fbpx

[ทดลองอ่าน] ข้าอยากเป็นภรรยาจอมยุทธ์ ตอนที่ 1.2

ข้าอยากเป็นภรรยาจอมยุทธ์
鸢鸢相报

 

จ้าวเฉียนเฉียน 赵乾乾 เขียน
ลีลรักษ์ แปล

 

— โปรย —
หวังชิงเฉี่ยน บุตรีเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ผู้มีความคลั่งไคล้ที่จะเป็นจอมยุทธ์หญิง
และมีความใฝ่ฝันว่าอยากแต่งงานกับจอมยุทธ์หนุ่ม
ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าวันหนึ่งบุตรชายอัครเสนาบดี ฟั่นเทียนหาน
ผู้มีคุณสมบัติเป็นเลิศระดับจ้วงหยวนบู๊คนใหม่จะมาสู่ขอนาง
ที่ไม่มีคุณสมบัติกุลสตรีตามแบบฉบับอะไรเลย นอกจาก “ความรวย”

นางแคลงใจนักว่าเขาคงแต่งเพราะหมายตาสินเดิมเจ้าสาวอันมหาศาลของนางล่ะสิ!
แต่ในเมื่อสตรีอย่างไรก็ต้องออกเรือน แต่งกับจ้วงหยวนบู๊
ก็ใกล้เคียงความฝันของนางกึ่งหนึ่ง เช่นนั้น “แต่งก็แต่ง”

แต่หลังจากแต่งงานกันแล้ว กลับพบว่าเรื่องราวมันแสนจะพิลึกพิลั่นกว่านั้นมาก
มีอย่างที่ใด ในจวนจ้วงหยวนที่นางกับสามีอยู่ด้วยกัน
ยังมีญาติผู้น้องของเขาตามมาอยู่ด้วย!
ทั้งนางยังถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวความรักความแค้นของคนอื่นโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีก

ตกลงว่าที่สามีจ้วงหยวนบู๊รูปงามยืนกรานจะแต่งงานกับนางเป็นเพราะอะไรกันแน่
แล้วความฝันที่จะได้ผาดโผนผจญภัยไปกับยอดฝีมือผู้รู้ใจของนางจะเป็นอย่างไรต่อ

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

1.2
ฝังกลบบุปผา

 

ยามนี้ภายในลานเรือนกว้างขวางเหลือเพียงข้ากับฟั่นเทียนหาน ลมฤดูสารทพลันพัดกระโชกมา หอบเอากลีบดอกไม้ปลิวว่อนทั่วฟ้า พัดเนินสุสานบุปผาที่ข้าก่อไว้กระจายไปหมด ผมเผ้าของข้าและเสื้อผ้าของเขายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง คราวนี้ก็เลยดูน่าเศร้าอยู่หลายส่วน

ข้ามองกลีบดอกไม้สองกลีบที่ปลิวมาตกบนไหล่เขาอย่างใจลอย สีชมพูกับสีดำ ดูกลมกลืนกันอย่างน่าประหลาด

“ชิงเฉี่ยน ลมแรงแล้วนะ”

ข้าพยักหน้าเห็นด้วย สักพักจึงรู้ตัวว่าเมื่อครู่เขาเรียกข้าว่าชิงเฉี่ยน ฟังจากที่อี๋เหนียงใหญ่เล่า ตอนข้าอายุครบเดือน มีหมอดูพเนจรคนหนึ่งจับยามสามตา ทำนายว่าในบรรดาธาตุทั้งห้า[1] ข้าขาดธาตุน้ำ ดังนั้นพ่อข้าจึงนำตัวอักษรที่มีองค์ประกอบของน้ำสองตัวมาตั้งชื่อให้ข้า[2] ผ่านมาสิบแปดปี ธาตุทั้งห้าของข้าขาดธาตุน้ำหรือไม่ก็ยังไม่รู้ แต่ข้าชอบดื่มน้ำเป็นพิเศษ

แต่ “ชิงเฉี่ยน” ชื่อสองอักษรนี้มิได้ถูกเรียกบ่อยนัก คนใกล้ชิดจะเรียกข้าว่าเฉี่ยนเอ๋อร์ พวกบ่าวไพร่เรียกข้าว่าคุณหนู ส่วนคนอื่นๆ เรียกข้าว่าคุณหนูหวัง ไม่มีผู้ใดเคยเรียกข้าว่าชิงเฉี่ยน อีกอย่างก่อนหน้านี้เขายังเรียกข้าว่าคุณหนูหวังอยู่เลย จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเรียกชิงเฉี่ยนเสียแล้ว ทำให้ข้ารับมือไม่ถูกจริงๆ

ฟั่นเทียนหานปัดกลีบดอกไม้บนไหล่ออก ถามอย่างมีมารยาท “ข้าขอเรียกเจ้าว่าชิงเฉี่ยนได้หรือไม่”

เรียกไปแล้วค่อยมาถาม ก็เหมือนผายลมแล้วยังจะถอดกางเกงอีกไม่ใช่หรือ

สายตาข้ามองตามกลีบดอกไม้ที่เขาปัดปลิวตกลงพื้น “แล้วแต่คุณชายเถิด แต่ข้าคุ้นกับการถูกเรียกว่าเฉี่ยนเอ๋อร์มากกว่า”

สีหน้าเขาสงบราบเรียบ “นานเข้าก็ชินไปเอง”

ชินกับผีเจ้าสิ จ้วงหยวนตายซาก!

ลมยิ่งพัดแรง

ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดฟั่นเทียนหานถึงยังไม่เข้าไปในห้องโถงเสียที มายืนแกร่วอยู่ในลานเรือนเป็นเพื่อนข้า ทำให้ข้ารู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่งนัก ได้แต่ยกจอบขึ้นมาขุดหลุมต่อ

เขาไม่ได้เข้ามาช่วย เอาแต่ยืนพิงต้นไม้ ปัดกลีบดอกไม้ที่ปลิวมาตกบนไหล่อย่างใจเย็น ปัดไหล่ซ้ายเสร็จก็ปัดไหล่ขวาต่อ กลีบดอกไม้ร่วงโรยตามลมฤดูสารท

เป่าเอ๋อร์คือพระโพธิสัตว์มาโปรดในยามทุกข์เข็ญแท้ๆ เดินตึงตังเหมือนตีกลองเสมอ ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น นางกระโดดโลดเต้นเข้ามาพร้อมกับตะโกนโหวกเหวก “คุณหนูๆ ลมแรงขนาดนี้ ท่านยังจะปลูกต้นไม้อีกหรือ”

“…”

พระโพธิสัตว์สายตาไม่ดีเอาเสียเลย

ข้ากัดฟันแก้ไขคำพูดของนางใหม่ “ข้าฝังบุปผาอยู่”

เป่าเอ๋อร์มองข้าด้วยความสงสัย แล้วมองหลุมที่ข้าขุด พลางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณหนู หลุมนี้ของท่านฝังคนได้เลยนะเจ้าคะ”

ข้าสาบานได้ว่าข้าเห็นฟั่นเทียนหานกำลังหัวเราะ ทั้งยังหัวเราะล้อเลียนเสียด้วย

ข้ายิ้มหวานส่งสายตาให้เป่าเอ๋อร์มองไปที่ใต้ต้นไม้ “เป่าเอ๋อร์ ยังจำผู้มีพระคุณของเจ้าได้หรือไม่”

เป่าเอ๋อร์เคยรบเร้าขอให้อาจารย์สอนวิชายุทธ์ให้สักกระบวนท่า อาจารย์ถูกรบเร้าจนไม่มีทางเลือก สุดท้ายจึงคิดค้นกระบวนท่า “หมีดำปีนต้นไม้” มาสอนนาง กระบวนท่านี้คือ วิ่งปรี่เข้าไปหาศัตรูอย่างรวดเร็ว กอดแล้วหนีบไว้ให้มั่นเหมือนหมี จากนั้นจับกด กระบวนท่านี้ออกแบบขึ้นตามความถนัดของเป่าเอ๋อร์โดยเฉพาะ ดึงความได้เปรียบทางสรีระของนางมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด น่าเสียดายที่กระบวนท่าเปี่ยมพลังสังหารนี้ถูกเป่าเอ๋อร์นำมาเล่นจนกลายเป็นการทักทายสนุกสนานที่ไร้ไอสังหารไป หลังจากนางสำเร็จวิชา ขอเพียงเจอหน้าคนที่นางชอบหรือเรื่องที่ทำให้นางดีใจ นางจะพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เป่าเอ๋อร์ปีนต้นไม้!

เป่าเอ๋อร์มองฟั่นเทียนหานที่อยู่ใต้ต้นไม้ตาปริบๆ ก่อนจะยกชายกระโปรง เดินอาดๆ เข้าไปหา เชิดหน้าคำรามเสียงดัง “ท่านผู้มีพระคุณ!” พุ่ง! หนีบ! กด! กระบวนท่าอันยืดยาวนี้เสร็จสิ้นภายในชั่วลัดนิ้วมือ มิน่าเล่าอาจารย์ถึงบอกว่าหากสามารถทะลวงจุดตันให้เป่าเอ๋อร์ได้ นางจะกลายเป็นยอดจอมยุทธ์ชนิดหาตัวจับยากคนหนึ่งเลยทีเดียว น่าเสียดายที่ทะลวงไม่สำเร็จ จะแนวตั้งหรือแนวนอน หัวนางก็ทึบตัน ทะลวงไม่ได้

ข้าเอาจอบตั้งขึ้นพลางมองเป่าเอ๋อร์จับกดจ้วงหยวนบู๊คนใหม่ตรึงไว้กับต้นไม้ด้วยความสุขท่วมท้นหัวใจ

 

ฝังบุปผาเสร็จ อี๋เหนียงสี่พาข้าไปปักผ้าในห้อง ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร ฟั่นเทียนหานกับท่านพ่อนั่งอยู่ในโถงรับแขก ที่ไหนจะมารับรู้ว่าข้าปักผ้าอยู่ในห้อง แต่ความคิดของพวกผู้ใหญ่มักคาดเดาไม่ได้อยู่แล้ว ข้ากลับสบายใจเสียอีกที่หนีจากการดื่มน้ำชาเป็นเพื่อนแขกอันแสนน่าเบื่อได้

ทว่าพอเหลือบเห็นเข็มปักผ้าที่กำลังโบยบินร่ายระบำอยู่ในมืออี๋เหนียงสี่ จากนั้นมองเข็มในมือข้าที่ประเดี๋ยวด้ายก็พันกันเป็นปม ประเดี๋ยวก็แทงเข้านิ้วข้าจนร้องโอดโอยแล้ว ข้าก็รู้สึกท้อใจจริงๆ โชคดีที่ข้าเกิดมาเก่งในการค้นพบจุดแข็งของตนเอง ข้าคิดดูแล้วก็เห็นว่า หากเอาเข็มนี่ไปอาบยาพิษเลียนแบบสำนักถัง[3]แห่งซื่อชวนละก็ ข้าต้องทำได้ดีกว่าอี๋เหนียงสี่แน่นอน นี่เรียกว่าแต่ละคนมีด้านที่เก่งไม่เหมือนกัน

หลายเรื่องในชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้ เจ้าคิดว่ามาถึงทางตัน แต่พอเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่กลับพบทางสว่างท่ามกลางความมืดมิด สัจธรรมข้อนี้ข้ารู้ก่อนใคร เพราะว่าข้าฉลาด

“เฉี่ยนเอ๋อร์ เป่าเอ๋อร์เป็นอะไรไป” ในที่สุดอี๋เหนียงสี่ก็ทนไม่ไหว นางหยุดมือที่ปักผ้าแล้วถามขึ้นมา

ข้ามองเป่าเอ๋อร์ที่เพิ่งกลับจากลานเรือนมานั่งกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่บนม้านั่งกลม เห็นแล้วก็เศร้าใจ สงสารสมองเรียบง่ายเหมือนมดของนางที่ต้องมาคิดเรื่องซับซ้อนเช่นนี้ คงลำบากนางเกินไปสินะ

“ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ นางกำลังคิดถึงเรื่องชีวิตอยู่” ข้ายิ้มให้อี๋เหนียงสี่ พยายามทำให้นางสบายใจ

นางมองเป่าเอ๋อร์ด้วยความสงสัย ถามว่า “เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวยิ้มเช่นนี้ นางไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ ตอนนั้นบิดาข้าโมโหพี่ใหญ่ของข้าจนเสียสติก็มีอาการเช่นนี้เหมือนกัน”

ข้าลองเรียกเป่าเอ๋อร์สองครั้ง เป่าเอ๋อร์ก็ไม่ตอบสนอง ข้าจึงเริ่มวิตกขึ้นมาแล้ว

พอถึงมื้อเที่ยง ในที่สุดเป่าเอ๋อร์ก็ทำสงครามกับความคิดตัวเองเสร็จสิ้นเสียที มือเล็กๆ ของนางกำหมัดแน่น มองข้าทั้งน้ำตาคลอ แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ดุจน้ำพุใส “คุณหนู ข้ายอมตัดใจ ยกคุณชายฟั่นให้ท่าน!”

เป่าเอ๋อร์เล่นละครคุณธรรมเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อผู้อื่นได้อย่างเศร้าสร้อยจับใจคนยิ่งนัก แม้แต่ข้ายังหักใจขัดอารมณ์นางไม่ลง ได้แต่ต้องทำเป็นซาบซึ้งกุมมือนาง “เป่าเอ๋อร์ คุณหนูอย่างข้าจะไม่ลืมน้ำใจครั้งนี้ของเจ้า”

อี๋เหนียงสี่ที่อยู่ข้างๆ พึมพำด้วยสีหน้างุนงง “เหตุใดถึงได้กลายเป็นเป่าเอ๋อร์ยกคุณชายฟั่นให้เล่า”

 

ท่านพ่อรั้งฟั่นเทียนหานให้อยู่กินมื้อเที่ยงด้วยกันอย่างมีไมตรี อันว่าไมตรีของท่านพ่อนี้ ผู้ที่เคยสัมผัสล้วนรู้ดี ได้ผลชะงัดดุจดาบพาดคอ

เป็นธรรมดาที่ข้าต้องนั่งโต๊ะเป็นเพื่อนแขก ตอนที่ข้าพาเป่าเอ๋อร์เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ฟั่นเทียนหานที่เดิมก้าวออกมาต้อนรับถึงกับชะงักเท้าทันทีพอเห็นเป่าเอ๋อร์ จากนั้นก็ค่อยๆ ถอยหลังไปอย่างเงียบเชียบ คงจะยังผวาอยู่ ข้าเข้าใจดี

การกินอาหารของบ้านเรานั้นยิ่งใหญ่เอิกเกริกเสมอ อี๋เหนียงทั้งเก้านั่งล้อมวงกัน มีคำกล่าวว่าผู้หญิงสามคนอยู่รวมกันได้งิ้วหนึ่งโรง เท่ากับว่าบนโต๊ะกินข้าวมีงิ้วสามโรงเล่นพร้อมกัน ย่อมอึกทึกครึกโครมเป็นธรรมดา

ข้านั่งข้างๆ ฟั่นเทียนหาน เขาไม่ได้พูดอะไรมาก ไม่ว่ากับผู้ใดก็ล้วนถามคำตอบคำ แต่เมื่อต้องรับมือกับสตรีที่อยากรู้อยากเห็นถึงเก้าคนก็เพียงพอจะทำให้มื้อนี้เขากินข้าวไปได้แค่ไม่กี่คำ

กินข้าวเสร็จ ท่านพ่อกับบรรดาอี๋เหนียงทั้งหลายต่างเห็นดีว่าข้าควรพาฟั่นเทียนหานไปเดินชมรอบๆ บ้าน แล้วไปนั่งเล่นที่ห้องส่วนตัวของข้า ทำความรู้จักคุ้นเคยกันสักหน่อย ประกายวาวโรจน์ในแววตาของเจ้าอ้วนหวังตอนที่เขาบอกให้ “ทำความรู้จักคุ้นเคยกันสักหน่อย” นั้นช่างน่าโมโหจนข้าเกือบกระทำปิตุฆาต เมื่อเผชิญหน้ากับพวกผู้อาวุโสหัวก้าวหน้าที่ไม่สนใจเรื่องธรรมเนียมมารยาทและกล้าทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพิธีรีตองของระบบศักดินา ข้ามักระงับความโศกเศร้าในใจไว้ไม่อยู่เสมอ

ข้ากับฟั่นเทียนหานถูกไล่เข้าห้องเหมือนเป็ดถูกต้อนเข้าเล้า พอเข้าไปก็เห็นผ้าปักของข้ากับอี๋เหนียงสี่วางหราอย่างโอ้อวด ข้าโอดครวญในใจ พอจะเข้าใจแล้วว่าพวกเขาจงใจทิ้งผ้าปักไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าข้ามีความสามารถมาก แต่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดจึงไม่ทิ้งไว้เพียงผ้าปักของอี๋เหนียงสี่ ไม่ต้องมีผ้าปักของข้าก็ได้ เหตุใดต้องวางเอาไว้ทั้งหมดด้วย จะใช้งานปักฝีมือประณีตของคนหนึ่งมาตอกย้ำฝีมือน่าสะพรึงจนทนดูไม่ได้ของอีกคนหนึ่งหรืออย่างไร

ขณะที่ข้าลังเลว่าจะทำหน้าหนาแอบอ้างเอาผ้าปักของอี๋เหนียงสี่เป็นของตนดีหรือไม่ ฟั่นเทียนหานกลับถามว่า “ซูซือคือใครหรือ”

ข้าเดินเข้าไปใกล้ๆ บนผ้าปักของอี๋เหนียงสี่ปักอักษรสองตัวว่า ‘ซูซือ’ อย่างชัดเจน เฮ้อ ตั้งแต่นางช่วยพ่อข้าดูแลบัญชี ก็ติดนิสัยต้องลงนามกำกับลงในทุกสิ่งทุกอย่าง

ฟั่นเทียนหานยังคงรอให้ข้าตอบ ข้าจึงได้แต่สลัดความคิดที่จะแอบอ้าง แล้วตอบไปตามสัตย์จริง “ซูซือคือชื่อเดิมก่อนแต่งงานของอี๋เหนียงสี่”

เขาพยักหน้า “ผ้าปักของนางเป็นผ้าปักซูซิ่ว[4]หรือ”

ข้างงงัน “นางแซ่ซู ผ้าที่ปักก็ต้องเป็นผ้านางซูปัก[5]” ข้าคิดดูแล้วรู้สึกแปลกๆ อดพึมพำออกมาไม่ได้ “เช่นนั้นข้าแซ่หวัง ผ้าปักของข้าก็ต้องเรียกว่าผ้านางหวังปักด้วยหรือไม่”

รอยยิ้มบนใบหน้าฟั่นเทียนหานพลันแข็งค้าง ชะโงกมาดูผ้าปักที่ข้ายืนบังไว้ “เจ้าปักลายนกยวนยาง[6]หรือ”

ข้าจนคำพูดแล้ว เหตุใดฟั่นเทียนหานชอบทำตัวเป็นศัตรูกับข้าอยู่เรื่อย

ตั้งแต่ข้าเริ่มหัดเย็บปัก อี๋เหนียงสี่ก็รู้สึกเหลือเชื่อกับทักษะด้านการปักผ้าของข้า ด้วยความจนปัญญา นางจึงขอเพียงให้ข้าปักลายยวนยางให้ดีก็พอ ข้าก็ปักแต่ลายนกยวนยางมาตลอด จนมีครั้งหนึ่ง จู่ๆ อี๋เหนียงสี่ก็พูดกับข้าด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เฉี่ยนเอ๋อร์ ภาพที่เจ้าปักไม่เหมือนยวนยางเลย มันเหมือนนกเป็ดน้ำมากกว่า แต่ว่าก็ดีเหมือนกัน ยวนยางดาษดื่นเกินไป ใครๆ ก็ปักลายยวนยาง เฉี่ยนเอ๋อร์ของเราไม่เหมือนใคร ต่อไปปักนกเป็ดน้ำก็พอ”

ตั้งแต่นั้นมาข้าจึงปักแต่นกเป็ดน้ำ เพราะข้าเป็นคนโดดเด่นที่ไม่ดาษดื่น

ข้าจ้องเข้าไปในดวงตาของฟั่นเทียนหาน “ไม่ใช่ นกเป็ดน้ำต่างหาก”

อาจเพราะความหนักแน่นจริงจังของข้าโน้มน้าวใจเขาได้ เขาจึงเพียงแค่พยักหน้าอย่างจริงจัง เอ่ยปากชมตามมารยาท “มีความสดใสของนกเป็ดน้ำ และความปราดเปรียวของนกยวนยาง”

สมแล้วที่เป็นจ้วงหยวน วาจาไร้ยางอายเช่นนี้ก็ยังพูดออกมาได้ ช่างควรค่าแก่การกราบไหว้เทิดทูนจริงๆ

หลังจากบทสนทนาสั้นๆ นั้น ข้าก็ยืนทึ่มทื่อ ไม่รู้ว่าจะต้อนรับขับสู้เขาอย่างไรดี โชคดีที่เขานั่งลงเอง รินชาดื่มเองอย่างสบายอารมณ์ ทั้งยังชวนข้า “เจ้าดื่มชาด้วยหรือไม่”

ข้าเกี่ยวเก้าอี้มานั่ง “ไม่ละ คุณชายตามสบาย”

แน่นอนว่าคำพูดนี้ก็พูดไปอย่างนั้นแหละ เขาทำตัวตามสบายจนไม่รู้จะสบายอย่างไรแล้วนี่

เขาดื่มชาอึกหนึ่งแล้วเอ่ย “ข้าเรียกเจ้าว่าชิงเฉี่ยนแล้ว หากเจ้ายังเรียกข้าว่าคุณชายจะไม่ดูห่างเหินหรือ”

ข้าได้แต่เออออคล้อยตาม “เอ่อ…เช่นนั้นข้าเรียกว่า…เทียนหานดีหรือไม่เจ้าคะ”

บีบเสียงเล็กใส่จริตจะก้านไม่ใช่งานถนัดของข้าเลยจริงๆ พูดจบก็ทำเอาข้าเข็ดฟันจนแทบสึก

แต่เขากลับพอใจมาก อมยิ้มพลางพยักหน้า

“คุณหนู เสี่ยวหลงเปาที่ท่านให้ข้าไปซื้อได้แล้วขอรับ” เสียงอาเตาพ่อครัวมาถึงก่อนตัวเสมอ

ฟั่นเทียนหานนิ่วหน้ามองอาเตา น้ำเสียงเย็นชาขึ้นมาทันที “เจ้าเข้าออกห้องคุณหนูตามใจชอบเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกระมัง”

ข้ามองประตูห้องที่เปิดกว้างเพื่อกันคำครหา เขาจะให้อาเตาเคาะประตูตรงไหนกัน

อาเตายืนกระสับกระส่าย เอ่ยตะกุกตะกัก “ข้า…ข้า ข้าไม่ได้…”

ข้าโบกมือตัดบทเขา “เจ้าออกไปเถอะ วางเสี่ยวหลงเปาไว้ก็พอ”

อาเตารีบถอยหนีหัวซุกหัวซุนออกไปทันที

เสี่ยวหลงเปาบนโต๊ะกำลังร้อนๆ ควันฉุย ฟั่นเทียนหานหน้าดำทะมึนท่ามกลางควันร้อนกรุ่น ข้ามองเขา แล้วมองเสี่ยวหลงเปา ก่อนจะถามตามมารยาท “คุณชายฟั่น…แค็ก…เทียน…เทียน…หาน ข้าเห็นเมื่อกลางวันท่านกินไปได้ไม่เท่าใด จึงให้คนไปซื้อเสี่ยวหลงเปามา ท่านลองชิมดูว่าถูกปากหรือไม่”

การรู้จักประเมินและพลิกแพลงตามสถานการณ์เป็นหนึ่งในความสามารถของข้า เดิมเสี่ยวหลงเปานี้ข้าให้คนไปซื้อมาปลอบใจเป่าเอ๋อร์ที่กำลังจมอยู่ในอารมณ์ช้ำรักอันงดงาม แต่ยามนี้เสี่ยวหลงเปาสามารถช่วยชีวิตอาเตาเอาไว้ได้ หากเป่าเอ๋อร์รู้ก็คงยิ้มออกเช่นกัน

ฟั่นเทียนหานมีสีหน้าอ่อนลงดังคาด “เจ้าช่างมีจิตใจบริสุทธิ์งดงามจริงๆ”

ข้าหัวเราะแห้งๆ อย่างร้อนตัว “รีบกินตอนร้อนๆ เถิด”

เขาคีบเสี่ยวหลงเปาลูกหนึ่งแล้วยื่นมาจ่อปากข้า ข้าสะดุ้งตกใจ มือข้าปัดออกทันควัน ตะเกียบกระเด็นไปกระแทกบานหน้าต่าง เกิดรอยเปื้อนเป็นทางยาวจางๆ บนเนื้อไม้

เห็นทีหลายวันมานี้พลังยุทธ์ของข้าจะรุดหน้าขึ้นมากอย่างน่าประหลาด น่าจะเป็นเพราะยาผีบอกอะไรนั่นที่ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ให้ข้ากินคงออกฤทธิ์ขึ้นมา จะว่าไป ตั้งแต่ที่เขาทิ้งข้าไว้บนหลังคาคราวก่อนข้าก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย คงมิใช่ว่าพอได้ยินว่าข้ากำลังจะแต่งงาน ก็รู้สึกอับอายที่ตนเป็นศิษย์พี่แต่กลับแต่งงานช้ากว่าศิษย์น้องจนไม่กล้าโผล่หน้ามาหรอกนะ เจอกันคราวหน้าข้าต้องทำให้เขาเข้าใจว่าข้ามิได้ดูแคลนเขา

“ชิงเฉี่ยน วิชาที่เจ้าใช้คือหัตถ์สลายเมฆาหรือ” ฟั่นเทียนหานว่าพลางหยิบเสี่ยวหลงเปาลูกหนึ่งเข้าปาก ถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ เหมือนกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ

ขณะที่กำลังอุทานในใจว่าจิตใจเขาช่างแข็งแกร่งเสียจริง ข้าก็หัวเราะแห้งๆ “ที่แท้นี่เรียกว่าหัตถ์สลายเมฆาหรอกหรือ พ่อของเป่าเอ๋อร์เป็นคนสอนข้า ท่านก็รู้จักเป่าเอ๋อร์นี่…ร้ายกาจมาก”

ดูเหมือนเขาจะมิใช่คนอยากรู้อยากเห็นเท่าใดนัก เพียงแค่พยักหน้า นิ้วมือเรียวขาวหยิบเสี่ยวหลงเปาขึ้นมากินลูกแล้วลูกเล่า

ไม่รู้เพราะเหตุใดข้าถึงรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ

ตอนที่เขากินจนเหลือลูกสุดท้าย เป่าเอ๋อร์ที่ย่ำเท้าเสียงดังเหมือนตีกลองก็ร้องโหวกเหวกพุ่งเข้ามา “คุณหนูๆ อาเตาบอกว่าท่านซื้อเสี่ยวหลงเปามาให้ข้า”

มือของฟั่นเทียนหานที่ถือเสี่ยวหลงเปาเตรียมจะเอาเข้าปากพลันหยุดชะงัก เผชิญหน้ากับสายตาแค้นเคืองของเป่าเอ๋อร์ “ชิงเฉี่ยนบอกว่าซื้อมาให้ข้าต่างหาก”

เป่าเอ๋อร์เกาหัว หันไปถามข้า “คุณหนู ใครคือชิงเฉี่ยนเจ้าคะ นางถือดีอะไรเอาเสี่ยวหลงเปาที่ท่านซื้อให้ข้าไปให้คนอื่น”

ข้านั่งไม่ติด เกือบจะตกจากเก้าอี้ จึงจับโต๊ะประคองตัวไว้ พลางเอ่ย “ชิงเฉี่ยนก็คือข้าเอง”

เป่าเอ๋อร์ทำหน้าไม่เข้าใจ “คุณหนู ท่านชื่อชิงเฉี่ยนตั้งแต่เมื่อไร อีกอย่างท่านเอาเสี่ยวหลงเปาที่ซื้อให้ข้าไปให้คนอื่นได้อย่างไร!”

นางยังเน้นเสียงคำว่า “คนอื่น” ด้วย แต่ไหนแต่ไรเป่าเอ๋อร์เป็นคนแบ่งแยกรักและเกลียดอย่างชัดเจน เสี่ยวหลงเปาเข่งเดียวมากพอที่จะทำให้ฟั่นเทียนหานเปลี่ยนจากผู้มีพระคุณกลายเป็นคนอื่นได้

เดิมข้ายังกังวลกับฟั่นเทียนหาน แต่พอเงยหน้าเห็นสีหน้าเขาเหมือนกำลังชมเรื่องสนุก ก็กัดฟันพูดว่า “เป่าเอ๋อร์ ห้ามเสียมารยาท ผู้มาเป็นแขก อีกอย่าง เสี่ยวหลงเปาเย็นแล้วจะไม่อร่อย ข้าหาเจ้าจนทั่วก็ไม่เจอ แทนที่จะทิ้งไว้ให้เย็นชืดแล้วถูกอาเตาเอาไปเลี้ยงเจ้าเสี่ยวเฮยลูกหมาดำท้ายตรอก สู้ให้คุณชายฟั่นกินยังดีเสียกว่า”

พูดจบ ข้าก็กลั้นใจรอฟั่นเทียนหานตอบ ไม่คาดว่าเขาเพียงกินเสี่ยวหลงเปาลูกสุดท้ายจนหมด แล้วยื่นมือมาขอผ้าเช็ดมือจากข้า

ข้าหงุดหงิดใจนัก รู้สึกเหมือนต่อยกำแพงเต็มแรง ใครจะรู้ว่ากำแพงนั้นทำจากปุยฝ้าย ดูดซับแรงจนหมดจด แม้แต่เสียงก็ไม่มี

ฟั่นเทียนหานใช้ผ้าเช็ดหน้าข้าเช็ดนิ้วมืออย่างสบายอารมณ์ “เวลาไม่เช้าแล้ว ข้าควรกลับจวนแล้ว”

ข้าพยายามข่มอารมณ์ เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ข้าไปส่งคุณชายนะเจ้าคะ”

เขายิ้ม “ไม่ต้องส่งหรอก ชิงเฉี่ยน หากเจ้าไม่ขัดข้อง ข้าจะขอให้ท่านแม่ข้าหาฤกษ์มงคล แล้วเราก็แต่งงานกันเถิด”

ตลอดหลายชั่วยามที่ผ่านมานี้ ข้าอึดอัดคับข้องอย่างยิ่งกับเรื่องที่ต้องแต่งงานกับเขา บุรุษผู้นี้คาดเดายากเกินไป ข้ามักรู้สึกสะท้านสันหลังเสมอยามอยู่ใกล้เขา

ข้ามองเขาด้วยแววตาจริงใจอย่างที่สุด “สมบัติของพ่อข้าจะถูกแบ่งออกเป็นสิบส่วน เป็นของข้าและอี๋เหนียงทั้งเก้าคนละส่วน ตอนกลางคืนข้านอนดิ้น ชอบตีคน ส่วนสาวใช้ที่จะติดตามข้าออกเรือนไปคือเป่าเอ๋อร์”

เขาพยักหน้าด้วยท่าทีคล้ายจะยิ้มก็ไม่เชิง “ข้าไม่กลัว เรื่องเหล่านี้ข้าไตร่ตรองมาหมดแล้ว เช่นนั้นรอให้กำหนดวันได้แล้ว ข้าค่อยแวะมาใหม่อีกครั้ง”

กล่าวจบก็เดินตัวปลิวจากไป ทิ้งข้าให้ยืนอึ้งกับความเร็วของฝีเท้าเขาอยู่ที่เดิม

 

 

[1] ธาตุทั้งห้าตามหลักความเชื่อจีน ประกอบด้วย ไม้ ไฟ ดิน ทอง และน้ำ

[2] ชื่อ “ชิงเฉี่ยน” เขียนว่า 清浅 ประกอบด้วย (氵) ซึ่งก็คืออักษร “สุ่ย” (水) ที่แปลว่า น้ำ

[3] สำนักสมมติแห่งหนึ่งที่มักปรากฏในนิยายกำลังภายในของจีน ขึ้นชื่อเรื่องการใช้ค่ายกล ยาพิษ และอาวุธลับ

[4] เป็นคำเรียกผ้าปักที่มีชื่อเสียงของซูโจว ในมณฑลเจียงซู

[5] ในภาษาจีน คำว่า “ซูซิ่ว”(苏绣) ที่ใช้เรียกผ้าปักซูโจว มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ซูเย็บปัก” คำว่า “ซู” เป็นชื่อย่อของเมืองซูโจว และยังใช้เป็นแซ่ของชาวจีนด้วย ส่วน “ซิ่ว” แปลว่า ผ้าปัก หรือปักผ้า

[6] หรือเรียกอีกชื่อว่าเป็ดแมนดาริน เป็นนกที่มีคู่ตัวเดียวตลอดชีวิต หากคู่ของมันตาย อีกตัวจะตรอมใจตายตามไม่ยอมมีคู่ใหม่ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้สำหรับชาวจีน

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า