[ทดลองอ่าน] งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล ตอนที่ 1 : องค์หญิงใหญ่ตันหยางผู้สมควรตาย

งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล
春日宴

ไป๋ลู่เฉิงซวง 白鹭成双 เขียน

ม้าลาย แปล

นิยาย 4 เล่มจบ

 

___________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

องค์หญิงใหญ่ตันหยางผู้สมควรตาย

 

“ไยจึงมีธงขาวเต็มสองข้างทาง หึ เหล่าเชื้อพระวงศ์ คาดผ้าขาวไว้ที่เอวเพื่อการใด”

“เจ้าไม่ได้ออกจากเรือนมากี่วันจึงไม่รู้กระทั่งเรื่องนี้ องค์หญิงใหญ่ผู้พิทักษ์แผ่นดิน [1] สิ้นพระชนม์แล้ว! ทั่วแคว้นต่างไว้อาลัยอย่างไรเล่า!”

“องค์หญิงใหญ่ผู้พิทักษ์แผ่นดินงั้นหรือ เจ้าหมายถึงองค์หญิงตันหยางใช่หรือไม่ นางสิ้นพระชนม์แล้วมิใช่เรื่องมงคลหรอกหรือ สมควรตีฆ้องลั่นกลองเฉลิมฉลองถึงจะถูก”

“ชู่…หากทางการได้ยินถ้อยคำนี้เข้า คงได้จับเจ้าเข้าเรือนจำเป็นแน่”

แขกเหรื่อในร้านน้ำชานั่งกันอยู่โต๊ะละสามคนบ้าง สองคนบ้าง มองกระดาษเงินกระดาษทองที่ปลิวว่อนอยู่ด้านนอก คำวิพากษ์วิจารณ์มีมามิขาดสาย

หากเอ่ยถึงองค์หญิงใหญ่ตันหยางพระองค์นี้ นางเป็นหนอนชอนไชราชวงศ์เป่ยเว่ยมานานกว่าสิบสองปี เป็นหายนะอันยิ่งใหญ่ที่ผู้คนในราชสำนักทั้งเบื้องล่างและเบื้องสูงต่างหวาดผวา แม้เป็นสตรีเพศ ทว่าไร้ความละอายต่อบาป เลี้ยงชายบำเรอไว้ในตำหนักหลายสิบคน สมคบคิดกับขุนนางชั่ว ท้าทายขุนนางสูงศักดิ์ ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงให้ร้ายขุนนางผู้ซื่อสัตย์!

นางย่างกรายไปแห่งหนใดก็มักบังเกิดศพนอนเรียงรายกลาดเกลื่อน ปวงประชามิอาจสงบสุข พฤติกรรมชั่วช้านานัปการของนางมากมายเกินกว่าจะบันทึกได้!

หากต้องเขียนชีวประวัติขององค์หญิงใหญ่ตันหยาง คงมีขุนนางในราชสำนักจำนวนมากเสนอตัวร่วมเรียงร้อยถ้อยคำอำมหิตเพื่อตรึงองค์หญิงพระองค์นี้ไว้บนเสาแห่งความอัปยศอดสูของประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล มิอาจได้ผุดได้เกิดตราบชั่วนิจนิรันดร์!

ทว่าบุญบาปล้วนตามสนอง องค์หญิงใหญ่ก่อกรรมทำเข็ญอย่างกำเริบเสิบสานมาหลายปี ในรัชศกต้าซิงปีที่แปด นางถูกคุมขังไว้ในตำหนักเฟยอวิ๋นเนื่องจาก “ลอบสังหารขุนนางคนสำคัญ” วันที่จักรพรรดิพระองค์ใหม่ออกว่าราชการ นาง “ป่วย” จนวายชนม์ในตำหนักของตนเอง ทวารทั้งเจ็ดหลั่งโลหิต สิ้นลมอย่างน่าสลดใจยิ่ง

ขุนนางประกาศข่าวการสิ้นชีพ ทว่าราษฎรลอบชื่นบานในใจ

ทำชั่วได้ชั่วตอบสนอง! เป็นการตายที่ประเสริฐยิ่ง!

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดี กระดาษเงินกระดาษทองที่โปรยปรายราวกับหิมะร่วง บางแผ่นต้องสายลมพัดม้วนอยู่กลางอากาศ ลอยละล่องไปถึงหน้าประตูจวนขุนนาง ปลิวพลิ้วผ่านแผ่นป้ายสีชาดที่หน้าประตู

ณ จวนตระกูลไป๋

ภายในเรือนประจิมของจวน คนผู้หนึ่งกำลังพลิกตัว มือปัดถ้วยยาข้างเตียงร่วงลงพื้น

เพล้ง!

เสียงถ้วยแตกดังขึ้น หลี่ไหวอวี้สะดุ้งตื่น หัวใจเต้นราวกับตีกลอง เหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายทั่วร่าง นางหยัดกายขึ้นนั่ง เก็บอาการหอบหายใจเอาไว้ไม่อยู่ แพขนตาสั่นระริก ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะเรียกสติคืนมาได้

ที่นี่คือที่ไหนกัน

ภายในเรือนประจิมตกแต่งอย่างง่ายๆ จัดเรียงแต่ของล้าสมัยและไร้ราคา แสงตะวันลอดผ่านช่องหน้าต่างสลักลวดลายวิจิตรพิสดารเข้ามา ส่องให้เห็นฝุ่นละอองบางเบาฟุ้งกระจายราวกับหมอกปกคลุมอยู่ทั่วเรือน

หลี่ไหวอวี้มุ่นคิ้วจ้องฝุ่นละอองเหล่านั้นด้วยอาการเหม่อลอยเล็กน้อย

“แอ๊ด” เสียงเสียดสีของบานประตูดังขึ้น ประตูพลันถูกเปิดออก สาวใช้ยกอ่างน้ำข้ามธรณีประตูเข้ามา เมื่อเห็นนางก็เอ่ยด้วยความยินดียิ่งทันใด “คุณหนู ท่านฟื้นแล้ว!”

คุณหนูงั้นหรือ หลี่ไหวอวี้ขมวดคิ้วมองสาวใช้นางนั้น คิดในใจว่านี่เป็นนางกำนัลจากที่ใด ช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย นับแต่ตนลืมตาดูโลกก็ถูกเรียกขานว่า “องค์หญิงใหญ่” มีคนเรียกนางว่า “คุณหนู” เสียเมื่อไรกัน

“ครานี้บ่าวตกใจแทบแย่ คิดว่าคุณหนูสิ้นใจเสียแล้วเจ้าค่ะ!” สาวใช้กระซิบพลางทอดถอนใจ

สิ้นใจงั้นหรือ หรือตอนนี้นางยังไม่สิ้นใจ หลี่ไหวอวี้ชะงักงัน สูดลมหายใจลึก…

ยังไม่สิ้นใจจริงด้วย!

นาง…ยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ

อาการสั่นสะท้านจากก้นบึ้งของหัวใจแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หลี่ไหวอวี้ตื่นเต้นเสียจนกระโดดลงจากเตียง โถมตัวไปยังกรอบหน้าต่าง ผลักบานไม้นั้นออก

แสงตะวันส่องประกายระยิบระยับ ทอแสงอบอุ่นเล็ดลอดผ่านร่องนิ้วกระทบถูกดวงหน้าของนาง ดอกไม้ป่าหลายหย่อมผลิบานงดงาม สายลมพัดเอื่อยผ่านนางไป

มองอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ นางสูดอากาศอันสดชื่น ใบหน้าแต้มยิ้มชวนขนลุก

สวรรค์มีตา นางยังมีชีวิตอยู่

หลี่ไหวอวี้ องค์หญิงใหญ่ตันหยางยังมีพระชนม์ชีพอยู่!

เหมือนว่าสาวใช้ตื่นตระหนกกับอากัปกิริยาของนาง ร้องเรียกเสียงตะกุกตะกัก “คุณ…คุณหนูเจ้าคะ”

หลี่ไหวอวี้หุบยิ้ม เหลียวซ้ายแลขวาแล้วหันกลับมามองอย่างประหลาดใจ ชี้ที่ปลายจมูกตนเองพลางถามว่า “เจ้าเรียกข้างั้นหรือ”

หลิงซิ่วพยักหน้า มองนางด้วยความไม่เข้าใจ “บ่าวต้องเรียกคุณหนูอยู่แล้วสิเจ้าคะ คุณหนูจำบ่าวไม่ได้แล้วหรือ”

หลี่ไหวอวี้ครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่งจึงสั่นศีรษะแล้วตอบ “จำไม่ได้”

ความทรงจำสุดท้ายของนางหยุดอยู่ที่วันนั้นในตำหนักเฟยอวิ๋น วันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนสาม

นางดื่มยาพิษเฮ่อติ่งหง [2] ที่จักรพรรดิพระราชทานแล้วสำรอกโลหิตออกมาคำใหญ่ นอนฟุบอยู่บนตั่งอย่างอ่อนระโหยโรยแรง

เบื้องหน้ามีกลุ่มคนคุกเข่า ตาแดงเรื่อ สะอึกสะอื้นพลางโขกศีรษะให้นาง เปล่งเสียงเรียกพร้อมกันว่า “องค์หญิง…”

สองพยางค์นี้เสียดหูราวกับเสียงเป่าขลุ่ยที่มีแต่ลมดังก้องอยู่ในตำหนัก เคล้าคลอไปกับเสียงกลั้นสะอื้น ฟังแล้วเจ็บปวดใจไม่น้อย

หลังจากนั้นนางก็ปิดตาลงและจมดิ่งสู่ความมืดมน

ว่ากันตามหลักนางสมควรตายไปแล้ว หากไม่ตายก็สมควรอยู่ที่ตำหนักเฟยอวิ๋น ไยจึงมาอยู่ในสถานที่แปลกตาเช่นนี้

หลี่ไหวอวี้กวาดตามองรอบๆ พลันเห็นโต๊ะเครื่องแป้งจึงรีบรุดไปส่องดู

คนในคันฉ่องแปลกหน้าอย่างยิ่ง คิ้วเรียวบางกอปรกับนัยน์ตาคู่งาม ผิวขาวผุดผ่องราวกับไม่เคยต้องแสงตะวัน ขับเน้นเรือนผมสีดำขลับให้เด่นชัดขึ้น ดวงหน้างามพิลาส ใบหูส่วนล่างเล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม ลำคอยาวระหง สวมพัสตราภรณ์สามัญชนค่อนข้างเก่าสีเข้ม ตลอดทั้งร่างล้วนไร้เนื้อหนัง หากว่าสายลมพัดแรงก็ปลิวไปได้โดยง่าย

นี่ไม่ใช่นาง

ประชาราษฎร์ต่างรู้ดีว่าองค์หญิงใหญ่ตันหยางหยิ่งยโสและบ้าอำนาจ กึ่งหนึ่งเป็นเพราะฐานันดรในราชวงศ์ของนางเอง กึ่งหนึ่งเพราะนางมีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศไม่เป็นสองรองใคร ร่างกายของนางแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าด้วยผ่านการฝึกปรือฝีมือมานานหลายปี มีหรือจะผอมบางดุจกระบอกไม้ไผ่เช่นนี้

กระนั้นเมื่อนางขยับ เงาในคันฉ่องก็ขยับตาม นางปั้นหน้าชวนขบขัน เรียวหน้างามพิสุทธิ์ในคันฉ่องนั้นพลันยับยู่ยี่ตามไปด้วย

หลี่ไหวอวี้ตั้งสติแน่วแน่แล้วหันกลับมาถามว่า “วันนี้เดือนปีใดแล้ว”

หลิงซิ่วมองนางอย่างตกตะลึง ตอบอย่างทึมทื่อว่า “วันนี้วันที่สี่เดือนสี่ รัชศกต้าซิงปีที่แปดเจ้าค่ะ…”

วันที่สี่เดือนสี่งั้นหรือ เรียวปากของหลี่ไหวอวี้พลันซีดเผือด “องค์หญิงตันหยางสิ้นพระชนม์แล้วหรือ”

หลิงซิ่วพยักหน้า “สิ้นพระชนม์แล้วเจ้าค่ะ วันนี้ครบเจ็ดวันพอดี ทางการกำลังแห่ขบวนพระศพเจ้าค่ะ”

“…”

กำลังแห่ศพขององค์หญิงใหญ่ตันหยาง

แล้วนางคือผู้ใด!

นางสั่นศีรษะตามสัญชาตญาณ คิดว่าเรื่องนี้ช่างพิสดารเหลือเกิน พิสดารเสียจนริมฝีปากนางสั่นระริก นางเดินไปมาสองรอบพลันกล่าวว่า “ข้าหิวแล้ว”

“เจ้าค่ะ” หลิงซิ่วพยักหน้ารับทันที “บ่าวจะไปยกอาหารมาประเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”

หลี่ไหวอวี้พยักหน้า มองสาวใช้วิ่งออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งมองไม่เห็นเงาแล้วจึงค่อยสูดลมหายใจลึก รวบกระโปรงขึ้นถลันออกไปด้านนอก!

ร่างของนางกำลังถูกแห่ไปฝัง แต่นางกลับกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ยังพูดได้กระโดดได้ เรื่องพรรค์นี้…หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง โบยนางจนตายก็มิอาจเชื่อ!

ด้านนอกของเรือนเป็นลานกว้าง หลี่ไหวอวี้ไม่มีกะจิตกะใจจะมอง นางวิ่งหลบผู้คนผ่านระเบียงทางเชื่อมของประตูวงเดือน กระทั่งถึงกำแพงจวนชั้นนอกสุด ชำเลืองมองซ้ายขวาดูลาดเลาก่อนเหยียบลงบนวัชพืชที่กองรวมกันข้างกำแพงแล้วปีนขึ้นไป

นางไม่ชำนาญงานเย็บปักถักร้อย หากเป็นเรื่องยิงนก ปีนกำแพง นางช่ำชองยิ่งกว่าใคร แม้กำแพงนี้สูงกว่าปกติอยู่หลายส่วน ทว่าหลี่ไหวอวี้ยังสามารถปีนป่ายขึ้นไปบนหลังคากระเบื้องและกระโดดข้ามไปได้อย่างสง่างาม…

จากนั้น “ตุ้บ” แว่วเสียงวัตถุหล่นกระแทกพื้น!

“โอ๊ย!” ตามมาด้วยเสียงร้องอย่างเจ็บปวด หลี่ไหวอวี้ใช้เวลาครึ่งค่อนวันยังมิอาจพยุงตัวขึ้นมาได้

คาดการณ์ผิดไปเล็กน้อย หากเป็นนางในกาลก่อน เรื่องเล็กน้อยเฉกเช่นการกระโดดกำแพงจะไม่มาเป็นประเด็นอย่างแน่นอน แต่ร่างของนางในยามนี้เปราะบางยิ่งนัก ใช้ไม่ได้ดั่งใจ ร่วงลงมาเช่นนี้ช่างน่าอับอายเสียเหลือเกิน

กระนั้นก็เคราะห์ดีว่าสถานที่ที่นางตกลงมานั้นไม่เลวนัก นุ่มกว่าอิฐศิลาเขียวหลายเท่า ไม่ถึงขั้นกระแทกจนบาดเจ็บ มีเพียงเรียวปากบางกระทบกับฟันจนเกิดแผล พอใช้ปลายลิ้นเลียสำรวจดูก็ได้กลิ่นสนิม

“ซี้ด…” เจ็บเหลือเกิน!

ขณะที่นางยังไม่ทันได้ลุกขึ้นก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตรุนแรงที่แผ่มาจากด้านข้าง “ผู้ใด!”

หลี่ไหวอวี้แตกตื่นจนขวัญหาย เมื่อหันศีรษะไปมองก็เห็นองครักษ์ในชุดดำมุ่นคิ้วจ้องนางอยู่ด้วยแววตาคมกริบ

ต้องกระทำถึงเพียงนี้เลยหรือ นางเพียงปีนกำแพงเท่านั้น มิได้ลอบสังหารใครเสียหน่อย เหตุใดต้องแตกตื่นเช่นนี้

ผืนดินอ่อนนุ่มใต้ร่างขยับเคลื่อนเล็กน้อย

จากนั้นพบว่าไม่ถูกต้อง หลี่ไหวอวี้กะพริบตา ก้มลงมองช้าๆ

ภาพที่ปรากฏคือนางนั่งทับคนผู้หนึ่งซึ่งสวมพัสตราภรณ์งดงามปักลวดลายด้วยเส้นไหมสีอำพันเหลือบเขียวไว้ใต้ร่าง กวนประดับหยกบนศีรษะยังคงตั้งตรง สีหน้าสุขุมลุ่มลึก นัยน์ตาย้อมสีน้ำหมึกที่กำลังจับจ้องนางคู่นั้นละม้ายมังกรนิลฝ่าเกลียวคลื่น เรียวปากที่ขาวซีดแต่งแต้มด้วยสีแดงสดใสราวกับดอกไม้ที่ผลิบานกลางหิมะ

เมื่อมองคราแรก หลี่ไหวอวี้ตะลึงงันเล็กน้อย คนผู้นี้รูปโฉมหมดจดงดงามหาได้ยากยิ่ง

ทว่าเมื่อมองไปมองมา หลี่ไหวอวี้พลันฉุกคิดได้ว่าใบหน้านี้เป็นของผู้ใด

เขา…เขาคนนี้…

“ยังไม่ลุกขึ้นอีกหรือ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

ได้ยินเสียงคุ้นเคยนี้ สีหน้าของหลี่ไหวอวี้จากตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็นโกรธจัด นั่งคร่อมบนร่างเขาอยู่อย่างนั้น ไม่เพียงไม่ลุกขึ้น ซ้ำยังเจตนาใช้แรงกดทับหวังให้เขาสิ้นลม

โชคชะตาช่างพัดพาศัตรูคู่อาฆาตให้มาพานพบเสียจริง เจียงเสวียนจิ่น!

กระดาษเงินกระดาษทองที่ปลิวว่อนทั่วท้องฟ้าร่วงหล่นลงมา หลี่ไหวอวี้เอื้อมมือหยิบมาแผ่นหนึ่ง ก้มมองคนที่อยู่เบื้องล่างของตน ในใจท่วมท้นด้วยความเกลียดชัง

ประชาราษฎร์ต่างลือกันว่าองค์หญิงใหญ่ตันหยางถูกจักรพรรดิพระองค์ใหม่ลงทัณฑ์จนถึงแก่ความตายจากคดีลอบสังหารขุนนางคนสำคัญ กระนั้นหลี่ไหวอวี้รู้ดีว่านางตายด้วยสาเหตุใด

นางถูกเจียงเสวียนจิ่น เจ้าเมืองจื่อหยางทำร้ายจนตาย!

วันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนสาม รัชศกต้าซิงปีที่แปด วันมงคลอันสมควรแก่การจัดงานพิธีพระศพ เจียงเสวียนจิ่นมอบยาพิษเฮ่อติ่งหงให้นางด้วยแววตาสงบนิ่ง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นธูป

“น้อมส่งองค์หญิง” เขากล่าว

องค์หญิงใหญ่ตันหยางสวมพัสตราภรณ์ลายดอกหมู่ตัน [3] ริมบึงเหยาที่นางโปรดปรานที่สุด นั่งตัวตรงแหน็วอยู่บนตั่งหรูอี้เหอฮวน [4] รับยาพิษมาและดื่มหมดในคราเดียวด้วยกิริยางามสง่า

“ท่านต้องอายุยืนยาวเป็นแน่” นางหัวร่อ

นี่เป็นประโยคสุดท้ายที่นางคุยกับเขา ไม่ใช่ถ้อยคำอาลัยอาวรณ์ หากแฝงด้วยความอาฆาตที่จะกลายเป็นผีสางมาล้างแค้น แต่ละคำที่เค้นลอดไรฟัน นางลั่นวาจาไปพลางลั่นคำสาบานในใจไปพลาง ขอแค่มีโอกาส นางต้องกระทำให้เจียงเสวียนจิ่นตกนรกทั้งเป็น!

ตอนนี้ได้หวนมาพบกันอีกจริงๆ

 

 

[1] นามพระราชทาน หมายความว่าเป็นองค์หญิงที่มีฐานะสูงศักดิ์ ปกป้องคุ้มครองความสงบสุขของแผ่นดิน และสร้างคุณูปการต่อประเทศชาติ

[2] พิษหงอนกระเรียนแดง มีสารหนูเป็นส่วนประกอบ เป็นยอดพิษร้ายแรงที่สุดในราชสำนัก ออกฤทธิ์ในไม่กี่อึดใจ ผู้ที่ได้รับพิษนี้จะมีเลือดออกทวารทั้งเจ็ด

[3] ดอกโบตั๋น

[4] สุขสราญสมดังใจปอง

ใส่ความเห็น