[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร ตอนที่ 3.2

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

บทที่ 3.2

ลมทักษิณพัดรวยริน ราตรีมืดมิดดุจผืนน้ำ

เสียงโครมครามยามสิ่งของตกกระทบพื้นสะท้อนก้องอยู่ภายในห้องลับกว้างขวาง ซึ่งมีผนังหนาป้องกันไว้ไม่ให้เสียงเล็ดลอดสู่ด้านนอกแม้แต่น้อย

จวินซูอิ่งกวาดสิ่งของร่วงจากโต๊ะแล้วฟุบหน้าหอบหายใจอย่างหนักไม่หยุด เขายกมือซ้ายขึ้นมาทุบโต๊ะอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กลับทิ้งไว้เพียงแค่รอยฝ่ามือจางๆ บนโต๊ะเท่านั้น

“เพราะอะไร เป็นเพราะอะไรกัน” ดวงตาทั้งสองของจวินซูอิ่งแดงก่ำ พึมพำพร้อมทรุดตัวลงกับพื้น

ตั้งแต่เขากลับมาจากถ้ำนั่น กำลังภายในที่แต่เดิมคิดว่าจะกลับมาในไม่ช้ากลับไร้วี่แวว กระทั่งมีความรู้สึกว่านับวันพละกำลังยิ่งไม่เป็นไปตามใจนึก ในท้องคล้ายกับมีหลุมดำดูดกลืนกำลังภายในของเขาไปเรื่อยๆ ไร้หนทางแก้ไข เขารู้สึกได้ว่ากำลังภายในนั้นไม่ได้หายไป เพียงแต่เขาไร้ทางกระตุ้น ราวกับมีบางสิ่งกำลังแย่งชิงพลังของเขาอยู่

“มันคืออะไรกันแน่” จวินซูอิ่งใช้มือกดลงบริเวณท้องจนข้อต่อเกิดเสียงกร๊อบ ปลายนิ้วกลายเป็นสีขาว

หากมีเวลาเขาก็จะขลุกอยู่ในห้องลับ อ่านตำรามากมาย ทดลองทำวิธีต่างๆ แต่กลับไม่สามารถฟื้นคืนกำลังภายในทั้งหมดได้ ภายในใจจวินซูอิ่งรู้ชัดว่ามันต้องเป็นผลจากพิษที่ชิงหลางใช้กับเขาแน่นอน อย่างไรก็ตาม เขาอ่านบันทึกที่เกี่ยวกับแมลงพิษเหมียวเจียงแทบทั้งหมดแล้ว ก็ไม่เจออาการเหมือนเช่นที่เขาเป็น แต่กลับเจอพิษที่เกาฟั่งใช้กับฉู่เฟยหยาง หลังจากทนอ่านให้จบไม่ไหวเพราะโมโหจนควันออกหู กลับทำได้เพียงกลืนความขมขื่นลงท้อง เจ็บปวดจนพูดไม่ออก

ยามที่จวินซูอิ่งออกมาจากห้องลับสีหน้าก็นิ่งสงบแล้ว มองไม่เห็นอารมณ์โกรธแค้นเมื่อครู่แม้แต่น้อยนิด เพียงประตูลับเปิดออกก็มองเห็นเกาฟั่งกำลังนั่งรออยู่ในห้อง

“กำลังฝึกวรยุทธ์หรือ” เกาฟั่งที่ใช้เวลาขณะกำลังเบื่อหน่ายไปกับการเล่นที่ทับกระดาษก้าวสองก้าวมาต้อนรับ “ท่านประมุข ท่านเพิ่งหายดีได้ไม่นาน ทุกเรื่องควรค่อยๆ ทำ มิฉะนั้นอาจเลยเถิดจนเท่ากับไปไม่ถึงไหน”

จวินซูอิ่งโบกมือ เดินไปยังโต๊ะที่มีชารินไว้รออย่างดี แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้ามีธุระหรือ”

เกาฟั่งยิ้ม เอ่ยว่า “หากไม่ใช่ท่าน ข้าก็ไม่มีเรื่องอื่นใดแล้ว” เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “วันนี้ได้รับรายงานลับ ตั้งแต่ประมุขน้อยผู้นั้นอยู่ฝั่งชิงหลาง ชิงหลางก็คล้ายกับจะก่อเรื่องร้าย พวกเราจำต้องป้องกัน” พูดพร้อมกับนำกระดาษสองสามแผ่นออกมา

จวินซูอิ่งรับจดหมายลับมาดูก็หัวเราะเสียงเย็น เอ่ยว่า “เพื่อสัตว์ประหลาดประมุขน้อยนั่นรึ เขามีสายตาดีนะ”

เกาฟั่งลากเก้าอี้มานั่ง ถอนหายใจยาว “นารีเป็นเหตุมีมาแต่โบราณ ประมุขน้อยผู้นี้แม้ไม่มีความสามารถ หากใบหน้านั้นจะเป็นสาเหตุหลักก็มีคุณสมบัติที่เพียงพอ คิดถึงประมุขน้อยที่ไม่มีความสามารถอื่น ยั่วยวนชิงหลางให้ออกหน้าแทน ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

จวินซูอิ่งนิ่งเงียบไม่พูดจา แต่กลับบีบจอกชาที่อยู่ในมือแน่น

เกาฟั่งหยิบจอกใบหนึ่งขึ้นมาถือเล่น เอ่ยต่อ “ตอนแรกข้ายังกังวลว่าชิงหลางอาจคิดอะไรไม่ดีไม่งามต่อท่าน ท่านตั้งตนเป็นศัตรูกับเขา แต่เขากลับไม่เคยสนใจท่านเลย…”

เกิดเสียงดังเพล้งของจอกที่แตกละเอียด จวินซูอิ่งบีบคอเกาฟั่ง เส้นเลือดดำบนมือปูดออกมา เอ่ยอย่างโหดเหี้ยม “นับวันเจ้ายิ่งกำเริบเสิบสาน คิดว่าข้าฆ่าเจ้าไม่ได้จริงๆ หรือ”

เกาฟั่งตาโต อ้าปากกว้าง สองมือแงะมือใหญ่ที่อยู่บนคอออก จวินซูอิ่งออกแรงที่มือจนกระทั่งเห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายเขียวคล้ำและปากเริ่มซีดจึงคลายออก เหยียดมองต่ำอย่างเย็นชา เกาฟั่งกุมคอทรุดลงกับพื้น ทั้งไอทั้งหายใจแรง สะบักสะบอมสิ้นท่า

“ขะ…ข้าผิดไปแล้ว ท่านประมุขโปรดอภัย” เกาฟั่งเงยหน้ามองจวินซูอิ่งอย่างยากลำบาก

จวินซูอิ่งส่งเสียงหึอย่างเย็นชา เอ่ยสั่ง “เจ้าไปวางแผนการป้องกัน เผื่อว่าชิงหลางบุกเข้ามา หากไม่มีเรื่องสำคัญก็ไม่ต้องมารบกวนข้า”

เกาฟั่งก้มศีรษะรับคำสั่ง จวินซูอิ่งพยักหน้าเบาๆ เอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าออกไปเถอะ”

“ขอรับ ข้าน้อยขอตัว” เกาฟั่งตะเกียกตะกายขึ้นมาจากพื้น ข่มอาการไอ โค้งคำนับแล้วถอยหลังจากไป ลำคอขาวเนียนปรากฏรอยนิ้วสีชมพูอย่างเห็นได้ชัด จวินซูอิ่งขมวดคิ้ว ฟังเสียงย่ำเท้าที่ระคนเสียงกระดิ่งค่อยๆ ไกลออกไป จากนั้นก็เข้าไปในห้องตำรา หยิบตำราออกมาสองสามเล่ม แล้วขลุกอยู่กับการศึกษาค้นคว้าต่อ

การกระทำของเกาฟั่งว่องไว การป้องกันถูกวางแผนเสร็จอย่างรวดเร็ว ใจของจวินซูอิ่งรู้ว่ากำลังภายในของตนในตอนนี้หากปะทะกับชิงหลางก็คงมีเพียงยอมให้จับโดยไม่ต่อสู้ จึงทำได้เพียงแค่หวังพึ่งพาคนใต้บังคับบัญชาให้ช่วยป้องกันชั่วครั้งชั่วคราวไปก่อน เขาต้องหาวิธีถอนพิษให้ได้ก่อนถึงเวลานั้น

แม้ภายนอกจวินซูอิ่งจะดูเข้มแข็ง แต่ก็วิตกกังวลอยู่เกือบตลอดเวลา กำลังภายในที่มักจะควบคุมไม่อยู่ทำให้เขาไม่เหลือที่พึ่งพิงใด บางครั้งตอนฝันร้ายสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก จุดตันเถียน [1] ที่จู่ๆ ก็ว่างเปล่าไม่รู้สึกถึงกำลังภายในกลับเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่าฝันร้ายนับร้อยเท่า ราวกับคนไร้พละกำลังอยู่ท่ามกลางสัตว์ป่าดุร้าย เผชิญกับอันตรายที่อาจทำให้หัวขาดกระเด็น ร่างกายแหลกสลายได้ทุกเมื่อ

พอคิดให้ถี่ถ้วน ราวกับว่าตั้งแต่ได้เจอฉู่เฟยหยาง ความโชคดีของเขาก็จบลง จากนั้นก็มีแต่เรื่องโชคร้ายไม่หยุดหย่อน ถ้าตอนแรกไม่ถูกฉู่เฟยหยางทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เขาคงไม่พ่ายแพ้ชิงหลางง่ายดายถึงเพียงนั้น ไม่ถูกพิษประหลาดอะไรนั่น ไม่มีคืนแห่งความอัปยศในถ้ำแห่งนั้น ไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นปัจจุบันนี้ที่กำลังภายในอ่อนแรงลงทุกวันๆ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะกลับคืนมา ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะถูกจับสังเกตได้และตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชตายอย่างไร้ที่ฝัง

สายลมโชยอ่อน สายฝนบางเบา กลีบบุปผาร่วงโรยกลาดเกลื่อน เสียงกระดิ่งไพเราะดังมาจากสุดปลายทางเดิน เกาฟั่งสาวเท้าอย่างเร่งรีบ ไม่เคาะกระทั่งประตูก็ผลีผลามบุกเข้าไปในห้องตำรา

“ท่านประมุข ชิงหลางมาถึงตีนเขาแล้ว พวกเราไม่อาจนั่งรอความตายเช่นนี้…ท่านประมุข?!”

เกาฟั่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจนจวินซูอิ่งไม่ทันได้ปิดบังตนเอง เขานอนฟุบอยู่หน้าโต๊ะด้วยท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง

“ไสหัวไป!” จวินซูอิ่งสุ่มหยิบของที่อยู่บนโต๊ะปาไปทางเกาฟั่งซึ่งตะโกนออกมาอย่างลนลาน

“ท่านประมุข ท่านไม่สบายหรือ ให้ข้าน้อยตรวจดูหน่อยเถิด” ใบหน้าเกาฟั่งปรากฏความกังวล หลบตำรากับพู่กันที่ถูกโยนเข้าใส่ ก่อนก้าวเข้าไปใกล้

“ข้าไม่เป็นไร!” จวินซูอิ่งเอ่ยพลางหอบหายใจ จับโต๊ะยืดตัวขึ้นยืนตรง “ตอนนี้ข้าต้องการฝึกวรยุทธ์ เจ้าออกไปซะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็อย่าเข้ามารบกวนข้า และไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนเข้ามา” แม้จะบังคับตัวเองให้สงบ แต่ใบหน้าจวินซูอิ่งกลับไร้สีเลือด ขาวซีดจนน่าตกใจ

จวินซูอิ่งจับโต๊ะแล้วก็ยังคงมีท่าทางไม่มั่นคง ไม่ว่าอย่างไรเกาฟั่งจึงไม่กล้าจากไปเช่นนี้ได้ “ท่านประมุข ปิดบังโรคเพราะกลัวหมอไม่ใช่เรื่องดี ข้าน้อยเป็นใคร ท่านยังไม่เชื่อใจข้าอีกหรือ!”

จวินซูอิ่งหัวเราะเสียงเย็นชา “จริงสิ เจ้าเป็นใครกัน ทำไมข้าต้องเชื่อเจ้า ออกไปเดี๋ยวนี้ อย่าให้ข้าต้องฆ่าเจ้า เกาฟั่ง ข้าไม่เลี้ยงสุนัขที่ไม่เชื่อง”

เกาฟั่งชะงักครู่หนึ่งก็ยิ้มออกมาทันใด “ไม่ใช่ว่าตอนนี้ท่านประมุขไม่สามารถฆ่าข้าได้หรอกหรือ หากเป็นเมื่อก่อน ท่านคงลงมือไปแล้ว จะมาพูดพร่ำกับข้ามากมายเสียที่ไหนกัน”

ใบหน้าจวินซูอิ่งหมองลงจนเหงื่อจะไหลออกมา เกาฟั่งพูดไม่ผิด มือสองข้างที่เขาวางบนโต๊ะกระทั่งจะกำให้แน่นก็ยังทำไม่ได้ เกาฟั่งเดินเข้ามาพลางยิ้มระรื่น จวินซูอิ่งถอยหลัง แต่จู่ๆ ก็ขาอ่อนล้มพับลงกับพื้น ภายในท้องเกิดอาการปั่นป่วน ภาพตรงหน้าค่อยๆ เลือนราง

สัมผัสของมือคู่หนึ่งโอบประคองและลูบแผ่นหลังอย่างเชื่องช้า ข้อมือถูกพลิกขึ้น ก่อนที่นิ้วเรียวยาวและเย็นเล็กน้อยจะสัมผัสลงบนนั้น จวินซูอิ่งดึงข้อมือกลับ แต่กลับพบว่าตนเองในตอนนี้สู้แรงของเกาฟั่งไม่ได้แล้ว ท้องเกิดอาการคลื่นไส้อีกครั้ง รู้สึกเหมือนอยากขย้อนตับไตไส้พุงออกมา จวินซูอิ่งไหนเลยจะมีใจสนใจเกาฟั่ง

ใบหน้าของจวินซูอิ่งเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโต ก่อนค่อยๆ ปรับสภาพได้ หากแต่เบื้องหน้ายังพร่ามัว เกาฟั่งพูดอยู่ข้างหูอย่างกังวล “ท่านประมุข กำลังภายในของท่าน…”

จวินซูอิ่งเงยหน้าขึ้นจ้องเกาฟั่งอย่างกล้าหาญ กัดฟันเอ่ย “จงฟัง ห้ามพูดมันออกมา! ไม่เช่นนั้น…”

เกาฟั่งพยักหน้าทันที “ข้าไม่พูด ท่านวางใจ”

ความจริงถูกเกาฟั่งรู้แล้ว จวินซูอิ่งก็ไม่แสร้งทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าเขาอีกต่อไป จึงฟุบลงหอบหายใจกับพื้นด้วยท่าทางอ่อนแรง

เขาปรายตามองเกาฟั่งครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มเยาะเย้ยออกมา “กำลังภายในของข้าใช้ไม่ได้ชั่วคราวเท่านั้น พักเสียหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว คิดเสียว่าเป็นพิษตกค้าง ผ่านไปสองสามวันย่อมหายดี ทำไมเจ้าถึงทำท่าเหมือนโชคร้ายหล่นทับหัว!”

เกาฟั่งขมวดคิ้วไม่เอ่ยอะไร ยกข้อมือของจวินซูอิ่งขึ้นมาตรวจชีพจรอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วก็ขมวดคิ้วเรียวแน่นขึ้นเรื่อยๆ จวินซูอิ่งเห็นท่าทางเช่นนี้ของเกาฟั่งก็รู้สึกจิตใจว้าวุ่น ชักมือออกพลางเอ่ยอย่างหมดความอดทน “ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องตรวจอีกแล้ว”

เกาฟั่งขยับปากราวกับยากจะเอ่ยถึง ถามอย่างลังเลว่า “ท่านประมุข อะ…อาการไม่สบายตัวในช่วงนี้ของท่าน เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่หรือ”

จวินซูอิ่งมองเขาด้วยความสงสัย ยังคงครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ “กลางเดือนที่แล้ว”

เกาฟั่งก้มหน้าขบคิดครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้ามองจวินซูอิ่ง ทว่าประกายในดวงตาสั่นระริก ไม่กล้าสบดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของจวินซูอิ่ง เขาเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ท่านประมุข มีเรื่องหนึ่ง ข้าน้อยไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี…”

จวินซูอิ่งเอ่ยขึ้นอย่างหมดความอดทน “พูดมา!”

เกาฟั่งสูดลมหายใจ สายตามองไปยังไหล่ของจวินซูอิ่ง เอ่ยว่า “แม้ว่าจะเหลือเชื่อยิ่งนัก แต่…ชีพจรของท่านประมุข เป็น…ชีพจรมงคล”

ทั้งห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียงซ่าๆ ของสายฝนนอกหน้าต่าง

“ชีพจรอะไร”

“ชีพจรมงคล”

“…มันคืออะไร”

“…คือชีพจรมงคล ท่านประมุข”

จวินซูอิ่งตกตะลึงครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ปัดมือเกาฟั่งที่จับอยู่ออก แล้วเดินโซเซไปที่ประตู

“ท่านประมุข…”

จวินซูอิ่งยกมือขึ้นปรามเกาฟั่งที่เดินตามมา เอ่ยเสียงต่ำ “ให้ข้าอยู่เงียบๆ คนเดียว” พูดพลางเคลื่อนตัวไปด้านนอกอย่างเชื่องช้า ขาลากไปกับพื้นยกไม่ขึ้นราวกับหนักนับพันชั่ง กระทั่งไปถึงธรณีประตูก็ไม่ยกเท้าขึ้น จึงสะดุดล้มลงที่ข้างประตูนั้น

เกาฟั่งถอนหายใจเบาๆ เฮือกหนึ่ง เดินเข้าไปนั่งยองๆ ยื่นมือจับไหล่ของจวินซูอิ่ง อยากพูดปลอบประโลมแต่ก็ไม่รู้จะพูดเช่นไร

เหตุการณ์เช่นนี้เขาไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต กระทั่งได้ยินก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน มนุษย์ มวลวิหค สัตว์ป่า ดอกไม้ใบหญ้า ที่ให้กำเนิดชีวิตใหม่ล้วนเป็นสตรีเพศ เป็นมารดา เขาโตมากับจวินซูอิ่ง ย่อมรู้ว่าจวินซูอิ่งเป็นบุรุษคนหนึ่ง ทั้งยังเป็นบุรุษที่มีความทะเยอทะยานมั่นใจในตนเอง บุรุษเช่นนี้ ตอนนี้ในร่างกายของเขากลับให้กำเนิดอีกหนึ่งชีวิตเล็กๆ ความจริงที่เหลวไหลไร้สิ่งใดเปรียบ เรื่องเหลวไหลที่เป็นจริงไร้สิ่งใดเปรียบ

“ท่านประมุข ความจริงแล้วในตำนานเก่าแก่ เทพโบราณกาลไม่น้อยล้วนเป็นบุรุษเพศที่ให้กำเนิดลูกหลาน…นี่ไม่นับว่าเป็นเรื่องหายากอะไร…” เกาฟั่งลืมตาเอ่ยอย่างไม่ทันคิด จวินซูอิ่งพยักหน้า จู่ๆ เสียงแหบแห้งก็ดังขึ้น “เอายาให้ข้า”

“อะไรหรือ” เกาฟั่งชะงัก

“เอายาให้ข้า เจ้ารู้ว่าคืออะไร ต่อไปก็…เจ้าลืม ข้าลืม เรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

เกาฟั่งไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ย “เพิ่งไม่กี่เดือน ยานั้นสามารถใช้ได้… แต่ว่ามีปัญหาหนึ่งอย่าง แม้ข้าไม่รู้ว่าสิ่งนี้มาได้อย่างไร แต่ดูแล้วมีความเกี่ยวข้องกับพิษของชิงหลาง กำลังภายในของท่านไร้ทางฟื้นฟูก็เกี่ยวข้องกับมันเช่นกัน เอาสิ่งนี้ออกไป หากได้ผลดีกำลังภายในของท่านจะไม่ถูกกักกั้นอีก ท่านสามารถฟื้นคืนพลังได้ แต่หากเกิดผลร้าย…”

“กำลังภายในของข้าอาจหายไปพร้อมกันหรือ” จวินซูอิ่งพูดต่อ

“อืม เป็นเช่นนั้น” เกาฟั่งพยักหน้าอย่างหวั่นกลัว ลังเลสักพักก็เอ่ยต่อ “ข้าเพิ่งตรวจชีพจรให้ท่าน กำลังภายในของท่านไม่ได้เสียหาย แต่เหมือนโดนสิ่งนั้นดูดไปเพื่อใช้ปกป้องตัวเอง ดังนั้นหากรอให้เขาเติบโต…คลอดออกมา ถึงตอนนั้นเขาใช้กำลังภายในของท่านคุ้มครองตนไม่ได้แล้ว ท่านย่อมได้กำลังภายในกลับคืนมา”

มือซ้ายจวินซูอิ่งจับวงกบประตูแน่น หลังมือปรากฏรอยเส้นเลือดชัดเจน บริเวณที่ถูกจับเกิดเสียงกร๊อบหักร่วงลงมา

“ท่านประมุข กำลังภายในของท่าน…”

จู่ๆ จวินซูอิ่งก็ผุดลุกขึ้น ตะโกนเสียงดังคล้ายระเบิด พุ่งตัวไปจากห้อง เงากายเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หายลับไปยังกลางป่าท่ามกลางฝนพรำ เกาฟั่งรีบตามติดไปทันที รอยหญ้าที่จวินซูอิ่งเคลื่อนผ่านทุกรอยชี้ทางได้ชัดเจน เกาฟั่งจึงหาตัวเขาได้อย่างรวดเร็ว

ตอนนี้เขายืนอยู่ท่ามกลางต้นไม้ที่ผลิดอก ปลดปล่อยพละกำลังราวกับต้องการระบายออกอย่างเต็มที่ ปรับเปลี่ยนว่องไว กระบวนท่ารุนแรง บุปผารอบด้านร่วงโรยละล่อง ต้นไม้ที่เดิมทีบานสะพรั่งเหลือเพียงกิ่งใบที่เสียหาย จวินซูอิ่งออกแรงที่ฝ่ามือตัดสะบั้นลำต้นอย่างไม่คลายความเคียดแค้นแม้แต่น้อย

“เหตุใดกัน! เหตุใดต้องเป็นข้า! ใต้หล้ามีผู้คนมากมายที่โหดเหี้ยมกว่าข้า ชั่วร้ายกว่าข้า เลวกว่าข้า! เหตุใดถึงเป็นข้า! ข้าทำอันใดจึงต้องทำกับข้าเช่นนี้!” จวินซูอิ่งคำราม น้ำเสียงที่ผสานกำลังภายในดังกึกก้อง

กระทั่งระบายอารมณ์เสร็จ รู้สึกเหนื่อยล้า จวินซูอิ่งก็ก้มศีรษะคุกเข่าลงกับน้ำโคลน น้ำที่เกาะเต็มใบหน้าภายใต้ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงแยกไม่ออกว่าเป็นเหงื่อหรือน้ำตา อาการหายใจหอบหนักค่อยๆ สงบลง เขาพลิกกายนอนราบ แนบร่างกับพื้นดินที่เต็มไปด้วยดอกไม้ เงยหน้าประจันฟ้า หลับตาทั้งสองข้าง

เกาฟั่งเดินมาอย่างเงียบๆ ยืนอยู่ด้านหลัง

ฝนพรำชุ่มชื้นอาภรณ์ บรรยากาศเย็นสบาย

ตั่งเซิน หวงฉี ตังกุย ชวนโซง สูตี้หวง เซิงตี้หวง ถูซือจื่อ ซังจี้เซิง [2] ต้มกับน้ำกลายเป็นยาสีดำเข้มข้น จวินซูอิ่งเพิ่งให้คนเก็บอาหารที่แตะเพียงไม่กี่คำกลับไป เกาฟั่งก็นำยามาวางไว้ตรงหน้าเขา มองเขาพลางยิ้มน้อยๆ “ท่านประมุข ดื่มเถิด”

จวินซูอิ่งมองน้ำแกงสีดำนั้น รสยาเข้มข้นทำให้กระเพาะของเขาที่เดิมทีไม่ดีอยู่แล้วแย่เพิ่มขึ้นอีก เขาขมวดคิ้วเอ่ยถาม “นี่คืออะไรอย่างนั้นหรือ”

เกาฟั่งยิ้มตอบ “ท่านประมุข ท่านไม่อยากรู้ชื่อของมันหรอก คิดเสียว่ามันเป็นยารักษาแผล รีบดื่มเถิด”

จวินซูอิ่งเหลือบมองเกาฟั่งอย่างรังเกียจ ยกถ้วยขึ้นแล้วดื่มลงท้อง การดื่มเร็วเกินไปทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ เกาฟั่งวางจานผลเหมยลงบนโต๊ะ ใบหน้าจวินซูอิ่งเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเข้ม “เกาฟั่ง เจ้าเห็นข้าเป็นอะไร อย่าทำจนเกินขอบเขต”

เกาฟั่งเก็บถ้วยยา ยิ้มจนตาโค้งดุจจันทร์เสี้ยว “ท่านประมุข สามารถทำให้ตนเองรับมือกับเรื่องนี้ได้ไยจึงไม่ทำเล่า เหตุใดต้องคิดมากถึงเพียงนั้น จะอย่างไรท่านคือประมุขผู้ปราดเปรื่องในด้านวรยุทธ์ของพวกเราตลอดไป” พูดจบก็เดินอ้อนแอ้นจากไป ทิ้งให้จวินซูอิ่งขมวดคิ้วมองจานผลเหมยสีเขียวที่น่าดึงดูดอยู่ตรงนั้นคนเดียว

เกาฟั่งดูแลจวินซูอิ่งตามวิธีดูแลสตรีมีครรภ์ โชคดีที่ให้ผลเช่นเดียวกัน หากจวินซูอิ่งไม่มีสีหน้าหมองคล้ำดุจก้นหม้อตอนที่เห็นเขาทุกวันก็จะยิ่งดีมากขึ้นอีก

ชิงหลางพาคนร่างยักษ์ถอยลงมาตั้งหลักที่ตีนเขา ครึ่งเดือนที่ผ่านมาคาดไม่ถึงเลยว่าจะเงียบสงบ ไร้ข่าวคราวการเคลื่อนไหว แม้ว่าจวินซูอิ่งจะไม่สบายใจกับเรื่องนี้มาก แต่ก็ทำได้เพียงแค่ หากศัตรูไม่ขยับข้าไม่ขยับ อาศัยกำลังและฝีมือของเขาในตอนนี้แล้ว หากคิดลงมือเพื่อตัดกำลังก่อนย่อมไม่อาจทำได้ แม้การตกอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำท่ามกลางสถานการณ์คุมเชิงกันอยู่นี้จะทำให้เขากระวนกระวายใจ แต่ก็ไร้ซึ่งหนทางแก้ไข

หากเกาฟั่งก็ยังต้มยาให้เขาอย่างดีอกดีใจทุกวัน จัดแจงอาหารการกิน ท่าทางมีความสุขยิ่งนัก พอคิดได้ว่าในใจเกาฟั่งจะเยาะเย้ยเขาอย่างไรบ้าง จวินซูอิ่งก็อยากยื่นมือออกไปบีบคอเกาฟั่งให้ตาย ทว่าการดูแลของเกาฟั่งทำให้เขารู้สึกสบายอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เกาฟั่งมาพบเขา ใบหน้าล้วนมีรอยยิ้มเจิดจรัส มีคำกล่าวที่ว่า อย่าตีคนยิ้ม จวินซูอิ่งจึงคิดปลงเสียให้รู้แล้วรู้รอด ให้กินก็กิน ให้ดื่มก็ดื่ม ให้นอนก็นอน ทำตามคำแนะนำของหมอ เพียงแต่สายตาที่เรียกได้ว่าเมตตาอ่อนโยนของเกาฟั่งมักจะมองมาจนเขาขนลุกซู่

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น เมื่อครบกำหนดเก้าเดือน…จวินซูอิ่งไม่กล้าคิด นั่นน่ากลัวมากกว่าทุกเรื่องที่เขาพบเจอมาทั้งชีวิต

เรื่องเหนือความคาดหมายย่อมไม่มี มีเพียงชิงหลางกำลังจ้องตะครุบเขาและตำแหน่งประมุขอยู่ที่ตีนเขาราวกับพยัคฆ์ร้าย เรื่องเหล่านี้ไม่อาจนับว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของจวินซูอิ่ง

ชิงหลางเงียบไปสิบกว่าวัน ในที่สุดก็มีการเคลื่อนไหว จวินซูอิ่งรอคอยอยู่ในสภาพคุมเชิงจนทนไม่ไหวเช่นกัน ทั้งคนและม้าสองฝั่งประชันสู้กันบนพื้นที่โล่งนอกทางขึ้นเขา เสียงการฆ่าฟันสะเทือนลั่นฟ้า

ที่นี่เคยเป็นสถานที่ที่พวกเขาฝึกยุทธ์ด้วยกัน พวกเขาเคยเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย ตอนนี้กลับคิดสังหารซึ่งกันและกัน โลหิตสดสาดกระจายบนพื้น ชิ้นเนื้อปลิวว่อนในอากาศ ไม่รู้ว่าแขนขาใครหล่นอยู่กับศพที่ขาดวิ่นของใคร

การต่อสู้ที่บาดเจ็บทั้งสองฝ่ายฉากนี้ดำเนินต่อไปได้ไม่นานนัก

ชิงหลางซึ่งเดิมทียืนอยู่หลังกลุ่มคนจู่ๆ ก็พุ่งทะยานขึ้น กระโจนใส่จวินซูอิ่งที่อยู่นอกวงต่อสู้ จวินซูอิ่งถอยหลังหลายก้าว เกาฟั่งปรี่มาขวางหน้าทันที เขาชูมือขึ้นวาดหมอกสีม่วงสายหนึ่ง หมอกสีม่วงแผ่กระจายอย่างรวดเร็วพุ่งไปทางชิงหลาง

ชิงหลางไม่กล้าดูถูกพิษของเกาฟั่ง ทำได้เพียงทะยานหลบออกไป ถ่วงเวลาเอาไว้ เกาฟั่งยังคงมุ่งไปข้างหน้า แต่กลับถูกคนยกแล้วโยนไปด้านหลัง แผ่นหลังของจวินซูอิ่งมาอยู่ตรงหน้าเขาในชั่วพริบตา ยามที่เงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งก็เห็นทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างดุเดือดแล้ว

ในใจเกาฟั่งบีบรัดจนเหงื่อตก กำลังภายในของจวินซูอิ่งนับวันยิ่งไม่มั่นคงตามการเติบโตของทารกในครรภ์ กำลังภายในที่หดหายนับวันยิ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นในเวลานี้ จวินซูอิ่งคงไม่มีทางรอดอีกแล้ว

ชิงหลางและจวินซูอิ่งล้วนเป็นยอดฝีมือ การต่อสู้ชี้เป็นตายครั้งนี้ต่างปล่อยกำลังอย่างเต็มที่ ทรายปลิวหินกระเด็นรอบทิศ ไอสังหารรุนแรงทำให้ทุกคนไม่อาจเข้าใกล้ การเข่นฆ่าของคนในพรรคสองฝ่ายหยุดลงแล้ว ทุกคนล้วนถอยห่างออกไปไกล ชมการต่อสู้ของยอดฝีมือที่ยากจะได้พบเห็น

สองคนต่อสู้อย่างสูสีกันไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เรื่องที่เกาฟั่งกังวลที่สุดก็เกิดขึ้น พลังรุนแรงในตอนแรกของจวินซูอิ่งค่อยๆ หายไป เขารับมือชิงหลางได้ยากขึ้น ออกแรงไม่ได้ตามใจนึก สายตาของชิงหลางฉายประกายขบคิดครู่หนึ่ง

กำลังภายในสับสนวุ่นวาย อ่อนแอลงเรื่อยๆ จวินซูอิ่งเริ่มเผยจุดอ่อนหลายจุด ชิงหลางหาช่องว่างได้อย่างง่ายดาย จับข้อมือของเขาแน่น แล้วกดนิ้วตรวจชีพจร จวินซูอิ่งตกตะลึง รวมกำลังภายในเฮือกสุดท้ายฟาดออกไปจนเกิดเสียงดัง แต่กลับถูกชิงหลางใช้แรงเพียงเล็กน้อยกดจุดชีพจรไว้ ก็เจ็บแปลบจนพลังหายไปทั้งหมดทันที ใบหน้าซีดขาว ทำได้เพียงใช้สายตาทิ่มแทงไปยังชิงหลางอย่างเกลียดชัง

ชิงหลางแสยะยิ้ม “ประมุขจวิน ที่แท้ท่านก็…” จวินซูอิ่งเบิกตาโพลงด้วยความตระหนกทันที ชิงหลางไม่ได้พูดต่อ แต่กลับเงยหน้าขึ้นกวาดตามองกลุ่มคนในพรรคที่ล้อมวงเป็นกลุ่มดำทะมึน สองฝ่ายที่เดิมทีพอฟัดพอเหวี่ยงกัน ตอนนี้เพียงแค่มองก็รู้ทันที ลูกน้องของจวินซูอิ่งหมดอาลัยตายอยากไปทีละคนๆ ขวัญกำลังใจหดหาย ไม่มีจิตใจสู้ต่อ

จวินซูอิ่งตกใจกลัวจนสีหน้าขาวซีดยิ่งกว่าเดิม พูดด้วยความเกลียดชัง “หากเจ้าไม่ได้ทำร้ายข้า ข้าจะตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร หากเจ้ากล้าพูดออกไป ข้าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น!”

ชิงหลางหัวเราะเยาะ ดึงจวินซูอิ่งเข้ามาใกล้ เชยใบหน้าที่ไร้ซึ่งสีโลหิตของจวินซูอิ่งขึ้นอย่างเบามือ “ข้ากลับอยากเห็นว่าประมุขจวินในสภาพนี้จะทำให้ข้าน้อยตายทั้งเป็นได้อย่างไร!” ชิงหลางแสร้งทำท่าทางกระแอมในลำคอ เอ่ยเสียงดัง เพิ่งจะพูดไม่กี่คำ เสียงแหลมและร้อนรนของจวินซูอิ่งก็ดังขึ้น “เจ้าหุบปาก!”

ชิงหลางเก็บเสียง มองจวินซูอิ่งที่หายใจถี่ระรัวด้วยรอยยิ้มรื่น จวินซูอิ่งหลุบตาลง หากดวงตายังคงฉายแววแห่งความเกลียดชัง เอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าชนะแล้วชิงหลาง ตำแหน่งของข้าเจ้าเอาไปเถิด ข้าจะรีบหายไปจากสายตาเจ้า นับแต่นี้จะไม่กลับมายังพรรคเทียนอีอีก และเจ้า เห็นแก่ที่พวกเราดีร้ายอย่างไรก็สำนักเดียวกัน เรื่องนี้ขออย่าเอ่ยออกไป เจ้าว่าอย่างไร”

นิ้วมือของชิงหลางที่จับข้อมือจวินซูอิ่งไล้เกลี่ยอย่างช้าๆ ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ตำแหน่งของประมุขเดิมทีเป็นดั่งสิ่งของในกระเป๋าของข้า อยู่เพียงแค่เอื้อมมือ ท่านคิดว่าท่านมีคุณสมบัติอะไรใช้มันมาแลกเปลี่ยนกับข้า!”

ไม่มีกำลังภายในปกป้องร่างกายแล้ว จวินซูอิ่งอ่อนแอลงอย่างช้าๆ เหงื่อไหลเต็มใบหน้าโดยไม่รู้ตัว

เขาฝืนรักษาความเยือกเย็น เอ่ยถาม “ทั้งหมดข้ามีเพียงเท่านี้ นอกจากนี้เหลือเพียงชีวิตแล้ว…”

ชิงหลางหัวเราะเยาะอีกครั้ง “ข้าจะเอาชีวิตท่านไปทำไม ท่านคิดว่าทุกคนชื่นชอบการเข่นฆ่าเช่นท่านรึ”

จวินซูอิ่งสงบเยือกเย็นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว กัดฟันเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง “เช่นนั้นเจ้าคิดทำอะไรกันแน่! นี่ไม่มีประโยชน์อะไรต่อเจ้า ชิงหลาง ต่อให้ต้องการให้ข้าตาย ก็ให้เกียรติข้าสักหน่อย”

ชิงหลางมองจวินซูอิ่งอย่างครุ่นคิดพักหนึ่งจึงเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า “เห็นแก่ที่พวกเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ข้าจะไม่ทำให้ท่านลำบาก สิ่งที่ข้าต้องการ เพียงแค่ท่านตอบข้ามาหนึ่งข้อเท่านั้น”

เกาฟั่งอยู่ห่างจากชิงหลางและจวินซูอิ่งไกลยิ่งนัก จวินซูอิ่งถูกควบคุม เขาไม่กล้าพรวดพราดเข้าไปทันที ทำได้แค่มองชิงหลางพูดคุยกับจวินซูอิ่งจากระยะไกล สีหน้าของจวินซูอิ่งแย่ลงเรื่อยๆ แม้เกาฟั่งจะร้อนใจ แต่ก็อับจนหนทาง

เห็นเพียงจวินซูอิ่งก้มหน้าลง ใช้เสียงที่ดังกว่าเมื่อครู่เอ่ยชื่อหนึ่งออกมา เกาฟั่งค่อนข้างประหลาดใจ ก่อนจะเห็นชิงหลางยิ้มพลางพยักหน้า พูดอะไรบางอย่างข้างหูของจวินซูอิ่งอีกครั้ง สีหน้าจวินซูอิ่งหมองคล้ำ จ้องมองชิงหลางด้วยความเกลียดชัง ชิงหลางยังคงยิ้มพร้อมกับผายมือออก จวินซูอิ่งสูดหายใจลึก ก่อนตะโกนชื่อหนึ่งออกมาเสียงดัง “ฉู่เฟยหยาง!”

[1] จุดตันเถียน คือ จุดแห่งพลัง 3 จุด ได้แก่ ระหว่างคิ้ว กลางหัวใจ และท้องน้อย

[2] ตั่งเซิน หวงฉี ตังกุย ชวนโซง สูตี้หวง เซิงตี้หวง ถูซือจื่อ และซังจี้เซิง คือ ชื่อสมุนไพรในเทียบยาจีน มีสรรพคุณที่ใช้รักษาโรคและบำรุงครรภ์

One thought on “[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร ตอนที่ 3.2

  1. Sirima Chooboonraj says:

    โอว้!!!! ดุเดือด รุนแรง บีบคั้นแท้
    จะลงเอยอย่างไรละเนี่ย
    จะพรี รึจะวางหน้าร้านจัดมาเลยดีกว่า
    อ้ากกกกกกก

ใส่ความเห็น