[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 4

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

———————————————————–

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 4

สุดท้ายชีเหยียนก็ได้อันดับสอง ส่วนอันดับหนึ่งตกเป็นของคณะอักษรศาสตร์ ตอนแรกไม่มีใครเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาอัปลักษณ์คนนั้นอยู่ในสายตา แต่ตอนวิ่งห้ารอบสุดท้าย เขาและชีเหยียนอยู่ไล่เลี่ยกัน ก่อนจะถูกอีกฝ่ายทิ้งห่างอย่างสมบูรณ์ ชีเหยียนรูปร่างสูงยาวเข่าดี ระยะก้าวก็ยาว จังหวะคงที่ ผู้ชายคนนั้นก้าวสั้นกว่าชีเหยียนหนึ่งช่วงตัว เสียเปรียบเรื่องระยะก้าว แต่ได้เปรียบในการซอยขาถี่ๆ จึงวิ่งด้วยความเด็ดเดี่ยวหนักแน่น

ซ่งเฝ่ยไถโทรศัพท์มือถือ แต่ช่วงครึ่งหลังสายตาของเขากลับจดจ้องบนสนามไม่ละไปไหน เขาดูออก ชีเหยียนพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังตามหลังอีกฝ่ายที่พุ่งเข้าเส้นชัยก่อนสามก้าว มีเสียงประกาศยินดีกับคณะอักษรศาสตร์ที่ได้อันดับหนึ่ง คณะชีววิทยาศาสตร์ได้อันดับสอง รวมถึงประกาศชื่อของนักกีฬา แต่ซ่งเฝ่ยไม่ได้ฟัง ความสนใจทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่ที่ชีเหยียน

ผู้ชายคนนั้นก้มงอตัวจับเข่า หอบหายใจหนักหน่วง ซ่งเฝ่ยรู้ว่าเขาเหนื่อยล้าสุดขีด การวิ่งรอบสุดท้ายคือการเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง ซ่งเฝ่ยคิดว่าหากเป็นเขา จะต้องทิ้งตัวนอนกางแขนกางขาบนพื้นอย่างไม่สนใจใครทั้งนั้น แต่นั่นคือชีเหยียน ที่ต้องรักษาภาพลักษณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าระเบียบวินัยของเขาที่เกือบจะดูเป็นบ้าแบบนี้ เป็นแต่กำเนิดหรือได้รับการสั่งสอนมา

เส้นชัยอยู่ใกล้กับบริเวณที่พวกซ่งเฝ่ยอยู่ หากชีเหยียนมองมาในตอนนี้ เขาจะต้องสบสายตากับซ่งเฝ่ยอย่างแน่นอน แต่ชุดสีขาวของพวกซ่งเฝ่ยยากเกินกว่าจะระบุว่าใครเป็นใคร ปรากฏว่าชีเหยียนหันหลังให้ฝั่งนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ กระทั่งเดินออกจากสนามก็ไม่หันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว

จะว่าไปซ่งเฝ่ยก็รู้สึกเสียดายแทนเขา ด้วยนิสัยของผู้ชายคนนี้ ไม่ได้อันดับหนึ่งก็เท่ากับพ่ายแพ้ ได้อันดับสองก็แทบไม่ต่างจากอันดับสุดท้าย เมื่อคิดเช่นนี้ จึงเหลือบมองแผ่นหลังโดดเดี่ยวนั่นอีกครั้ง เขาคงรู้สึกเจ็บปวดจากความผิดหวังอยู่บ้าง

งานแข่งขันกีฬาจัดต่อเนื่องสองวัน ช่วงเช้าของวันที่สอง นักศึกษาคณะพลศึกษาที่มักจะมีหน้าที่สำคัญยังคงง่วนอยู่กับการแข่งขันกีฬา การตัดสิน และการทำหน้าที่จดคะแนน สุดท้ายก็วอร์มร่างกาย แล้วกลายร่างเป็นหลวงจีนกวาดลานวัด [1] ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น

โดยปกติแล้วหากไม่มีการเปรียบเทียบก็จะไม่เจ็บปวด แต่เมื่อช่องว่างระหว่างความอ่อนแอกับความแข็งแกร่งห่างกันเกินไป แม้ผู้อ่อนแอจะไม่เข้าแข่งขัน แต่ผู้แข็งแกร่งที่เหลืออยู่ก็ยังทำให้คุณตกตะลึงจนอ้าปากค้างได้อยู่ดี คนพวกนั้นเหมือนดั่งกระแสลมกระโชกที่พัดมาตรงหน้า ไม่ทันได้มองเห็นตัวคน ได้แต่มองตามแผ่นหลังของนักกีฬาที่เต็มไปด้วยฝุ่นตลบอบอวลเท่านั้น

สุดท้ายนักศึกษาห้อง 440 ก็ได้ข้อสรุป แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน พวกเราตั้งใจฝึกรำไท่เก๊กกันต่อดีกว่า

การแข่งขันกีฬาสิ้นสุดลง อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ต้นไม้ใบกว้างในวิทยาเขตทนความหนาวเย็นไม่ไหว จึงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง บ้างก็ปลิดปลิวไปตามลม ไม่ก็ค้างเติ่งอยู่บนยอดสนอย่างภาคภูมิใจ ใบไม้สีเหลืองทองผสมผสานกับกิ่งสนสีเขียวเข้มแลดูงดงามเป็นพิเศษ

ซ่งเฝ่ยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันของเขาอีกครั้ง คือเข้าเรียนวิชาบังคับ โดดเรียนวิชาเลือก ตามดูแอนิเมชั่นตอนใหม่ ไถโทรศัพท์ แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เขากลับรู้สึกอึดอัดใจ เดิมทีหวังชิงหย่วนเป็นคนเดียวในห้องพักที่หากไม่อ่านหนังสือก็ทำโจทย์ข้อสอบ เซี่ยงหยางก็มักจะคุยโทรศัพท์จู๋จี๋กับแฟนสาวอยู่เสมอ ส่วนเริ่นเจ๋อนอกจากตอนเข้าเรียน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็แทบไม่มีใครเห็นเงาของเขา ถ้าไม่ตามจีบรุ่นน้องก็ไปจีบรุ่นน้องนั่นแหละ แต่หลายวันมานี้ ห้อง 440 กลับแน่นขนัด นอกจากซ่งเฝ่ยที่กำลังเล่นโน้ตบุ๊ก อีกสามคนที่เหลือกลับนั่งอ่านหนังสืออย่างหนักอยู่ที่โต๊ะ มองจากด้านหลังก็สัมผัสได้ถึง “ความขยัน”

บ่ายวันนี้ไม่มีเรียน ซ่งเฝ่ยจึงรู้สึกว่าช่วงเย็นถือเป็นช่วงเวลาที่ดี แต่ช่วงเวลานั้นกลับจบลงด้วยโศกนาฏกรรม “การตื่นขึ้นมาท่ามกลางความเงียบอันแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว” เหตุผลที่พูดเช่นนี้ก็เพราะนี่คือความเงียบที่ไม่ใช่ความเงียบอย่างแท้จริง แต่คือความเงียบเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ บวกเสียงเดซิเบลต่ำหนึ่งเปอร์เซ็นต์ เสียงเดซิเบลต่ำดังกล่าวคือเสียงพลิกหน้าหนังสือและปลายปากกาที่สัมผัสกระดาษจนเกิดเสียงบ้างเป็นครั้งคราว และท่ามกลางความเงียบเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ก็ได้สร้าง “แรงบันดาลใจ” ให้นึกถึงบางอย่าง

ตอนที่ซ่งเฝ่ยลุกขึ้นจากเตียง พระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี ห้อง 440 ถูกปกคลุมด้วยรัศมีความอบอุ่นอ่อนโยน โดยมี “คนโง่” เพียงหนึ่งเดียวอยู่บนเตียง กับ “เด็กเรียน” สามคนอยู่ที่โต๊ะหนังสือ ทันใดนั้นแผ่นหลังของรูมเมตที่กำลังขยันขันแข็งก็ซ้อนทับกับภาพแฟนเก่าของเขาอย่างสมบูรณ์ นักศึกษาซ่งที่ผ่านช่วงชีวิตมาอย่างยากลำบากพลันรู้สึกขนหัวลุกกับคำพูดที่ว่า “หนีเสือปะจระเข้”

“อะแฮ่ม” ซ่งเฝ่ยกระแอม แล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “คือว่า ขอรบกวนเวลาท่านทั้งสองหน่อยได้ไหมครับ”

แม้จะเอ่ยกับคนทั้งสาม แต่หวังชิงหย่วนกลับนิ่งเงียบ ไม่หือไม่อือ เซี่ยงหยางและเริ่นเจ๋อเงยหน้าขึ้นอย่างกระตือรือร้น

“อะไร”

“ทำไม”

ซ่งเฝ่ยปลื้มใจเหลือเกิน อย่างน้อยรูมเมตก็ยังให้ความสำคัญกับเขา

“ฉันขอถามนายสองคนหน่อย พวกนายโดนของหรือว่าผีเข้า ยากลำบากขนาดนี้ก็ยังอยากขึ้นสวรรค์อีกเหรอ”

เริ่นเจ๋อมองเซี่ยงหยาง ส่งสัญญาณว่า ‘นายพูด’

คนหลังพยักหน้า เงยหน้าขึ้นมอง พูดด้วยใจอันขมขื่นว่า “สหาย แม้ลับหอกยามจวนตัว หอกไม่คมแต่ก็เงา”

ซ่งเฝ่ยมองโต๊ะของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสจนตาแทบจะบอด

“ปัญหาคือพวกนายผ่านระดับสี่หมดแล้วไม่ใช่เหรอ! ” เอ่ยด้วยความเจ็บปวด แต่ซ่งเฝ่ยทำอะไรไม่ได้แล้ว เขาต้องปกป้องศักดิ์ศรีของ “ลูกผู้ชายเลือดเหล็กเพียงคนเดียวของห้อง 440 ที่ยังสอบไม่ผ่านระดับสี่” เอาไว้

รูมเมตทั้งสองฟังแล้วก็มองหน้ากัน สุดท้ายตอบขึ้นพร้อมกันว่า “ใช่ ดังนั้นพวกเราถึงกำลังทบทวนระดับหกอยู่นี่ไง”

ซ่งเฝ่ยดูเป็นคนโง่ทันที เขาสงสัยว่าตนเองหูฝาด “พวกนายสองคนจะสอบระดับหกเหรอ หยางจื่อ นายเคยพูดว่าถ้าผ่านระดับสี่ก็จะไม่แตะหนังสือภาษาอังกฤษอีกแล้วนี่ แม้แต่วิชาบังคับก็จะไม่แตะ! เริ่นเจ๋อ ภาษาจีนกลางควรจะเป็นภาษาสากล นายพูดเองไม่ใช่เหรอ”

เซี่ยงหยางวางปากกาลง ราวกับกำลังรำลึกถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาดั่งกระแสน้ำไหลหลาก แล้วหรี่ตามองออกไปไกล ครู่หนึ่งความสับสนก็หายไป หลงเหลือเพียงความอ้างว้าง เขาหันมองซ่งเฝ่ย ก่อนถอนหายใจเล็กน้อย “ไอ้หนุ่ม นายไม่เข้าใจหรอก มีความพากเพียรรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า ความพากเพียรที่แฟนของนายคิดว่านายควรจะมี”

ซ่งเฝ่ยกลืนน้ำลาย ทันใดนั้นก็นึกอยากกอดปลอบสหายเซี่ยงสักครั้ง

“แล้วนายล่ะ นายยังไม่มีแฟนนี่” เซี่ยงหยางยังพอเข้าใจได้ แต่เริ่นเจ๋อกลับมุมานะโดยไร้เหตุผล

คิดไม่ถึงว่าเริ่นเจ๋อจะทำท่าสะบัดผมพลิ้ว “เพื่อน ยังมองไม่เห็นความจริงอีกเหรอ นายเหลือเวลาที่จะใช้ผลการเรียนจีบสาวให้สำเร็จไม่ถึงสามปีแล้วนะ ถ้าไม่พยายามตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น แก่ตัวไปจะเสียใจทีหลัง! ”

ซ่งเฝ่ยกลืนน้ำลายอีกครั้ง ในที่สุดก็รู้สึกว่าความง่วงของตนเองกลายเป็นบาปเสียแล้ว

“ฉันจะลงไปกรอกน้ำ มีใครอยากฝาก…” ซ่งเฝ่ยกระโดดลงจากเตียง ตัดสินใจไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำร้อน

หวังชิงหย่วน “ไม่”

เริ่นเจ๋อ “เพิ่งไปกรอกมาตอนเที่ยง”

เซี่ยงหยาง “เดี๋ยวฉันไปเอง จะแวะไปหาอะไรกินที่โรงอาหารด้วย”

ความมุ่งมั่นต่อการเรียนลึกซึ้งดุจมหาสมุทร นับตั้งแต่นั้นมา เด็กกากคือคนแปลกหน้า ขนาดเขาจะไปกรอกน้ำให้ก็ยังไม่มีใครต้องการเขาด้วยซ้ำ ซ่งเฝ่ยรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่พรั่งพรูออกมาจากหัวใจ

นับแต่เหตุการณ์ถูกยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความร้อนและถูกอาจารย์ตำหนิ หอพักของพวกซ่งเฝ่ยก็สงบสุขอย่างมาก ก่อนจะถือกระติกน้ำร้อนลงไปกรอกน้ำด้านล่าง ซ่งเฝ่ยเตรียมจะกินข้าวก่อนแล้วค่อยไปกรอกน้ำ เขาวางกระติกน้ำร้อนสีเขียวมรกตไว้ท่ามกลางกระติกน้ำร้อนที่วางเรียงอยู่หน้าประตูห้องน้ำร้อน และวางพิงไว้ใต้หน้าต่างอย่างระมัดระวัง หนึ่งคือเป็นตำแหน่งที่จดจำง่าย สองคือหน้าต่างมีเหล็กดัด เขาจึงใช้แม่กุญแจล็อกจักรยานที่พกติดตัวมา ล็อกกระติกน้ำร้อนกับเหล็กดัดไว้ด้วยกันได้อย่างสะดวก

ป้องกันไฟไหม้ ป้องกันขโมย ป้องกันกระติกน้ำร้อนหาย เพราะเขาตระหนักดีว่าความเจ็บปวดของเรื่องเหล่านี้เป็นเช่นไร

โรงอาหารช่วงเวลาห้าโมงเย็นค่อนข้างเงียบเหงา อาหารยังไม่หมด มองไปก็เห็นนักศึกษากำลังสนทนากันประปราย นอกนั้นคือแถวเก้าอี้พลาสติกที่ว่างเปล่า ซ่งเฝ่ยเดินตรงดิ่งไปยังหน้าต่างบานแรก เขาสั่งข้าวเปล่าก่อน จากนั้นเดินไปหน้าต่างบานที่สอง เมื่อเห็นว่ามีเมนูใหม่ออกมาก็ทนแทบไม่ไหว

“วันนี้มาเร็วเชียว” คุณป้าผู้ทำหน้าที่ตักอาหารอยู่ในโรงอาหารนี้มาหลายปีรู้จักซ่งเฝ่ยเป็นอย่างดี เขาคือนักศึกษาผู้กล้าทดลอง จึงมักจะมาท้าทายอาหารเมนูใหม่อยู่เสมอ ซึ่งนับว่าหาได้ยากยิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปนาน เธอจึงอดไม่ได้ที่จะแสดงทักษะ “การสะบัดข้อมือ” ตอนตักอาหารให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

“อืม ผมไม่มีเรียนครับ” ซ่งเฝ่ยยิ้มตอบอย่างเรียบร้อยน่ารัก ความสนใจทั้งหมดอยู่ที่อาหาร เมนูใหม่สีแดงและสีขาวทำให้เขาหวนนึกถึงตอนฝึกรำไท่เก๊ก ถึงแม้จะมีอาหารมากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็มีบางอย่างที่ดูได้แต่กินไม่ได้ “ป้าครับ อันนี้คืออะไรเหรอ”

“แตงโมผัดขนมเข่ง”

“ครับ ผมเอาเต้าหู้ผัดซอสเสฉวน”

ถึงซ่งเฝ่ยจะชอบลองของใหม่ แต่เขาไม่ใช่คนซื่อบื้อนะ

กินไปได้ครึ่งทางก็เริ่มมีคนทยอยเข้ามาในโรงอาหาร ยังเหลือเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนจะถึงช่วงที่คนเยอะ ดังนั้นซ่งเฝ่ยจึงไม่ค่อยสนใจนัก เขากินอาหารของตนเองต่อ กระทั่งมีคนนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม

ปฏิกิริยาแรกของซ่งเฝ่ยคือขมวดคิ้ว เขาเงยหน้าขึ้นเตรียมจะพูดว่า ‘เพื่อน ตรงโน้นยังมีที่ว่าง ทำไมต้องมาเบียดฉันด้วย’ แต่เมื่อเห็นใบหน้าของชีเหยียนก็สำลักอาหารทันที โชคดีว่าเขากำลังกินเต้าหู้ไม่ใช่เนื้อสัตว์ จึงพอฝืนกลืนลงไปได้

“บังเอิญจัง” ชีเหยียนยกยิ้มเล็กน้อย ท่าทียังคงเป็นมิตร

ซ่งเฝ่ยเหลือบมองสีแดงและสีขาวในจานของอีกฝ่าย อดถามไม่ได้ว่า “นายถามหรือเปล่าว่านี่คืออะไร ถึงได้สั่งมา”

ชีเหยียนตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “ไม่ต้องถาม แค่มองก็รู้แล้ว แตงโมผัดขนมเข่งไง”

ซ่งเฝ่ยพูดไม่ออกด้วยความชื่นชม

ได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็จะไม่ซักถามให้มากความ แต่ปัญหาคือ “เมื่อก่อนนายไม่กินรสจัดขนาดนี้นี่…” จำได้ว่าตอนที่พวกเขาคบกัน ทุกครั้งที่ซ่งเฝ่ยจะลิ้มลองอาหารเมนูใหม่ๆ ก็เป็นต้องรบเร้าอีกฝ่ายและลงเอยด้วยการเงียบปากกลอกตามองฟ้า

ชีเหยียนชะงัก ก่อนก้มหน้าลงมือกินข้าว “ก็เปลี่ยนรสชาติบ้าง”

ซ่งเฝ่ยมองไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เพียงรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขาสองคนดูแปลกๆ แต่แปลกตรงไหนก็บอกไม่ถูก โชคดีที่ความลึกซึ้งอันซับซ้อนถูกสีหน้า “ยากจะอธิบายด้วยประโยคเดียว” ของอีกฝ่ายพัดหายไปอย่างรวดเร็ว

ซ่งเฝ่ยกลั้นหัวเราะ “เอาละพ่อหนุ่ม รีวิวรสชาติหน่อยซิ”

ชีเหยียนคายขนมเข่งออกมา พูดคำหนึ่งคำที่ไม่คาดคิดมาก่อน “บ้าเอ๊ย”

อาหารเลิศรสที่บังคับตักให้นักศึกษาชั้นดี สุดท้ายก็ถูกส่งให้รถขยะ ชีเหยียนแย่งเอาเต้าหู้ผัดซอสเสฉวนของซ่งเฝ่ยมากินหนึ่งในสามส่วน แม้คุณป้าจะตักอาหารให้เยอะแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจห้ามการแบ่งอาหารให้กันแบบนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นคนสองคนกินกับข้าวด้วยกัน รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง สุดท้ายซ่งเฝ่ยก็ทนไม่ไหว เขาจึงไปตักเนื้อไก่ผัดซอสเสฉวนมาอีกอย่าง ผลคือนักศึกษาเหยียนไม่มีความเกรงใจเลยสักนิด ใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่ขึ้นไปอีกครั้ง

ซ่งเฝ่ยไม่พอใจ “นายจะกินอะไรกันแน่! ”

เม็ดข้าวติดเต็มหน้าของชีเหยียนช่างดูไร้เดียงสา “ฉันกินด้วยทั้งสองอย่างไม่ได้เหรอ…”

ซ่งเฝ่ยหงุดหงิด คิดไปคิดมาหลายตลบ ดูเหมือนจะตอบได้เพียงว่า “ไม่ใช่ว่าไม่ได้…”

ชีเหยียนเหยียดยิ้มอีกครั้ง เมื่อผนวกรวมกับข้าวตรงมุมปากกลับทำให้หน้าตาที่น่าอัศจรรย์ดูเจิดจ้าขึ้นไปอีกหลายขั้น

ซ่งเฝ่ยเกือบตาบอด ไม่อาจมองเขาได้อีกต่อไป จึงก้มหน้าใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวเข้าปากแทน

ความจริงตอนที่ชีเหยียนไม่แกล้งแหย่เขาเหมือนอย่างตอนนี้ก็ค่อนข้างดีอยู่หรอก อีกฝ่ายดูมีความนุ่มนิ่มในความเท่ มีความน่ารักซ่อนอยู่ในความหล่อเหลา เหมือนอย่างเมื่อครู่ พลอยให้จินตนาการไปถึงตอนที่เคยอยู่ข้างบน…ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงอดีตดำมืดของชีวิตเลย

“จริงสิ ช่วงนี้ถ้าไม่มีธุระก็อย่าออกไปข้างนอกนะ” จู่ๆ ชีเหยียนก็วางตะเกียบลง ร่องรอยของความน่ารักนุ่มนิ่มหายลับไป แล้วกลับมาออกคำสั่งอีกครั้ง

ซ่งเฝ่ยเผลอแย้งกลับไปทันทีว่า “เกี่ยวอะไรกับนาย”

ชีเหยียนขมวดคิ้ว ดูเหมือนกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างมาก ก่อนกล่าวเสียงราบเรียบว่า “เด็กภาควิชาโบราณคดีตาย นายไม่รู้หรือไง”

ซ่งเฝ่ยตกใจ “ตายจริงๆ เหรอ ไหนบอกว่าขาดการติดต่อไปไง แถมยังบอกว่าเขาลาออกเองด้วย”

ชีเหยียนถึงกับยอมแพ้ “นายอยู่ชั้นเดียวกับเขา ทำไมถึงโง่แบบนี้ ในสมองนายมีเต้าหู้หรือแป้งเปียกกันแน่! ”

จะเป็นตัวเลือกไหนนักศึกษาซ่งก็ไม่พอใจทั้งนั้น แต่ชีเหยียนกลับนึกสนุก เขาเพิ่งรู้ว่าการใช้ความรักเปลี่ยนนิสัยอีกฝ่ายนั้นเหนื่อยเกินไป ใช้วิธีจิกกัดกลับไปสบายกว่า “ตายจริงๆ และตอนพบศพก็เหลือแค่ครึ่งขา ต้องตรวจดีเอ็นเอถึงยืนยันตัวตนได้”

ซ่งเฝ่ยยังมีข้อสงสัย “พูดเหมือนนายเห็นกับตาตัวเอง”

“ฉันได้ยินตอนที่คณบดีคุยกัน”

ซ่งเฝ่ยเงียบไป ชีเหยียนไม่เคยพูดล้อเล่น และจะไม่พูดให้คนอื่นตระหนกตกใจ ซ่งเฝ่ยนึกถึงภาพนั้นอีกครั้ง จากนั้นก็เหลือบมองเต้าหู้ผัดซอสเสฉวนกับเนื้อไก่ผัดซอสเสฉวน หมดสิ้นแล้วความอยากอาหาร

ชีเหยียนไม่รู้ถึงเงามืดในใจของซ่งเฝ่ย เขาจึงกล่าวต่อ “เมื่อหลายวันก่อนก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้เมืองมหาวิทยาลัยของเราไม่ค่อยสงบสักเท่าไหร่ นายก็อย่าออกไปข้างนอกให้มากนัก”

ซ่งเฝ่ยสงสัย “เกิดอะไรขึ้นที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

ชีเหยียนขมวดคิ้ว “มีคนถูกกัดหน้า นายไม่รู้เหรอ”

“เดี๋ยว เดี๋ยวนะ” ซ่งเฝ่ยรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว “เล่นอะไรกันเนี่ย นายพูดอีกทีซิ”

“มีคนถูกกัดหน้า” ชีเหยียนเข้าใจอีกฝ่ายเป็นอย่างดี จึงพูดเน้นย้ำทีละคำ “คลิปวิดีโอดังมากในเวยปั๋ว นายไม่เห็นเหรอ”

ซ่งเฝ่ยส่ายหน้า เวยปั๋วในแต่ละวันมีประเด็นฮอตเป็นหมื่น ปกติเขาจะรู้ประมาณ 9,999 เรื่อง แต่ก็ยังพลาดประเด็นสำคัญเพียงหนึ่งเดียวไปได้

ชีเหยียนไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดเวยปั๋ว เมื่อลองค้นดูก็พบว่าคลิปวิดีโอยังไม่ถูกลบ จึงส่งให้อีกฝ่ายดูเอาเอง

โรงอาหารไม่มีสัญญาณไวไฟ ซ่งเฝ่ยดูภาพที่คลื่นสัญญาณสะดุดติดขัด ถึงแม้จะนึกเห็นใจสัญญาณของอีกฝ่าย แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ไม่สนใจอีกต่อไป คลิปวิดีโอค่อนข้างสั่นไหวไม่ชัดเจน ภาพก็พร่ามัว มองเห็นเงารางเลือนของใครบางคนกระโจนเข้าใส่อีกคนหนึ่ง เหมือนกำลังกัดแทะ แต่จะมองว่าเป็นการจูบก็ได้ หากคนที่ถูก “จูบ” ไม่ตะโกนเรียกช่างภาพพลางกรีดร้องออกมา

วิดีโอมีความยาวเพียงสิบวินาที จากนั้นก็หยุดลง

ซ่งเฝ่ยเปิดดูคอมเมนต์ คอมเมนต์ข้างบนสุดคือข่าวด่วน บอกว่าชายกัดหน้าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญแล้ว ทว่าทันใดนั้นเหยื่อก็ลุกขึ้นพุ่งกระโจนเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รู้จะทำอย่างไรจึงสังหารเขาด้วยเช่นเดียวกัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ได้รับบาดเจ็บก็ถูก 120 [2] นำตัวไป

“ของจริงหรือเปล่าเนี่ย” ซ่งเฝ่ยชี้ไปที่คลิปวิดีโอพลางเอ่ยถาม

ชีเหยียนส่ายหน้า “ไม่รู้สิ”

ซ่งเฝ่ยกดดูอีกครั้ง คนส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าคนกัดและเหยื่อที่ถูกกัดติดยาเสพติด จึงทำให้เกิดภาพหลอน คนหนึ่งจึงเป็นฝ่ายลงมือกับอีกคนก่อน หลังจากถูกปล่อยเป็นอิสระ อีกคนก็เกิดภาพหลอนแทนและจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง ด้านล่างยังมีคนทิ้งลิงก์คดีที่คล้ายคลึงกันของต่างประเทศเอาไว้ ซึ่งมีคนติดยาโจมตีคนจรจัดด้วยการกัดหน้าเหมือนกัน สุดท้ายคนติดยาก็ถูกฆ่าตาย คนจรจัดได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาโต้แย้ง บอกว่านี่เหมือนในหนังซอมบี้ ผู้ที่ถูกกัดแล้วยังลุกขึ้นมาโจมตีเหยื่อได้ก็คือผู้ติดเชื้อ

นอกจากนี้ด้านล่างยังลงคลิปวิดีโอในประเทศที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ดังกล่าวอีกหลายคลิป บอกว่าเป็นภาพถ่ายบนถนนที่รวบรวมได้จากอินเทอร์เน็ต ซึ่งสงสัยว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ระบาดของโรคทางชีววิทยาไปทั่วทุกหนแห่งในประเทศ คลิปหนึ่งกล้องสั่น อีกคลิปหนึ่งคนที่เดินผ่านถูกโจมตี ระยะทางใกล้ไกล ระดับความคมชัดมากน้อยต่างกัน มองดูเหมือนผลงานชิ้นเอกที่มาจากช่างภาพคนละคน โทรศัพท์คนละรุ่นและสถานที่แตกต่างกันไป สุดท้ายชาวเน็ตก็ได้ข้อสรุปว่า แผ่นดินไหว สึนามิ ระเบิดนิวเคลียร์ก็มีไปแล้ว ถึงตาของเรื่อง 2012 [3] แล้วสินะ

ซ่งเฝ่ยไม่เชื่อเรื่องเหตุโลกาวินาศใดๆ บนโลกใบนี้ ที่กล่าวกันว่าโลกจะแตกในปี 1999 พ่อแม่ของเขาก็ยังรักกันดูดดื่มดี เขาในวัยสองขวบก็ร่างกายแข็งแรง เมื่อบอกว่าปี 2012 จะเป็นวันสิ้นโลก เขาก็เชื่ออย่างไร้เดียงสา ปล่อยตัวเองจนคะแนนสอบปลายภาคตกต่ำ เขาจึงถูกพ่อลงโทษยกใหญ่ ตอนนี้เขาจึงเชื่อมั่นในพัฒนาการของวิทยาศาสตร์ และมุ่งมั่นสร้างความปรองดองในสังคมแทน

ไม่ว่าอย่างไรเหตุการณ์เลวร้ายนั้นก็คลี่คลายแล้ว แถมเขายังได้กินข้าววันละสองมื้อ แต่เมื่อคิดว่ามหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยนานาชาติ ซึ่งก็อยู่ใกล้กับพวกเขามากเช่นกัน และหากว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเขา… คิดได้แค่นั้นซ่งเฝ่ยก็ขนลุกเกรียวไปทั้งตัว

เขาไม่มีความอยากอาหารอีกต่อไป ซ่งเฝ่ยและชีเหยียนรีบเก็บจาน ก่อนเดินออกมาจากโรงอาหารอย่างรวดเร็ว

ด้านข้างของโรงอาหารคือห้องน้ำร้อน ข้างห้องน้ำร้อนคือซูเปอร์มาร์เก็ต ถัดจากซูเปอร์มาร์เก็ตลึกเข้าไปก็คือหอพัก สถานที่สี่แห่งรวมกันเป็นพื้นที่อยู่อาศัย

“ฉันจะไปกรอกน้ำ นายกลับไปนอนเถอะ” ซ่งเฝ่ยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับชีเหยียน จึงตัดบทง่ายๆ

คาดไม่ถึงว่าชีเหยียนจะเอียงคอมอง เอ่ยว่า “บังเอิญมาก ฉันเองก็จะไปกรอกน้ำเหมือนกัน”

ซ่งเฝ่ยมองสองมือที่ว่างเปล่าของอีกฝ่ายพลางส่งเสียงเย้ยหยัน “เดี๋ยวนะ นายใช้มือกรอกเหรอ”

ชีเหยียนชี้ไปที่หน้าประตูห้องน้ำร้อน “กระติกน้ำร้อนของฉันวางอยู่ตรงนั้น”

ซ่งเฝ่ยมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเอาเสียเลย

ในที่สุดเจ้าคนทุเรศก็เดินไปที่หน้าต่างพร้อมกับเขา และได้พบว่าด้านข้างกระติกน้ำร้อนสีเขียวที่ถูกล็อกเอาไว้ มีสหายสีชมพูสดใสน่าประทับใจวางอยู่

“นายแม่ง จงใจสินะ” เอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่ซ่งเฝ่ยก็ค่อนข้างมั่นใจ เนื่องจากในมหาวิทยาลัยไม่มีใครใช้แม่กุญแจสำหรับล็อกรถจักรยานมาล็อกกระติกน้ำร้อนอีกแล้ว!

ชีเหยียนส่ายหน้าจริงจัง “ฉันวางไว้ตรงนี้ก่อน ตอนล็อกกระติกน้ำร้อนนายมองไม่เห็นหรือไง ฉันคิดว่านายจำของฉันได้ซะอีก เลยตั้งใจเอามาล็อกไว้ข้างๆ ฉัน”

ซ่งเฝ่ยชะงัก เป็นใบ้ไปชั่วขณะ

กระติกน้ำร้อนของชีเหยียนเป็นของมหาวิทยาลัย ซึ่งภายในรัศมีสิบเมตรสามารถพบเจอได้เป็นร้อยใบ มิหนำซ้ำเขายังไม่ทำสัญลักษณ์ของตนเองไว้บนกระติกน้ำร้อนเหมือนนักศึกษาส่วนใหญ่ กระติกน้ำร้อนสีชมพูสดใสแต่เก่ามากจึงมีชีวิตที่เงียบสงบและบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซ่งเฝ่ยจำไม่ได้เลยว่าตอนที่เขาล็อกกระติกน้ำร้อน ด้านข้างมีกระติกน้ำร้อนใบอื่นหรือไม่

ช่างเถอะ ซ่งเฝ่ยไม่สนแล้วว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า จะไปกรอกน้ำด้วยกันไม่ใช่หรือ ก็แค่ครึ่งนาทีเอง

ชั่วพริบตาเดียวก็เสร็จ นักศึกษาชายสองคนที่เคยมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนเดินถือกระติกน้ำร้อนหนักๆ ออกจากห้องน้ำร้อนด้วยกัน

ซ่งเฝ่ยทนไม่ไหวรีบบอกลาเขารอบสอง “ฉันจะไปซื้อของที่ซูเปอร์มาเก็ต นายกลับไปก่อนเลย”

ชีเหยียนเอียงคอ “บังเอิญจัง ฉันเองก็จะซื้อของเหมือนกัน”

บ้าเอ๊ย จะใช้เหตุผลเดิมสองครั้งก็ช่าง แต่อย่างน้อยนายก็ควรเปลี่ยนคำแรกของประโยคสักหน่อย หัดใส่ใจบ้างไม่ได้หรือไง!!!

ซ่งเฝ่ยกล้าสาบานเลยว่า หากเขาพูดว่าฉันไม่ซื้อแล้ว จะกลับหอ เจ้าหมอนี่ก็จะตามกลับไปอย่างแน่นอน

แน่นอนว่าบ้าไปแล้ว

น้อยครั้งที่ชีเหยียนจะเป็นบ้าขึ้นมา แต่เขาก็เคยอาละวาดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ซึ่งมากเกินพอแล้วสำหรับซ่งเฝ่ย ประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกว่าทางออกที่ดีที่สุดคือปล่อยให้ชีเหยียนเป็นบ้าไปเสีย

ซูเปอร์มาร์เก็ตเดิมของมหาวิทยาลัยมีชื่อว่า “สี่หยางหยาง” ดำเนินการโดยทางมหาวิทยาลัยเอง มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ข้าวของไม่ครบครันและไม่ใช่สินค้าใหม่ แม้แต่การจัดวางสินค้าก็ยังเป็นสไตล์เหมือนเมื่อสิบกว่าปีก่อน เห็นแล้วก็ไม่มีอารมณ์อยากจะซื้อ คาดการณ์ได้เลยว่าจะต้องปิดตัวลงอย่างแน่นอน ต่อมาทางมหาวิทยาลัยจึงกัดฟันให้ร้านข้างนอกเข้ามาลงทุน จาก “สี่หยางหยาง” ก็เลยกลายเป็น “เฟินตัวตัว” อย่างรวดเร็ว การตกแต่งภายในกลายเป็นรูปแบบใหม่ จัดระบบให้เชื่อมต่อกับเครือข่ายซูเปอร์มาเก็ตแฟรนไชส์ระดับนานาชาติ กลายเป็นธุรกิจที่รุ่งโรจน์เฟื่องฟูอย่างมาก

ยังคงเหมือนเดิม ก่อนที่ซ่งเฝ่ยจะเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต เขาจัดการล็อกกระติกน้ำร้อนติดกับราวบันไดประตูทางเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต

ชีเหยียนเห็นเขาใช้กุญแจล็อกจักรยานอีกครั้งก็นึกสงสารกระติกน้ำร้อนสีเขียวใบนั้น “นายเขียนจนกลายเป็นแบบนี้แล้ว ไม่ต้องล็อกหรอกมั้ง”

กระติกน้ำร้อนของซ่งเฝ่ยไม่เหมือนกระติกน้ำร้อนมันวาวของชีเหยียน เพราะมันถูกซ่งเฝ่ยใช้ปากกาเมจิกเขียนอักขระสีดำหนาสิบสองตัว [กระติกน้ำร้อนมีคำสาป ใครขโมยคนนั้นสอบตก!]

ซ่งเฝ่ยส่ายหน้า คิดว่าชีเหยียนยังไร้เดียงสาเกินไป “ในมหาวิทยาลัยของเรายังมีพวกที่ไม่เชื่อเรื่องงมงายหรือไสยศาสตร์อีกมาก กับคนพวกนั้น ขู่ไปก็ไร้ประโยชน์ ทำได้แค่ล็อกเอาไว้”

ชีเหยียนยักไหล่ คร้านจะฟังเหตุผลข้างๆ คูๆ ของอีกฝ่าย

ผ่านไปสิบนาที คนทั้งสองก็เดินกลับออกมา ของที่ซ่งเฝ่ยหอบมาเน้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่มและเมล็ดทานตะวัน แต่ของชีเหยียนน้อยกว่ามาก มีเพียงไอศกรีมหนึ่งแท่ง

ซ่งเฝ่ยไม่อยากคุยกับเขาแล้ว “พี่ใหญ่ วันนี้อุณหภูมิลดลงแล้วนะ”

ชีเหยียนหัวเราะหึๆ พลางกัดไอศกรีมหนึ่งคำ ท่าทางเหมือนจงใจทำ ตอนนี้เขาอารมณ์ดีมาก และรู้สึกหวานยิ่งกว่าไอศกรีมเสียอีก ดูเหมือนว่าการออกจากห้องสมุดไวบางครั้งก็…เอ่อ เดี๋ยวนะ

ซ่งเฝ่ยมองชีเหยียนที่จู่ๆ ก็หน้าบูดบึ้งด้วยความมึนงง ก่อนละสายตาไปมองราวบันไดของซูเปอร์มาร์เก็ต น้องเขียวปลอดภัยดี แต่น้องชมพูหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ซ่งเฝ่ยหัวเราะเสียงดัง ไม่อาจมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นได้มากไปกว่านี้แล้ว “ใครใช้ให้นายไม่ทำเครื่องหมายเอาไว้ ฮ่าๆ รีบกินไอศกรีมแล้วค่อยไปอาละวาดเถอะ ฮ่าๆ …”

ทว่าชีเหยียนกลับยืนอยู่ที่เดิม ยังมีอารมณ์กินไอศกรีมต่อ

ซ่งเฝ่ยเขย่ากุญแจในมือด้วยท่าทางโอ้อวด เขาฮัมเพลงเบาๆ ก่อนจะลงมือไขกุญแจ “เห็นไหม หัดเรียนรู้จากพี่ชายซะบ้าง รับประกันว่านายจะไม่…เอ๊ะ? ” ซ่งเฝ่ยหยิบกระติกน้ำร้อนขึ้นมาพลางรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เขารีบวางกระติกน้ำร้อนลง เปิดฝาออก สรุปว่าภายในว่างเปล่า ราวกับน้ำร้อนที่เพิ่งกรอกมาได้บินหายไปแล้ว

“บ้าเอ๊ย น้ำราคาสองเหมา [4] ก็ขโมยเหรอ!!! ”

ชีเหยียนยัดไอศกรีมเข้าปากอีกครั้ง รู้สึกว่ามันช่างหวานกว่าเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ

 

 

[1] ในที่นี้เป็นการเปรียบเปรยถึงท่าทางของหลวงจีนกวาดลานวัดที่กวาดตามองและหมุนตัวไปมา เพื่อตรวจตราความเรียบร้อยโดยรอบ

[2] เบอร์โทรศัพท์ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินของจีน

[3] 2012 วันสิ้นโลก ภาพยนตร์อเมริกันแนวหายนะและวันสิ้นโลก ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้รอดชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

[4] หน่วยเงินของจีน หนึ่งหยวน เท่ากับสิบเหมา

ใส่ความเห็น