[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 3

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

———————————————————–

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 3

 

เรื่องของนักศึกษาสาขาวิชาโบราณคดีเป็นประเด็นร้อนแรงอย่างมากในกลุ่มคณะประวัติศาสตร์ ตกกลางคืน อาจารย์ทุกระดับแจ้งไปในแนวทางเดียวกันว่า [เรื่องอยู่ในระหว่างการสอบสวน ขอให้นักศึกษาทุกคนโปรดอย่าเชื่อถือและอย่าส่งต่อข่าวลือ หากมีข่าวลือที่มีเจตนาไม่ดี เมื่อพบ จะถูกลงโทษสถานหนัก] ก่อนหายเข้ากลีบเมฆ

สิ่งที่เรียกว่า “โทษสถานหนัก” ของมหาวิทยาลัยไม่มีอะไรมากไปกว่าการพูดคุยกับอาจารย์ ถูกตำหนิติเตียน และรุนแรงที่สุดคือถูกหักคะแนนประเมินความประพฤติในช่วงปลายเทอม ซึ่งไม่มีผลต่อใบปริญญาบัตร แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีใครอยากสร้างปัญหาโดยไม่จำเป็นหรอก

ต่อมาซ่งเฝ่ยแอบได้ยินว่า สาเหตุที่สาขาโบราณคดีขาดนักศึกษาชายไปหนึ่งคน มีทั้ง “ถูกฆ่าหั่นศพ” “ขาดการติดต่อจากการออกไปสำรวจโบราณสถานข้างนอก” “หนีไปกับอาจารย์ผู้หญิง” “ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมเลยลาออก” “เป็นวัยรุ่นติดอินเทอร์เน็ตเลยไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว” และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย ซ่งเฝ่ยไม่ได้อยากรู้อยากเห็น ฟังแล้วก็เลยลืม เดี๋ยวเรื่องมันก็ผ่านไป

ชั่วพริบตาเดียวก็ถึงวันงานแข่งขันกีฬา

ฤดูใบไม้ร่วงสีทองในเดือนพฤศจิกายนเป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยของซ่งเฝ่ยตั้งอยู่ในเมืองติดแม่น้ำ ช่วงต้นเดือนนี้จึงมีลมพัดเย็นสบาย เหมาะแก่การจัดงานแข่งขันกีฬาเป็นที่สุด

การเดินขบวนพาเหรดที่น่าตื่นตาตื่นใจ เสียงสูงต่ำของพิธีกร เสียงเชียร์ของฝูงชนภายในสนามกีฬา ขบวนแล้วขบวนเล่าเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว เต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉง แต่ต้องมองข้ามพวกนักศึกษาบนอัฒจันทร์ที่กำลังแอบเล่นโทรศัพท์มือถือไปนะ

“ขบวนที่กำลังเดินเข้ามาก็คือคณะพลศึกษา! ดูสิ พวกเขาเดินกันอย่างพร้อมเพรียง! ฟังสิ พวกเขากล่าวคำขวัญดังก้องกังวาน! พวกเขาคือดวงอาทิตย์ที่เพิ่งถือกำเนิด พวกเขาคืออนาคต…”

“คำพูดเชยมาก” เริ่นเจ๋อทนฟังต่อไปไม่ไหว แบตเตอรีโทรศัพท์มือถือของเขาใกล้จะหมดแล้ว อีกทั้งไม่ได้หยิบแบตเตอรีสำรองมาด้วย ตอนแรกเขาคิดว่าพิธีเปิดจะต้องน่าตื่นตาตื่นใจ จึงอยากทำสมองให้โล่งแล้วมาดูเสียหน่อย ถ้าช่วงหลังน่าเบื่อจริงๆ ค่อยเล่นโทรศัพท์อีกครั้ง ประหยัดแบตได้ก็ต้องประหยัดกันหน่อย แต่กลับถูกโจมตีอย่างรุนแรงด้วยคำกล่าวเปิดพิธีการที่ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ตแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

เซี่ยงหยางที่เพิ่งเล่นเกมโทรศัพท์มือถือเสร็จเอ่ยว่า “นายจะฟังจริงดิ”

เริ่นเจ๋อมองโทรศัพท์มือถือยี่ห้อในประเทศที่แบตเตอรีอึดถึกคงกระพันของรูมเมต เริ่มลังเลว่าเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือคราวหน้าควรรักชาติบ้างสักครั้งดีไหม “คำพูดเชย แต่ผู้หญิงที่ถือป้ายดีต่อสายตามากนะ”

ขบวนพาเหรดของคณะประวัติศาสตร์ที่เดินเข้าสู่สนามล้วนแต่เป็นนักศึกษาชั้นปีหนึ่ง ตอนนี้พวกเขาจึงนั่งวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นบนอัฒจันทร์ได้

ซ่งเฝ่ยปัดเวยปั๋วครู่หนึ่ง รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ เมื่อได้ยินเริ่นเจ๋อพูดเช่นนั้นก็หันกลับไปมอง พวกเขาอยู่โซนที่สองหลังโพเดียม ตอนนี้ขบวนของคณะพลศึกษากำลังเดินผ่านโซนของพวกเขา เป็นดังที่พูดจริงๆ ผู้หญิงที่ถือป้ายเรียกได้ว่าเอวเป็นเอว ขาเป็นขา ไม่อ้วนไม่ผอม เรือนร่างงดงาม ถึงใบหน้าจะดูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่จากหัวจรดเท้าเห็นได้ชัดเลยว่าสวยและสุขภาพดี

ถัดจากคณะพลศึกษาก็ตามมาด้วยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน หากพูดว่าคนถือป้ายของคณะพลศึกษามีเอวเป็นเอว ขาเป็นขา เช่นนั้นคนถือป้ายของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนก็มีเอวเป็นเอว อกเป็นอก แต่ที่น่าดูชมกว่าหน้าอกก็คือใบหน้า เรียกได้ว่าสวยเหมือนนางฟ้ามาจุติ ซ่งเฝ่ยรู้ว่าในคณะศิลปศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์อะไรพวกนี้ ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิง ระดับหน้าตาล้วนสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งก็มีให้เห็นชัดเจนอยู่มากมาย ถึงแม้ผู้หญิงคนนี้จะอยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่มองเพียงปราดเดียวก็เห็นแล้ว แม้ความสวยของเธอจะไม่ใช่แบบสวยประหาร แต่เป็นสวยแบบอ่อนโยนและสะอาดสะอ้าน ชวนให้คนรู้สึกสบายใจอย่างมาก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายตาของนักศึกษาชายบนอัฒจันทร์มองอย่างเปิดเผยเกินไปหรือไม่ ขณะที่หญิงสาวเดินผ่านถึงได้หันมองบนอัฒจันทร์พร้อมกับส่งยิ้มมาให้

“ตาใส ฟันขาว ลักยิ้มชวนมอง” หวังชิงหย่วนแทรกขึ้นมา

ซ่งเฝ่ยไม่เข้าใจ ขณะที่เบื่อหน่ายอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงดังมาจากลำโพง

“ขบวนที่กำลังเดินเข้ามาหาเราในตอนนี้คือคณะชีววิทยาศาสตร์! ฟ้าสูงแล้วแต่นกจะบิน ทะเลกว้างใหญ่แล้วแต่ปลาจะแหวกว่าย…”

พิธีกรด้านหลังจะพูดอะไรซ่งเฝ่ยก็ไม่ฟัง เพราะสายตากำลังสอดส่ายหาใครบางคนอยู่ น่าเสียดายที่สุดท้ายก็หาเงาร่างที่คุ้นเคยในขบวนพาเหรดไม่เจอ บางทีขบวนของพวกนั้นอาจมีแต่นักศึกษาปีหนึ่งเหมือนกัน ขณะทอดสายตามองขบวนของคณะชีววิทยาศาสตร์เดินไปไกล ซ่งเฝ่ยก็คิดอย่างปลงตก

สายลมเย็นพัดโชยมา

ซ่งเฝ่ยที่ถูกลมพัดสะดุ้งโหยง ทันใดนั้นก็ได้สติกลับมา ปัดโธ่ จะมองหาไอ้คนทุเรศนั่นทำไม ในเมื่อตัวเองเป็นคนบอกเลิกก่อน แต่ตอนนี้ยังไปคิดถึงเขาอีก มูฟออนได้แล้ว

ซ่งเฝ่ยสะบัดหัว แล้วถามเซี่ยงหยางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “หยางจื่อ เมื่อไหร่แฟนนายจะมา”

หลังจากหาเรื่องใส่ตัวครั้งนั้น ฮูหยินเซี่ยงก็คว้าชัยชนะอย่างสมบูรณ์ เซี่ยงหยางไม่เพียงต้องเตรียมเปิดประตูต้อนรับแฟนสาวมาชมการแข่งขันกีฬา แต่ยังพูดออกมาอย่างหมดเปลือกว่าตนเองต้องเข้าร่วมแสดงรำพัดไท่เก๊กปากว้าด้วยความโศกเศร้า คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะเฝ้าคอยด้วยใจจดใจจ่อ ไม่เพียงพาตัวเองมา แต่ยังพารูมเมตมาอีกสองคนด้วย

เซี่ยงหยางถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายชีวิต “เพิ่งจะเที่ยง พวกเราแสดงตอนบ่ายไม่ใช่เหรอ”

“คงตั้งใจมาดูนายโดยเฉพาะ” เริ่นเจ๋อนึกอิจฉา “ทำไมฉันถึงไม่เจอรักแท้บ้างนะ”

เซี่ยงหยางให้การสนับสนุนเขาอย่างจริงใจว่า “นายจะเอาแต่คิดถึงผู้หญิงในมหาวิทยาลัยไม่ได้ ฉันจะบอกนายให้ หนทางอันงดงามคือ นายต้องใช้กรงเล็บปีศาจคว้าสาวต่างมหาวิทยาลัยมาให้สำเร็จ”

ดวงตาของเริ่นเจ๋อเป็นประกายขึ้นมาทันที “แฟนนายบอกว่าตอนบ่ายจะพาเพื่อนมาสองคนไม่ใช่เหรอ หน้าตาเป็นยังไง มีรูปไหม”

เซี่ยงหยางมีสีหน้าเลิ่กลั่ก “ถ้าในโทรศัพท์ของฉันมีรูปเพื่อนสนิทแฟน คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว! ”

เริ่นเจ๋อกลอกตาใส่ “นายก็เข้าไปหาในโมเมนต์ของแฟนนายสิ! ”

เซี่ยงหยางตบหัวตัวเอง รีบพลิกโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เริ่นเจ๋อยื่นหน้าเข้าไปดู ส่วนหวังชิงหย่วนเพียงชื่นชมความงาม แต่หากให้ตามจีบก็ไม่ได้สนใจมากขนาดนั้น ซ่งเฝ่ยเองก็ไม่สนใจเหมือนกัน เขาเพียงเปิดเวยปั๋วไถขึ้นลงอีกครั้ง

การแข่งขันกีฬาในช่วงเช้าผ่านพ้นไปอย่างราบเรียบ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นรอบคัดเลือก ในเมื่อยังไม่ใช่จุดที่น่าตื่นเต้นที่สุดของผู้เข้าแข่งขัน คนดูเองก็ยิ่งหมดสนุก นอกจากตอนทีมตรวจผู้มีอารยะและจิตวิญญาณมาลาดตระเวนดูความปลอดภัย ซ่งเฝ่ยจึงเจียดเวลามาปรบมือพลางโบกขวดพลาสติกเปล่าที่เต็มไปด้วยก้อนหินบ้าง ส่วนเวลาที่เหลือก็หมดไปกับการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ และกวาดตามองการแข่งขันที่มีคณะประวัติศาสตร์เข้าร่วมเพียงคร่าวๆ

เว้นก็แต่การแสดงมวยทหารของคณะคณิตศาสตร์

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในน้ำเต้าเพียงสองลูกบนเชือกหนึ่งเส้น [1] ซ่งเฝ่ยจึงสนใจพี่น้องชาวคณะคณิตศาสตร์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะตอนที่พวกเขาสวมเครื่องแบบทหารสีเขียวพร้อมกับส่งเสียงฮึกเหิมด้วยอารมณ์เดือดพล่านที่พุ่งทะยานไปจนสุด

เซี่ยงหยางเป็นเจ้ามือมื้อเที่ยง เขาพาสมาชิกทั้งหมดของห้อง 440 กับฮูหยินเซี่ยงและเพื่อนสนิทอีกสองคนขึ้นไปบนชั้นสองของโรงอาหาร แฟนสาวของเซี่ยงหยางน่ารักมาก ใบหน้ารูปไข่มนๆ รับกับดวงตาโต ขนตายาว ถูกต้องตามมาตรฐานของโลลิคอน [2] เริ่นเจ๋อพยายามเข้าใกล้หญิงสาวทั้งสองคนอย่างเต็มที่ แต่หญิงสาวกลับไม่ค่อยสนใจเขามากนัก เอาแต่พูดคุยกับหวังชิงหย่วน หวังชิงหย่วนดันกรอบแว่นตาอย่างสุภาพ ไม่พูด “อืม” ก็ “โอ้” ถามอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง สุดท้ายหญิงสาวก็เริ่มเข้าใจ และไม่สนใจเขาอีก

ซ่งเฝ่ยไม่ได้หิวกระหายขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้มีคุณธรรมเท่าหวังชิงหย่วน เรื่องที่เขาชอบผู้ชายกับการที่เขาหวังว่าจะได้รับความสนใจจากสาวๆ นั้นต้องแยกออกจากกัน เพราะอย่างแรกเป็นเรื่องของรสนิยมทางเพศ อย่างหลังเป็นเรื่องของเสน่ห์ เมื่อกินอิ่มแล้ว เขาจึงเอ่ยถามทีเล่นทีจริงว่า “ทำไมไม่สนใจฉันบ้างล่ะ”

หญิงสาวทั้งสองคนมองหน้ากัน จากนั้นก็หัวเราะคิกคัก

หญิงสาวคนหนึ่งตอบว่า “นายดูเจ้าชู้”

ซ่งเฝ่ยอยากตีกลองร้องทุกข์ ถามหญิงสาวคนที่สองอย่างไม่เต็มใจว่า “เธอก็คิดแบบนี้เหรอ”

หญิงสาวคนที่สองส่ายหน้า “นายดูเรียนไม่เก่ง”

ซ่งเฝ่ยชะงักไปสองวินาที หันกลับไปมองหญิงสาวคนแรก “เธอพูดถูกแล้ว”

ถึงจะเป็นเด็กกาก แต่ก็มีจุดแข็งที่น่าภาคภูมิใจเหมือนกันนะ

รายการแรกของช่วงบ่ายคือรำพัดไท่เก๊ก คณะกรรมการจัดงานเองก็ทราบดีว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ง่วงนอนที่สุด ดังนั้นจึงคิดแก้ปัญหาอย่างไร้เดียงสาด้วยการสร้างบรรยากาศยิ่งใหญ่อลังการในการแสดง เพื่อปลุกเร้าจิตวิญญาณของทุกคนให้ตื่นขึ้นมา

สมาชิกห้อง 440 สวมชุดรำไท่เก๊กสีขาวสง่างาม ในมือถือพัดรำไท่เก๊กสีแดงขนาดใหญ่ กลายเป็นจุดสนใจขณะเดินเข้าสนาม ระหว่างทางจึงถูกถ่ายภาพตลอดเวลา ช่างเป็นภาพที่งดงามเสียเหลือเกิน

เมื่อเดินเข้ามาในสนามกีฬา ถึงจุดนัดพบบริเวณมุมสนาม พวกเขาเห็นสีแดงและสีขาวละลานตา จึงค่อยรู้สึกเบาใจ

ก่อนจะถึงเวลา เหล่าอาจารย์ไท่เก๊กไม่กี่คนยืนจับกลุ่มสบายๆ ฮูหยินเซี่ยงแอบเข้ามา ก่อนลากเซี่ยงหยางเข้าไปที่มุมเพื่อให้กำลังใจแฟนหนุ่ม “อปป้า สู้ๆ! ”

เซี่ยงอปป้ากางพัดออก ขยับพัดสองครั้งให้เกิดลมอย่างยากลำบาก ผมเกรียนความยาวหนึ่งนิ้วโดนลมแล้วยังไม่ขยับสักนิด “รอดูพี่ให้ดี! ”

ระหว่างสนทนา นักกีฬาในชุดเสื้อแขนสั้นกางเกงขาสั้นก็เดินจากประตูสนามกีฬาเข้ามา หลังจากการแสดงรำพัดไท่เก๊กคือรายการแข่งขัน คนเหล่านี้ต้องมาก่อนเพื่อรอเช็กชื่อ เงาร่างของคนที่หาไม่เจอในช่วงเช้าจึงปรากฏตัวอย่างโดดเด่น

ซ่งเฝ่ยรีบกลับเข้าไปรวมกลุ่ม ขณะเดียวกันก็พึมพำเงียบๆ ว่า “มองไม่เห็นฉัน มองไม่เห็นฉัน มองไม่เห็นฉัน ใครเห็นฉันเป็นคนทุเรศ…”

“ซ่งเฝ่ย?!”

ไอ้คนทุเรศตะโกนเรียกเขา

ซ่งเฝ่ยฝืนใจหันกลับไปมอง แล้วยิ้มอย่างเป็นมิตร “มีแข่งเหรอ”

ชีเหยียนพยักหน้า จากนั้นก็กวาดตามองเครื่องแต่งกายของแฟนเก่าด้วยความสงสัย

ซ่งเฝ่ยกางพัดออกเช่นเดียวกัน แต่กางอย่างเชี่ยวชาญจนไม่มีกระแสลมพัดออกมา “รำพัดไท่เก๊กปากว้าน่ะ”

ชีเหยียนหัวเราะ ดวงตาโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว

นี่คือช่วงเวลาที่ชีเหยียนดูไร้พิษสงที่สุด บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเป็นคนดีคนหนึ่ง

ซ่งเฝ่ยเกือบจะพ่ายแพ้ให้รอยยิ้มของเขา โชคดีที่อีกฝ่ายพูดขึ้นว่า “น่ารักมาก”

ซ่งเฝ่ยจึงนึกอยากจะสวมรองเท้าผ้าใบแล้วเตะเขาสักป้าบ

จากนั้นไม่นานก็ได้เวลา เสียงประกาศของพิธีกรลอดผ่านออกมาทางลำโพง “ต่อไปคือการแสดงอันน่าชื่นชมของคณะประวัติศาสตร์ รำพัดไท่เก๊กปากว้า ปรบมือต้อนรับพวกเขากันเลย” นักศึกษาคณะประวัติศาสตร์ปีสองเดินเรียงแถวเข้าไปกลางสนามกีฬา

พวกนักกีฬาราวยี่สิบคนที่รอแข่งขันรายการต่อไปก็กำลังวิ่งพลางมองภาพในสนาม โดยเฉพาะชีเหยียนที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ซ่งเฝ่ยกระวนกระวายไม่เป็นสุข กระทั่งเสียงเพลงดังขึ้น แต่ใจยังลอยไปไม่กลับคืนมา

ไม่อาจเรียกว่าสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ เนื่องจากซ่งเฝ่ยไม่มีสมาธิเท่าที่ควร ท่วงท่านกกระเรียนขาวสยายปีกจึงไม่นิ่งพอ ทำให้พัดลอยออกไปกระแทกท้ายทอยของเซี่ยงหยางที่อยู่ด้านหน้า ก้านพัดทำจากเหล็กไร้สนิม ถึงแม้ตัวพัดจะมีพลังทำลายล้างไม่สูงเท่ากับการตั้งใจตีลงไปตรงๆ แต่ซ่งเฝ่ยเห็นแล้วก็รู้ว่าเจ็บไม่แพ้กัน เซี่ยงหยางส่งเสียงแปลกๆ ราวกับเสือร้ายที่ร่วงลงมาจากภูเขา แต่แล้วก็กลายเป็นนกอินทรีที่สยายปีกบินกลับมาอีกครั้ง การเคลื่อนไหวลื่นไหลดุจสายน้ำ งดงามอ่อนช้อย ซ่งเฝ่ยคิดว่าคงเป็นเพราะพลังแห่งรัก ก่อนจะรีบวิ่งสองก้าวไปเก็บพัดขึ้นมาร่ายรำต่ออย่างทรงพลัง

ไม่ง่ายเลยกว่าการแสดงจะสิ้นสุดลง ซ่งเฝ่ยเดินออกจากสนามอย่างรีบร้อน ตอนที่เดินพ้นประตูใหญ่ เขาเหลือบเห็นชีเหยียนยืนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง

ยามอยู่ต่อหน้าชีเหยียน เขาไม่เคยยืดอกอย่างภาคภูมิใจได้เลยสักครั้ง ซ่งเฝ่ยคิดอย่างดูถูกตนเอง ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน

เมื่อกลับมาถึงอัฒจันทร์ ชีเหยียนก็ยืนอยู่บนลู่วิ่งแล้ว ซ่งเฝ่ยได้ยินประกาศถึงรู้ว่านี่คือการวิ่งหมื่นเมตร ตอนคบกัน ซ่งเฝ่ยมักถูกผู้ชายคนนี้ลากไปวิ่งที่สนามกีฬาในตอนกลางคืน โดยเรียกอย่างไพเราะว่าเป็นการออกกำลังกาย แต่ออกไปได้สองครั้งซ่งเฝ่ยก็ทนไม่ไหวแล้ว ต่อให้ตายก็จะไม่ไปอีกเด็ดขาด ตอนนี้ลองมาคิดดู เมื่อทดลองคบหาดูใจจึงรู้ว่าชีวิตประจำวัน ไปจนถึงความชอบและงานอดิเรก พวกเขาแทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย คบกันได้หนึ่งภาคเรียนก็ถือว่าเทพมากแล้ว

เสียงปืนดังขึ้น นักกีฬาทั้งยี่สิบคนบนลู่วิ่งออกตัวอย่างไม่รีบร้อน

ชีเหยียนโดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางฝูงชนด้วยส่วนสูง 183 เซนติเมตร นับแต่ช่วงใต้สะดือลงมาเป็นท่อนขาทั้งหมด เขาวิ่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำ เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและงดงาม ซ่งเฝ่ยมองอย่างไม่ละสายตา ลำคอแห้งผากเล็กน้อย จึงเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ก่อนดึงสายตากลับมา บังคับตัวเองให้ก้มหน้าไถโทรศัพท์มือถือต่อไป

เขาชอบชีเหยียน คนที่จีบก่อนก็คือเขา ต่อมาเมื่ออีกฝ่ายยินดีจะคบหากัน เขาดีใจจนนอนไม่หลับอยู่หลายคืน แต่เมื่อความสัมพันธ์เริ่มลึกซึ้ง ความขัดแย้งก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือชีวิตประจำวันของพวกเขาทั้งสองคน วัฏจักรชีวิตของชีเหยียนมีสี่อย่าง ห้องเรียน ห้องสมุด โรงอาหาร หอพัก มีเรียนก็เข้าเรียน ไม่มีเรียนก็อ่านหนังสือศึกษาด้วยตนเอง ตกกลางคืนยังไปออกกำลังกาย ตรงข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง มีเรียนก็เข้าเรียน ไม่มีเรียนก็กลับหอ นอกจากวิชาพละก็แทบไม่เหยียบเข้าไปในสนามกีฬา ห้องสมุดยิ่งไม่มีทางไปเด็ดขาด

ตอนแรกซ่งเฝ่ยยังพอตามน้ำไปได้ด้วยการทำตัวเป็นเด็กดีเหมือนอีกฝ่าย ต่อเมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มทนไม่ไหว ชีเหยียนสามารถมุดหัวอ่านหนังสือได้ทั้งวัน ส่วนเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกว่าหนึ่งวันยาวนานเหมือนหนึ่งปี แต่ต่อให้ใบหน้าด้านข้างของชีเหยียนจะหล่อเหลากว่านี้ แต่ก็ไม่เพลิดเพลินเหมือนดูซีรีส์อเมริกัน หลังจากนั้น เมื่อชีเหยียนชวนไปเรียน หากซ่งเฝ่ยซ่อนตัวได้ก็จะซ่อน ชีเหยียนไม่ใช่คนโง่ ผ่านไปหลายครั้งเขาก็มองออก จากนั้นพวกเขาก็เริ่มเข้าสู่ถนนแห่งการสั่งสอนที่ทอดยาว ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า “การปะทะฝีปาก” ประเด็นหลักคือชีเหยียนเอาแต่ว่าซ่งเฝ่ย นี่ก็ผิด นั่นก็ไม่ถูก เรียนหนังสือแบบเช้าชามเย็นชาม เมื่อต้องไปอยู่ในสังคม อนาคตย่อมไม่สดใส นิสัยของซ่งเฝ่ยไม่นับว่าดีเลิศ เมื่อถูกบ่นมากเข้าก็จะเริ่มเสียงดัง การทะเลาะกันลักษณะนี้ไม่เกี่ยวกับว่าถูกหรือผิด ซ่งเฝ่ยแค่ไม่ชอบคำพูดของอีกฝ่ายที่แฝงนัย “ดูถูก” ในเมื่อดูถูกกันขนาดนั้น ทำไมตอนนั้นถึงตกลงคบหากัน แต่ชีเหยียนไม่อยากแม้แต่จะทะเลาะกับเขาด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่ชีเหยียนสติแตกก็ได้แต่ทำให้ตัวเองใจเย็นๆ หลังจากคิดได้แล้วทั้งสองค่อยมาคุยกันใหม่ ซ่งเฝ่ยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟและไม่มีที่ระบายหลายต่อหลายครั้ง กระทั่งครั้งสุดท้ายที่ใจเย็นต่อไปไม่ไหวแล้ว เลยบอกเลิกออกไปตรงๆ

เพื่อนที่รู้จักต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคนอย่างชีเหยียนเป็นแบบอย่างที่ดี นิสัยดี การเรียนดี ย่อมต้องเลือกเฟ้นแต่สิ่งดีๆ

แต่ซ่งเฝ่ยคิดว่าเขาคงเอาสิ่งไม่ดีทั้งหมดไปทิ้งไว้ให้แฟนของตัวเองต่างหาก

 

 

[1] สำนวนจีน หมายถึง เพื่อนร่วมชะตากรรม

[2] หมายถึง ชายที่มีความรู้สึกเสน่หาและรักใคร่เด็กสาวที่มีอายุน้อยกว่าตน

ใส่ความเห็น