายไม่เป็นสองรองใครตรงหน้า จากนั้นประทับรอยจูบลงบนร่างกายด้านล่างที่ดิ้นรนเบาๆ อย่างส่งเดช

แผ่นหลังของจวินซูอิ่งแนบชิดกับพื้น หินเย็นเฉียบกระตุ้นให้จวินซูอิ่งตัวสั่นสะท้านจนต้องขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างอึดอัด

“หนาว…” จวินซูอิ่งดิ้นรนไขว่คว้า ขยับกายไปยังริมบ่อน้ำพุร้อนโดยสัญชาตญาณ ฉู่เฟยหยางสังเกตเห็นความต้องการของอีกฝ่าย ก็กอดเขาขึ้นมาแล้วกลิ้งตัวไปแนบกับโขดหินใหญ่ริมบ่อน้ำพุร้อน ความอบอุ่นบนโขดหินใหญ่ทำให้จวินซูอิ่งสงบลง นิ้วมือของฉู่เฟยหยางที่เคลื่อนอยู่บนร่างกายทำเขารู้สึกไม่สบายตัว จึงดิ้นรนอย่างอ่อนแรง แต่กลับถูกฉู่เฟยหยางที่กลายเป็นสัตว์ร้ายแล้วกดไว้แน่น

ความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบกายทำให้จวินซูอิ่งค่อยๆ ได้สติ เขาไม่รู้ว่าร่างกายอยู่ที่ไหนชั่วขณะ ได้แต่มองศีรษะสีดำที่ซุกซบอยู่กับร่างกายตนเองอย่างมึนงง ฉับพลันก็สบเข้ากับสายตาของฉู่เฟยหยางที่เงยหน้าพรวดขึ้นมา ประสานเข้ากับดวงตาที่มีแต่เส้นเลือด เต็มไปด้วยความปรารถนา และจ้องจู่โจมราวกับสัตว์ร้าย

“จะ…เจ้าทำอะไร!” จวินซูอิ่งขัดขืน แต่กลับพบว่าตนเองถูกฉู่เฟยหยางกดร่างไว้เรียบร้อยแล้ว ไร้ทางเป็นอิสระ

ฉู่เฟยหยางยกยิ้มให้เขา จวินซูอิ่งรู้สึกแม้กระทั่งว่าฟันที่เผยให้เห็นนั่นก็ฉายประกายแห่งการรุกรานเฉกเช่นเดียวกับสายตาของเขา ฉู่เฟยหยางไร้ท่าทางสุภาพอ่อนโยนและสุขุมเยือกเย็นในยามปกติโดยสมบูรณ์ ราวกับลอกเปลือกปลอมด้านนอกออก หมุนตัวหนึ่งหนก็เผยใบหน้าที่แท้จริงของสัตว์ร้ายออกมา

ฉู่เฟยหยางแลบลิ้นไล้เลียหน้าอกของจวินซูอิ่งภายใต้สายตาของเขาอย่างช้าๆ ลากผ่านรอยแผลเป็นสีจางไปจนถึงจุดสีโดดเด่นบนหน้าอก สายตาจับจ้องจวินซูอิ่งเขม็ง แสงภายในถ้ำทำให้จวินซูอิ่งใจสั่นระรัวไม่หยุด

ความรู้สึกของการถูกคนดูดเลียจุดอ่อนไหวทำให้จวินซูอิ่งเหงื่อไหล ขนลุกซู่ทั่วร่าง ดิ้นรนอย่างรุนแรงขึ้นทันที “ปล่อยข้านะ! เจ้าปล่อยข้า! ฉู่เฟยหยาง! หากเจ้าแน่จริงพวกเรามาตัดสินแพ้ชนะกันอีกครั้ง!”

จวินซูอิ่งยกมือข้างหนึ่งขึ้นแล้วฟาดไปทางฉู่เฟยหยาง แต่กลับถูกเขาปัดออกอย่างง่ายดาย จวินซูอิ่งมองเขาอย่างสับสน เขาถูกพิษไม่ใช่หรือ! เมื่อครู่ยังมีท่าทางอ่อนแรงอย่างชัดเจน ตอนนี้กลับรู้สึกได้ถึงกำลังภายในอันเต็มเปี่ยม ทั้งยังล้ำลึกถึงขั้นเทียบกับตอนที่ประมือกับตนครั้งก่อนได้

ฉู่เฟยหยางไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายคิดนานกว่านี้ กดมือทั้งสองของจวินซูอิ่งไว้เหนือศีรษะ แล้วจุมพิตลงบนริมฝีปากที่เผยอออกเล็กน้อยอย่างดุเดือดดุจลมพายุ

จวินซูอิ่งเบิกตากว้าง ลิ้นชื้นนุ่มละมุนที่กวัดแกว่งอยู่ในปากคล้ายกวัดแกว่งอยู่ในความคิดของเขาด้วยเช่นกัน ทำให้คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดตนถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้กับฉู่เฟยหยาง

ฉู่เฟยหยางลืมตาทั้งสองข้าง ทั้งสองคนจึงสบตากัน ภายในระยะที่ใกล้ชิดเช่นนี้ จวินซูอิ่งมองเห็นรอยยิ้มที่อยู่ในดวงตาของฉู่เฟยหยางอย่างชัดเจน ดูไม่คล้ายคนไร้สติสัมปชัญญะ แต่ยิ่งไม่คล้ายกับฉู่เฟยหยางที่เขาเคยพบ

“อะ…อื้อ” จวินซูอิ่งส่ายศีรษะไปมา ต้องการหลบเลี่ยงลิ้นของอีกฝ่าย ฉู่เฟยหยางยักคิ้วและยกยิ้ม อารมณ์ชั่วร้ายบนใบหน้านั้นมองมาจนจวินซูอิ่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

ฉู่เฟยหยางรวบมือทั้งสองข้างของจวินซูอิ่งเข้าด้วยกัน แล้วใช้เพียงมือขวาข้างเดียวกดไว้ สถานการณ์ที่ถูกควบคุมไม่ให้ขัดขืนทำให้จวินซูอิ่งโมโหเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ในใจ เขาฉุดยื้อแขนสุดชีวิต แต่สุดท้ายก็ไร้ทางดิ้นรนเป็นอิสระ

ฉู่เฟยหยางใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่เกี่ยวเส้นผมยาวสยายบนหินของจวินซูอิ่งขึ้น ก่อนจะกระหวัดพันบนนิ้วอย่างช้าๆ ไม่สนใจว่าจวินซูอิ่งจะดิ้นรนหลบหลีกอย่างไร แล้วประกบริมฝีปากอ่อนนุ่มลงบนใบหน้าและคอของอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ

“ฉู่เฟยหยาง! ข้าไม่สนว่าเจ้าจะทำบ้าอะไร! หากเป็นบุรุษก็จงหยุดเสีย! กล้าดูถูกเหยียดหยามประมุขพรรคอย่างข้าเช่นนี้ หากวันไหนเจ้าตกอยู่ในมือข้า ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” จวินซูอิ่งร้องตะโกน จงใจใช้เสียงสูงแต่กลับอำพรางจิตใจที่หวาดกลัวไม่มิด

การกระทำของฉู่เฟยหยางอ่อนโยนราวกับเป็นจูบระหว่างคนรักที่สนิทสนมกันที่สุด สัมผัสอุ่นชื้นนั้นทำให้ในใจของจวินซูอิ่งกระเพื่อมไหวเป็นระลอก ยามประจันหน้ากับฉู่เฟยหยางที่ในตอนนี้จู่ๆ ก็มีท่าทางคาดเดาไม่ถูก จวินซูอิ่งพบว่าตนเองยินยอมพบกับจอมยุทธ์ผู้เที่ยงธรรมที่ต้องการปลิดชีวิตตนมากกว่า แม้กระบี่ของเขาจะคมกริบ แต่อย่างน้อยตัวคนก็สุภาพนุ่มนวล เข้าใจได้ง่าย ไม่เหมือนคนตรงหน้าที่กระทั่งแววตาก็ร้อนแรงแทบแผดเผาคนได้

จวินซูอิ่งตะโกนเสร็จ ฉู่เฟยหยางก็หยุดการกระทำดังที่คิด ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา สบสายตากับจวินซูอิ่ง เสียงน้ำไหลสะท้อนวนอยู่ภายในถ้ำ กลับทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้น

จวินซูอิ่งกลืนน้ำลาย ด้วยตำแหน่งที่อ่อนแอเช่นตอนนี้ ฉู่เฟยหยางใช้มือเพียงแค่ข้างเดียวก็สามารถบดขยี้เขาให้ตายเหมือนมดตัวหนึ่งได้แล้ว

เมื่อสังเกตได้ถึงอาการประหม่าของจวินซูอิ่ง รอยยิ้มของฉู่เฟยหยางก็ยิ่งเด่นชัด แววตาฉายแววลึกซึ้ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับกายคร่อมบนร่างของอีกฝ่าย บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองหยาบโลนขึ้นทันใดจวินซูอิ่งหวาดวิตก การเผชิญหน้ากับฉู่เฟยหยางที่เป็นแบบนี้น่ากลัวยิ่งกว่าเผชิญหน้ากับฉู่เฟยหยางที่เต็มไปด้วยจิตสังหารเสียอีก เขาเบิกตากว้างอย่างแตกตื่น สัมผัสร้อนที่แนบอยู่บริเวณต้นขาเตือนให้รู้สึกถึงอันตรายที่แท้จริง

“จะ…เจ้าปล่อยข้านะ! เสียสติไปแล้วหรือ!” จวินซูอิ่งดิ้นรนอีกครั้ง งอเข่าหมายจะถีบฉู่เฟยหยางออกไป แต่กลับถูกเขาฉวยโอกาสเบียดตัวเข้ามาอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างแทน

เมื่อรู้สึกตัวว่าท่าทางนี้น่าอัปยศเพียงใด จวินซูอิ่งก็ยิ่งดิ้นรนรุนแรงมากขึ้นอย่างไม่สนใจอะไรแล้ว ในน้ำเสียงก็มีความวิตกกังวลมากขึ้นเช่นกัน “ฉู่เฟยหยาง! เจ้าปล่อยข้า! ข้าจะฆ่าเจ้า! จะต้องฆ่าเจ้าให้ได้! เจ้าปล่อยข้า!!!”

เพราะจวินซูอิ่งดิ้นรนรุนแรง แผ่นหลังจึงเสียดสีกับหินด้านล่างจนเกิดรอยแผลบนผิวหนัง ฉู่เฟยหยางขมวดคิ้ว โอบอุ้มจวินซูอิ่งออกจากบริเวณนั้น ก่อนจะถอดเสื้อของตนออกปูไว้บนหิน

จวินซูอิ่งใช้โอกาสนั้นตะเกียกตะกายปีนป่ายให้หลุดพ้นอย่างจนตรอก กลับถูกฉู่เฟยหยางหิ้วตัวกลับมา แล้ววางลงบนหินที่ปูด้วยเสื้ออย่างง่ายดาย

ความอ่อนโยนนี้ทำให้จวินซูอิ่งรู้สึกอัปยศอดสูมากขึ้น ใช้มือต่อยตีนถีบก็ไม่เป็นผล อาวุธมีคมเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้คือฟัน จวินซูอิ่งอ้าปากกว้างกัดลงบนแผลบริเวณไหล่ซ้ายของฉู่เฟยหยางอย่างแรง ฉู่เฟยหยางเจ็บปวดจนนิ่วหน้า ก่อนกระชากผมดึงจวินซูอิ่งออก แล้วขบเม้มลงบนริมฝีปากของอีกฝ่ายทั้งที่ยังมีเลือดติดอยู่

จวินซูอิ่งดิ้นรนไม่หยุด แต่ยิ่งดิ้น ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงราวกับมดแดงสั่นโยกต้นไม้ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตื่นตระหนก ค่อยๆ จมสู่เหวลึกอย่างสิ้นหวัง

เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ได้ เดิมควรเป็นศัตรูคู่อาฆาต เหตุใดถึงกลายเป็นท่าทางเกี่ยวรั้งกอดกุมกันเช่นนี้เล่า

เสื้อตัวนอกของจวินซูอิ่งยังคลุมอยู่บนตัว ฉู่เฟยหยางไม่คิดจะถอดมันออก ปมที่ผูกไว้หลวมๆ บริเวณเอวเพียงดึงก็หลุดออกนั้นเขาก็ไม่ได้แตะต้องเช่นกัน เสื้อผ้าที่ไหลหลุดจากไหล่ และต้นขาขาวเนียนที่ปรากฏออกมาเช่นตอนนี้ ทำให้ฉู่เฟยหยางซึ่งกลายเป็นสัตว์ร้ายผู้โอนอ่อนตามความปรารถนาอารมณ์ดียิ่ง อีกทั้งยังยั่วเย้าจนความปรารถนาของเขาเพิ่มสูงขึ้น

ฉู่เฟยหยางปล่อยริมฝีปากของจวินซูอิ่งที่ใกล้จะขาดอากาศหายใจ ขบเบาๆ บนปากที่ถูกตนทำให้ชื้นแฉะ แล้วจูบแทะบริเวณคอของจวินซูอิ่งรุนแรงจนคล้ายกับต้องการกลืนกินเขาลงท้อง

จวินซูอิ่งเงยหน้าขึ้น ยื่นมือคว้าจับสะเปะสะปะอย่างยากลำบาก พอจับผมของฉู่เฟยหยางได้ ก็ดึงทึ้งอย่างไม่สนใจไยดี ฉู่เฟยหยางไม่ได้เงยหน้าขึ้นก็คว้ามือนั้นไว้อย่างง่ายดายและจับดันออก ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาเป็นริ้ว ข้อมือที่ถูกชิงหลางบีบจนแตกเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง จวินซูอิ่งเงยหน้าขึ้นหอบหายใจอย่างหนัก เจ็บปวดจนใบหน้าท่วมไปด้วยเหงื่อ

เขารู้สึกถึงแรงมือของฉู่เฟยหยางที่คลายออก อีกฝ่ายจับมือทั้งสองของเขามาไว้ตรงหน้าอก ก้มลงขบเม้มอย่างละเมียดละไมตั้งแต่ปลายนิ้ว

จุมพิตของฉู่เฟยหยางมาพร้อมกับการแทะเล็ม จวินซูอิ่งถึงขั้นเกิดภาพลวงตาว่าศีรษะที่กำเริบเสิบสานอยู่บนร่างกายของเขาเป็นสัตว์ป่าดุร้ายจริงๆ ริมฝีปากที่อ้อยอิ่งอยู่บริเวณลำคอและหน้าอกแฝงไปด้วยความปรารถนารุนแรงที่ต้องการฉีกทึ้งเขา

ฉู่เฟยหยางปล่อยมือจวินซูอิ่ง มือซ้ายของเขาทำได้แค่วางอยู่ข้างกายอย่างอ่อนแรง ไม่อาจออกแรงขัดขืนได้อีก ฉู่เฟยหยางคล้ายกับพอใจยิ่งนัก เขาจับมือขวาที่ไม่เชื่อฟังนั่น ออกแรงกดน้อยๆ จนเกิดเสียงกึกขึ้นเบาๆ ให้กระดูกผิดตำแหน่ง จวินซูอิ่งร้องเสียงอู้อี้ แม้จะไม่ใช่ความเจ็บปวดจนทนไม่ไหว แต่นิ้วเรียวที่เดิมซีดขาวอยู่แล้วก็แทบจะไร้สีเลือด

ฉู่เฟยหยางเริ่มเคลื่อนไหวอยู่บนหน้าอกของอีกฝ่าย แม้จวินซูอิ่งจะมองไม่เห็น แต่ก็รู้สึกได้ชัดเจนว่ายอดอกของเขาถูกดูดเม้มและหยอกล้ออยู่ในปากของฉู่เฟยหยางเช่นไร

ความสิ้นหวังที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าความตายนี้ทำให้จวินซูอิ่งแข็งค้างไปทั่วทั้งร่างกาย ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า บุรุษที่อยู่บนร่างตนเองสูญเสียสติสัมปชัญญะไปแล้ว พูดอะไรกับเขาไปก็ล้วนไม่เข้าหู ไม่อาจเข้าใจได้ ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงจากการไร้หนทางพูดคุยยิ่งเพิ่มความสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก

จวินซูอิ่งอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฉู่เฟยหยาง เจ้าอย่าทำกับข้าเช่นนี้! ข้ารับปากเจ้า ชีวิตที่เหลือของข้าจะอยู่บนเขาชางหลางตลอดไป จะไม่คิดแผนร้ายอันใดต่อจงหยวนอีก”

เดิมทีนี่คือเรื่องที่ฉู่เฟยหยางสนใจมากที่สุด ตอนนี้กลับดูเหมือนไม่ได้ยินอะไร ยังคงจู่โจมหน้าอกเขาอย่างเอาแต่ใจ ความรู้สึกอุ่นร้อนเปียกชื้นทำให้จวินซูอิ่งเสียสติด้วยความสะอิดสะเอียน

“ฉู่เฟยหยาง เจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่!” เสียงแหลมสูงดึงดูดความสนใจของฉู่เฟยหยาง เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับจวินซูอิ่ง สายตาของฉู่เฟยหยางเปล่งประกายมากกว่ายามปกติ แต่ประกายวิบวับนั่นกลับไม่ใช่แววตาของคนมีสติ มีเพียงแววแห่งความปรารถนาของสัตว์ร้ายเท่านั้น สายตานั้นมองจวินซูอิ่งอย่างร้อนแรงดั่งจะแผดเผาให้คนทนไม่ไหว

จวินซูอิ่งเห็นว่าเขาหยุดการกระทำ จึงพยายามตั้งสติ พูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ฉู่เฟยหยาง ที่ข้าพูดเมื่อครู่เจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่ เพียงแค่เจ้าปล่อยข้าไป ข้ารับรองว่าจะตายอยู่บนเขาชางหลาง ไม่ออกไปไหน ไม่คุกคามยุทธภพจงหยวนของเจ้า”

ฉู่เฟยหยางกลับทำเพียงแค่จ้องมองเขา ไม่เอ่ยอะไร บรรยากาศเงียบงันนี้ทำให้จวินซูอิ่งสุดทน ภายในถ้ำนอกจากเสียงน้ำแล้วก็มีเพียงเสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงของจวินซูอิ่ง ฉู่เฟยหยางที่เอาแต่จ้องเขาเงียบๆ ทำให้เขาหวาดกลัวอย่างห้ามไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ ไม่รู้เลยว่าครู่ต่อไปจะทำอะไร ไม่รู้อะไรเลย มองอะไรไม่ออก ดังนั้นจึงตื่นตระหนกและหวาดกลัวมากขึ้น

“เจ้ารับปากข้าหรือมะ…” ในที่สุดจวินซูอิ่งก็ตะโกนตามอย่างทนไม่ไหว แต่กลับถูกฉู่เฟยหยางบีบคาง แล้วประกบจูบปิดปากเขาไว้

“อะ…อือ…” จวินซูอิ่งเบี่ยงศีรษะคิดหลบ กลับยิ่งเข้าใจอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่าตนเองไม่มีที่ให้หลบหนีแม้แต่น้อย

“อื้อ…” เสียงร้องที่อยู่ในลำคอของจวินซูอิ่งสูงขึ้น ฉู่เฟยหยางกัดเข้าที่ยอดอกข้างซ้ายอย่างแรงราวกับต้องการกระชากมันออกมา จวินซูอิ่งขมวดคิ้วสายหน้าไปมาอย่างสะเปะสะปะ ผมสีดำยาวแผ่สยายอยู่บนหินก้อนยักษ์ ไรผมส่วนหน้าผากและข้างแก้มเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อจนแนบติดกับใบหน้า เมื่อมองเข้าไปในตาของฉู่เฟยหยาง พบเพียงสายตาหยาบโลนอย่างที่สุด

ฉู่เฟยหยางคลายแรงจากยอดอกบวมเป่ง เปลี่ยนมาขบเม้มเบาๆ ไปทางซ้ายทีขวาที ฉู่เฟยหยางดูคล้ายสนใจหน้าอกข้างซ้ายของเขาเป็นพิเศษ เพราะเอาแต่ย่ำยีหน้าอกข้างนั้น ไม่ไยดีหน้าอกข้างขวา การกระทำเหล่านี้ทำให้ความรู้สึกทั้งหมดของจวินซูอิ่งขยายใหญ่ขึ้น ให้เขาลิ้มรสชาติของความหวาดกลัวและสิ้นหวังอย่างช้าๆ

ฉู่เฟยหยางบดจูบอย่างดุดันลงบนริมฝีปากที่ยังหอบหายใจอีกครั้ง ไล้นิ้วมือไปตามเอวของเขา พลางลูบคลำต้นขาที่โผล่พ้นอาภรณ์ออกมาครู่หนึ่ง ก่อนเคลื่อนไปทางด้านหลังต่อ แล้วกดลงบนพื้นที่ซ่อนเร้นที่สุดและยากจะพูดถึงที่สุด

จวินซูอิ่งเบิกตากว้าง เส้นเลือดดำบนหน้าผากปูดนูน ปากที่ถูกครอบครองอยู่ ทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ออกมาเท่านั้น เขาพยายามหลบจูบรุนแรงของฉู่เฟยหยาง ร่างกายส่วนล่างก็ขัดขืนไม่หยุด หลบหลีกนิ้วมือเรียวยาวที่พยายามจะแทรกเข้าไปยังส่วนลึกด้านใน

ฉู่เฟยหยางแทรกกายเข้าไปอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของจวินซูอิ่ง ขยับเอวเบาๆ เคลื่อนไปอยู่ด้านบน แท่งร้อนผ่าวของเขาจู่โจมขาอ่อนนุ่มของจวินซูอิ่งผ่านกางเกง นิ้วมือที่กำเริบเสิบสานอยู่ด้านหลังจวินซูอิ่งยิ่งได้ใจจึงกดลึกอย่างรุนแรง ทั้งหมุนวนกดนวด ช่วยผ่อนคลายบริเวณที่เขาต้องการจะเข้าไป

วินาทีที่นิ้วของฉู่เฟยหยางแทรกเข้าไป จวินซูอิ่งก็สะอึกสะอื้น สายตาที่มองฉู่เฟยหยางนอกจากความตกใจกลัวและความเคียดแค้นแล้ว ยังมีความขอร้องอ้อนวอนเพิ่มขึ้นมาด้วย

ฉู่เฟยหยางปล่อยริมฝีปากของจวินซูอิ่ง ขมวดคิ้วออกแรงขยับนิ้วอย่างตั้งใจ สีหน้านั้นคล้ายเขากำลังทำเรื่องสำคัญอย่างมาก

จวินซูอิ่งไม่ดิ้นรนอีกต่อไปแล้ว ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นเล็กน้อย อาภรณ์ที่ไหลลงถึงข้อศอกไม่อาจปกปิดรอยราคะที่มีอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งยังรู้สึกได้ว่านิ้วมือที่อยู่ด้านหลังเพิ่มเป็นสองนิ้วแล้ว

จวินซูอิ่งขมวดคิ้วแน่นอย่างทนไม่ไหว ผงกศีรษะอ้อนวอน “ฉู่เฟยหยาง เจ้าปล่อยข้าไปเถิด ข้าขอร้องเจ้า…หากเจ้าต้องการ ข้าสามารถหาหญิงงามมากมายให้เจ้าได้ หรือเจ้าต้องการบุรุษก็ย่อมได้ ข้าจะหาบุรุษที่งดงามหยาดเยิ้มที่สุดมาให้เจ้า! เจ้าต้องการเท่าไหร่ข้าก็จะ…อ๊ะ…”

คำพูดของเขาไม่เข้าหูของฉู่เฟยหยางแม้แต่น้อย นิ้วทางด้านหลังเพิ่มขึ้นเป็นสามนิ้ว ทั้งหมดเข้าไปในร่างกายที่ถูกบีบบังคับให้ขยายออก ทั้งยังเสียดสีกดลึกเข้าไปข้างในอย่างเอาแต่ใจ

ขาสองทั้งข้างของจวินซูอิ่งถูกยกขึ้นแยกออกไว้ข้างลำตัว การฝึกวรยุทธ์มานานทำให้ร่างกายของเขายืดหยุ่นแข็งแรง ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นตัวช่วยชั้นดีให้ถูกบุกรุกเข้าไปได้โดยง่าย ฉู่เฟยหยางสามารถจัดแจงขาทั้งสองข้างของเขาตามปรารถนา จนได้ตำแหน่งที่เข้าไปได้สะดวกที่สุด

จนกระทั่งรู้สึกถึงสิ่งที่ทั้งหยาบใหญ่และร้อนผ่าวยิ่งกว่าดันจ่ออยู่ตรงทางเข้า จวินซูอิ่งจึงหลับตาอย่างสิ้นหวัง

ลำคอของฉู่เฟยหยางส่งเสียงหัวเราะดุจสัตว์ร้าย การกระทำของร่างกายส่วนล่างกลับไม่ได้บุ่มบ่าม เพียงแต่ความอ่อนโยนเช่นนี้ยิ่งทำให้จวินซูอิ่งรับไม่ไหว เขารู้สึกถึงสิ่งใหญ่ยักษ์นั่นค่อยๆ ดันเข้ามาในร่างกาย ก่อนจะถอนกลับออกไปอย่างช้าๆ แล้วกลับเข้ามาอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับครั้งยิ่งลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ผนังด้านในตึงแน่นรับรู้ถึงเส้นเลือดดำที่ขยับอยู่บนแท่งร้อนที่บุกรุกตัวเขา กระทั่งรู้สึกถึงรูปร่างได้ชัดเจน

เดิมทีจวินซูอิ่งคิดว่าตัวเองสามารถรับไหว อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่สตรี ไม่มีอะไรที่ปล่อยวางไม่ได้ ทว่าตอนนี้เขากลับรู้ซึ้งอย่างแจ่มแจ้ง เขารับไม่ไหวแล้ว วินาทีเดียวก็ไม่อาจรับไหว ฉู่เฟยหยางกำลังบดขยี้ความภาคภูมิใจและความทะเยอทะยานของเขาให้แหลกละเอียดอย่างช้าๆ ทั้งยังเหยียบย่ำไว้ใต้ฝ่าเท้าอย่างรุนแรง

ฉู่เฟยหยางไม่ค่อยเป็นค่อยไป รอให้เขาปรับตัวได้อีกต่อไปแล้ว แต่เริ่มรุกเข้าไปภายในส่วนลึกอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง

จวินซูอิ่งรู้สึกถึงส่วนปลายร้อนผ่าวดันเข้าสู่ส่วนลึกไม่หยุด และยังลึกเข้าอีกตรงสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของร่างกาย เขาทนไม่ไหวร้องเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง ดิ้นรนด้วยแรงเฮือกสุดท้าย “เจ้าออกไป…อย่าทำเช่นนี้กับข้า…ข้าขอร้องเจ้า…อย่าทำเช่นนี้…”

ฉู่เฟยหยางไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาเพียงใช้มือกดขาทั้งสองที่เริ่มดิ้นรนอีกครั้งของจวินซูอิ่งไว้ แล้วรุกล้ำเข้าไปด้านในไม่หยุด กระทั่งเข้าไปจนครบทั้งส่วน ฉู่เฟยหยางก็หลับตาถอนหายใจด้วยความพึงพอใจ

ยามถูกผนังอบอุ่นด้านในหุ้มห่อรัดแน่น ความปรารถนาของฉู่เฟยหยางก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จวินซูอิ่งขยับตัวราวกับพายุคลั่งฝนกระหน่ำจนเกิดบาดแผลทั้งภายในและภายนอกขึ้นพร้อมกัน ส่งเสียงครางพร้อมสั่นศีรษะสะเปะสะปะราวกับรับไม่ไหวอีกต่อไป

ข้อมือของจวินซูอิ่งไร้เรี่ยวแรง ทำได้เพียงใช้ข้อศอกยันร่างกายไว้ คิดจะเคลื่อนตัวไปด้านหลังอย่างเปล่าประโยชน์ แต่เพียงขยับร่างกายส่วนบนขึ้นเล็กน้อย ก็เห็นภาพหยาบโลนของสิ่งที่ทั้งหนาและยาวซึ่งขยายจนเป็นสีคล้ำ กำลังเข้าๆ ออกๆ จากร่างกายตนอย่างชัดเจน ความรู้สึกอัปยศอันหนักหน่วงทำให้จวินซูอิ่งขยะแขยงจนเสียสติ ทั้งถ้ำสะท้อนเสียงหยาบโลนของร่างกายที่กระทบกัน ไปจนถึงเสียงหอบหายใจของฉู่เฟยหยางที่กำลังมีความสุขกับร่างกายของเขา เสียงสะท้อนจากผนังถ้ำราวกับจะทำให้เสียงเหล่านั้นดังต่อไปเรื่อยๆ จนแนบชิดเข้ามาในโสตประสาทของจวินซูอิ่ง ยิ่งไม่อยากได้ยิน กลับยิ่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงเสียงเล็กๆ น้อยๆ อย่างชัดเจน เพียงคิดว่าเสียงเหล่านี้เกิดจากชายผู้นั้นที่กำลังสนุกกับร่างกายของเขา จวินซูอิ่งก็รู้สึกคลุ้มคลั่งจนอยากเผาทำลายทุกสิ่ง

ความทะเยอทะยานของเขา ความภาคภูมิใจของเขา ทุกอย่างของเขา ค่อยๆ ถูกทำลาย ค่อยๆ ถูกบดละเอียดท่ามกลางเสียงแห่งความอัปยศเหล่านี้

ฉู่เฟยหยางไม่พอใจที่จวินซูอิ่งพยายามหนี จึงยิ่งกดเรียวขายาวทั้งสองข้างแรงขึ้น ข้อศอกที่จวินซูอิ่งประคองตนไว้ตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ขาทั้งสองข้างถูกกดไว้ข้างใบหน้า ท้ายทอยถูกฉู่เฟยหยางประคองไว้ด้วยมือเดียวอย่างหยาบคาย ริมฝีปากแนบชิดกันอีกครั้ง ลิ้นโรมรันบุกรุก กระทำการตามอำเภอใจอยู่ภายในปากของจวินซูอิ่ง ด้านล่างก็ขยับต่อเนื่องไม่หยุด

จวินซูอิ่งขมวดคิ้วหลับตา ขัดขืนต่อไปไม่หยุด เพียงแต่มือซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะเดียวที่ยังขยับได้กลับอ่อนแรง การขัดขืนอย่างสะเปะสะปะบนแผ่นอกของฉู่เฟยหยางจึงไร้ประโยชน์ แรงต่อต้านเพียงเล็กน้อยและเสียงบางเบาทำได้เพียงฉุดให้ฉู่เฟยหยางยิ่งเพิ่มความปรารถนาดุจสัตว์ร้าย ออกแรงข่มเหงซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับจะกลืนกินเขาเข้าไปอย่างอดใจไม่ไหว

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ยามที่จวินซูอิ่งคิดว่าตนใกล้จะหมดลมหายใจแล้ว ริมฝีปากถึงถูกปล่อย เขาควบคุมให้ตนเองสงบลง ไม่ขัดขืนอย่างเปล่าประโยชน์อีก เพียงลืมตากว้างมองไปที่เพดานถ้ำ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง พยายามเมินเฉยขาทั้งสองข้างของตนที่ถูกฉู่เฟยหยางยกขึ้นไว้บนไหล่และสิ่งที่เข้าออกด้านหลังไม่หยุด

ราวกับเพดานถ้ำกำลังสั่นไหว จวินซูอิ่งรู้ว่าเป็นเพราะร่างกายของตนกำลังขยับตามการกระทำของฉู่เฟยหยาง

จวินซูอิ่งกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด รวบรวมสติ รวบรวมกำลังภายในที่เริ่มฟื้นกลับมาอีกครั้งไปไว้ที่ขาทั้งสองข้างท่ามกลางความอบอุ่นรอบกาย ตอนที่ฉู่เฟยหยางหลับตากระทำการอย่างดื่มด่ำ เขาก็ออกแรงถีบอีกฝ่ายออกไป จากนั้นก็ถอยหลังจนตกลงไปอยู่ในบ่อน้ำอุ่น กำลังภายในพรั่งพรูขึ้นมาตามน้ำ ภายในพริบตาก็ไหลทั่วร่างกายราวกับได้ปลดปล่อย

ฉู่เฟยหยางถูกถีบออกขณะที่กำลังมีความสุข ตาก็แดงขึ้นจนราวกับจะมีเลือดไหลออกมา เขามองจวินซูอิ่งที่มองกลับมาด้วยความโกรธอยู่กลางน้ำด้วยความไม่พอใจเต็มอก

จวินซูอิ่งต่อกระดูกมือข้างซ้าย ดึงเสื้อผ้าที่หลุดลงจากไหล่ขึ้น รู้สึกได้ถึงกำลังภายในที่ไหลวนในร่างกายไม่หยุด ก่อนถอนหายใจเล็กน้อยอย่างวางใจ เพียงแค่เขาไม่ออกจากบ่อน้ำนี้ ก็ยังพอจะต่อสู้กับฉู่เฟยหยางได้

จวินซูอิ่งจ้องฉู่เฟยหยางอย่างระแวดระวัง ฉู่เฟยหยางกลับไม่มีเจตนาจะต่อสู้แม้แต่น้อย เขายื่นมือข้างหนึ่งมาทางจวินซูอิ่ง ใช้สายตาเผด็จการเตือนอย่างชัดเจนว่าให้รีบขึ้นไปหา

จวินซูอิ่งอยากยิ้มเยาะออกมาเสียจริง ดูท่าฉู่เฟยหยางไม่เพียงแต่ถูกความปรารถนาครอบงำสติ แต่เขายังโง่งมไปเสียแล้ว น่าเสียดายที่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่น่ากลัวเช่นนี้ แต่เขากลับยิ้มไม่ออก โดยเฉพาะศัตรูผู้นั้นยังไม่รู้จักอับอาย ยื่นเจ้าแท่งนั่นจับจ้องร่างกายของเขาตาเป็นมัน

จวินซูอิ่งขยับเท้าอย่างระมัดระวัง เสาะหาจุดที่ได้เปรียบมากที่สุด ฉู่เฟยหยางโกรธที่เขาไม่เชื่อฟังอย่างเห็นได้ชัด จึงกระโดดลงมาในน้ำ เดินตรงไปทางจวินซูอิ่ง ฉู่เฟยหยางตอนนี้ท่าทางไร้ซึ่งการป้องกัน ทั้งร่างกายล้วนเปิดช่องโหว่ให้ จวินซูอิ่งรวบรวมกำลังภายในโจมตีออกไปอย่างไร้ความเมตตา

ฉู่เฟยหยางจัดการกระบวนท่าของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย ในใจจวินซูอิ่งตกตะลึง มือกลับยังคงท่าโจมตีไว้อย่างดี สองคนต่อสู้กันในน้ำไปมา เสียงกระฉอกของน้ำลบล้างเสียงหยาบโลนที่เต็มถ้ำเมื่อครู่ออกไปจนสิ้น

หลังจากผ่านไปหลายกระบวนท่า ฉู่เฟยหยางก็โจมตีจวินซูอิ่งด้วยฝ่ามือเดียวอย่างอดไม่ไหว โดยไม่สนใจการโจมตีจากอีกฝ่ายอีก แล้วคว้าเอาเอวของจวินซูอิ่งเข้ามาใกล้ตัว ระยะที่ใกล้เกินไปไร้ทางใช้กระบวนท่าใดๆ ได้ แต่มือของจวินซูอิ่งกลับไม่หยุดนิ่ง สองคนต่อสู้อุตลุด ไม่เป็นลำดับขั้นตอน

ไม่นานจวินซูอิ่งก็ถูกฉู่เฟยหยางตรึงไว้ในอกอย่างแน่นหนา ในใจของเขาเริ่มตื่นตระหนก ฉู่เฟยหยางใช้ช่องว่างระหว่างต่อสู้บีบเค้นใบหน้าเขาเบาๆ ทำให้เขาสะอิดสะเอียนจนเสียสติ

ฉู่เฟยหยางไม่ทนต่อสู้กับจวินซูอิ่งอีกต่อไปแล้ว เพียงอุ้มเขาขึ้น ทะยานออกจากน้ำ แล้วกระโดดหลายก้าวมาถึงขอบถ้ำที่ห่างจากบ่อน้ำอุ่น ก่อนวางไว้บนพื้น ไอเย็นในร่างกายเริ่มสร้างปัญหาขึ้นอีกครั้ง จวินซูอิ่งขดตัวขึ้นทันที ความอบอุ่นสลายไปอย่างรวดเร็ว หนาวเหน็บราวกับอยู่บนพื้นน้ำแข็ง

ฉู่เฟยหยางดึงขาที่ขดอยู่ของจวินซูอิ่งแยกจากกัน ด้านหลังที่ถูกรุกรานก่อนหน้ารองรับกับส่วนนั้นของเขาที่ขยายใหญ่ขึ้นได้อย่างง่ายดาย เขานั่งพิงข้างหิน ดึงจวินซูอิ่งเข้าหาให้นั่งอยู่บนร่างกายตน ยกจวินซูอิ่งขึ้นลง ก่อนจะดึงตัวจวินซูอิ่งให้ลงมาอยู่ใต้ร่าง แล้วครอบครองริมฝีปากอย่างหยาบคาย

ไม่รู้ว่าผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด จวินซูอิ่งรู้สึกถึงกระแสความร้อนไหลพุ่งเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับเสียงครางของฉู่เฟยหยาง ความอัปยศ ความหวาดกลัว ความไม่เป็นธรรมที่อัดแน่นอยู่ในใจ ทำให้หางตาที่แห้งเหือดมีหยดน้ำใสไหลออกมา ราวกับว่าตอนนี้มีบางสิ่งได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์แล้ว สูญสิ้นไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

กระแสความร้อนถูกพ่นออกมา ความฮึกเหิมขนาดใหญ่ของฉู่เฟยหยางยังคงอยู่ภายในร่างกายของจวินซูอิ่ง มือใหญ่ทั้งสองข้างเริ่มลูบคลำไปตามร่างกาย บังคับให้จวินซูอิ่งที่มักจะสั่นเทาและขดตัวเสมอคลายออก

จวินซูอิ่งแม้ยังคงรู้สึกหนาว กลับไม่อาการหนักเท่าก่อนหน้า อย่างน้อยเขาก็ยังมีสติสัมปชัญญะ ทว่าในยามนี้เขายอมให้ตนหมดสติไปเสียดีกว่า จะได้ไม่ต้องเผชิญกับความทรมานที่เป็นดั่งนรกนี้

จวินซูอิ่งรู้สึกว่าน้ำตาที่หางตาถูกฉู่เฟยหยางใช้นิ้วเรียวยาวเกลี่ยออกไป ก่อนจะตามมาด้วยลิ้นอบอุ่นโลมเลียบริเวณนั้น จวินซูอิ่งตื่นตระหนกเมื่อรู้สึกว่าสิ่งยาวหยาบนั่นขยายในร่างกายอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เขาฝืนลืมตาทั้งสองข้าง ดึงสองมือที่ถูกฉู่เฟยหยางกุมไว้บนหน้าอกกลับ แต่กลับถูกฉู่เฟยหยางฝืนดึงไว้ แล้วแนบริมฝีปากเข้าชิด เกี่ยวกระหวัดเข้ากับลิ้นของเขา ด้านล่างก็เริ่มขยับอีกครั้ง

จวินซูอิ่งตกอยู่ในความสับสน ไม่รู้ว่าถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่ากี่ครั้ง สิ่งใหญ่ยักษ์นั่นเหิมเกริมอยู่ในร่างกายไม่หยุด จนแม้แต่ความคิดก็ถูกก่อกวนไปด้วย ของเหลวร้อนที่ไหลเข้าไปภายในร่างกายแต่ละครั้งทำให้เขาทนไม่ได้ ทั้งอับอาย สะอิดสะเอียน เคียดแค้น แต่กลับไร้แรงต่อต้าน ดังนั้นจึงยิ่งอาฆาตแค้นมากขึ้น ริมฝีปากถูกเขากัดจนเกิดรอยเล็กๆ หลายแห่ง ภายในปากก็เต็มไปด้วยรสชาติของโลหิต

ไม่รู้ว่าผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด สุดท้ายฉู่เฟยหยางก็ปลดปล่อยออกมาอีกครั้งและหยุดลง ฉู่เฟยหยางโอบกอดเขาไว้ในอ้อมอก แล้วก็หลับสนิทไป

จวินซูอิ่งมองใบหน้าหลับพริ้มไร้การป้องกันที่อยู่ตรงหน้า นี่เป็นโอกาสลงมือที่ดียิ่งนัก แต่ร่างกายที่ถูกทำร้ายจนช้ำในอย่างหนัก ทั้งยังเพิ่งถูกกระทำเช่นนั้นอีก แม้แต่กระดิกนิ้วมือยังยากยิ่ง จวินซูอิ่งค่อยๆ ปิดเปลือกตาที่ดูราวกับหนักนับพันชั่งลงอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเคียดแค้นและต่อต้านเต็มหัวใจ ก่อนจะผล็อยหลับไป

 

One thought on “[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร ตอนที่ 2.2

ใส่ความเห็น