[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร ตอนที่ 2

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

บทที่ 2

จวินซูอิ่งร่วงลงสู่พื้น สำลักไม่หยุด เกาฟั่งโยนกระบี่ในมือทิ้งทันที แล้วปรี่เข้ามาประคองเขาขึ้น “ท่านประมุข ท่านไม่เป็นไรกระมัง”

ที่แท้เมื่อครู่เป็นเกาฟั่งที่ใช้กระบี่เสียบเข้าที่คอของสัตว์ประหลาด ทำให้คอของมันเป็นรอยเหวอะหวะ เลือดไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง

จวินซูอิ่งจับเกาฟั่งเพื่อยันตัวลุกขึ้นยืน หยิบกระบี่ที่อยู่บนพื้น เดินไปข้างตัวสัตว์ประหลาดที่กลิ้งตัวไปมาร้องครวญครางบนพื้น เขาแสยะยิ้มแล้วเอ่ย “สวรรค์มีทางเจ้ากลับไม่ไป นรกไร้ประตูเจ้ากลับดึงดันเข้ามา ข้ากำลังทุกข์ใจเพราะหาตัวเจ้าไม่พบพอดี เจ้ากลับมาหาถึงที่ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายแล้วกัน”

จวินซูอิ่งพูดจบก็ยกกระบี่คมเตรียมแทงเข้าที่หัวใจของสัตว์ประหลาด แต่ปลายกระบี่กลับถูกดีดออกก่อนสัมผัสถึงผิวหนังของมัน

“ใคร” จวินซูอิ่งตะโกนขึ้นอย่างลนลาน มองรอบบริเวณ เห็นได้ชัดว่าผู้มาใหม่มีกำลังภายในล้ำลึก อาศัยร่างกายที่อ่อนแอของเขาตอนนี้ย่อมต่อสู้ไม่ไหวแน่ และพวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ในตอนนี้ก็นึกถึงได้เพียงคนเดียว คือบุรุษผู้ยึดมั่นกับการเอาชีวิตตน ฉู่เฟยหยาง

ภายในใจจวินซูอิ่งค่อนข้างตกใจกลัว แต่ใบหน้ากลับไร้ความรู้สึกใดๆ เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ย “พวกหนูจากแห่งหนใดกัน ในเมื่อมาแล้วกลับไม่กล้าปรากฏตัวมาเจอหน้างั้นรึ!”

พลันมีเสียงหัวเราะใสกังวานดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวฉับพลันของเงาร่างสีเขียว “ท่านทูตซ้ายจวิน สบายดีหรือไม่! หรือข้าควรเรียกท่านว่า ท่านประมุขจวิน?”

ได้เห็นใบหน้าคมคายที่ประดับด้วยรอยยิ้ม จวินซูอิ่งก็ตกใจ “ชิงหลาง!”

ชิงหลางโบกมือไปมา “ท่านอย่าได้ตื่นเต้นเลย ข้าหาได้สนใจตำแหน่งประมุขของท่าน ข้ามาเพียงเพื่อพาเขาไป” ชิงหลางใช้เท้าชี้ชายหนุ่มที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น

น้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามของอีกฝ่ายทำให้จวินซูอิ่งขุ่นเคืองอย่างมาก แต่ก็รู้ว่าตนเองในตอนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

จวินซูอิ่งส่งเสียงหึ “หากข้าบอกว่าไม่ได้เล่า!”

ชิงหลางยิ้มบางๆ “ท่านคิดว่าจะมีประโยชน์หรือ”

จวินซูอิ่งลอบกำหมัดแน่นก่อนจะคลายออก เอ่ยเสียงต่ำ “ข้าให้เจ้าพาเขาไป แต่เขาขโมยของของข้าซ่อนเอาไว้ในตัว เจ้าจงเอามันคืนมาให้ข้า”

ชิงหลางปรายตามองคนที่อยู่บนพื้นด้วยความขบขัน “ซ่อนไว้ในตัวหรือ ส่วนบนของเขาเปลือยเปล่าเช่นนั้น หรือว่าท่านอยากให้ข้าถอดกางเกงเขาต่อหน้าคนมากมายอย่างนั้นรึ”

“หากเจ้าไม่ยินยอม ข้าคงทำได้เพียงสังหารเขาแล้วหั่นศพเอาของออกมาเสีย! เจ้าห้ามข้าไม่ได้ เจ้ารู้ดี” จวินซูอิ่งเดินไปทางชายที่อยู่บนพื้นอย่างช้าๆ การดิ้นรนของเขาค่อยๆ อ่อนแรงลง เสียงครวญครางน่าสลดกลายเป็นเสียงร้องไห้โอดโอย

ชิงหลางยกมือขึ้นพูดอย่างจนใจ “ก็ได้ ข้าหา ข้าหาเอง”

ชิงหลางเดินไปนั่งลงตรงหน้าบุรุษผู้นั้น ล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในกางเกงควานหาสิ่งของ ท้ายทอยและส่วนหลังของเขาปรากฏสู่สายตาของจวินซูอิ่ง นัยน์ตาจวินซูอิ่งเปล่งประกายแวบหนึ่ง เข็มจำนวนหนึ่งเลื่อนมาอยู่กลางมือ แล้วยกขึ้นเล็งปลายเข็มหาศีรษะของชิงหลาง

เกิดเสียงดังกร๊อบ จวินซูอิ่งยังไม่ทันได้ตอบสนอง เพียงมองรอยยิ้มประชดประชันบนใบหน้าของชิงหลางที่อยู่ตรงหน้าอย่างตกใจ ครู่ต่อมาจึงรู้สึกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวตรงข้อมือ ชิงหลางบีบกระดูกข้อมือของเขาจนแหลกละเอียดแล้ว

จวินซูอิ่งเจ็บปวดจนหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น สีโลหิตบนใบหน้าจางหาย แต่กลับดื้อดึงอดทนไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมา

“จวินซูอิ่งหนอ จวินซูอิ่ง ท่านยังโง่งมถึงเพียงนี้ โง่จนข้าไม่อยากแม้แต่จะเป็นศัตรูกับท่าน” ชิงหลางดึงเข็มสามเล่มนั้นออกจากมือจวินซูอิ่ง ไล้ใบหน้าของเขาเบาๆ มองดูเขาตกใจจนใบหน้าซีดเซียว แล้วก็หัวเราะเยาะขึ้นมา จากนั้นทิ้งจวินซูอิ่ง หมุนตัวกลับไปประคองบุรุษที่อยู่บนพื้น

จวินซูอิ่งฟุบลงกับพื้น ข้อมือหักลู่ลงอย่างอ่อนแรง เขาก้มศีรษะหอบหายใจติดขัด เกาฟั่งวิ่งเข้ามาข้างกายจวินซูอิ่งทันที จับมือของเขาขึ้นตรวจดูอย่างระมัดระวัง ฉับพลันก็รู้สึกว่าชิงหลางหันมามอง ดวงตาฉายประกายครุ่นคิด

เกาฟั่งจับจวินซูอิ่งหลบหลัง “ชิงหลาง คิดถึงพวกเราในวันเก่าก็นับว่าเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน ท่านประมุขเองก็ไม่ได้ทำเรื่องใดขัดเจ้าจริงๆ ต่อไปพวกเราต่างคนต่างอยู่เถิด”

ชิงหลางไม่ตอบ ทำเพียงมองจวินซูอิ่งที่หดตัวหลบอยู่ด้านหลังเกาฟั่งอย่างครุ่นคิด คล้ายกับดูเช่นนี้ไม่เพียงพอ จึงเดินเข้ามาผลักเกาฟั่งออก ยื่นมือเชยคางจวินซูอิ่งขึ้นพิศมองอย่างละเอียด

เนื่องจากเสียเลือดมากเกินไป ใบหน้าที่อยู่ในอุ้งมือจึงซีดขาวผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อผุดเต็มใบหน้าไหลรินตามผิวเกลี้ยงเกลาแล้วหยดสู่พื้น บนมุมปากเปื้อนสีแดงจากการกระอักเลือดออกมา นับได้ว่าเป็นความงดงามที่เปราะบางยิ่งนัก แต่ลูกตาดำที่มองเขาตลอดเวลานั่นกลับเปล่งประกายสดใสผิดปกติ

อาการบาดเจ็บภายในของจวินซูอิ่งในตอนนี้ปะทุขึ้นมาพร้อมกับสภาพการบาดเจ็บภายนอก หากเป็นยามปกติ เขาและชิงหลางยังสามารถต่อสู้กันได้อย่างสูสี ทว่าตอนนี้กลับทำได้เพียงยอมรับการถูกควบคุม ในใจทุกข์ทรมานแสนสาหัส แต่ไม่กล้าทำอะไรอีก กลัวว่าหากไปกระตุ้นความโกรธของชิงหลาง ตนอาจจะต้องจบชีวิตตรงนี้

แรงกดจากนิ้วที่อยู่บนคางเพิ่มขึ้น จวินซูอิ่งสะบัดไม่หลุด ทำได้เพียงจ้องตาชิงหลางอย่างอวดดี แต่กลับถูกสายตาใคร่ครวญของอีกฝ่ายมองกลับจนขนลุกซู่

“มองดูดีๆ แล้ว หน้าตาท่านทูตซ้ายจวินช่าง…” ชิงหลางลากเสียง แล้วเอ่ยต่ออีกสองประโยค “งดงามเหนือคำบรรยาย เว้นแต่อารมณ์โมโหร้ายนี้ที่ทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้จริงๆ”

จวินซูอิ่งได้ยินก็ขนลุกเกรียว แต่ไหนแต่ไรมาเคยชินกับการเรียกลมได้ลมเรียกฝนได้ฝน ความรู้สึกอ่อนแอแบบนี้เขาเกลียดยิ่งนัก เกลียดอย่างถึงที่สุด

เกาฟั่งได้ยินและได้เห็นก็รู้สึกหวั่นกลัวจนอกสั่นขวัญแขวน เขารู้ว่าบุรุษบางประเภทก็นิยมชมชอบบุรุษเช่นกัน เกรงว่าชิงหลางอาจมีความคิดแปลกประหลาดบางอย่างต่อจวินซูอิ่งเข้าแล้ว

ชิงหลางสังเกตเห็นว่าจวินซูอิ่งประหม่าก็ยิ้มกว้างให้ “อย่ากลัวเลย ข้ามีของดีมาให้ท่านประมุข” พูดพลางล้วงยาเม็ดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ บีบคางของจวินซูอิ่งบังคับให้กลืนลงไป จากนั้นก็ปล่อยมือแล้วลุกยืนขึ้น มองจวินซูอิ่งอาเจียนแห้งออกมา จึงหัวเราะพร้อมเอ่ยว่า “ยังจำยาอายุวัฒนะที่ท่านประมุขพูดถึงเมื่อครั้งก่อนได้หรือไม่ สิ่งนี้ข้าหามาไม่ง่ายเลย ท่านได้เปรียบแล้ว ชีวิตยืนยาวเชียวนะ ฮ่าๆ”

ชิงหลางหัวเราะเบาๆ อุ้มบุรุษตัวสูงที่อยู่บนพื้นขึ้นมาอย่างง่ายดาย แตะเท้ากระโดดไม่กี่ครั้งเงากายก็หายไป

“นะ…หนาว…ข้าเจ็บปวดยิ่งนัก…” จวินซูอิ่งนอนอยู่บนเตียง เหงื่อกาฬไหลเต็มใบหน้าผิดปกติ สติเลือนราง

เกาฟั่งเฝ้ารักษาอยู่ข้างๆ อย่างกระวนกระวาย เขาตรวจชีพจรให้จวินซูอิ่งเรียบร้อยแล้ว เห็นชัดเจนว่าเป็นชีพจรของคนถูกพิษ เขาเคยพักอยู่แถบเหมียวเจียง [1] จึงพอเข้าใจทักษะการใช้พิษอยู่บ้าง และเคยเรียนรู้วิธีถอนพิษมาแบบผิวเผิน แต่ว่าวิธีการใช้พิษนี้เขาไม่รู้จัก จึงไม่กล้าผลีผลามลงมือทำอะไร

เกาฟั่งคิดว่าชิงหลางอาจไม่ได้ต้องการชีวิตของจวินซูอิ่ง ภายใต้สถานการณ์ในตอนนี้ หากเขาคิดจะฆ่าจวินซูอิ่งก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงใช้วิธีนี้ เพียงแต่การไม่รู้ผลลัพธ์ที่แน่ชัดของพิษนี้ทำให้เขากังวลใจยิ่งนัก

“ท่านประมุข ท่านเจ็บตรงไหนหรือ” เกาฟั่งเห็นจวินซูอิ่งเจ็บปวดแสนสาหัสก็อับจนหนทาง ครุ่นคิดชั่วขณะก็ทำได้เพียงฝังเข็มยับยั้งความเจ็บปวด

จวินซูอิ่งพยายามรักษาสติให้แจ่มชัด เคลื่อนมือไปยังส่วนท้อง ความเจ็บปวดหนาวเย็นเกิดขึ้นพร้อมกับร่างกายที่อ่อนแอ คำพูดที่ออกมามีมากมาย แต่ได้ยินเพียงไม่กี่คำ “ที่นี่…เหมือนมีเข็มนับหมื่นกำลังทิ่มแทงยุบยิบ…”

มือของเกาฟั่งถือเข็มเงิน บรรจงฝังลงบนจุดจงหวั่น [2] จุดเสินเชวี่ย [3] จุดกวนหยวน [4] จุดจู๋ซานหลี่ [5] และจุดกงซุน [6] ของจวินซูอิ่งอย่างระมัดระวัง คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะฝังลงไป จวินซูอิ่งก็ตะโกนร้องเสียงแหบแห้งราวกับทนความเจ็บปวดไม่ไหว มือเท้าแข็งเกร็งกลิ้งไปมาบนเตียง

เกาฟั่งหยุดมือทันที จวินซูอิ่งนอนคว่ำหน้าหายใจหอบอย่างหมดแรง เหงื่อเม็ดโตไหลตามหน้าผากสู่ปลายจมูก สติเริ่มเลือนรางอีกครั้ง แล้วขดตัวพึมพำว่าหนาวบ้าง เจ็บบ้าง

เกาฟั่งลูบลงบนผิวหนังจวินซูอิ่ง อุณหภูมิที่มือสัมผัสได้ร้อนจนน่าตกใจ

“หนาว…” จวินซูอิ่งหดตัวออกจากมือของเขา

“จริงสิ บ่อน้ำพุร้อน! ” จู่ ๆ เกาฟั่งก็นึกขึ้นได้ ท้ายเขาชางหลางมีความร้อนจากใต้ดิน ประมุขคนก่อนสั่งให้คนขุดบ่อ แล้วเติมน้ำใส่เพื่อความสำราญ กลายเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มนุษย์สร้างขึ้น ตอนนั้นที่จวินซูอิ่งสั่งเผาพระราชวังเสพสุขของประมุขคนก่อน ดีที่ไม่ทันคิดถึงบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ มันจึงยังคงอยู่

เกาฟั่งหลบจากคนอื่นๆ รีบเร่งพาจวินซูอิ่งไปยังถ้ำที่มีบ่อน้ำพุร้อนทันที

ประมุขคนก่อนตอนยังมีชีวิตอยู่ชอบที่นี่ยิ่งนัก ไม่ยอมให้ใครรู้ราวกับซ่อนไว้เป็นการส่วนตัว ดังนั้นคนที่รู้เรื่องที่นี่จึงมีไม่มาก ซึ่งในบรรดาคนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ที่รู้เรื่องมีเพียงแค่พวกเขาสองคนรวมกับชิงหลางอีกหนึ่ง

ด้านในถ้ำกว้างขว้าง เพดานสูงโปร่ง ตรงกลางของถ้ำมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ น้ำใสสะอาดแผ่ควันร้อนสีขาวอยู่ด้านใน เสียงน้ำไหลดังก้อง ไพเราะเสนาะหูยิ่ง ภายในเต็มไปด้วยแสงวูบวาบที่สะท้อนมาจากผิวน้ำ แลดูงดงามบริสุทธิ์

อุณหภูมิน้ำที่นี่ค่อนข้างสูงจึงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของจวินซูอิ่ง ทำให้สติของเขาค่อยๆ กลับมาแจ่มชัดขึ้น

แม้ว่าใบหน้าของเขาจะซีดขาวจนดูคล้ายภูตผี แต่ดวงตาทั้งสองกลับวาวโรจน์ด้วยความเกลียดชังและเหี้ยมโหด

“ฉู่เฟยหยาง ชิงหลาง พวกเจ้าทำร้ายข้าถึงเพียงนี้ ข้าปล่อยพวกเจ้าไปไม่ได้เด็ดขาด!” จวินซูอิ่งฟาดฝ่ามือตีน้ำจนเกิดเป็นเสียงสะท้อนภายในถ้ำ เนิ่นนานก็ไม่จางหายไป

เกาฟั่งปลอบประโลมด้วยเสียงนุ่มนวล “ตราบใดที่ยังมีชีวิต ย่อมต้องมีความหวัง ท่านประมุข ท่านรักษาบาดแผลให้ดีก่อนเถิด ข้าจะหาวิธีถอนพิษในตัวท่านให้เร็วที่สุด ตอนนี้คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์”

จวินซูอิ่งสูดหายใจลึก พยักหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยอีกครั้ง “อย่าบอกใครว่าข้าอยู่ที่นี่”

“ข้าไม่ได้เขลาขนาดนั้นเสียหน่อย” เกาฟั่งเอ่ยติดตลก แต่ในใจกลับเจ็บปวด ต่อให้ตอนนี้จวินซูอิ่งจะเป็นประมุขพรรคเทียนอี แต่ภายในพรรคกลับไม่มีใครสักคนที่ศรัทธาเขาอย่างจริงใจ เพียงกลัวในวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งและการลงมือที่โหดร้ายของเขา จึงนับถือเชื่อฟังเขาอย่างเคร่งครัดเท่านั้น หากให้รู้ว่าตอนนี้สภาพของจวินซูอิ่งไม่สามารถทำอะไรได้เช่นเมื่อก่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนเหล่านั้นอาจจะเข้ามารุมล้อมฉีกทึ้งจวินซูอิ่งเป็นชิ้นๆ

จวินซูอิ่งเปลือยกายแช่อยู่ในบ่อน้ำร้อนจนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ากำลังภายในค่อยๆ หลอมรวมกัน คิดไม่ถึงว่าสถานที่ที่ใช้เสพสุขเมื่อคราก่อนจะยังมีประโยชน์เช่นนี้ เขาให้เกาฟั่งกลับไปจัดการเรื่องในพรรค เกาฟั่งเองก็กลัวว่าการที่พวกเขาสองคนหายตัวไปนานเกินไปอาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ ทั้งยังเห็นว่าจวินซูอิ่งในตอนนี้พอจะป้องกันตัวได้แล้ว จึงรับคำสั่งแล้วจากไป

เงาของเกาฟั่งค่อยๆ หายลับไปพร้อมกับเสียงกระดิ่งรื่นหู จวินซูอิ่งดำดิ่งสู่กลางบ่อน้ำอันอบอุ่น เริ่มหลับตาเพื่อบำรุงพลัง แม้ภายในกล้ามเนื้อราวกับยังมีบางสิ่งก่อกวนอยู่ ทั้งยังค่อนข้างเจ็บปวด เพียงแต่ไม่ทรมานเท่ากับก่อนหน้านี้

เกาฟั่งเพิ่งกลับถึงพรรคก็ได้รับรายงานเรื่องยุ่งยากที่สุดเข้า

ฉู่เฟยหยางส่งจดหมายท้าประลองมาอีกแล้ว เวลาคือคืนนี้

เกาฟั่งแอบหัวเราะต่อการกระทำอันคร่ำครึของจอมยุทธ์แห่งจงหยวนผู้นี้ แต่ก็ต้องขอบคุณอย่างจริงใจที่ให้เวลาเขาเตรียมต่อสู้ เกาฟั่งไม่รู้วรยุทธ์ และพอรู้ว่าแมลงพิษของเขาพวกนี้ไม่สามารถทำอะไรฉู่เฟยหยางได้ แต่ว่านิสัยเช่นนี้ของฉู่เฟยหยางกลับมอบโอกาสที่จะชนะให้แก่เขา

ตอนที่เกาฟั่งอยู่แถบเหมียวเจียง เคยได้รับพิษชนิดหนึ่งจากแม่หมอผู้หนึ่ง สีหน้าของเขายามที่ได้รู้วิธีใช้พิษประเภทนั้นคงดูดีพิลึก แต่กระนั้นก็ไม่กล้าปฏิเสธความปรารถนาดีของหญิงม่ายร้ายกาจผู้นั้น

คนที่ถูกพิษนั่นจะสูญเสียกำลังการเคลื่อนไหวไปชั่วคราว แล้วทำตามคำสั่งทุกอย่าง เดิมทีเป็นแมลงที่สตรีชาวเหมียวเจียงชอบพกไว้ใช้กับบุรุษที่ตนหมายปองแต่กลับไม่ได้มา หมายความว่าอย่างไรนั้นไม่พูดก็ย่อมเห็นได้ชัด

เกาฟั่งคิดว่าตนเองจะไม่ได้ใช้พิษนั้นไปชั่วชีวิต แต่ตอนนี้เขากลับต้องการมันกว่าใคร เขาต้องการเวลานั้น เวลาเพียงแค่เล็กน้อยก็เพียงพอที่จะให้เขาหยิบดาบขึ้นเสียบขั้วหัวใจของจอมยุทธ์ฉู่ได้อย่างง่ายดายแล้ว

ทั่วทั้งพรรคในค่ำคืนนั้นจุดตะเกียงสว่างไสว เสียงคนอลหม่าน

เกาฟั่งมองรอยหยดเลือดที่ต่อเนื่องไม่ขาดสายบนเส้นทางบริเวณตีนเขา ก็ขมวดคิ้วสั่งให้คนพรรคเทียนอีแบ่งกลุ่มไล่ตามสังหาร

“ฉู่เฟยหยางถูกพิษ ลมหายใจภายในยุ่งเหยิง นี่เป็นโอกาสดีที่หาได้ยาก จะปล่อยให้เขาหนีไปไม่ได้เด็ดขาด”

กลุ่มคนในพรรครับคำสั่งด้วยความเคารพ แบ่งกลุ่มแยกย้ายกันจากไป เกาฟั่งกลับสู่ภายในพรรค แยกจากลูกน้องผู้ติดตาม รอกระทั่งเหลือเขาอยู่เพียงคนเดียวก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาล้มตัวลงกับพื้น กระอักเลือดออกมา

“เป็นปีศาจแท้ๆ …” เกาฟั่งพึมพำ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าแม้กระทั่งพิษของเหมียวเจียงก็ไม่สามารถหยุดยั้งฉู่เฟยหยางได้ บุรุษผู้นั้นถูกพิษแล้วไม่เพียงแค่ไม่หมดแรง แต่กลับยังมีแรงทำร้ายเขา เขาเองเคยพบความร้ายกาจของพิษแมลงนี้มาก่อน จอมยุทธ์ผู้มีวรยุทธ์เก่งกล้าไม่น้อยถูกแมลงพิษตัวเล็กทำให้กลายเป็นหุ่นเชิดไร้ต้านทาน เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าระดับวรยุทธ์ของฉู่เฟยหยางนั้นสูงส่งเพียงใด

กระนั้นเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เช่นกัน เกาฟั่งเช็ดเลือดตรงมุมปาก คลี่ยิ้มออกมา อ่อนเปลี้ยจนมือไม้ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่ ทว่าฉู่เฟยหยางก็ไม่อาจปลิดชีพเขาได้ด้วยแรงแม้เพียงฝ่ามือเดียว ตอนนี้ศิษย์พรรคเทียนอีไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนสามารถฆ่าฉู่เฟยหยางได้

ฉู่เฟยหยางแอบซ่อนตัวอยู่ในมุมอับ รอกระทั่งศิษย์พรรคเทียนอีเหล่านั้นไล่ไปที่ตีนเขา จึงลุกขึ้นเดินโซเซไปยังท้ายเขา ที่ไหล่ซ้ายของเขามีโลหิตไหลออกมาย้อมชุดจนกลายเป็นสีแดง นั่นคือคมกระบี่ที่บุรุษผมยาวหวังแทงเข้าตรงหัวใจ แต่เขาหลบพ้น จึงไม่ถูกจุดสำคัญ

แผลที่ไหล่ไม่ใช่อุปสรรคอะไรนัก เขาสกัดจุดห้ามเลือดให้ตนเองเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ลำบากที่สุดตอนนี้ก็คือพิษที่แล่นพล่านอยู่ในร่างกายต่างหาก

พิษนั่นทำลายปราณของเขาให้แตกซ่านอย่างรุนแรงจนไร้ทางรวบรวมกำลังภายใน ภาพฉากเบื้องหน้าค่อยๆ เลือนราง ร่างกายร้อนระอุยากจะทนไหว ฉู่เฟยหยางพอรู้สรรพคุณของพิษนี้อยู่บ้าง ก็ร้องด้วยความทุกข์ทนอย่างห้ามไม่อยู่ ทั่วร่างกายร้อนรุ่มคล้ายจะมีไฟลุก กระทั่งเสื้อผ้าที่ไม่หนามากก็ทำให้เขาทนไม่ไหว

ทิวทัศน์ตรงหน้าเริ่มเกิดเป็นภาพซ้อน ฉู่เฟยหยางสะบัดศีรษะให้หายไป เขาหอบหายใจนั่งพิงกับต้นไม้ใหญ่ คลายคอเสื้อออกอย่างหงุดหงิด

กำลังภายในรวมตัวกันไม่ได้แล้ว จึงไร้ทางโคจรพลังต่อต้าน พิษในร่างกายพวยพุ่งสาดซัดดุเดือดผิดปกติ จู่โจมสมองของเขาให้หมดสติอย่างช้าๆ

พลันข้างหูก็ได้ยินเสียงน้ำไหลดังแว่วมา แผ่วเบาแต่ชัดเจน กระทบโสตประสาทของฉู่เฟยหยาง เขาพยายามรักษาสติเฮือกสุดท้าย ประคองตนไปตามเสียงนั้น ผ่านป่าและโขดหินรก ด้านหน้าปรากฏถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เสียงน้ำไหลดังชัดขึ้นเรื่อยๆ สำหรับฉู่เฟยหยางที่อยู่ในสภาวะร้อนรุ่มทั่วสรรพางค์กายนั้นฟังไพเราะเสนาะหูราวกับเสียงจากสวรรค์

เขาโซซัดโซเซพุ่งตัวเข้าไปด้านใน ดวงตาที่เดิมทีเริ่มเลือนรางของฉู่เฟยหยาง เมื่ออยู่ภายใต้แสงสะท้อนของคลื่นน้ำก็ยิ่งทำให้ภาพไม่ชัดเจน รู้สึกเพียงว่าท่ามกลางแสงจากน้ำที่ส่องสว่างมีเงาเลือนรางอยู่ เลือนรางดั่งภาพลวงตา

ฉู่เฟยหยางแอบสาปแช่ง คนที่ปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่ของพรรคเทียนอีย่อมเป็นศัตรูอย่างแน่นอน ความร้อนรุ่มในร่างกายทำให้เขาสูญเสียแม้กระทั่งความสงบเยือกเย็นตามปกติไป รู้สึกเพียงหงุดหงิดจนเหลือทน

เขาพยายามประคองสติ รวบรวมกำลังภายในที่กระจายไปคนละทิศอย่างสิ้นเปลืองแรง ภายในถ้ำนิ่งเงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงน้ำไหลที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

“ฉู่เฟยหยาง!” จวินซูอิ่งเอ่ยอย่างงุนงงขึ้นมาก่อน ในใจค่อนข้างหวาดกลัว อาศัยกำลังของเขาในตอนนี้ หากต่อสู้กับฉู่เฟยหยาง กระทั่งความหวังที่จะรอดออกไปแม้แต่น้อยนิดก็คงไม่มี

ทว่าพอเห็นชัดว่าฉู่เฟยหยางโงนเงน ยืนไม่มั่นคงแล้ว จวินซูอิ่งก็ได้สติคืนจากความหวาดกลัว ใบหน้าที่ยังคงซีดเซียวของเขาค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้ม เมื่อมองประเมินฉู่เฟยหยางตั้งแต่หัวจดเท้า รอยยิ้มนั้นก็กว้างขึ้น กว้างจนถึงขั้นเกินจะจินตนาการ เป็นรอยยิ้มที่ราวกับสติฟั่นเฟือน

เขายื่นมือขึ้นกลางอากาศเรียกเสื้อคลุมชั้นนอกที่วางไว้ริมบ่อมาสวมพาดไว้บนไหล่ ก่อนจะทะยานขึ้นจากน้ำ เขาแช่อยู่ในบ่อน้ำร้อนเป็นเวลานาน นอกจากอาการแสบร้อนบริเวณท้อง ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก กำลังภายในเองก็สามารถใช้ได้บ้างแล้ว

“ฉู่เฟยหยาง นี่เจ้าถูกพิษหรือ ดูเจ้ายืนก็ไม่มั่นคงแล้ว” จวินซูอิ่งเอ่ยขึ้นอย่างยินดีปรีดาในความทุกข์ของผู้อื่น “ข้าทุกข์ใจมาตลอดว่าเมื่อใดจะสามารถล้างแค้นคมกระบี่นั้นได้ เจ้ากลับเข้ามาหาด้วยตนเอง เจ้ามิใช่วรยุทธ์สูงส่งหรอกหรือ น่าเสียดาย ตอนนี้เจ้าสู้ข้าไม่ได้ ส่วนข้าในตอนนี้สามารถบดขยี้เจ้าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้” จวินซูอิ่งหัวเราะอย่างสนุกสนานเต็มที่

“เริ่มจากตรงไหนดีนะ เริ่มจากดวงตาคู่ที่ทำให้คนเกลียดชังนี่ก็แล้วกัน!” เสียงพูดของจวินซูอิ่งไม่ทันจางหายก็ทะยานเข้าจู่โจมทันที ฉู่เฟยหยางรวบรวมแรงต้าน แต่ได้แค่ไม่กี่กระบวนท่าก็ถึงขีดจำกัด เขาซวนเซล้มลงกับพื้น ที่แห่งนี้แม้แต่พื้นก็ร้อนระอุ ฉู่เฟยหยางสติค่อนข้างเลือนรางแล้ว มีเพียงความปรารถนาตามสัญชาตญาณเท่านั้นที่ร่ำร้องต้องการจะบุกฝ่าออกจากร่างกาย

ใบหน้าแสยะยิ้มของจวินซูอิ่งแกว่งไกวอยู่เบื้องหน้า พูดอะไรนั้นฟังไม่ชัดเจนแล้ว เห็นเพียงสันมือของอีกฝ่ายที่ชูขึ้นสูง

ฉู่เฟยหยางแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยรอคอยปาฏิหาริย์ ภายใต้สถานการณ์ที่เห็นชัดว่าศัตรูแข็งแกร่งแต่ตนอ่อนแอเช่นนี้ เขาทำได้เพียงฝืนยิ้มยอมรับชะตากรรม ช่างเถิด ดูท่าวันนี้คงต้องตายอยู่ที่นี่จริงๆ เสียแล้ว

เขาค่อยๆ หลับตาทั้งสองข้าง รอคอยการโจมตี แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ฉู่เฟยหยางลืมตาขึ้น คาดไม่ถึงว่าจะเห็นจวินซูอิ่งที่หยิ่งผยองเมื่อครู่นอนอยู่บนพื้นไม่ไกลจากเขา ขดตัวงอ กลิ้งไปมาด้วยความเจ็บปวด

แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นี่คือโอกาสดีที่สวรรค์ประทานให้ถึงหน้า

ฉู่เฟยหยางลุกขึ้นอย่างสิ้นเปลืองเรี่ยวแรง รวบรวมกำลังภายในที่เหลืออยู่ไม่มากไว้ที่มือข้างขวา นั่งยองๆ อยู่หน้าจวินซูอิ่ง หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ย “นี่เป็นเพราะสวรรค์ก็ต้องการฆ่าเจ้าแล้วเช่นกัน”

ยังไม่ทันได้ลงมือ กลับถูกจวินซูอิ่งกอดไว้แน่นโดยไม่ทันระวังตัว ริมฝีปากพึมพำร้องว่าหนาว ตรงเข้าแอบอิงอยู่ในอ้อมอกของเขา

ฉู่เฟยหยางหายใจถี่กระชั้น ถูกจวินซูอิ่งผลักลงกับพื้น กำลังภายในที่รวบรวมไว้เมื่อครู่สลายไปในพริบตา

จวินซูอิ่งเดิมทีสวมเพียงเสื้อคลุมชั้นนอก ดิ้นรนไม่กี่ครั้งผิวหนังเกินครึ่งก็โผล่พ้นเสื้อออกมา เมื่อถูกผิวหนังเนียนละเอียดแนบชิด อีกทั้งจวินซูอิ่งยังคงขยับกายขยุกขยิกอยู่ในอ้อมอกของเขาไม่หยุด สำหรับฉู่เฟยหยางที่ถูกแผดเผาด้วยไฟปรารถนาอยู่แล้วจึงเป็นดั่งการยั่วยุครั้งใหญ่

ฉู่เฟยหยางพยายามประคองสติสัมปชัญญะสุดท้ายไว้ ยกมือตบลงบนร่างกายของจวินซูอิ่งเบาๆ แต่กลับกลายเป็นการปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว ผิวหนังร้อนผ่าวที่อยู่ใต้ฝ่ามือละเอียดเกลี้ยงเกลาราวกับดึงดูดนิ้วมือของเขา ทำให้ตัดใจผละจากไม่ลง

อุณหภูมิร่างกายที่ร้อนระอุของฉู่เฟยหยางคล้ายกับทำให้จวินซูอิ่งรู้สึกสบายอย่างมากจนครางเสียงต่ำออกมาอย่างพอใจ เสียงนี้ยิ่งทำให้เลือดของฉู่เฟยหยางสูบฉีดพลุ่งพล่าน มือที่คลึงเคล้าอยู่ออกแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ ความเจ็บปวดค่อยๆ แทรกซึมเข้ามา

“อือ…” จวินซูอิ่งส่งเสียงออกมาอย่างทนไม่ไหว แต่ไม่เคลื่อนใบหน้าที่ซุกซบอยู่กับอกของฉู่เฟยหยางออก กลับขยับเข้าแนบชิดยิ่งกว่าเดิม ทว่าฉู่เฟยหยางกลับถูกเสียงนั้นดึงสติกลับมา

“เจ้ากำลังทำอะไร!” เห็นจวินซูอิ่งที่นอนอยู่บนอกของตนชัดแล้วฉู่เฟยหยางก็ตกใจ สมองที่ถูกความปรารถนาแผดเผาไม่อาจไตร่ตรองได้มากกว่านี้ ทำได้เพียงใช้แรงผลักจวินซูอิ่งออกไปอีกทาง ลุกขึ้นยืนหมายจะเดินไปทางด้านนอก แต่ก้าวได้เพียงสองก้าวก็ล้มลงกับพื้นอีกครั้ง พิษในร่างกายโจมตีขึ้นมาอย่างรุนแรง ฉู่เฟยหยางทำได้เพียงนั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่กับพื้น

[1] เหมียวเจียง คือ แถบพรมแดนเผ่าเหมียว (ม้ง) ซึ่งในนิยายกำลังภายในมักขึ้นชื่อว่า เผ่าเหมียวเชี่ยวชาญเรื่องพิษ

[2] จุดจงหวั่น คือ บริเวณกลางกระเพาะ

[3] จุดเสินเชวี่ย คือ บริเวณกลางสะดือ

[4] จุดกวนหยวน คือ บริเวณใต้สะดือสามนิ้ว

[5] จุดจู๋ซานหลี่ คือ บริเวณหน้าแข้งด้านนอก

[6] จุดกงซุน คือ บริเวณข้างเท้าด้านใน

ใส่ความเห็น