[ทดลองอ่าน] ฝันรักในเงาเมฆ ตอนที่ 3

ฝันรักในเงาเมฆ
别想打扰我暴富

เย่ว์หลิวกวง 月流光 เขียน
สี่เมษา แปล
Jadeline วาดปก

 

นิยายเล่มเดียวจบ

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

_________________________

 

3

กาแฟชงมือ

 

เจ็ดโมงเช้า ผูชิงชิงลุกจากที่นอนตรงเวลา เก็บข้าวของ แต่งหน้า สวมชุดทำงานเรียบร้อย ก่อนหยิบกุญแจรถลงไปด้านล่าง

ผูชิงชิงไม่ได้ซื้อรถ เพียงแต่การทำงานเป็นผู้ช่วยของเหรินเซี่ยงหย่วนนั้นเธอจะต้องรับหน้าที่เป็นสารถีด้วย ทุกๆ วันจะต้องขับรถไปรับเหรินเซี่ยงหย่วนที่บ้านไปสำนักงานทนายความ หลังจากเลิกงานก็ต้องไปส่งเหรินเซี่ยงหย่วนกลับบ้าน ข้อดีก็คือเธอไม่ต้องทนเบียดเสียดบนรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ข้อเสียก็คือสถานการณ์บนท้องถนนในช่วงเวลาเร่งด่วนนั้นวุ่นวายมาก เรื่องกลุ้มใจก็มีมากมายอยู่แล้ว กระเป๋าเงินของเธอยังต้องมาฉีกเพราะรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ บนตัวรถอีก

เดิมทีผูชิงชิงขับรถไม่เป็น และไม่คิดที่จะไปเรียนขับรถด้วย แต่เมื่อเหรินเซี่ยงหย่วนต้องการให้ทำ เธอจึงจำเป็นต้องสอบใบขับขี่ให้ผ่านภายในระยะเวลาสั้นๆ ผูชิงชิงเองก็ไม่รู้ว่าเธอผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไร ตอนกลางวันไปทำงาน ตอนเย็นไปเรียนขับรถ ตอนกลางวันถูกเหรินเซี่ยงหย่วนด่า ตอนเย็นยังต้องมาถูกคุณครูที่โรงเรียนสอนขับรถบ่นอีก นึกแล้วเธอก็อยากจะตายเสียให้ได้

ผูชิงชิงเองก็รู้สึกนับถือเหรินเซี่ยงหย่วนมาก กระทั่งฝีมือการขับรถอย่างเธอ เหรินเซี่ยงหย่วนก็ยังไว้ใจเอารถให้เธอขับ อีกทั้งยังให้รับเขาไปสำนักงานทนายความในตอนเช้า ตั้งแต่ได้ใบขับขี่มาวันแรกอีก

ผูชิงชิงจำได้ว่า เช้าวันนั้นเธอมึนงงขนาดไหน ตื่นขึ้นอย่างงงๆ ออกจากบ้านมาอย่างงงๆ เดินมาที่สถานีรถไฟใต้ดินอย่างงงๆ ตอนที่รูดบัตรนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองควรจะขับรถไป เธอหารถของเจ้านายอย่างงงๆ หลังจากเข้าไปนั่งแล้วก็ลืมไปชั่วขณะว่าจะต้องขับรถอย่างไร มือทั้งสองข้างสั่นไม่หยุด ราวกับเป็นพาร์กินสัน [1] อย่างไรอย่างนั้น

นานพอสมควรกว่าที่เธอจะขับรถออกมาจากซองจอดรถแคบๆ ได้ แต่เพิ่งจะขับผ่านไฟแดงแรกก็ถูกตำรวจเรียกให้จอดเสียก่อน ตำรวจนายนั้นตะเบ๊ะให้เธอ ตอนที่เขาตะเบ๊ะนั้นใจของผูชิงชิงแทบจะตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอจำที่คุณครูสอนขับรถบอกได้ว่า ถ้าตำรวจตะเบ๊ะให้ นั่นหมายถึงเธอทำอะไรผิดเข้าแล้ว ผูชิงชิงจึงรีบร้อนยอมรับผิดแต่โดยดี แม้จะยังไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดก็ตาม

ตำรวจนายนั้นบอกให้เธอลงจากรถมาดูเอง

ผูชิงชิงรีบร้อนลงมาจากรถด้วยความกลัว พอเห็นว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรเธอก็แทบเข่าทรุดลงตรงหน้าคุณตำรวจ ไม่รู้ว่าไอ้คนมือบอนคนไหนมาพับป้ายทะเบียนหน้ารถ เธอรู้ดีว่าหมายความว่าอะไร การดัดแปลงป้ายทะเบียนมีโทษหนัก จะต้องถูกหักสิบสองคะแนน และเธอต้องไปสอบใบขับขี่ใหม่! ทำไมเธอถึงได้ซวยขนาดนี้นะ เพิ่งจะรอดพ้นจากโรงเรียนสอนขับรถมาได้ ยังขับได้ไม่กี่ร้อยเมตรเลย จะต้องกลับไปเรียนใหม่อีกแล้วเหรอ

ผูชิงชิงตกใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา หันไปอ้อนวอนกับคุณตำรวจให้ปล่อยเธอไปสักครั้ง

ถ้าไม่พูดถึงว่าถูกบังคับให้ออกมา ถนนสายหลักในช่วงเวลาเร่งด่วนยามเช้าแบบนี้ก็ถือว่าเป็นสนามฝึกขับรถที่ดีที่สุด ภายในไม่กี่วันฝีมือการขับรถของผูชิงชิงก็พัฒนามาก ตอนนี้เวลาผ่านไปหนึ่งปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสภาพจราจรที่วุ่นวายขนาดไหน เธอก็สามารถขับได้ชำนาญ อ้อ ถึงแม้บางคราวจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ ก็เถอะนะ

“อ๊ะ…” เพื่อที่จะหลบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่รู้ว่าพุ่งมาจากไหน ผูชิงชิงรีบเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถทันที ในขณะเดียวกันนั้นเหรินเซี่ยงหย่วนที่นั่งอยู่เบาะหลังก็พลันพุ่งถลามาด้านหน้า คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กที่อยู่บนตักเขาก็ลอยมาด้วย

“ขอโทษค่ะ” ผูชิงชิงรีบร้อนกล่าวขอโทษ เธอคิดจะช่วยเหรินเซี่ยงหย่วนเก็บโน๊ตบุ๊ก แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเธอถูกสายเข็มขัดนิรภัยรั้งไว้เพราะขยับตัวเร็วเกินไป พยายามออกแรงอยู่นานแต่ก็ยังติดอยู่ตรงช่องระหว่างกลางนั้น จึงส่งยิ้มกระอักกระอ่วนให้เหรินเซี่ยงหย่วนแทน

เหรินเซี่ยงหย่วนมองเธอเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

สิ่งที่ผูชิงชิงกลัวมากที่สุดก็คือการที่เหรินเซี่ยงหย่วนไม่พูดอะไรเลย เขาจะบอกว่าไม่เป็นไรด้วยสีหน้าราบเรียบก็ได้ หรือจะดุด่าเธอด้วยสีหน้าดุดันก็ได้ แต่มีเพียงตอนที่ไม่พูดอะไรเลยแบบนี้ที่ทำให้เขาดูน่ากลัวมากที่สุด เพราะเธอไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

ความจริงแล้วส่วนใหญ่เหรินเซี่ยงหย่วนก็มักจะมีท่าทางที่ทำให้ผู้คนคาดเดาไม่ออกแบบนี้ ผูชิงชิงเองก็ทำได้เพียงลอบสังเกตอาการของเขาด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ถ้าทำถูกใจก็ดีไป ถ้าทำผิดก็ต้องยอมรับในชะตากรรม

ไม่ใช่ว่าผูชิงชิงไม่เคยคิดที่จะลาออก เธอเคยส่งประวัติส่วนตัวไปที่บริษัทอื่นหลายต่อหลายครั้ง แต่ผลก็ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ หากไม่ใช่เพราะประวัติส่วนตัวของเธอไม่ผ่าน ก็เป็นเพราะงานที่บริษัทเหรินเซี่ยงหย่วนนั้นยุ่งจนเธอไม่มีเวลาไปสัมภาษณ์

สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น ก็เหมือนกับตอนที่เธอสาบานไว้อย่างดิบดีว่า ต่อให้อดตายหรือหางานไม่ได้ไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ไม่มีทางไปเป็นผู้ช่วยของเหรินเซี่ยงหย่วนนั่นละ แต่หลังจากนั้นพอรับสายจากเขาแล้ว เธอก็ยังต้องเข้ามาทำงานที่นี่อย่างพูดอะไรไม่ได้อยู่ดี

เมื่อขับรถเข้ามาในลานจอดรถ ผูชิงชิงก็จอดรถให้เรียบร้อย ก่อนรีบวิ่งเหยาะๆ ตามเหรินเซี่ยงหย่วนเข้าไปในลิฟต์ ภายในลิฟต์นั้นผูชิงชิงรู้ตัวทันทีว่าตนเองต้องยืนอยู่ด้านหน้าของเหรินเซี่ยงหย่วน เพื่อช่วยกั้นประชากรที่หนาแน่นให้เขา เมื่อออกมาจากลิฟต์ ผูชิงชิงก็ต้องรีบกระวีกระวาดเปิดประตู เปิดเครื่องปรับอากาศ ต้มน้ำและชงกาแฟ

เมื่อรินกาแฟที่ชงเสร็จเรียบร้อยลงในแก้ว ผูชิงชิงก็สูดหายใจเข้าลึกๆ เมล็ดกาแฟที่ซื้อมาก่อนหน้าหมดแล้ว เธอจึงตัดใจเลือกเมล็ดกาแฟใหม่เป็นพิเศษ กาแฟนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับชา หากจะตัดสินคุณภาพของกาแฟแก้วไหนว่าดีหรือไม่ดี สิ่งสำคัญที่สุดก็อยู่ที่คุณภาพของเมล็ดกาแฟ ฝีมือในการชงเป็นเพียงส่วนที่ช่วยเสริมให้สมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น และด้วยเหตุผลนี้ เหรินเซี่ยงหย่วนถึงได้พิถีพิถันในการเลือกเมล็ดกาแฟเป็นพิเศษ กาแฟที่เขาดื่มจะต้องเป็นเมล็ดกาแฟที่เก็บจากสถานที่ผลิตหนึ่ง และเก็บในฤดูกาลนั้นๆ ผ่านกระบวนการ Honey Process [2] และการคั่ว [3] ปานกลางไปจนถึงเข้มเท่านั้น เพราะเมล็ดกาแฟที่ผ่านกรรมวิธีเช่นนี้จะทำให้ระดับความเปรี้ยวน้อยลง และถูกปากของเหรินเซี่ยงหย่วนมากที่สุด

เมล็ดกาแฟที่ผูชิงชิงซื้อมาใหม่นี้ไม่เพียงแต่ตรงตามความต้องการของเหรินเซี่ยงหย่วนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แต่ยังเป็นยี่ห้อเมล็ดกาแฟที่ขายดีที่สุดในตอนนี้ ว่ากันว่าเมล็ดกาแฟของยี่ห้อนี้ทั้งหมดมาจากไร่ที่ปลูกเอง รับรองได้ว่าต้นกาแฟทุกต้นได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด หลังจากที่เมล็ดกาแฟพวกนี้ได้ที่แล้ว จะต้องผ่านการคัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ทางด้านกาแฟโดยเฉพาะ มีเพียงเมล็ดกาแฟที่อวบอิ่ม สมบูรณ์ไร้ที่ติเท่านั้นถึงจะนำมาผ่านกรรมวิธีการผลิตได้ สำหรับขั้นตอนการคั่วเมล็ดกาแฟนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่คั่วกาแฟจะต้องดูตามลักษณะเฉพาะของเมล็ดกาแฟ ผ่านการวิจัยมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งกว่าจะคิดค้น “ระดับการคั่ว” ที่เหมาะสมกับกาแฟชนิดนี้มากที่สุดออกมาได้ ดังนั้นเมล็ดกาแฟรอบนี้จึงไม่เพียงแต่มีราคาสูง แต่ยังผลิตออกมาน้อยอีกด้วย บุคคลที่มีชื่อเสียงมากมายต่างก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ในเมล็ดกาแฟชนิดนี้อย่างเหนี่ยวแน่นเช่นเดียวกัน

ผูชิงชิงยกแก้วกาแฟเข้าไปในห้องทำงานของเหรินเซี่ยงหย่วน เขามักจะพูดเสมอว่าเธอไม่เข้าใจเรื่องกาแฟ ครั้งนี้เธอจะต้องทำให้เขาเปลี่ยนความคิดเสียใหม่

ห้องทำงานของเหรินเซี่ยงหย่วนตั้งอยู่ด้านในสุด กินพื้นที่เศษหนึ่งส่วนสี่ของสำนักงานทนายความทั้งหมด ซั่งเสี่ยวเฟยที่อยู่สำนักงานทนายความตรงข้ามเองก็เคยแอบเข้ามาในฝั่งนี้ เธอพูดอย่างอิจฉาในทำนองว่า พื้นที่เกือบทั้งชั้น ฝั่งหนึ่งเป็นสำนักทนายความขนาดกลาง แต่ฝั่งหนึ่งเป็นของเหรินเซี่ยงหย่วนและผูชิงชิง นี่สินะที่เรียกว่าถ้าไม่เปรียบเทียบก็คงไม่เจ็บปวด

เธอบอกว่าพวกเธอไม่ต่างอะไรกับไก่ที่ถูกเลี้ยงในฟาร์ม หันไปทางไหนก็ไม่ได้ แต่ผูชิงชิงนั้นเป็นราวกับไก่ในทุ่งนา คิดอยากจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ได้ อีกทั้งถ้าดูกันจริงๆ แล้ว ห้องทำงานของผูชิงชิงก็ใหญ่กว่าห้องทำงานของเหรินเซี่ยงหย่วนมาก เพราะเหรินเซี่ยงหย่วนครอบครองพื้นที่แค่หนึ่งส่วนสี่ แต่ส่วนที่เหลือนั้นเป็นพื้นที่ของเธอทั้งหมด

สำหรับเรื่องนี้นั้นผูชิงชิงไม่มีความเห็นอะไร

น่าเสียดายที่ซั่งเสี่ยวเฟยยังไม่เคยเข้าไปในห้องทำงานของเหรินเซี่ยงหย่วน ไม่อย่างนั้นเธอคงจะยิ่งชอบที่นั่นแน่ ในห้องทำงานของเหรินเซี่ยงหย่วนมีหน้าต่างกระจกที่ยาวจรดพื้นเป็นทรงโค้งบานหนึ่ง ผูชิงชิงมักจะได้เห็นเหรินเซี่ยงหย่วนไปยืนที่ข้างหน้าต่างบานนั้นอยู่บ่อยๆ มือข้างหนึ่งถือถ้วยกาแฟ ส่วนมืออีกข้างก็ล้วงกระเป๋า ไม่รู้ว่ากำลังมองอะไรอยู่

ผูชิงชิงเคาะประตูก่อนเข้าไปด้านในห้อง เหรินเซี่ยงหย่วนกำลังยืนอยู่หน้าเครื่องพิมพ์เอกสาร ที่มือกำลังถือเอกสารที่เพิ่งจะพิมพ์ออกมา

ช่วงนี้หน่วยงานที่ปรึกษาของสำนักงานทนายความกำลังเกิดปัญหา ลูกค้าต้องการคำแนะนำจากเหรินเซี่ยงหย่วนโดยด่วน เพื่อที่จะให้ทางหน่วยงานได้ผลประโยชน์มากที่สุด

“คุณมาก็ดี” เหรินเซี่ยงหย่วนยื่นเอกสารให้ผูชิงชิง ให้เธอลองแสดงความคิดเห็น

ตอนนี้ผูชิงชิงไม่ได้มีท่าทางเหมือนช่วงที่เพิ่งมาใหม่ๆ เพราะเหรินเซี่ยงหย่วนทำงานเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้บริษัทหลายแห่ง เธอจึงได้เพิ่มพูนความรู้ด้านการจัดการความเสี่ยงของกฎหมายระหว่างองค์กร และเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า ผูชิงชิงแทบจะไม่ต้องหยุดคิด เธอก็ออกความคิดเห็นทันที ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งมีอารมณ์ร่วม แต่ก็ยังไม่ลืมลอบสังเกตปฏิกิริยาของเหรินเซี่ยงหย่วนเป็นบางช่วง ทว่ากลับผิดไปจากที่คาดไว้ เหรินเซี่ยงหย่วนดูเหมือนจะไม่พอใจกับการแสดงออกของเธอ ถึงขนาดถอนหายใจเบาๆ

หัวใจของผูชิงชิงพลันชาวาบไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในเวลาเดียวกันนั้นเองเหรินเซี่ยงหย่วนก็ยกกาแฟที่ผูชิงชิงส่งมาให้ขึ้นดื่ม

“อือ…” เหรินเซี่ยงหย่วนส่งเสียงออกมาเบาๆ หยิบกระดาษทิชชูเพื่อบ้วนกาแฟทิ้ง เขาขมวดคิ้วแน่น ถามอย่างไม่ค่อยพอใจ “นี่อะไร”

“กะ กาแฟไงคะ…” ผูชิงชิงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อมองท่าทางของเหรินเซี่ยงหย่วนแล้ว ถ้าไม่รู้ก็คงนึกว่าเขาเพิ่งจะกินยาขมเข้าไปแน่

ผูชิงชิงพูดอย่างไม่เข้าใจว่า “นี่เป็นเมล็ดกาแฟที่ฉันเพิ่งซื้อมาใหม่ ทำไมเหรอคะ ไม่ดีเหรอ” เธอลองชิมกาแฟนี้อย่างละเอียดแล้ว ก็แทบไม่ต่างอะไรกับกาแฟที่ซื้อมาก่อนหน้านี้นี่นา เธอกลัวว่าเหรินเซี่ยงหย่วนจะไม่เชื่อ จึงบอกคำโฆษณาที่บรรยายว่ากาแฟนี้ดีอย่างไร “ก่อนจะซื้อฉันก็หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาก่อน มีแต่คนบอกว่าดีนะคะ”

เหรินเซี่ยงหย่วนยังคงขมวดคิ้วแน่น ไม่รู้เป็นเพราะรสชาติของกาแฟที่ยังคงอบอวลอยู่ในปากหรือเปล่า ทำให้สีหน้าของเขาดูแย่จนผิดปกติ เหรินเซี่ยงหย่วนคลายเนกไทออก สั่งสอนผูชิงชิงว่า “ไม่ว่าคนอื่นพูดอะไรคุณก็เชื่อเหรอ คุณไม่มีสมองหรือไง คนเขาก็รู้กันก่อนทั้งนั้นว่าคุณจะต้องหาข้อมูล ถึงได้วางเหยื่อรอให้คุณมาติดกับ สิ่งที่คุณเจอก็เป็นสิ่งที่เขาอยากให้คุณเจอทั้งนั้นแหละ”

“ฉัน…” ผูชิงชิงกัดริมฝีปาก อยากจะโต้แย้งแต่ก็รู้ว่าพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ ทำได้เพียงพูดเบาๆ ว่า “ขอโทษค่ะ เป็นความผิดของฉันเอง” ตลอดเวลาที่ผ่านมาเหรินเซี่ยงหย่วนเป็นคนโมโหร้ายแบบนี้ ส่วนผูชิงชิงก็ค่อยๆ มีจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าเขาจะด่าว่าอย่างรุนแรงแค่ไหน เธอก็สามารถทำเป็นไม่ใส่ใจได้ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ละก็ ไม่แน่ว่าเธออาจจะร้องไห้ออกมาตรงนั้นแล้ว

เหรินเซี่ยงหย่วนชี้ไปยังกาแฟที่ “ดื่ม” ไปแล้วครึ่งหนึ่งแล้วพูดว่า “เอาออกไป แล้วไปเปลี่ยนมาใหม่”

“รับทราบค่ะ” ผูชิงชิงงึมงำ

เหรินเซี่ยงหย่วนยังคงกำชับอย่างไม่ไว้ใจว่า “ล้างแก้วนี้ให้สะอาดๆ นะ ช่างเถอะ ผมทำเองดีกว่า”

“ฉัน…” เธอมองตามแผ่นหลังของเขาที่ก้าวยาวๆ ออกไป ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนวุ่นวาย ช่างเถอะ เดิมทีบนโลกนี้ก็ไม่มีใครที่สามารถทำให้เหรินเซี่ยงหย่วนพอใจได้แล้ว ตลอดชีวิตนี้ของผูชิงชิงก็คงไม่ต้องหวัง

เวลาสิบโมงครึ่ง ผูชิงชิงได้รับข้อความจากซั่งเสี่ยวเฟยว่า “เที่ยงนี้กินอะไรดี”

ซั่งเสี่ยวเฟยเป็นพนักงานต้อนรับของสำนักงานทนายความฮุ่ยลี่ เธออายุมากกว่าผูชิงชิงสองปี พื้นเพเป็นคนที่นี่ ผูชิงชิงรู้สึกว่าซั่งเสี่ยวเฟยต้องเป็นผีผู้หิวโหยกลับชาติมาเกิดแน่ๆ ทุกๆ วันยังไม่ทันจะถึงเวลากินข้าวก็มักจะถามเธอว่า “กินอะไรดี”

ยังดีที่มี “เพื่อนกิน” อย่างซั่งเสี่ยวเฟยอยู่ ผูชิงชิงจึงมีคนมาช่วยแก้ปัญหาในการกินข้าวของเธอได้ ก็ใครใช้ให้เธอไม่มีเพื่อนร่วมงานกันล่ะ

ถ้าพูดกันตามตรงแล้ว เธอเองก็ใช่ว่าจะไม่มีเพื่อนร่วมงานเลย แต่เพื่อนร่วมงานเพียงคนเดียวของเธอก็คือเจ้านาย หากต้องไปกินข้าวด้วยกันกับเหรินเซี่ยงหย่วน คนที่เรื่องมากขนาดนั้น แค่คิดเธอก็รู้สึกกลัวแล้ว

ผูชิงชิงเสนอให้ไปกินหม้อไฟขนาดเล็ก [4] ความจริงแล้วรสชาติอาหารของร้านนี้ก็ไม่ได้พิเศษอะไรนัก เธอเพียงแค่ชอบความรู้สึกร้อนระอุที่แทบจะระเบิดออกมาก็เท่านั้น

ตลอดทางไปร้านนั้น ซั่งเสี่ยวเฟยเอาแต่ระบายอารมณ์กับผูชิงชิงไม่หยุด

ซั่งเสี่ยวเฟยก็มีเพื่อนร่วมงาน แต่เธอไม่ชอบไปกินข้าวกับเพื่อนพนักงานด้วยกัน อย่างแรกคือทุกคนรู้สึกว่าเธอเป็นแค่พนักงานต้อนรับ จึงไม่ค่อยให้เกียรติเธอทั้งต่อหน้าและลับหลัง อย่างที่สอง มีหลายๆ เรื่องที่เธอไม่สะดวกใจที่จะพูด คำพูดที่เธอพูดกับคนคนหนึ่ง เธอก็ไม่รู้ว่าจะไปเข้าหูของอีกคนเมื่อไหร่

แต่กับผูชิงชิงนั้นไม่เหมือนกัน เพราะเธอไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน จึงสามารถนินทากับผูชิงชิงได้อย่างสบายใจ ดังนั้นผูชิงชิงจึงรู้เรื่องซุบซิบเกี่ยวกับสำนักงานทนายความฮุ่ยลี่มาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประธานบริษัทแต่งงานมาแล้วสามครั้ง หรือจะเป็นเรื่องที่ในสำนักงานแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นคนที่เรียนจบสายนี้มาโดยตรง อีกฝ่ายเป็นคนที่ย้ายมาจากสายงานอื่น ต่างฝ่ายจึงไม่ถูกชะตากัน หรือภรรยาของเพื่อนร่วมงานคนนี้เป็นภรรยาเก่าของเพื่อนร่วมงานคนนั้น และปัจจุบันก็เห็นทั้งสามคนไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ หรือไม่ก็ทนายความคนหนึ่งขี้เหนียวมาก ไม่เพียงแต่ไม่ให้เงินเดือนทนายความฝึกหัด แต่ยังเรียกค่าปรับจากทนายฝึกหัดตอนที่เขากำลังจะลาออกอีก หรือเรื่องที่ทนายคนหนึ่งเคยแย่งคดีของทนายอีกคน โดยตอนที่ลูกความมาหาก็หลอกว่าทนายที่เขาต้องการพบออกไปทำงานข้างนอก ก่อนที่จะเสนอราคาที่ต่ำกว่ารับคดีมาดูแลเอง ผูชิงชิงได้ยินมามากมาย จนเธอแทบจะกลายเป็นพนักงานของสำนักทนายความฮุ่ยลี่อีกคนแล้ว

มิน่าล่ะถึงมีคนบอกว่าจะต้องสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานต้อนรับของบริษัทเอาไว้ เพราะไม่ว่าอย่างไรพวกเธอก็เป็น “หูตา” ของบริษัท ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องน้อยอะไรก็ไม่มีทางเล็ดรอดสายตาของพวกเธอไปได้

เมื่อวานนี้ซั่งเสี่ยวเฟยก็พบเรื่องวุ่นวายเข้าเรื่องหนึ่ง มีทนายความเห็นว่าช็อกโกแล็ตที่วางอยู่ในห้องทำงานของตนหายไปบางส่วน ให้เธอช่วยเช็กกล้องวงจรปิดให้หน่อยว่าใครเป็นคนเอาไป “ฉันอยากจะบอกกับเขาจริงๆ ว่าหายไปแล้วก็ให้หายไปเถอะ ฉันควักเงินซื้อให้เขาแทนก็ยังได้ จริงๆ เลย ของหายก็มาหาฉัน จะแก้ไขภาพโปรไฟล์ก็มาหาฉัน เครื่องปริ้นต์เสียก็เรียกหาฉัน มีหนูก็เรียกฉัน” เธอกอดแขนของผูชิงชิง ก่อนพูดด้วยท่าทางน่าสงสาร “ฉันละอิจฉาเธอจริงๆ รับใช้แค่ทนายเหรินคนเดียว ไม่เหมือนกับฉัน ไม่ว่าใครก็เรียกใช้”

ผูชิงชิงฝืนยิ้ม “ไม่เห็นมีอะไรน่าอิจฉาเลย” ถึงแม้เธอจะต้องเผชิญหน้ากับแค่เหรินเซี่ยงหย่วน แต่แค่เขาคนเดียวก็รับมือได้ยากกว่าคนเป็นสิบคนแล้ว อีกอย่าง เพราะที่สำนักทนายความนั้นมีแค่เธอคนเดียว แม้แต่เพื่อนร่วมงานที่เธอสามารถผลักภาระไปให้ก็ยังไม่มี ไม่ว่างานอะไรเธอก็ต้องทำทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดอะไรเธอก็ต้องรับไว้เพียงคนเดียว

ในหม้อที่มีฟองอากาศเดือดปุดๆ ทำให้ผูชิงชิงนึกถึงภาพเมื่อเช้าที่เธอถูกเหรินเซี่ยงหย่วนด่าอย่างสาดเสียเทเสียขึ้นมา เธอคีบลูกชิ้นปลาลูกหนึ่ง จินตนาการว่าเป็นเหรินเซี่ยงหย่วน ก่อนโยนลงไปในหม้อไฟที่มีพริกและฮวาเจียว [5] ในนั้น

ความจริงแล้วผูชิงชิงก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่า ซั่งเสี่ยวเฟยที่บ้านได้ค่าเวนคืน และครอบครัวมีอพาร์ตเม้นต์ตั้งสิบกว่าห้อง เพียงค่าเช่าห้องแค่ห้องเดียวก็มากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนแล้ว แต่เธอกลับยังคงทำงานที่ไม่มีแม้กระทั่ง “เงิน” และ “อนาคต” อย่างนี้ หรือบางทีเธออาจจะหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลาก็ได้ อย่างไรเสียผูชิงชิงก็ไม่มีวันเข้าใจโลกของคนมีเงิน

ผูชิงชิงวางลูกชิ้นปลาที่ลวกจนสุกแล้วลงในชาม เป่าเล็กน้อยก่อนกัดคำเล็กๆ ลูกชิ้นปลายังคงร้อนอยู่บ้าง เมื่อผสมผสานกับความเผ็ดชาของน้ำซุปก็ทำให้รู้สึกตื่นตัว ทั้งแสบร้อนทั้งมีความสุข

“อร่อยจริงๆ เลย…” ผูชิงชิงทอดถอนใจ ในที่สุดเธอก็สามารถลืมเจ้านายที่ไม่มีมนุษยธรรมคนนั้นไปได้ชั่วขณะหนึ่ง ให้มื้ออาหารที่แสนอร่อยนี้ได้เติมเต็มหัวใจที่เจ็บปวดของตนเอง

แต่ใครจะรู้ว่าซั่งเสี่ยวเฟยกลับพูดถึงเขาในเวลานี้ เธอใช้ตะเกียบคนส่วนผสมในชามเล็กน้อย ก่อนถามราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง “เธอว่าประธานของพวกฉันแต่งงานมาแล้วสามครั้ง แล้วทำไมทนายเหรินถึงไม่มีกระทั่งแฟนสักคนเลยล่ะ”

“แค็กๆ …” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสำลักความเผ็ดหรือเปล่า ผูชิงชิงถึงได้ไอออกมาไม่หยุด “ทำไมเธอถึงได้สนใจเขาล่ะ”

“ฉันไม่ได้สนใจเขาสักหน่อย แค่แปลกใจเฉยๆ เธอเพิ่งมาได้ปีเดียว เรื่องบางอย่างอาจจะยังไม่รู้ ตั้งแต่ฉันมาทำงานที่ฮุ่ยลี่ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าทนายเหรินจะคบใคร แม้แต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ก็ไม่เคยมีมาเข้าหูเลย”

ผูชิงชิงแค่นเสียงไม่ดังไม่เบา “อย่างเขานั่นนะใครจะไปรักลง ไม่มีแฟนก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”

“ฉันว่าไม่ใช่หรอก” ซั่งเสี่ยวเฟยยังคงไม่ยอมแพ้ วิเคราะห์ให้ผูชิงชิงฟังต่อ “ถึงแม้เขาไม่คิดจะหาเองก็เถอะ แต่พ่อแม่ของเขาจะไม่เร่งรัดบ้างเลยเหรอ หรือจะบอกว่าเขาชอบเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย แต่เพื่อนของเขาก็ไปต่างประเทศกันหมดแล้วนี่ เขาก็ยังคงรอคนคนนั้นอยู่เหรอ เธอเป็นผู้ช่วยเขา ก็น่าจะรู้อะไรบ้างสิ”

พอซั่งเสี่ยวเฟยถามอย่างนี้ กลับทำให้ผูชิงชิงนึกขึ้นได้

อันที่จริงแล้วผูชิงชิงก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน เหรินเซี่ยงหย่วนไม่เพียงแต่ไม่มีแฟน แต่แม้กระทั่งเพื่อนเขาก็เหมือนจะไม่มี ในห้องทำงานของเขาไม่มีรูปคนอื่นเลย บนหน้าจอมือถือเป็นรูปดาวเคราะห์ที่ไม่รู้ชื่อดวงหนึ่ง เขาไม่เคยรับโทรศัพท์ส่วนตัวจากใคร ไม่มีญาติสนิทที่ไหนมาหา และไม่เคยติดต่อญาติหรือเพื่อนที่ไหนเหมือนกัน

เขาอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด ไม่เคยไปบ้านของคนอื่น และไม่เคยมีใครเคยมาที่บ้านของเขา

เขาไม่เคยฉลองเทศกาลอะไร ทุกๆ ครั้งต้องเป็นเธอที่คอยเตือนว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ เขาถึงจะให้เธอหยุดครึ่งวัน ส่วนพ่อแม่ก็ยิ่งไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงมาก่อน ช่วงที่ใกล้จะถึงเทศกาลวันแม่ ผูชิงชิงเคยทำตามที่ซั่งเสี่ยวเฟยแนะนำ ถามเหรินเซี่ยงหย่วนว่าต้องการให้เธอเตรียมของขวัญอะไรให้ไหม กลับถูกเหรินเซี่ยงหย่วนตอกกลับมาคำเดียวว่า “ไม่ต้อง” ก่อนหน้านี้เธอยังคิดว่าเหรินเซี่ยงหย่วนอยากจะจัดการด้วยตัวเองหรือเปล่า แต่ตอนนี้มาคิดดูแล้วก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีเรื่องอะไรแปลกๆ จริงๆ ก็ได้

พอคิดมาถึงตรงนี้ในใจของผูชิงชิงก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ บางอย่าง เธอทำงานอยู่ข้างกายเหรินเซี่ยงหย่วนมาหนึ่งปี แต่กลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาทำงานด้วยกันทุกวัน แต่กลับไม่เคยพูดคุยเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากเรื่องงาน เธอไม่รู้ว่าเขาเกิดที่ไหน พ่อแม่ทำงานอะไร เคยเรียนที่ไหนมาก่อน ความสัมพันธ์กับเพื่อนเป็นอย่างไร หลังจากเรียนจบแล้วเคยทำอะไรมาบ้าง จะเคยมีช่วงเวลาสับสนและกังวลเพราะหางานไม่ได้เหมือนกับเธอหรือเปล่า

ผูชิงชิงพูดความสงสัยที่อยู่ในใจให้ซั่งเสี่ยวเฟยได้ฟัง เธอนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดความเป็นไปได้หนึ่งออกมา “เขาคงไม่ได้เป็นเด็กกำพร้าหรอกใช่ไหม”

“เด็กกำพร้า” ผูชิงชิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้มาก เธอรู้สึกมาตลอดว่าเป็นเพราะเธอเติบโตในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ถึงได้ทำให้เธอกลายเป็นคนอ่อนไหวและรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า

เธอยังจำได้ว่าทุกครั้งเวลาที่ต้องกรอกประวัติเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัว เมื่อเพื่อนๆ เห็นว่าเธอเขียนแค่แม่ลงไป ก็จะถามเธอว่า “พ่อของเธอล่ะ” เธอจึงได้แต่เก็บกดความเจ็บปวดในใจและอธิบายให้เพื่อนฟังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่คนรอบข้างรู้ว่าเธอมีแค่แม่คนเดียว สีหน้าเห็นใจและเป็นห่วงเป็นใยที่ส่งมาให้ตลอดนั้น กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกยากที่จะรับได้เสียมากกว่า

ตอนนี้เมื่อมาคิดดูแล้ว เธอเองยังนับว่าโชคดี เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังมีแม่ที่เป็นที่พึ่งพิง แต่เด็กกำพร้านั้นกลับไม่มีใครเลย

ไม่แปลกใจเลยที่เหรินเซี่ยงหย่วนจะกลายเป็นคนที่เข้มแข็งและรักสันโดษแบบนั้น คาดว่าระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาคงไม่มีใครที่คิดถึงเขาจากใจจริง คนที่เขาพอจะสามารถพึ่งพาได้ก็มีเพียงแค่ตัวเขาเอง

ผูชิงชิงอดสั่นสะท้านหน้าหม้อไฟที่ร้อนระอุไม่ได้ มิน่าล่ะเหรินเซี่ยงหย่วนถึงจำวันเทศกาลสำคัญๆ อะไรไม่ได้เลย บางทีเขาอาจจะพยายามทำให้ตัวเองลืมวันพิเศษต่างๆ แต่เธอกลับเตือนเขาซึ่งหน้า นี่ก็ไม่รู้ว่าวันที่ครอบครัวมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา เขาที่อยู่ตัวคนเดียวสามารถผ่านมาได้อย่างไร

เมื่อกินหม้อไฟเสร็จแล้ว ผูชิงชิงก็กลับมาที่ออฟฟิศด้วยกันกับซั่งเสี่ยวเฟยพร้อมเรื่องที่อยู่ในใจ ตอนที่ออกมาจากลิฟต์ ชายหนุ่มที่สวมชุดสูทคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาด้วยความร้อนรน จนเกือบจะชนเข้ากับผูชิงชิงแล้ว

เห็นเพียงแวบแรกก็รู้แล้วว่าเป็นคนที่เพิ่งมาใหม่ ชุดสูทของเขาก็ดูเหมือนว่าแค่ยืมมาใส่ชั่วคราว สูทดูหลวมโพรกและไม่เหมือนเสื้อผ้าของเขาเอง

เมื่อผูชิงชิงเห็นเขาแล้วก็รู้สึกเหมือนมองเห็นตัวเองเมื่อหนึ่งปีก่อน เธอในตอนนั้นเพิ่งจะเริ่มหัดแต่งหน้า เธอเขียนคิ้วไม่เป็น ทุกๆ วันเหมือนพกคิ้วที่ดูเหมือนชินจัง [6] มาทำงาน ทำให้คนที่ทำงานในชั้นเดียวกันกับเธอลอบหัวเราะอยู่บ่อยๆ

สุดท้ายก็เป็นซั่งเสี่ยวเฟยที่ทนมองต่อไปไม่ได้ จึงต้องสอนเธอเขียนคิ้ว ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ พวกเธอก็ยังคงช่วยกันคิ้วให้แก่กัน

ชายคนนั้นขอโทษกับผูชิงชิงด้วยท่าทางที่สุภาพมาก ตอนหันหน้าไปเห็นซั่งเสี่ยวเฟย สายตาของเขากลับเป็นประกาย “อาจารย์ให้ผมไปสั่งเค้ก ผมนึกขึ้นได้ว่าคุณก็ชอบกินของหวานเหมือนกัน ก็เลยซื้อมาให้คุณด้วยชิ้นหนึ่ง ผมวางไว้บนโต๊ะคุณแล้วนะครับ”

“หา” ซั่งเสี่ยวเฟยนิ่งอึ้งไป ก่อนรับคำว่า “ขอบคุณนะ”

“ผมยังต้องเอารถไปซ่อมให้อาจารย์อีก ไปก่อนนะครับ”

“โอเค”

ประตูลิฟต์ปิดลง ผูชิงชิงกระแซะซั่งเสี่ยวเฟยที่จ้องมองประตูลิฟต์นิ่งด้วยท่าทีแฝงเลศนัย “อะไร เขาชอบเธอเหรอ”

“ที่ไหนกันล่ะ” ซั่งเสี่ยวเฟยปากแข็งไม่ยอมรับ แต่มุมปากกลับยกขึ้นน้อยๆ “เขาเป็นทนายฝึกหัดที่ทนายหวังเพิ่งรับเข้ามาใหม่ ชื่อเหยียนหงเสียง เขาวางใบแจ้งหนี้ไม่เป็น ฉันก็เลยสอนเขาน่ะ”

ผูชิงชิงก็รู้ว่าจะต้องเป็นแบบนี้ เธอจึงกอดแขนของซั่งเสี่ยวเฟยไว้ ทอดถอนใจ “เธอนี่ดีจริงๆ เลยนะ”

ในที่ทำงาน การที่สามารถพบเจอคนที่เต็มใจสอนสิ่งต่างๆ ให้ นับว่าเป็นเรื่องที่หาไม่ได้ง่ายเลยจริงๆ

จริงๆ แล้วซั่งเสี่ยวเฟยก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพื่อนกินข้าวของผูชิงชิงเท่านั้น แต่ยังเป็นอาจารย์ผู้ใจดีของเธอด้วย ช่วงที่เพิ่งเข้าทำงานใหม่ๆ ผูชิงชิงก็ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง ใช้เครื่องพิมพ์เอกสารไม่เป็น ไม่รู้ว่าต้องชำระค่าไฟอย่างไร ไม่เข้าใจว่าจะต้องติดต่อกับเจ้านายอย่างไร อีกทั้งเธอยังไม่มีเพื่อนร่วมงานที่สามารถขอคำปรึกษาได้ เป็นซั่งเสี่ยวเฟยที่สอนทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอจนหมดเปลือก

ซั่งเสี่ยวเฟยบอกว่าไม่ว่าเมื่อไหร่ ที่ตัวเธอจะต้องมีปากกาติดไว้สองด้าม ถ้าเจ้านายทำปากกาที่เธอส่งให้หาย เธอก็ยังจะมีปากกาอีกด้ามส่งให้ใหม่ได้ในเวลาที่เขาต้องการ

ผูชิงชิงเองก็รู้สึกเห็นด้วย และจดจำในสิ่งที่ซั่งเสี่ยวเฟยสอนเอาไว้โดยตลอด แต่เหรินเซี่ยงหย่วนนั้นกลับไม่เคยลืมพกปากกาเลยสักครั้ง เขาจึงไม่เคยขอปากกาจากเธอ ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเขาจะทำปากกาหายจนต้องขอแท่งที่สองจากเธอด้วย ผูชิงชิงรู้สึกหงุดหงิดใจกับเรื่องนี้มาก เพราะเรื่องที่ตระเตรียมไว้เสียดิบดีกลับไม่เคยได้เอาออกมาใช้ น่าเสียดายจริงๆ

ตอนนี้ผูชิงชิงก็ยังมีเรื่องที่ต้องขอคำแนะนำจากซั่งเสี่ยวเฟย “จริงสิ รีบบอกฉันมาเร็วว่าเรื่องแอ๊กเคานต์ทางการเป็นยังไง”

ซั่งเสี่ยวเฟยยิ้มเล็กน้อย ก่อนบอกเรื่องที่เธอรู้ให้ฟัง “เธอรู้ไหมว่าอะไรเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับทนายความคนหนึ่ง ความรู้ทางกฎหมายเหรอ ไม่ใช่หรอก นั่นเป็นเพียงความสามารถขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่การที่จะมีคดีความหรือไม่ต่างหากถึงจะเป็นหลักพื้นฐานของทนาย ตามกฎแปดสิบต่อยี่สิบ [7] ทนายความจำนวนร้อยละยี่สิบนั้นมีคดีอยู่ในมือถึงร้อยละแปดสิบ อีกทั้งพวกเขาก็เป็นคนที่โดดเด่นในสายงานนี้ แล้วเขาเอาคดีความมาจากไหนกันล่ะ จากสำนักทนายความเหรอ จากคนรู้จัก หรือจากลูกค้าเก่า จากงานสัมมนา อย่าลืมนะว่าตอนนี้เป็นยุคดิจิทัลแล้ว ทนายความเองก็ต้องมีความรู้ทางอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน เพื่อใช้ในการหาคดี…”

[1] Parkinson’s disease เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมอง จึงทำให้เกิดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า

[2] หนึ่งในกระบวนการแปรรูปกาแฟ จากผลกาแฟกลายเป็นเมล็ดกาแฟที่พร้อมนำไปคั่ว

[3] ระดับของการคั่วเมล็ดกาแฟแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ คั่วอ่อน คั่วปานกลาง และคั่วเข้ม ซึ่งจะส่งผลต่อรสชาติของกาแฟ

[4] ลักษณะคล้ายเมนูหม้อไฟธรรมดา แตกต่างกันที่ลูกค้าแต่ละคนจะมีหม้อไฟขนาดเล็กเป็นของตัวเอง

[5] หรือหม่าล่า เป็นพริกขึ้นชื่อชนิดหนึ่งของมณฑลเสฉวน เมื่อกินเข้าไปแล้วจะให้ความรู้สึกเผ็ดๆ ชาๆ ที่ปลายลิ้น

[6] ชินโนะสุเกะ ตัวละครหลักในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องเครยอนชินจัง ออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1990 ลักษณะประจำตัวของชินจังคือคิ้วที่หนาเข้ม

[7] หลักการพาเรโต เป็นกฎที่อธิบายหลักการว่าผลลัพธ์ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 มักเกิดจากตัวแปรขนาดเล็กเพียงร้อยละ 20

 

ใส่ความเห็น