fbpx

[ทดลองอ่าน] ข้าอยากเป็นภรรยาจอมยุทธ์ ตอนที่ 1.1

ข้าอยากเป็นภรรยาจอมยุทธ์
鸢鸢相报

 

จ้าวเฉียนเฉียน 赵乾乾 เขียน
ลีลรักษ์ แปล

 

— โปรย —
หวังชิงเฉี่ยน บุตรีเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ผู้มีความคลั่งไคล้ที่จะเป็นจอมยุทธ์หญิง
และมีความใฝ่ฝันว่าอยากแต่งงานกับจอมยุทธ์หนุ่ม
ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าวันหนึ่งบุตรชายอัครเสนาบดี ฟั่นเทียนหาน
ผู้มีคุณสมบัติเป็นเลิศระดับจ้วงหยวนบู๊คนใหม่จะมาสู่ขอนาง
ที่ไม่มีคุณสมบัติกุลสตรีตามแบบฉบับอะไรเลย นอกจาก “ความรวย”

นางแคลงใจนักว่าเขาคงแต่งเพราะหมายตาสินเดิมเจ้าสาวอันมหาศาลของนางล่ะสิ!
แต่ในเมื่อสตรีอย่างไรก็ต้องออกเรือน แต่งกับจ้วงหยวนบู๊
ก็ใกล้เคียงความฝันของนางกึ่งหนึ่ง เช่นนั้น “แต่งก็แต่ง”

แต่หลังจากแต่งงานกันแล้ว กลับพบว่าเรื่องราวมันแสนจะพิลึกพิลั่นกว่านั้นมาก
มีอย่างที่ใด ในจวนจ้วงหยวนที่นางกับสามีอยู่ด้วยกัน
ยังมีญาติผู้น้องของเขาตามมาอยู่ด้วย!
ทั้งนางยังถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวความรักความแค้นของคนอื่นโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีก

ตกลงว่าที่สามีจ้วงหยวนบู๊รูปงามยืนกรานจะแต่งงานกับนางเป็นเพราะอะไรกันแน่
แล้วความฝันที่จะได้ผาดโผนผจญภัยไปกับยอดฝีมือผู้รู้ใจของนางจะเป็นอย่างไรต่อ

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

1.1
ฝังกลบบุปผา

 

การแสดงออกของผู้มีความสามารถคือ

การทำทุกสิ่งตามใจปรารถนาได้ทุกที่ทุกเวลา

 

รัชศกต้าคังปีที่ห้าสิบหก วันที่หนึ่งเดือนแปด ยามมะแม[1] ท้องฟ้าเกิดนิมิตอัศจรรย์ หรืออาจไม่มีก็ได้ เพราะว่าข้าหลับอยู่

ตอนที่เป่าเอ๋อร์วิ่งเข้ามาข้ากำลังหลับฝัน ในฝันข้าสวมชุดวิวาห์สีแดง สวมมงกุฎหงส์ มงกุฎหงส์หนักมาก กดศีรษะจนข้าปวดคอไปหมด ข้าออกแรงดึง ดึงจนหัวตัวเองหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ แต่พอถือไว้ในมือ จู่ๆ หัวนั้นก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าของเป่าเอ๋อร์ เป็นเครื่องหน้าของเป่าเอ๋อร์ที่วางอยู่บนเล่าปิ่งโรยงา[2]กลมแป้น นางทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แผดเสียงร้องว่า “คุณหนูๆ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว นายท่านจัดการให้ท่านออกเรือนเจ้าค่ะ!”

เมล็ดงาร่วงกราวลงพื้นตามแรงสะบัดหน้าของนาง

ข้าตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก ลืมตาตื่นทันใด เผชิญหน้ากับใบหน้ากลมเหมือนเล่าปิ่งโรยงาของเป่าเอ๋อร์ นางเห็นข้าตื่นแล้วจึงพูดอะไรบางอย่างจนน้ำลายกระเซ็น ข้าเบือนหน้าหลบฝอยน้ำลาย และ…เมล็ดงาของนาง

“คุณหนู! ท่านยังจะนอนอยู่อีก! ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่” เป่าเอ๋อร์ดึงผ้าห่มออกจากตัวข้า

ข้าสูดหายใจลึกสงบสติอารมณ์ ตอบนางว่า “ข้าได้ยินแล้ว”

เป่าเอ๋อร์ถอยออกไปสองก้าว เอ่ยว่า “เช่นนั้นท่านก็รีบลุกเร็วเข้า!”

ข้าขยี้ตา “ลุกไปทำอะไร”

“คุณหนู!” เป่าเอ๋อร์กระทืบเท้า สะเทือนจนเตียงข้าสั่นไปสามที

ดูเอาเถอะ ทุกครั้งชอบแอบขโมยกินขนมของข้า ตัวกลมจนจะกลายเป็นลูกหนังอยู่แล้ว

ข้าย่นจมูกดมฟุดฟิด ถามด้วยความสงสัย “เป่าเอ๋อร์ เจ้าแอบซุกของอร่อยอะไรไว้อีกแล้วใช่หรือไม่”

เป่าเอ๋อร์ได้ยินก็ทำหน้าร้อนตัว เช็ดปากแล้วตอบ “เปล่า”

ข้าสูดจมูกฟุดฟิดอีกครั้ง หรี่ตาเอ่ยว่า “เล่าปิ่งโรยงา!”

เป่าเอ๋อร์ทำสีหน้าราวกับจะพูดว่า ชาติก่อนท่านเป็นสุนัขหรือ นางเอ่ยว่า “คุณหนู ท่านจะออกเรือนอยู่แล้ว ยังจะคิดถึงเล่าปิ่งโรยงาอะไรอีก เหตุใดจึงไม่ร้อนใจสักนิดเลยเล่า”

ข้าหาวหวอดพลางบิดขี้เกียจ “ข้าร้อนใจอยู่นะ”

เป่าเอ๋อร์ถลึงตาใส่ข้า “เห็นอยู่ทนโท่ว่าท่านไม่ได้ร้อนใจเลยสักนิด!”

ข้าย้อนถาม “เจ้าไม่ใช่ข้า รู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ร้อนใจ”

รอยหยักในสมองเป่าเอ๋อร์ค่อนข้างน้อย ไม่คดเคี้ยว พอข้าถามเช่นนี้ นางก็อึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็ตะโกนใส่ข้าอย่างไม่ลดละ “ท่านรู้หรือไม่ว่าเป็นคุณชายบ้านใด”

“ไม่รู้” ข้าตอบไปส่งๆ อากาศช่วงเข้าฤดูสารทช่างน่านอนตลอดเวลาจริงๆ

เมื่อคืนช่วงยามสองเกิง[3] จู่ๆ ศิษย์พี่ใหญ่ก็โผล่มา ชิงตัวข้าไปจากเงื้อมมือของโจวกง[4] พาข้าเหาะขึ้นไปดูดาวบนหลังคา สิ่งที่พวกลูกหลานชาวยุทธ์ทำกันมักเป็นเรื่องล้ำจินตนาการ ข้าเคยชินกับมันนานแล้ว จึงงีบหลับไปขณะอยู่เป็นเพื่อนเขาดูดาวบนหลังคาเรือนของพ่อข้า เรือนของพ่อข้าตั้งบนที่สูง อยู่ใกล้ดาวกว่าเรือนอื่นๆ จึงเป็นที่ที่เหมาะแก่การชมเดือนชมดาว

เดิมควรเป็นค่ำคืนชวนฝันที่มีดวงดาวดารดาษเต็มท้องฟ้า ลมราตรีพัดโชย แต่พ่อข้าช่างไม่น่ารักเอาเสียเลย จะนอนยังต้องเล่นเป่าลมข้างหู[5]กับอี๋เหนียงสามอีก ด้วยเหตุนี้ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่จึงได้ยินพวกเขาพูดคุยกันเรื่องการหมั้นหมายของข้ากับจ้วงหยวน[6]ฝ่ายทหารคนใหม่อย่างมีความสุข

ศิษย์พี่ใหญ่ฟังแล้วก็ไม่พูดอะไร ผ่านไปครู่ใหญ่จึงลุกขึ้น เหาะข้ามหลังคาจากไป

ลูกหลานชาวยุทธ์ ไปมาล้วนไร้ร่องรอย ข้าเข้าใจดี

แต่ว่า…ข้านั่งแกร่วอยู่บนหลังคา อยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา ทักษะก็แย่ วิชาตัวเบาก็…ไม่เอาไหน

จนล่วงเข้ายามสามเกิงข้าถึงเจอบ่าวในบ้านที่ออกตรวจตรายามดึกคนหนึ่ง จึงให้เขาเอาบันไดมาพาดให้ข้าปีนลงไป

แม้จะบอกว่าทุกชนชั้นในจวนนี้ล้วนชาชินกับพฤติกรรมที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องของข้ามานานแล้ว แต่ท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นของบ่าวคนนั้นก็สร้างความประทับใจให้ข้าไม่น้อย ข้ากระดากใจที่จะถามชื่อแซ่ของเขา ได้แต่เบิกตากว้าง พยายามเพ่งมองเพื่อจดจำหน้าตาของผู้มีพระคุณไว้ เผื่อภายหน้าจะมีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณ

น่าเสียดายที่หมอกลงจัด จึงเห็นหน้าไม่ชัด

“คุณหนูๆ! ท่านฟังที่ข้าพูดอยู่หรือไม่” นิสัยชอบกระทืบเท้าของเป่าเอ๋อร์นี่แก้ไม่หายเสียที ไม่ช้าก็เร็วข้าจะเอาขานางมาทำเป็นไม้ตีกลองซะ

ข้าลุกขึ้นมานั่ง “ไม่ได้ฟัง พูดใหม่อีกรอบซิ”

“…” เป่าเอ๋อร์ทำหน้าบูดเป็นอุจจาระ “ข้าบอกว่า ท่านเขยคือคุณชายใหญ่ของอัครเสนาบดีฟั่น จ้วงหยวนบู๊คนใหม่ฟั่นเทียนหาน”

“ชื่อนี้ไม่ดี ดินจับน้ำแข็งฟ้าหนาวเหน็บ[7]” ข้ายิ้มตาหยีพลางถามนาง “ท่านเขยรึ ใครคือท่านเขยกัน”

“คุณ! หนู!”

จุๆๆ เสียงแบบนี้ เป่าเอ๋อร์กัดฟันพูดออกมาแล้วเนี่ย อันที่จริงมิใช่ว่าข้านิสัยไม่ดี เพียงแต่ท่าทางนางยามกระทืบเท้าเร่าๆ ช่างเหมือนลูกหนังที่ถูกเตะจนกระเด้งกระดอน ดูแล้วมีชีวิตชีวาจริงๆ

“รู้แล้ว จ้วงหยวนคนใหม่ มากความสามารถ” ข้าพิงราวกั้นเตียงพลางแกะเล็บ “ยินดีด้วยนะ”

เป่าเอ๋อร์ทำเสียงฮึดฮัดอย่างขุ่นเคือง สุดท้ายก็กระทืบเท้าทิ้งทวนทีหนึ่ง แล้วหันหลังวิ่งออกไป ไม่ผิดจากที่ข้าคิด จังหวะที่นางหมุนตัวนั้น ข้าก็เห็นว่านางกำเล่าปิ่งโรยงาชิ้นหนึ่งไว้ในมือแน่น

เป่าเอ๋อร์เพิ่งจะออกไป พ่อข้าก็มาถึง เสียงแหบห้าวร้องเรียกอยู่หน้าประตู “เฉี่ยนเอ๋อร์ เฉี่ยนเอ๋อร์”

หึๆ ฟังเสียงเป็ดตัวผู้นี่ร้องสิ ลามกเหลือเกิน

พูดถึงพ่อข้า ชาวเมืองหลวงกว่าครึ่งต่างรู้ว่า สมัยหนุ่มๆ เขาคือจอมเสเพลหวังชื่อกระฉ่อนแห่งเมืองหลวง ถนัดเรื่องลักไก่ขโมยหมา[8]สารพัด ต่อมาเขาเผอิญมีโชคลาภเล็กๆ น้อยๆ จึงเริ่มทำกิจการค้าผ้าไหม เอาเงินต่อเงิน หมุนเงินจนกลายเป็นหนึ่งในพ่อค้าที่ร่ำรวยของเมืองหลวง สมัยตกยาก พ่อข้าก็มิใช่คนดี เมื่อรวยขึ้นมาทั้งที ย่อมต้องเห็นแก่ความร่ำรวยและไร้เมตตา แม้เขาจะไม่ถึงขั้นทำเรื่องชั่วช้าเลวทราม แต่เรื่องกดขี่คนงาน ฉุดคร่าหญิงชาวบ้านก็มีบ้างเป็นครั้งคราว

จะว่าไปก็น่าขัน พ่อข้าเลี้ยงอนุไว้เป็นโขยง แต่กลับมีลูกคนเดียวกับแม่ข้า คลอดออกมาเป็นจอมชั่วช้าน้อยอย่างข้า แล้วแม่ข้าก็มาจับไข้ลมเย็นตายจากไปตอนข้าอายุแปดขวบ ตั้งแต่นั้นจอมชั่วช้าเฒ่าอย่างพ่อข้าก็เห็นข้าเป็นดั่งสมบัติล้ำค่าในฝ่ามือ ทุ่มเทจิตใจอยากปลูกปั้นข้าเป็นกุลสตรีตระกูลใหญ่ คุณสมบัติเพียบพร้อมทั้งพิณ หมาก อักษร ภาพวาด กลอนกวี ตลอดจนธรรมเนียมมารยาท ข้าได้เรียนทุกอย่างไม่ขาดตกบกพร่องตั้งแต่เล็กจนโต หากจับไปอยู่ในครอบครัวคนธรรมดาก็ยังพอจะฝืนเรียกว่าเป็นผู้รู้หนังสือเข้าใจธรรมเนียมได้บ้าง แต่สำหรับคนที่มีแต่ไขมันเต็มสมองอย่างพ่อข้าแล้ว นี่ยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอมากนัก เขาหวังว่ายามข้าเยื้องย่างกรีดกราย จะต้องแผ่กลิ่นอายเศร้าระทมแบบ “กุลสตรีที่ถูกฟูมฟักในหอห้องไร้ผู้ใดรู้จัก” ให้ดีที่สุดคือเอะอะก็เอามือกุมหัวใจ ฝังกลบบุปผา[9]สักหน่อย แต่ว่าข้าหัวทึบตั้งแต่เด็ก ท่าทางเศร้าระทมเช่นนั้นข้าใคร่ครวญมาสิบแปดปีแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร

ดังนั้นข้าจึงไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดจ้วงหยวนผู้นี้ต้องการจะดองกับบ้านข้าด้วยการแต่งงาน ชนชั้นพ่อค้าเดิมก็เป็นอาชีพที่ผู้คนตั้งแง่อยู่แล้ว กอปรกับอดีตและปัจจุบันอันเสื่อมเสียของพ่อข้า ต่อให้มีเงินทองเต็มบ้าน แต่ก็มิได้คบค้ากับพวกปราชญ์บัณฑิต อีกทั้งข้าก็มิใช่หญิงงามเลิศล้ำ ทั้งมิได้มีพรสวรรค์อะไรทำให้คนตื่นตาตื่นใจ คิดดูแล้ว ความเป็นได้เพียงอย่างเดียวน่าจะเป็นเพราะทรัพย์สมบัติประจำตระกูลที่ข้ามีอยู่ คิดไม่ถึงเลยว่าคุณชายแห่งจวนอัครเสนาบดีฟั่นจะเงินขาดมือถึงเพียงนี้

“เฉี่ยนเอ๋อร์ พ่อเข้าไปนะ เฉี่ยนเอ๋อร์…”

ข้าคร้านจะสนใจเขา จะเข้าก็เข้ามาสิ เรียกหาผีหรือไร

ท่านพ่อผลักประตูเข้ามา ยื่นหน้าเข้ามาก่อน เห็นข้านั่งพิงราวกั้นเตียงปรายตามองเขาอย่างเกียจคร้าน ก็ทำหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ รอยยิ้มเช่นนี้ข้าเห็นแล้วระแวงจริงๆ…เจ้าอ้วนที่ขายลูกสาวแลกความรุ่งเรืองเอ๊ย!

เขาถูฝ่ามือพลางเอ่ย “เฉี่ยนเอ๋อร์ เป่าเอ๋อร์บอกเจ้าแล้วกระมัง พ่อตกลงเรื่องแต่งงานให้เจ้าแล้ว”

ข้าไม่นำพา “อือฮึ”

ท่านพ่อฉีกยิ้มเอาใจ หน้าตาเหมือนซาลาเปาหน้าแตก “ใต้เท้าฟั่นมาจากตระกูลมีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นผู้มีความสามารถ มากวิชาความรู้”

หนังตาข้าไม่แม้แต่จะเหลือบขึ้นมอง “อือฮึ”

เขาเปลี่ยนไปทำสีหน้าอมทุกข์แทน คราวนี้เหมือนซาลาเปาที่ถูกสุนัขกินไปคำหนึ่ง “เฉี่ยนเอ๋อร์ หากเจ้าไม่เต็มใจ พ่อจะไปยกเลิกการหมั้นหมายเสีย”

ถึงฟังแล้วจะรู้ว่านี่เป็นวาจาหลอกล่อที่เจ้าอ้วนหวังพูดให้ข้าใจอ่อน แต่ข้าก็ยังใจอ่อนอยู่ดี ถอนหายใจ ตอบว่า “เจ้าอ้วน ถือเสียว่าข้าติดค้างท่าน”

ท่านพ่อได้ยินข้าตอบเช่นนี้ก็โล่งอก วิ่งปรู๊ดออกไปทันที บอกว่าจะไปจัดการให้ข้ากับว่าที่สามีได้พบหน้ากัน มารดามันเถอะ ไอ้พ่อค้าหน้าเลือด!

ตอนนั้นแม่ข้าต้องถูกทำคุณไสยใส่เป็นแน่ ถึงได้แต่งกับคนพรรค์นี้

ข้ายังจำได้ว่าก่อนท่านแม่จะสิ้นใจ นางกุมมือข้าไว้ เอ่ยว่า “เฉี่ยนเอ่อร์ รับปากแม่ จงใช้ชีวิตตามที่เจ้าปรารถนา”

พูดจบก็กระอักเลือดเลอะเต็มมือข้าแล้วสิ้นลมไป ส่วนเจ้าอ้วนหวังตอนนั้นกำลังพลิกฟ้าคว้าฝน[10]กับอี๋เหนียงห้าอยู่

ข้าอายุแปดขวบตอนที่ท่านแม่ขึ้นสวรรค์ สมัยนั้นข้าแอบหนีเรียนไปฟังนักเล่านิทานที่เรือนแรมไหลฝูเป็นประจำ และตำนานจอมยุทธ์หญิงท่องยุทธภพที่นักเล่านิทานเล่า ข้าก็ฟังจนเอาไปฝันกลางวันเป็นตุเป็นตะทีเดียว ยามนั้นข้าตั้งเป้าหมายชีวิตไว้สองอย่าง หนึ่งคือออกท่องยุทธภพ สองคือแต่งงานกับนักเล่านิทาน ให้เขาเล่านิทานให้ข้าฟังทุกวัน เล่าจนน้ำลายฟูมปากไปเลย

นับแต่นั้นมาทุกครั้งที่ข้าจุดธูปไหว้พระเป็นอันต้องอธิษฐานขอให้ข้าได้พบปรมาจารย์แห่งยุค กล่าวกันว่าเหนือศีรษะสามฉื่อมีทวยเทพ[11] ข้าจุดธูปอธิษฐานมากๆ ไม่แน่ว่าอาจมีเทพองค์ใดบังเอิญผ่านมาได้ยินเข้าก็ได้ ดังนั้นยามบ่ายวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส ตอนข้าอายุสิบเอ็ด ข้าพาเป่าเอ๋อร์หนีเรียนไปเล่นว่าวเหยี่ยวกระดาษ เล่นไปเล่นมา เป่าเอ๋อร์หมูโง่ในรอบพันปีก็ทำว่าวไปติดบนต้นไม้ ว่าวไปติดบนต้นไม้ยังไม่เท่าไร แต่นางดันไปนั่งยองๆ อยู่ใต้ต้นไม้ร้องไห้จนฟ้าถล่มดินทลาย น่าเกลียดมาก ต่อจากนั้นก็คือเรื่องราวพลิกผันอันแสนวกวน ตาเฒ่าคนหนึ่งรำคาญเสียงคร่ำครวญของเป่าเอ๋อร์จนธาตุไฟเกือบเข้าแทรก จึงกระโดดลงมาจากต้นไม้ เอาเหยี่ยวกระดาษมาคืนให้นาง พอเป่าเอ๋อร์ได้ว่าวคืนแล้ว ก็วิ่งฉิวไปเล่นว่าวต่อ

ข้าอ่านหนังสือมามาก จึงรู้ว่าคนทั่วไปไม่มีทางกระโดดลงมาจากต้นไม้ที่สูงขนาดนั้นได้โดยที่แข้งขาไม่หัก ดังนั้นจึงเซ้าซี้ถามว่าเขาคือปรมาจารย์แห่งยุคใช่หรือไม่ ปรมาจารย์ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน เขาช่างเป็นคนที่ไม่ถ่อมตัวที่สุดในบรรดาปรมาจารย์ที่ข้าได้ยินได้ฟังมา พอรู้ว่าเขาคือปรมาจารย์ ข้าจึงอยากกราบเขาเป็นอาจารย์สุดหัวใจ เขาบอกว่าเขามีศิษย์เป็นโขยงอยู่บนเขาอู่ตัง[12]แล้ว น่ารำคาญจะตายชัก ไม่อยากรับคนเพิ่มอีก โดยเฉพาะศิษย์หญิงยิ่งไม่อยากรับ ข้าจึงข่มขู่เขาว่าหากไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์ ข้าจะให้เป่าเอ๋อร์ไปร้องไห้ที่เขาอู่ตังทุกวัน สาบานว่าจะร้องจนกว่าเขาอู่ตังถล่มลงมาเลย เขามองร่างของเป่าเอ๋อร์ที่กำลังเล่นว่าวด้วยท่าทางครุ่นคิด สุดท้ายจึงตกปากรับคำอย่างหนักใจ จากเหตุการณ์นี้จะเห็นได้ว่า ข้าเองก็มีสัญชาตญาณของพ่อค้าหน้าเลือดไหลเวียนอยู่ตัวเช่นกัน

ดังนั้นข้าจึงได้กลายเป็นศิษย์น้อยที่อาจารย์ซ่อนไว้นอกสำนักด้วยประการฉะนี้ ช่วงแรกๆ หากวันไหนเขานึกขึ้นมาได้ก็จะสอนหมัดเท้าปักบุปผา[13]ให้ข้าสักที แต่จากที่เขาบอก ข้าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะแก่การฝึกยุทธ์ หลังจากสอนมาได้หนึ่งปี เขาก็ทนกับความโง่เขลาของข้าไม่ไหว เอาข้าไปทิ้งไว้กับศิษย์รุ่นใหญ่ในสำนัก ภาระอันหนักอึ้งในการสอนวรยุทธ์ให้ข้าจึงตกอยู่ที่ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้นิสัยรักสันโดษและเอาแต่ใจ ช่วงแรกมักเชิดหน้าทำตาขวางคอยจับผิดข้าเป็นประจำ ต่อมาข้าใช้ “พระกระโดดกำแพง” อาหารจานถนัดของเป่าเอ๋อร์สยบเขาได้สำเร็จ นับแต่นั้นมาสองเราก็พึ่งพาอาศัยกันภายใต้ความบ้าอำนาจของอาจารย์ที่ไร้ความรับผิดชอบมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และด้วยความช่วยเหลือของเป่าเอ๋อร์ เรื่องที่ข้าก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในวงการยุทธภพจึงปิดบังพ่อข้ามาได้ตั้งหลายปีอย่างน่าตกใจ

ช่างเถิด สตรีที่อายุเท่าข้าอย่างไรเสียก็ต้องออกเรือน แทนที่จะแต่งกับพ่อค้าตัวเหม็นกลิ่นทองแดง[14] หรือบัณฑิตที่ทั้งตัวมีแต่กลิ่นน่าอับเฉาแล้ว มิสู้แต่งกับคนที่รู้วรยุทธ์สักคน ได้ประลองฝีมือกันสองสามกระบวนเป็นครั้งคราว นับว่าฆ่าเวลาได้ไม่เลวทีเดียว

นอกจากนี้ หากแต่งให้จ้วงหยวนฝ่ายทหาร ความฝันเรื่องท่องยุทธภพของข้าก็เข้าใกล้ความเป็นจริงขึ้นอีกหน่อย ข้าจึงจุดธูปเผาเครื่องหอม สวดมนต์ขอพรให้มากขึ้น เผื่อมีพระมีเทพองค์ใดบังเอิญผ่านมา จะได้อวยพรให้ข้ากับสามียกกระบี่เสมอคิ้ว[15]ท่องทั่วยุทธภพไปด้วยกัน

ส่วนเรื่องราวความรักที่เหมือนดังในละครหญิงงามกับผู้มีความสามารถอะไรนั่น เนื่องจากข้ามิใช่หญิงงามเลิศล้ำ ย่อมไม่ละเมอเพ้อพกว่าจะต้องน่าประทับใจสะเทือนอารมณ์ชนิดสัญญาว่าไม่ว่าเป็นหรือตายจะขออยู่เคียงคู่กัน อีกอย่าง คำมั่นสัญญาเช่นนั้นก็เป็นแค่ละครปาหี่ที่เอาไว้ข่มขวัญผู้อื่นเท่านั้น หาไม่แล้วพ่อข้าจะเอาเก้าชีวิตมาสัญญากับอี๋เหนียงทั้งเก้าของเขามาจากที่ใดกัน

กล่าวถึงอี๋เหนียงทั้งเก้าคนของพ่อข้า พวกนางช่างยอดเยี่ยมเปี่ยมด้วยความสามารถหลากหลายจริงๆ ว่ากันว่าแต่ละคนต่างมีกลเม็ดเด็ดพรายเฉพาะตัวในการยั่วยวนพ่อข้า บางคนเสียงเพราะพริ้งมีเสน่ห์ บางคนเอวองค์อ่อนบาง บางคนลีลาแพรวพราว…เรื่องเล่าเหล่านี้แน่นอนว่าเป่าเอ๋อร์เป็นคนบอกข้า พวกสาวใช้มักชอบซุบซิบนินทาเรื่องเจ้านายตนเองเป็นประจำ

นอกจากประจบเอาใจพ่อข้าแล้ว พวกนางยังใช้สารพัดวิธีเอาใจข้าอีกด้วย อย่างเมื่อวาน อี๋เหนียงสามตุ๋นน้ำแกงเห็ดหูหนูขาวกับเม็ดบัวมาส่งให้ถึงห้องข้าตั้งแต่เช้า มื้อเที่ยงอี๋เหนียงหกตุ๋นยาบำรุงมาให้ข้า พอถึงมื้อเย็น อี๋เหนียงเก้าก็ให้คนนำไก่ตุ๋นโสมมาให้ ก่อนเข้านอนข้ายังได้รังนกจากอี๋เหนียงรองอีก ของเหล่านี้ข้าดื่มเล็กน้อยพอเป็นมารยาททั้งสิ้น ส่วนที่เหลือลงท้องเป่าเอ๋อร์หมด เป่าเอ๋อร์เป็นคนจิตใจกว้างขวาง ในตัวจึงมีทะเลน้ำแกงนับร้อยชนิด

จากความทรงจำของอาเตาผู้เป็นพ่อครัว สมัยก่อนพวกนางก็เอาใจแม่ข้าเช่นนี้ ดังนั้นจะว่าไปก็ถือว่าพวกนางเป็นอี๋เหนียงที่มีจิตใจดีงามอยู่เหมือนกัน

หวังเพียงว่าสามีจ้วงหยวนของข้าจะไม่เอาใจพวกอนุมากเกินไปนัก เป่าเอ๋อร์จะอ้วนไปกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ

 

เฮ้อ เหนื่อยชะมัด นี่ข้าฝังกลบบุปผามากี่ชั่วยามแล้ว!

เรื่องนี้ต้องเท้าความไปถึงเมื่อเช้า พ่อข้าพาอี๋เหนียงสี่พร้อมด้วยสาวใช้สี่ห้าคนบุกเข้ามาในห้องส่วนตัวของข้าอย่างเอิกเกริก จับข้าขัดสีฉวีวรรณตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทั้งยังชโลมเครื่องหอมลงบนทุกส่วนของร่างกายทั้งจุดที่มองเห็นและมองไม่เห็น เสร็จสรรพ ข้าก็เหมือนถุงหอมใบโต หอมฟุ้งขจรขจายไปทั่วทั้งแดนมนุษย์

ต่อจากนั้นอี๋เหนียงสี่ก็พาข้าออกไปที่ลานเรือน ยัดจอบเล็บกะทัดรัดให้ข้าเล่มหนึ่ง พลางกำชับข้าอย่างขึงขัง “เฉี่ยนเอ๋อร์ วันนี้คุณชายฟั่นจะมาเยี่ยมคารวะพ่อเจ้า ทางไปยังโถงใหญ่ต้องผ่านลานเรือน เจ้าต้องฝังบุปผาอยู่ที่นี่ พอเขาเดินผ่านมาเจ้าต้องมองเขาด้วยสายตาเหมือนจะมองแต่ก็ไม่มอง แววตาต้องดูเหมือนเศร้าแต่ก็ไม่เศร้า จำไว้นะ เอาแค่พอประมาณ หากมากกว่านั้นจะดูไม่สำรวม”

อี๋เหนียงสี่เป็นสตรีที่มีสกุลรุนชาติที่สุดในบรรดาผู้หญิงของพ่อข้า เดิมนางเป็นธิดาคนเล็กของขุนนางในราชสำนักผู้หนึ่ง เป็นคุณหนูตระกูลเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุ ทั้งความสามารถและรูปโฉมเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง เรียกได้ว่าเป็นบุปผางามเด่นแห่งเมืองหลวง น่าเสียดายที่ในบ้านมีพี่ชายคนหนึ่งเป็นผีพนัน สุดท้ายแม้แต่หมวกแพร[16]ของบิดาเขาก็ถูกเอาไปเดิมพันด้วย ทั้งยังติดหนี้พนันท่วมหัว เกือบถูกเจ้าหนี้ตามฆ่ายกครัว พ่อข้าปรากฏตัวในยามหน้าสิ่วหน้าขวานพอดี และช่วยเหลือพวกเขาทั้งครอบครัว ด้วยเหตุนี้อี๋เหนียงสี่จึงใช้กายต่างตอบแทน แต่ไหนแต่ไรข้าก็เชื่อฟังคำพูดของอี๋เหนียงสี่ที่สุด เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่าสองข้อนี้คือ หนึ่ง หลายปีมานี้ ข้าสงสัยมาตลอดว่าคนที่บุกไปทวงหนี้ถึงบ้านนางน่าจะเป็นคนที่พ่อข้าส่งไป เพื่อให้บิดานางยกบุตรสาวใช้หนี้ สอง ด้วยความที่นางอยู่ในวัยกลางคนแล้ว ซ้ำยังมักจะแผ่กลิ่นอายเศร้าหมองทุกข์ระทมออกมา เหมือนพร้อมจะกระอักเลือดได้ทุกเมื่อ ข้าจะกล้าไม่เชื่อฟังนางได้อย่างไร

เพียงแต่ นี่ก็ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว พยัคฆ์เดือนสารท[17]ทำเอาข้าเหงื่อไหลไคลย้อยราวกับตากฝน โชคดีที่อี๋เหนียงสี่มองการณ์ไกล เครื่องหอมที่ประโคมใส่บนตัวข้าจึงสำแดงประสิทธิภาพออกมาเต็มที่ เวลานี้เหงื่อที่หยดลงพื้นจึงกลายเป็นเหงื่อหอมหลั่งริน แต่เรื่องที่นางกำชับไว้ทำให้ข้าลำบากลำบนจริงๆ สายตาที่คล้ายมองแต่ไม่มอง แววตาที่คล้ายเศร้าแต่ไม่เศร้านี่มันช่างเข้าใจยากนัก อีกทั้งข้าก็ยังไม่รู้เลยว่าคุณชายฟั่นผู้นี้รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร คนที่ไปมาหาสู่ติดต่อการค้ากับพ่อข้าก็มีตั้งมากมาย ข้ามองทุกคนที่คล้ายเขาด้วยการทอดสายตาสองแวบจนลูกตาจะเป็นตะคริวอยู่แล้ว

“เฉี่ยนเอ๋อร์” เสียงประหลาดใจระคนดีใจนี้ทำให้ข้าบ่นอุบ มารดามันเถอะ ซวยจริงๆ

ข้าสูดหายใจลึก บังคับตนเองให้ฉีกยิ้มน้อยๆ เงยหน้ายิ้มรับผู้มาเยือน “คุณชายหลิ่ว สบายดีหรือไม่”

หลิ่วจี้ตง คุณชายรองคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของพ่อข้า ข้ารู้จักเขาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ สมัยเด็กข้ากับเป่าเอ๋อร์ถูกเขารังแกมาไม่น้อย ต่อมาแม้ข้าจะฝึกวรยุทธ์จากอาจารย์ แต่ก็สัญญากับอาจารย์ไว้แล้วว่าจะไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้วิชาที่ข้าได้รับถ่ายทอดมา ข้าจึงต้องอดทนข่มกลั้นกับเขามาตลอด จนกระทั่งมีครั้งหนึ่งเขาแย่งถังหูหลุ[18]ของเป่าเอ๋อร์แล้วผลักนางล้มลงกับพื้น ข้าเลยใช้วิชาหัตถ์ซัดทรายของอาจารย์ไปสองกระบวนท่าทุ่มเขาลงพื้น ผลกลับกลายเป็นว่า หลิ่วจี้ตงมีรสนิยมชอบถูกข่มเหง นับแต่นั้นเขาจึงกลายเป็นผู้สนับสนุนที่ภักดีของข้า วันใดไม่ได้กินหมัดข้าจะต้องครั่นเนื้อครั่นตัว ทั้งเขายังอยากแต่งข้าเป็นภรรยาสุดจิตสุดใจ จะต่อยเตะอย่างไรก็ไม่หนี

“เฉี่ยนเอ๋อร์ ทำเรื่องผิดวิสัยอะไรของเจ้า” หลิ่วจี้ตงก้าวเข้ามาหาข้า

ข้ารีบลากจอบถอยหลังไปสองสามก้าว ยังคงยิ้มแฉล้ม “ข้ามีคู่หมั้นแล้ว ต่อไปจะพูดจะทำอะไรต้องระมัดระวัง ไม่ให้ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน”

“ข้ามาคราวนี้เพื่อจะมาคัดค้านท่านลุง เจ้ามีสัญญาหมั้นหมายกับข้าแล้วชัดๆ เหตุใดยังไปหมั้นกับจ้วงหยวนผู้นั้นอีก”

ข้ามองสีหน้ามั่นอกมั่นใจของเขาแล้วก็เอาจอบซ่อนไว้ข้างหลัง เพื่อมิให้พลั้งมือเอาจอบจามใส่เขา

“คุณหนูหวัง” เสียงนี้ช่วยชีวิตน้อยๆ ของหลิ่วจี้ตงได้ทันเวลา

ข้าเงยหน้าสบตากับผู้มา อะ…เอ่อ หล่อมาก นะนะนี่ ช่างคุ้นตานัก

“ผู้น้อยฟั่นเทียนหาน” เขาประสานมือคารวะ

ตามหลักแล้วข้าควรประสานมือคารวะกลับ แต่ข้ายังจำคำสอนของอี๋เหนียงสี่เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้มาตลอดว่าหากพบคุณชายฟั่นต้องชม้ายชายตามองแต่พองาม…ทว่าพอเห็นคุณชายฟั่น คิดจะละสายตาไป หัวใจข้ากลับทรยศเสียนี่ ข้าจึงเหม่อมองฟั่นเทียนหานด้วยสายตาคล้ายมองคล้ายไม่มอง คล้ายเศร้าคล้ายไม่เศร้า

ฟั่นเทียนหานชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “คุณหนูหวัง ฝุ่นเข้าตาหรือ”

ข้าฝืนหัวเราะออกมา “ฮ่าๆ ข้ารู้สึกเหมือนเคยพบคุณชายฟั่นมาก่อน”

“คุณหนูหวังความจำดีนัก ข้าเคยมีวาสนาได้พบคุณหนูครั้งหนึ่งในงานเทศกาลหยวนเซียว[19]เมื่อปีที่แล้ว”

อ้อ เป็นเขานี่เอง

มิใช่ว่าข้าความจำดีอะไรหรอก เป็นเพราะรูปลักษณ์ของเขาทำให้คนยากจะลืมแม้เห็นเพียงแค่ผ่านตาต่างหาก คิ้วตาจมูกปากเช่นนี้ ล้วนหล่อเหลาดูดีไปหมด ที่หาได้ยากยิ่งกว่าคือความทระนงองอาจระดับเบิกฟ้าแยกดิน[20]เลยทีเดียว…

คืนหยวนเซียวปีที่แล้ว ข้ากับเป่าเอ๋อร์ไปเดินเที่ยวชมโคมไฟในงานเทศกาล เป่าเอ๋อร์ติดตามข้าไปเรียนหลายปีก็หลงคิดว่าตนเองฉลาดเฉลียวมากพรสวรรค์ วิ่งโร่ไปทายปริศนาโคมไฟด้วยความตื่นเต้นดีใจ หลังจากเสียเงินไปมากกว่าเบี้ยรายเดือนครึ่งปี ก็มาร้องห่มร้องไห้ขอร้องให้ข้าไปแข่งชิงเงินนางกลับคืนมา ข้าปฏิเสธเสียงหนักแน่นเต็มไปด้วยเหตุผลชอบธรรม ไม่ใช่ว่าข้าแล้งน้ำใจ เพียงแต่ข้าไม่ค่อยสันทัดเรื่องทายปริศนา แทนที่จะต้องเสียเงินเพิ่มและยังขายหน้าผู้อื่น สู้เก็บเงียบไม่เสนอหน้าดีกว่า แน่นอนว่าข้าไม่ให้เป่าเอ๋อร์ล่วงรู้ความคิดข้า ในสายตานาง ข้าคือผู้เก่งกาจทุกเรื่อง ให้ข้าเป็นเช่นนี้ต่อไปดีแล้ว

ขากลับเป่าเอ๋อร์หน้าม่อยตลอดทาง ขณะกำลังจะออกจากถนนโคมไฟ จู่ๆ นางก็พบว่าถุงเหอเปา[21]ของนางถูกขโมยไป เบี้ยรายเดือนที่เหลืออีกครึ่งปีก็หายไปด้วย ที่ผ่านมาเป่าเอ๋อร์เป็นผู้มีความสามารถที่หาได้ยากยิ่ง การแสดงออกของผู้มีความสามารถคือ…ทำทุกสิ่งตามใจปรารถนาได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยเหตุนี้นางจึงเริ่มร้องไห้กลางถนนใหญ่อย่างกับกำลังไว้ทุกข์ให้ใคร ข้าที่หน้าตาป่นปี้ไม่มีเหลือยังต้องถ่อไปซื้อปิงถังหูหลุมาปลอบนาง รับปากนางว่าจะเพิ่มเงินพิเศษให้ ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ และพานางไปกินเสี่ยวหลงเปาของโปรดนางที่เรือนแรมไหลฝู…

เวลานี้เอง ฟั่นเทียนหานก็โผล่มา หากใช้คำพูดของเป่าเอ๋อร์ ก็ต้องบอกว่าเหมือนเทพบุตรที่มาพร้อมกับถุงเหอเปาของนาง เหาะมาถึงอย่างสง่างาม พอคืนถุงเหอเปาให้นางแล้วก็จากไป ทั้งหมดเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ข้ายังคงสับสนงุนงง แต่เป่าเอ๋อร์ถูกปั่นป่วนหัวใจอย่างรุนแรง จิตวิญญาณลอยเตลิดไปสามวัน จนข้าต้องใช้เสี่ยวหลงเปาของเรือนแรมไหลฝูเรียกวิญญาณนางกลับมา

เป่าเอ๋อร์เป็นผู้มีความสามารถที่หาได้ยากยิ่งจริงๆ เสียงร้องไห้ของนางทำให้ข้าได้อาจารย์และสามีมาอย่างละคน เป่าเอ๋อร์เอ๋ยเป่าเอ๋อร์ หากไม่มีเจ้าแล้วข้าจะทำอย่างไรดี

“เฉี่ยนเอ๋อร์ เขาน่ะหรือจ้วงหยวนผู้นั้น” หลิ่วจี้ตงขัดจังหวะการย้อนรำลึกของข้า

ข้ากำลังคิดหาคำพูดอยู่ ฟั่นเทียนหานก็ชิงตอบเอง “เป็นผู้น้อยเอง ขอบังอาจถามนามคุณชาย”

“หลิ่วจี้ตง ชายในดวงใจของเฉี่ยนเอ๋อร์”

มารดามันเถอะ ข้าอยากจะพุ่งเข้าไปซัดสักที หลิ่วจี้ตง รอข้าฝึกวิชา “หัตถ์สลายเมฆา” ของอาจารย์สำเร็จเมื่อไร จะเด็ดหัวเจ้ามาเตะแทนลูกหนังแน่

ข้าเหลือบมองฟั่นเทียนหาน เขาเลิกคิ้วอมยิ้มน้อยๆ ราวกับรอให้ข้าตอบ ข้าได้แต่หัวเราะแห้งๆ “ฮ่าๆ คุณชายหลิ่วชอบพูดล้อเล่นประจำ คุณชายฟั่นอย่าเข้าใจผิดไป”

“เฉี่ยนเอ๋อร์…” หลิ่วจี้ตงร้อนใจอยากสอดปากเต็มแก่

ข้าจ้องเขาตาขวาง พลางหมุนจอบกับพื้นเงียบๆ

หลิ่วจี้ตงมองข้า ก่อนจะมองพื้นที่ถูกจอบหมุนจนกลายเป็นหลุม แล้วเอามือลูบจมูก “เฉี่ยนเอ๋อร์ เรื่องนี้ข้าคงต้องไปหารือกับท่านลุง”

คนที่มักจะร้องขอชีวิตใต้กระบองข้า ช่างรู้จักอ่านสีหน้าและวาจาของข้าจริงๆ

 

 

[1] หรือ “ยามเว่ย” ช่วงเวลาระหว่าง 13.00–15.00 นาฬิกา

[2] อาหารกินเล่นพื้นเมือง ทำจากแป้งทรงกลมแบนคล้ายแพนเค้ก ใส่งาหรือต้นหอม นำไปจี่ให้สุกในกระทะแบน บางท้องที่อาจใส่ไข่ด้วย อาจมีไส้หรือไม่มีไส้ก็ได้

[3] ช่วงเวลาระหว่าง 21.00-23.00 นาฬิกา คำว่า “เกิง” เป็นการแบ่งเวลาในช่วงย่ำค่ำออกเป็น 5 ช่วง ช่วงละ 2 ชั่วโมง เริ่มที่ยามหนึ่งเกิง ระหว่าง 19.00-21.00 นาฬิกา แล้วไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงยามห้าเกิง

[4] หรือโจวเหวินกงต้าน เป็นสมาชิกของเชื้อพระวงศ์ในสมัยต้นราชวงศ์โจว มีบทบาทและคุณูปการมากมายทั้งในแง่การเมืองและวัฒนธรรม เป็นผู้กำหนดพิธีกรรมโจวกงซึ่งเกี่ยวข้องกับธรรมเนียมปฏิบัติในการสมรส นอกจากนี้ชาวจีนยังยกย่องให้เป็นเทพแห่งความฝันด้วย

[5] หมายถึง พูดเรื่องบางอย่างกับคนใกล้ตัว

[6] ผู้ที่สอบเคอจวี่หรือสอบเข้ารับราชการของจีนได้ลำดับที่หนึ่ง

[7] ชื่อ “เทียนหาน” “(天涵) พ้องเสียงกับ “เทียนหาน” (天寒) ในสำนวน “ตี้ต้งเทียนหาน” (ดินจับน้ำแข็งฟ้าหนาวเหน็บ) ที่หมายถึง อากาศหนาวเหน็บ

[8] หมายถึง ทำเรื่องผิดศีลธรรมไร้ยางอาย

[10] เดิมมีความหมายถึงการใช้เล่ห์เหลี่ยมพลิกแพลงไปมาอย่างเหนือชั้น ต่อมาเพราะเรื่องราวของฉู่ไหฺวหวังร่วมอภิรมย์กับเทพธิดาแห่งเขาอูซานในความฝัน จึงทำให้สำนวนนี้สื่อความหมายถึงการร่วมรัก เนื่องจากเวลาที่คนสองคนร่วมรักกัน ย่อมใช้ลีลากลเม็ดพลิกแพลงหลากหลาย

[11] หมายถึง คนเราไม่ควรทำชั่ว เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยสอดส่องเราอยู่

[12] หรือเขาบู๊ตึ๊ง ตั้งอยู่ในมณฑลหูเป่ย เป็นที่ตั้งของสำนักวิชากำลังภายในที่มีชื่อเสียงในนิยายกำลังภายในหลายเรื่อง

[13] หมายถึง เพลงมวยที่สวยเพียงกระบวนท่าแต่ใช้งานจริงไม่ได้

[14] หมายถึง คนหน้าเงิน

[15] กลายมาจากสำนวน “ยกถาดเสมอคิ้ว” ที่หมายถึง สามีภรรยายกย่องให้เกียรติกัน

[16] คือหมวกประจำตำแหน่งขุนนาง

[17] “ชิวเหลาหู่” หรือ “เสือฤดูใบไม้ร่วง” คือช่วงเวลาที่ช่วงเช้าและกลางคืนจะมีอากาศเย็น แต่ช่วงกลางวันจะมีอากาศร้อน อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปลายฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง

[18] หรือบางทีเรียกว่า “ปิงถังหูหลุ” ขนมหวานของจีน ในอดีตทำจากผลซานจา นำไปเสียบไม้แล้วเคลือบน้ำตาล

[19] หรือเทศกาลโคมไฟ ตรงกับวันที่ 15 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ถือเป็นวันเพ็ญแรกของปีใหม่ และเป็นวันสิ้นสุดการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน

[20] หมายถึง เป็นประวัติการณ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่น่าจารึกไว้

[21] หรือแปลว่า “กระเป๋าบัว” เป็นกระเป๋าผ้าหูรูดเล็กๆ สำหรับใส่เงิน หรือของกระจุกกระจิก ทำเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น ดอกไม้ น้ำเต้า ทับทิม แจกัน ลูกท้อ หรูอี้ ฯลฯ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า