[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 5

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

———————————————————–

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 5

 

คืนก่อนวันสอบวัดระดับสี่ ทั้งหอพักจะถูกตัดอินเทอร์เน็ต ซ่งเฝ่ยกำลังสนใจคลิปวิดีโอผีของสถานีแห่งหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่เป็นการรบกวนเพื่อนหวังและเพื่อนเริ่นที่กำลังอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วง เขาจึงสวมหูฟัง ตอนแรกเขาไม่ทันสังเกต จนกระทั่งวิดีโอหยุดลง พอกดเล่นใหม่กลับเปิดไม่ได้ เขาคิดว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงเหลือบมองมุมขวาล่างของหน้าจอโน้ตบุ๊ก พบว่ามีเครื่องหมายอัศเจรีย์ปรากฏขึ้นบนสถานะการเชื่อมต่อเครือข่าย

ความไม่เสถียรของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในมหาวิทยาลัยก็เหมือนกับการเช็กชื่อของอาจารย์วิชาเลือก ที่รู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะมาตอนไหน ความละเอียดของภาพในตอนแรกคมชัด จึงเห็นการตายที่แตกต่างกันของแต่ละคน แต่ความละเอียดของภาพในภายหลังแทบไม่ต้องพูดถึง แยกการตายและเลือดของแต่ละคนไม่ออกสักนิด

ซ่งเฝ่ยชินชาเสียแล้ว เขาถอดหูฟังไร้ประโยชน์ออก แล้วก็เป็นไปตามคาด มีเสียงก่นด่าดังมาจากโถงทางเดินนอกประตูจริงๆ

“เน็ตดับอีกแล้วเหรอ” เซี่ยงหยางที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการเดตนอกสถานที่ผลักประตูเดินเข้ามา

ซ่งเฝ่ยแบมือสองข้างยักไหล่ ทำเหมือนไม่ใส่ใจ “แน่นอน ไม่ดับก็ไม่ใช่เน็ตมหาวิทยาลัย”

“จงทำใจซะเถอะ” เซี่ยงหยางเดินไปถึงใต้เตียง เขาถอดเสื้อผ้าพลางพูดต่อว่า “พวกเราเน็ตดับแค่หนึ่งหรือสองชั่วโมง แต่แฟนฉันบอกว่าของพวกเธอดับไปสองวันเลย แถมยังเชื่อมต่อไม่ได้ด้วย”

ซ่งเฝ่ยพูดไม่ออก ได้แต่ส่งความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้งไปให้สาวๆ มหาวิทยาลัยนานาชาติ “เอาละ ใจฉันสงบแล้ว”

ไม่มีอินเทอร์เน็ต ซ่งเฝ่ยจึงต้องนอนไถโทรศัพท์มือถืออยู่บนเตียง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเทพแห่งการเรียนทนเห็นความเอื่อยเฉื่อยของเขาต่อไปไม่ไหวหรืออย่างไร เมื่อถึงเวลาสามทุ่ม โทรศัพท์มือถือกลับไม่มีสัญญาณ อย่าว่าแต่ความเร็วสอง สาม หรือสี่จีเลย แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ก็กลายเป็นรูปกากบาท

“เฮ้ โทรศัพท์พวกนายมีสัญญาณไหม” ซ่งเฝ่ยไม่ต้องการทำลายบรรยากาศการอ่านหนังสืออันเงียบสงบของรูมเมต แต่เทพแห่งการเรียนจะรังแกกันเกินไปแล้ว!

หลังจากโพล่งถามออกไปไม่นาน เซี่ยงหยางที่ยังไม่ซึมซับความรู้ก็วางปากกาลงเป็นคนแรก หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ก่อนจะตอบอย่างรวดเร็วว่า “ไม่”

หวังชิงหย่วนใช้เวลาดูครู่หนึ่ง “ไม่มี”

เริ่นเจ๋ออวดว่า “สมัยนี้ก็ต้องใช้โทรศัพท์สองซิม อย่าเอาไข่ทั้งหมดวางไว้ในตะกร้าใบเดียว [1] …” แต่แล้วเสียงของเขาก็หยุดชะงัก

ซ่งเฝ่ยมองปราดเดียวก็เข้าใจ “ไข่สองใบแตกแล้วเหรอ”

นักศึกษาเริ่นไม่อยากตอบคำถามที่น่าปวดใจเอาเสียเลย

ซ่งเฝ่ยไม่มีอารมณ์มามีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น การที่เครือข่ายของไชน่ายูนิคอมไม่มีสัญญาณก็เหมือนการผลักคนไปสู่ความตาย เขามองเพดานเงียบๆ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบขาดสีสัน

กระทั่งแสงไฟดับลง โทรศัพท์มือถือก็ยังเชื่อมต่อสัญญาณไม่ได้ ซ่งเฝ่ยพูดได้อย่างมั่นใจเลยว่า นี่คือแผนการอันชั่วร้ายของมหาวิทยาลัย เพราะกลัวว่าพวกเขาจะโกงในการสอบระดับสี่และหก! เริ่นเจ๋อบอกว่าเป็นไปไม่ได้ จะทำแบบนี้ต้องทุ่มเงินไม่น้อยเลย เหตุการณ์เมื่อคืนนี้เป็นการบล็อกสัญญาณโทรศัพท์หรือเป็นทั้งมหาวิทยาลัยกันแน่

สรุปว่าเช้าวันต่อมา สัญญาณโทรศัพท์มือถือก็ยังคงตายสนิท แบบนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว

“นี่เป็นการทารุณกรรมบุปผาแห่งมาตุภูมิ [2] ชัดๆ! ” ซ่งเฝ่ยเก็บของและแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อารมณ์ยังครุกรุ่นไม่หาย

“บุปผาแห่งมาตุภูมิต้องการแสงแดดและฝน ไม่ได้ต้องการซับกระสุน [3] ในเอ็มเอดี [4] หรอกนะ” หวังชิงหย่วนที่กำลังเก็บข้าวของใส่กระเป๋าค่อนแคะอย่างไม่ปรานี ก่อนเอ่ยต่อว่า “อย่าลืมเอาบัตรประจำตัวกับบัตรเข้าห้องสอบไปด้วยล่ะ”

“รู้แล้ว” ถึงแม้ความหวังจะริบหรี่ แต่เนื่องจากมีคำถามปรนัยค่อนข้างมาก ไม่แน่อาจมีวิญญาณสิงร่างเขาให้ตอบคำถามถูกก็เป็นได้ เส้นทางแห่งความหวังนี้ หากเขาไม่เข้าห้องสอบก็ถือว่าพ่ายแพ้น่ะสิ

เขา ซ่งเฝ่ย ช่างเป็นนักปฏิวัติที่มองโลกในแง่ดีเสียจริง!

เซี่ยงหยางและเริ่นเจ๋อมองเห็นใบหน้าของรูมเมตปรากฎร่องรอยของ “ชัยชนะที่อยู่ตรงหน้า” ก็เข้าใจทันทีว่าเขาเริ่มสะกดจิตตัวเองอีกแล้ว รูมเมตคนนี้เรียนไม่เก่ง กีฬาไม่ได้เรื่อง จีบสาวก็ไม่เป็น แต่เรื่องของจิตใจเรียกได้ว่า มั่นใจในตัวเอง เจ๋งเสียเหลือเกิน

ทั้งสี่คนเดินออกจากห้องพร้อมกัน

ซ่งเฝ่ยมุ่งหน้าไปสนามสอบ อีกสามคนมีสอบตอนบ่าย จึงตรงไปที่ห้องสมุดเพื่อลับคมในโอกาสสุดท้าย

จากนั้นไม่นานพวกเขาก็แยกย้ายกันไป เหลือเวลาก่อนสอบอีกยี่สิบห้านาที นักศึกษาส่วนใหญ่ทยอยเข้าห้องสอบกันแล้ว บวกกับทางมหาวิทยาลัยหยุดการเรียนการสอนทั้งหมดเพื่อการสอบระดับสี่ ระหว่างทางจึงมีนักศึกษาจำนวนไม่น้อย บางคนตื่นสายก็ต้องรีบวิ่งมาสนามสอบให้ทัน ตรงกันข้ามกับซ่งเฝ่ยที่ชะล่าใจอย่างมาก

สนามสอบของซ่งเฝ่ยอยู่ที่อาคารจื้อหย่วน ความจริงมันคือห้องที่เขาเรียนเป็นประจำ ในวิทยาเขตเก่าจะตั้งชื่ออาคารอย่างเรียบง่ายว่า 1# 2# 3# แต่เมื่อสร้างวิทยาเขตใหม่อันกว้างใหญ่ไพศาล คณบดีมหาวิทยาลัยยุคใหม่จึงอดตบศีรษะตัวเองไม่ได้ว่าต้องตั้งชื่อที่ไพเราะกว่านี้สิ จึงแตกออกมาเป็นอาคารจื้อหย่วน อาคารโฮ่วเต๋อ และอาคารเหวินหัว

บริเวณพื้นที่อาคารเรียนเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ช่วงกลางเดือนธันวาคมใบไม้ร่วงเกือบหมด เหลือเพียงลำต้นหนาและกิ่งเปลือยเปล่าเท่านั้น สายลมหนาวพัดโชยมา ซ่งเฝ่ยหดคอ ดึงซิปขึ้นสูง วันนี้เขาสวมเสื้อเบสบอลกำมะหยี่สีน้ำเงินขาว สวมกางเกงออกกำลังกายสีดำ รองเท้าก็ยังเป็นรองเท้าออกกำลัง มองแวบแรกเหมือนเด็กหนุ่มผู้รักสุขภาพ

แต่เขารู้ว่าตนเองไม่ใช่

ทางนั้นสิถึงจะถูก…ซ่งเฝ่ยจ้องมองสนามกีฬาที่อยู่ไกลออกไป ถึงแม้จะมองเห็นไม่ชัด แต่เสียงโหวกเหวกโวยวายและเสียงหัวเราะของนักศึกษาที่กำลังเล่นบาสเกตบอลก็ลอยมาตามกระแสลม

ซ่งเฝ่ยนึกอิจฉานักกีฬาเหล่านั้นจนไม่ทันสังเกตเห็นคนที่เดินมาตรงหน้า เลยชนกับอีกฝ่ายเสียเต็มแรง ซ่งเฝ่ยตกใจสะดุ้งโหยง ถอยหลังสองสามก้าวก่อนหยุดนิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะชนจนอีกฝ่ายหงายหลังล้มลงนั่งกับพื้น

“นายไม่เป็นไรนะ! ” ซ่งเฝ่ยรีบเข้าไปประคอง หากพูดถึงสถานที่ซึ่งทำให้คนรู้สึกวางใจที่สุดก็คือมหาวิทยาลัย เพราะมีอนาคตของชาติอันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความแข็งแกร่ง จึงย่อมไม่มีใครมานอนบนพื้นพลางทำเสียงฮึดฮัด รวมถึงยังมีสมรรถภาพร่างกายที่พอจะทำท่าปลาคาร์ปดีดดิ้น [5] นกนางนวลพลิก [6] โดยที่ไม่ต้องให้ใครช่วยประคอง

นักศึกษาที่ถูกชนสวมเสื้อฮู้ดกับกางเกงยีนธรรมดาๆ แต่ทั่วทั้งร่างกายกลับสกปรกราวกับเพิ่งปีนขึ้นมาจากดิน ก่อนซ่งเฝ่ยจะพบว่าคนที่เขาประคองขึ้นมาเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี “สวี่ชิวเหล่ย? ”

สวี่ชิวเหล่ยเป็นนักศึกษาคณะประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเดียวกับพวกเขา เนื่องจากพักอยู่ตรงข้ามกับห้อง 440 จึงสนิทสนมกันดี

“นายไม่ไปสอบเหรอ” เมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่ายมองตนนิ่งๆ ทั้งยังไม่พูดอะไร ซ่งเฝ่ยจึงไล่ถามต่อ หากเขาจำไม่ผิด หมอนี่ก็ยังไม่ผ่านระดับสี่ ก่อนหน้านี้ยังขอแนวข้อสอบจากพวกรุ่นพี่ปีสี่อยู่เลย เนื่องจากมีข่าวลือว่าหากไม่ผ่านระดับสี่จะไม่ได้รับใบปริญญา นี่จึงถือเป็นการรังแกและข่มขู่นักศึกษาอย่างเลือดเย็นของมหาวิทยาลัย

สวี่ชิวเหล่ยยังไม่ตอบคำถาม เพียงเอียงศีรษะพิจารณาเขาราวกับไม่รู้จักกันมาก่อน

ซ่งเฝ่ยถูกมองจนขนลุกซู่ แววตาของสวี่ชิวเหล่ยดูผิดแปลก รูม่านตามืดดำน่ากลัวเสมือนหลุมดำ หากจ้องมองเกินสองสามวินาทีก็เหมือนจะถูกดูดเข้าไป ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำ สามารถมองเห็นรอยเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่โป่งนูนออกมาบนใบหน้า ลักษณะคล้ายกับอาการเส้นเลือดขอดที่เห็นได้ทั่วไป ซ่งเฝ่ยเคยเห็นเส้นเลือดขอดบริเวณน่อง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นมันปรากฎอยู่บนใบหน้าของคน

ความเงียบอันน่าอึดอัดและแปลกประหลาดแผ่กระจายไปรอบตัวคนทั้งสอง ซ่งเฝ่ยถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว พยายามพูดจาหยอกล้อ “คอนแทคท์เลนส์สวยจังนะ ดูทันสมัยดี”

สวี่ชิวเหล่ยยังคงแสดงออกเช่นเดิม ไม่สิ ควรพูดว่าเขาไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางออกมาตั้งแต่แรก มองไม่เห็นริ้วรอยความโกรธเคืองบนใบหน้า มีเพียงความเฉื่อยชาและแข็งทื่อเท่านั้น

ทันใดนั้นซ่งเฝ่ยก็รู้สึกกลัวขึ้นมา เขาอยากหาวิธียุติบทสนทนากับอีกฝ่ายเดียวนี้ อย่างเช่น ‘ฉันยังมีสอบเลยไม่ว่างคุยด้วย’ แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก อีกฝ่ายก็พุ่งกระโจนเข้าใส่เขาทันที

ซ่งเฝ่ยตกใจ เผลอถอยหลังหลายก้าว ก่อนเคลื่อนตัวหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว สวี่ชิวเหล่ยยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ละก้าวเดินปราศจากความลังเลราวกับซ่งเฝ่ยไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น แต่ซ่งเฝ่ยมั่นใจว่าหากเขาไม่หลบก็จะถูกพุ่งชนเต็มๆ อีกครั้งอย่างแน่นอน

แววตาของสวี่ชิวเหล่ยไม่มีเขา

ไม่รู้ว่าทำไมซ่งเฝ่ยถึงได้มั่นใจนัก ถึงแม้จะหาข้อสรุปไม่ได้ก็ตาม

เนื่องจากมัวชักช้า จึงเหลือเวลาก่อนเข้าสอบอีกเพียงยี่สิบนาที ซ่งเฝ่ยไม่มีเวลาสนใจแผ่นหลังตรงแข็งทื่อของนักศึกษาสวี่อีกต่อไป เขารีบสับเท้ามุ่งหน้าไปยังอาคารจื้อหย่วนทันที

ชีเหยียนยืนตากลมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่นอกอาคารจื้อหย่วนราวสี่สิบนาทีแล้ว กระทั่งเห็นเงาร่างสีน้ำเงินขาว เขาจึงเผยยิ้มราวกับต้อนรับผู้เข้าสอบทั้งอาคารเรียน

ซ่งเฝ่ยสูง 176 เซนติเมตร ไม่นับว่าเตี้ย เวลาเดินชอบหันมองสิ่งต่างๆ แม้ว่าจะเดินตรงไปเบื้องหน้า สองมือล้วงกระเป๋า หน้าเชิดเดินหลังค่อม มองอย่างไรก็ไร้วาสนากับท่าทางสง่าผ่าเผย ทุกครั้งที่ชีเหยียนเห็นเขาเดินเป็นต้องนึกโมโหที่ไม่สามารถเอาไม้กระดานไปผูกติดกับแผ่นหลังของเขาได้

ซ่งเฝ่ยเดินตรงดิ่งไปยังหน้าประตูอาคารสอบ ไม่กล้าแม้แต่จะหันมองสองข้างทาง แต่เมื่อเดินไปได้สองก้าวกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาหันกลับไป พบว่ามีคนคุ้นเคยยืนอยู่ใต้ต้นไม้ กำลังยืนมองดูเขาด้วยท่าทางแปลกๆ อย่างเงียบเชียบ ดูแทบไม่ต่างกับสวี่ชิวเหล่ย เช้านี้ถูกทำให้ตกใจกลัวถึงสองครั้ง ใครจะไปอารมณ์ดีไหว “นายมาทำอะไรที่นี่”

หมอนี่สอบผ่านระดับสี่ในภาคเรียนก่อนด้วยคะแนนที่น่าภาคภูมิใจสำหรับนักศึกษาคณะชีววิทยาศาสตร์ คงจะไม่มาสมัครสอบอีกครั้งเพื่อคว้าคะแนนเต็มหรอกนะ

ชีเหยียนมองเวลาที่เหลือไม่มากก็รู้สึกร้อนรนขึ้นมา “รีบเข้าไปสิ ตั้งใจสอบนะ”

ซ่งเฝ่ยงุนงงเล็กน้อย ไม่รู้ชัดว่าหมอนี่กำลังรอเขาอยู่ หรือเพิ่งให้กำลังใจแฟนใหม่เสร็จและบังเอิญมาเจอเขา “แค่นี้? ”

ชีเหยียนชะงัก กล่าวเสริมว่า “สอบเสร็จฉันจะเลี้ยงข้าวนายเอง”

ซ่งเฝ่ยเหล่ตามองอีกฝ่าย “ฉลองให้ฉันที่สอบไม่ผ่านอีกรอบรึไง”

ชีเหยียนพยายามข่มอารมณ์ แม้ตอนนี้หมอนี่ดูเหมือนไม่น่าจะสอบผ่าน แต่เขาก็ไม่อยากทำลายความกระตือรือร้นในการสอบอันน้อยนิดของอีกฝ่ายมากนัก จึงกลืนคำพูดเย็นชาลงไป และรักษารอยยิ้มบางๆ ไว้ “ฉันมีเรื่องอยากพูดกับนาย”

ซ่งเฝ่ยเลิกคิ้วด้วยความสงสัย คิดไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้จะมีเรื่องดีๆ อะไรมาแบ่งปันกับตนเองได้

ซ่งเฝ่ยที่ยังสงสัยเดินเข้าไปในอาคารอย่างไม่เต็มใจนัก เมื่อแผ่นหลังของเขาหายไปจนลับสายตา ในที่สุดชีเหยียนก็ผ่อนคลาย แววตาอ่อนลง ริมฝีปากยกขึ้น สุดท้ายหัวใจที่เต็มไปด้วยหมอกคลุมก็ถูกสายลมพัดพาไป เขาเงยหน้ามองเมฆขาว ท้องฟ้าแจ่มใส

ชีเหยียนควักโทรศัพท์มือถือออกมา ยังคงไม่มีสัญญาณ เมื่อไม่มีสัญญาณจึงไม่สะดวกนัก แต่สำหรับชีเหยียน มันกลับกลายเป็นเหตุผลให้เขามาดักรออยู่ที่นี่ จริงๆ แล้วถ้าจะนัดกินข้าว แค่โทร.หาก็พอแล้ว ทำไมต้องมาเองด้วย นั่นเพราะโทรศัพท์มือถือไม่มีสัญญาณไงล่ะ ระหว่างรอคอย สมองของชีเหยียนก็ซักซ้อมสิ่งที่ต้องพูดกับอีกฝ่ายนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายซ่งเฝ่ยก็ไม่ได้ถาม เขาไม่คิดว่าซ่งเฝ่ยจะคาดเดาการกระทำของตนออก และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเรื่องนี้คาดเดาได้ยากมากเพียงใด แต่ซ่งเฝ่ยไม่ใช่คนที่ชอบใช้สมองมาแต่ไหนแต่ไร แถมเขายังถามไถ่โดยตรงได้ทุกเรื่อง จึงคร้านจะใช้สมองคิด

ถ้าอย่างนั้นมีเรื่องอะไรที่ทำให้เขาไม่แม้แต่จะเปิดปากถามเหตุผลสักคำเช่นนี้ล่ะ

ขณะที่ชีเหยียนเตรียมตัวเดินไปห้องสมุด เขาก็ครุ่นคิดไปด้วยระหว่างทาง เนื่องจากปกติซ่งเฝ่ยไม่ใช่คนแบบนี้ ตอนที่ซ่งเฝ่ยเดินไปสีหน้าก็ดูแปลกๆ ด้วยเช่นกัน ตอนนั้นเป็นช่วงเร่งด่วนจึงไม่มีเวลาเอ่ยถาม รอให้ถึงเวลามื้อเที่ยง เขาจะต้องถามอย่างแน่นอน จนกระทั่งเดินเข้าห้องสมุด ชีเหยียนก็ยังคิดเรื่องนี้ไม่ตก

ตอนที่ซ่งเฝ่ยเดินเข้าสนามสอบ นักศึกษาทุกคนรวมถึงอาจารย์คุมสอบต่างนั่งประจำที่แล้ว บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเงียบเชียบ ซ่งเฝ่ยยิ้มให้อาจารย์คุมสอบ อาจารย์เองก็ยิ้มตอบเขาเช่นเดียวกัน “รีบนั่งประจำที่! ”

ซ่งเฝ่ยหดคอ เดินไปนั่งโต๊ะที่เหลือว่างเพียงหนึ่งเดียว

นั่งลงได้ไม่นาน อาจารย์ก็เริ่มแจกกระดาษข้อสอบและกระดาษคำตอบ จากนั้นภายในห้องสอบก็หลงเหลือเพียงเสียงปากกาเสียดสีกับกระดาษ

ซ่งเฝ่ยรู้จักพยัญชนะภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่เมื่อนำมารวมกันเป็นคำ ศัพท์ที่คุ้นเคยกลับเหลือแค่ is, are, yes, no และ ABCD เท่านั้น เขานั่งเกาศีรษะเขียนเรียงความ และต้องเจ็บหนักอีกครั้งเมื่อจบพาร์ตการฟัง ในที่สุดซ่งเฝ่ยก็ทำการเปิดโหมดทิ้งดิ่ง เขาทำโจทย์ข้ออื่นเสร็จภายในสองนาที จากนั้นเขาก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว จึงทำได้เพียงแสร้งก้มหน้ามองกระดาษคำตอบอย่างเคร่งเครียด ทว่าทันใดนั้นก็เกิดความโดดเดี่ยวราวกับยุทธภพที่ไร้คู่ต่อสู้ ฟ้าสูงช่างหนาวเหน็บจนต้านทานไม่ไหว

สิ่งที่ไร้มนุษยธรรมที่สุดของการสอบระดับสี่และหก คือการไม่ให้ส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลา ช่างไม่เห็นอกเห็นใจคนที่ทำเสร็จเร็วเช่นซ่งเฝ่ยเอาเสียเลย ระหว่างช่วงเวลารอคอยอันยาวนานก็ทำได้เพียงนอนหนุนแขน มองกระดานดำ เงยหน้ามองหลังคา ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง…

เอ๊ะ?

ซ่งเฝ่ยกะพริบตาถี่ สงสัยว่าตนเองตาฝาด เมื่อครู่เขาเห็นนักศึกษาคนหนึ่งผ่านหน้าต่างไป ตามหลักแล้วคนที่ไม่ใช่ผู้เข้าสอบจะไม่สามารถเข้ามาในอาคารได้ และผู้เข้าสอบก็ไม่สามารถส่งกระดาษคำตอบล่วงหน้าได้เช่นเดียวกัน…

ขณะคิดฟุ้งซ่าน นักศึกษาที่เดินผ่านหน้าต่างก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องสอบ ซ่งเฝ่ยนั่งอยู่แถวสองถัดจากประตูห้องสอบ เขาพยายามเพ่งมองประตูให้ชัดเจน คราวนี้เขามั่นใจมากว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด มีนักศึกษาอยู่จริงๆ และทั่วทั้งตัวนักศึกษาคนนั้นก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด!

อาจารย์คุมสอบคิดว่ามีคนมาป่วนห้องสอบ เมื่อพิจารณาสภาพของผู้มาใหม่แล้วก็เผลอร้องอุทานขึ้นมา เขารีบวิ่งเข้าไปประชิดตัวพลางถามว่า “นักศึกษา เป็นอะไรหรือเปล่า! ”

ใบหน้าของผู้มาใหม่เต็มไปด้วยเลือด ริมฝีปากขมุบขมิบ แต่ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงล้มตึงลงกับพื้น

อาจารย์คุมสอบตกใจ ผู้เข้าสอบทั้งหมดเองก็มึนงงเช่นเดียวกัน

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้องสอบพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

เพียงชั่วพริบตา นักศึกษาที่คลั่งเหมือนกำลังตกใจกลุ่มหนึ่งก็วิ่งเข้ามาทางหน้าประตูห้องสอบ!

ยังไม่ทันที่พวกซ่งเฝ่ยจะได้สติคืนกลับมาก็มี “นักศึกษา” ไล่หลังนักศึกษากลุ่มนี้มาอีกที หากว่ายังเรียกแบบนั้นได้น่ะนะ ในที่สุดเขาก็เห็นใบหน้าของนักศึกษาเหล่านั้น ใบหน้าเฉื่อยชาของพวกเขามีสีเขียวคล้ำ อีกทั้งยังมีเลือดที่ไม่รู้ว่าเป็นของพวกเขาเองหรือของคนอื่นติดอยู่บนหน้า! พวกกลุ่มใหญ่ไล่ตาม “นักศึกษา” ที่วิ่งหนีมาก่อนหน้า แต่มีบางคนที่วิ่งพ้นประตูเข้ามาและหันมามองทางนี้ ทันใดนั้นก็หยุดฝีเท้าลง!

ซ่งเฝ่ยกลั้นหายใจ มองเห็น “นักศึกษา” สามคนเปลี่ยนเส้นทาง เดินเข้ามาใกล้!

อาจารย์คุมสอบคุกเข่าลงข้างนักศึกษาที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ตรงประตูในระยะที่ใกล้มาก ก่อนถูก “นักศึกษา” สามคนกระโจนคร่อมทับอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด!

ไม่สิ ไม่ได้คร่อมทับ แต่เป็นการโจมตี…บวกกับฉีกกัด?!

ภาพที่เคยเห็นในภาพยนตร์สยองขวัญเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่ภาพเหตุการณ์จริงที่มองเห็นแต่ไกลน่ากลัวกว่าภาพในจอมาก!!!

ซ่งเฝ่ยจำไม่ได้ว่าตนเองหนีออกมาจากห้องสอบได้อย่างไร รู้เพียงแต่ทุกคนกำลังวิ่งหนี อาคารจื้อหย่วนเป็นอาคารไม่กี่แห่งของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีลิฟต์ โครงสร้างอาคารทรงสี่เหลี่ยม โถงทางเดินทอดยาว มีทั้งหมดหกชั้น ขึ้นลงด้วยบันได ห้องสอบของซ่งเฝ่ยอยู่ชั้นสาม ตอนที่พวกเขาทั้งหมดวิ่งออกจากห้องสอบ อาจวิ่งไปตามจิตใต้สำนึก จึงไม่ได้เลือกทิศทางตามเพื่อนนักศึกษาที่ถูกไล่ล่าก่อนหน้านี้ แต่วิ่งไปยังบันไดที่อยู่ในทิศทางตรงกันข้าม!

การก้าวลงบันไดยังเป็นไปอย่างราบรื่น เนื่องจากบันไดแห่งนี้ค่อนข้างลาดเอียง และนอกจากพวกเขาก็ไม่มีคนอื่นอีก แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ซ่งเฝ่ยก็ถูกเบียดจนเกือบตกหลายครั้ง กระทั่งวิ่งมาถึงชั้นหนึ่งก็พบว่าตนกลายเป็นกลุ่มสุดท้าย

แต่ก็ถือว่าโชคดีที่กลายเป็นกลุ่มสุดท้าย

ระเบียงทางเดินเต็มไปด้วย “เพื่อนนักศึกษา” คนในห้องของพวกเขาประมาณยี่สิบคน มีเจ็ดหรือแปดคนที่ลงไปก่อนหน้าถูกอีกฝ่ายโจมตีเข้าอย่างจัง ยังไม่รวมถึงนักศึกษาที่พยายามฝ่าลงไป แต่สุดท้ายก็กลายเป็นการโยนตัวเองลงไปในแห ใบหน้าหวาดกลัวของนักศึกษาที่ถูกโจมตี ทำให้สถานการณ์ในตอนนี้เหมือนวันสิ้นโลก

ซ่งเฝ่ยยืนอยู่หน้าบันได มึนงงไปชั่วขณะ แยกไม่ออกว่านี่คือความฝันหรือความจริงกันแน่

“อ๊าก-ก-ก”

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังอยู่ใกล้มาก! มือของซ่งเฝ่ยสั่นเทา เขาหันกลับไปมอง พบว่าภายในระยะไม่ถึงสองเมตร มี “นักศึกษา” คนหนึ่งนั่งอยู่บนร่างนักศึกษาอีกคนหนึ่ง กำลังกัดลงไปบนใบหน้าที่ยังมีชีวิตอยู่!

ความโกลาหลเริ่มตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งเฝ่ยได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างชัดเจน เขารู้สึกถึงกรดรสเปรี้ยวในกระเพาะที่ไหลย้อนขึ้นมา จึงกลืนลงไปอย่างยากลำบาก ทว่าดวงตากลับเหมือนโดนตรึงอยู่อย่างนั้น ขยับเคลื่อนไหวไม่ได้

นักศึกษาที่ถูกกัดหน้านอนแน่นิ่ง ดูเหมือน “นักศึกษา” ที่นั่งอยู่บนร่างของเขาจะหมดความสนใจต่อ “สิ่ง” ที่ไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป จึงยกใบหน้าอาบเลือดสีเขียวคล้ำหันมองรอบๆ ก่อนพบซ่งเฝ่ยอย่างรวดเร็ว

ดวงตาของทั้งคู่สอดประสานกัน

ซ่งเฝ่ยทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาโก่งคออาเจียนออกมา เนื่องจากไม่ได้กินข้าวเช้า สิ่งเดียวที่คายออกมาจึงมีเพียงน้ำย่อย

เสียงอาเจียนอาจดึงดูดความสนใจของอีกฝ่าย “นักศึกษา” จึงลุกขึ้นยืน ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนมุ่งตรงมาทางซ่งเฝ่ย

ซ่งเฝ่ยมองอีกฝ่ายเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ เหมือนขาของเขาถูกราดทับด้วยตะกั่ว จึงขยับไม่ได้ สัญชาตญาณบอกว่าควรหนี แต่เหตุผลกลับบอกว่านี่จะต้องเป็นความฝัน ตื่นขึ้นมาก็ไม่เป็นอะไรแล้ว

ทันใดนั้นซ่งเฝ่ยก็เบิกตาโตอย่างตื่นตะลึง

ด้านหลังของ “นักศึกษา” ที่กำลังมุ่งหน้ามาทางเขา คนที่ถูกกัดเมื่อครู่นี้ลุกขึ้นยืนโงนเงนอีกครั้ง!

เขาคนนั้น หากยังเรียกว่ามนุษย์ได้ มีใบหน้าอาบเลือด เนื้อบนใบหน้าซีกขวาห้อยต่องแต่งเหมือนจะหลุดแต่ก็ไม่หลุด เหลือเพียงดวงตาที่ยังไม่บุบสลาย ทว่าแววตากลับว่างเปล่าไร้สิ่งอื่นใด ปราศจากแววยินดียินร้าย และไม่มีความเจ็บปวดจากการต่อสู้

ไม่ นี่ไม่ใช่คน

หรือว่านี่คือความฝัน

ซ่งเฝ่ยคิดอย่างสับสน เขารู้เพียงเพื่อนนักศึกษาที่กลายเป็นปีศาจร้ายกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ตน เขาต้องหนี แม้จะอยู่ในความฝันก็ตาม!

“เพื่อนนักศึกษา” มาถึงตรงหน้าแล้ว ไม่มีเวลาให้ซ่งเฝ่ยคิดอีกต่อไป เขาตัดสินใจวิ่งย้อนกลับขึ้นไปข้างบนตามสัญชาตญาณ! แม้ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าคืออะไร แต่ข้างหลัง บนชั้นสี่ ห้า หกจะต้องมีนักศึกษาและอาจารย์ที่กำลังทำการสอบอยู่เป็นจำนวนมากแน่ เขาอยากเข้าไปหลบที่นั่นจนแทบรอไม่ไหว ที่แห่งนั้นจะกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด!

ชั่วอึดใจเดียวก็วิ่งมาถึงชั้นหก ซ่งเฝ่ยไม่รู้ว่าตนเองวิ่งนำ “เพื่อนนักศึกษา” มาไกลแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็มองไม่เห็นกันแล้ว เป็นอย่างที่เขาคิด ชั้นหกสงบเงียบ ราวกับโลกกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกทำนองคลองธรรม

แต่ซ่งเฝ่ยรู้ดีว่านี่เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากท่ามกลางอากาศอันเย็นเยียบเริ่มมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมา!

เขารีบพุ่งตัวเข้าไปในห้องที่อยู่ใกล้บันไดที่สุด ทั้งที่หอบจนตัวโยน แต่คำพูดเหล่านี้กลับลื่นไหล น้ำเสียงหวาดผวาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ “ข้างล่างเกิดเรื่องแล้ว! บ้าไปหมดแล้ว!!! ”

อาจารย์คุมสอบตกใจ ก่อนระเบิดเสียงใส่ซ่งเฝ่ย “การสอบ การสอบล่ะ! เธออยู่คณะไหน! ออกไปเดี๋ยวนี้! ”

“เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ครับ ผมไม่ได้โกหก!!! ” ซ่งเฝ่ยตะโกนเสียงดังด้วยความตระหนก ท่าทางเหมือนไม่ยอมแพ้

นักศึกษาที่ถูกขัดจังหวะระหว่างการสอบรู้สึกโกรธเคืองอย่างมาก เมื่อเห็นผู้กระทำความผิดยังมีท่าทีอวดดีก็ระเบิดโทสะออกมา นักศึกษาราวเจ็ดแปดคนลุกขึ้นส่งเสียงดังโวยวาย

“บ้าเอ๊ย! ”

“ทำบ้าอะไรของแกวะ! ”

“อะไรวะ! ”

ตอนนี้ซ่งเฝ่ยแทบจะถูกล้อมเอาไว้ จึงรีบหนีเข้าไปในห้องทันที

ตอนนี้ดวงอาทิตย์บอกเวลาเก้านาฬิกา การที่ทุกคนรักความยุติธรรมก็ดีอยู่หรอก แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครเป็นพวกนักเลงที่คุ้นเคยกับการต่อยตี จึงเพียงส่งสายตาจ้องมอง “ผู้ก่อกวน” ที่เข้ามาแส่หาเรื่องโดนตีด้วยตัวเอง ชายหนุ่มเจ็ดแปดคนที่พร้อมมีเรื่องลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้น

ทันใดนั้นเด็กสาวที่นั่งอยู่แถวแรกก็กรีดร้องขึ้นมา!

ทุกคนหันมองออกไปตามเสียง พบว่าอาจารย์สาวที่ตำหนิซ่งเฝ่ยอย่างรุนแรงถูกลากไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ บนร่างกายเธอตอนนี้มีคนมากกว่าสองคน และหากพวกเขาดูไม่ผิด สองคนนั้นกำลังแย่งกันกัดแทะแขนข้างหนึ่ง อาจารย์สาวที่อยู่เบื้องล่างพวกเขาดิ้นทุรนทุรายไม่หยุด ท่อนแขนหลุดจากไหล่พร้อมเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมา

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมอาจารย์สาวจึงไม่กรีดร้อง

และดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ว่าสัตว์ประหลาดที่กำลังกัดแขนของเธอคือตัวอะไร

“อ๊าก-ก-ก”

ไม่รู้ว่าผู้ชายคนไหนร้องโหยหวน ทันใดนั้นห้องสอบก็จมลงสู่มหาสมุทรอันน่าสะพรึง

นักศึกษาแย่งกันหนีออกไปด้วยความกลัว ซ่งเฝ่ยถูกดันจนเกือบล้ม ต้องเร่งฝีเท้าเพื่อไล่ตามคนอื่นให้ทัน

ระเบียงทางเดินชั้นหกเองก็เกิดความโกลาหลขึ้นเช่นเดียวกัน ยังมีคนวิ่งอยู่บนบันได คราวนี้ซ่งเฝ่ยไม่ได้อยู่รั้งท้ายอีกต่อไปแล้ว แต่ถูกบีบอัดอยู่ในกลุ่มคนที่เบียดเสียดอย่างเอาเป็นเอาตาย!

ดังคำกล่าวที่ว่าคนยิ่งมากยิ่งทรงพลัง กองทัพมนุษย์หนีตายกว่าร้อยคนแข็งแกร่งกว่าพวกนั้นที่มียี่สิบกว่าคน ในที่สุดเพียงอึดใจเดียวก็ฝ่าสิ่งกีดขวางออกมาได้ จากนั้นก็วิ่งออกจากอาคารจื้อหย่วน!

ซ่งเฝ่ยที่กำลังวิ่งถูกคนดัน แทบไม่มีเวลาดูว่าเพื่อนนักศึกษาที่วิ่งอยู่ด้านหน้ามีจำนวนกี่คนที่กลายเป็นอาหารอันโอชะของสัตว์ประหลาดไปแล้ว เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง ราวกับได้เกิดใหม่หลังจากเผชิญภัยพิบัติ!

จากนั้นด้านนอกอาคารเรียนก็เต็มไปด้วยเสียงร้องโศกเศร้าที่สะเทือนถึงสวรรค์ คนตาย คนบ้า และคนที่กึ่งเป็นกึ่งตายกำลังคลั่งอยู่เต็มท้องถนนหลินอิน!

นอกจากซ่งเฝ่ยที่ตามกองทัพอาคารจื้อหย่วนออกมา ก็ยังมีนักศึกษาคนอื่นๆ ที่วิ่งมาจากตึกอื่นด้วยเช่นกัน นักศึกษาแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางเหมือนมหาสมุทรคลั่ง มีบางคนที่รีบวิ่งกลับหอพัก ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน ตอนที่ซ่งเฝ่ยวิ่งออกมา กองหน้ามุ่งตรงไปยังหอพัก เดิมทีนักศึกษาที่วิ่งเข้ามาสมทบคิดจะวิ่งไปทิศทางอื่น แต่สุดท้ายก็เชื่อสัญชาตญาณไหลไปตามกระแสหลัก

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย! ”

“อยากรู้ก็ไปถามผีเองสิ!!! ”

“ซอมบี้!!! ใช่แน่ๆ!!! ”

“บ้านนายสิ!!! ตอนนี้มันใช่เวลามาล้อเล่นไหม!!!”

“ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหม!!!”

“นายลองให้พวกมันกัดดูสิว่าจะเจ็บไหม!!!”

“…”

ท้องฟ้าสีคราม เมฆสีขาว นักศึกษาวิ่งหนีโดยไม่หยุดพักเนื่องจากถูกกองทัพซอมบี้ไล่ล่า ช่างเป็นภาพที่แลดูสุขสันต์กันถ้วนหน้า

ซ่งเฝ่ยวิ่งพลางหันหลังกลับไปมอง เขาที่วิ่งรั้งท้ายกลุ่มไม่เคยนึกเสียใจที่ตัวเองเป็นโอตาคุมากเท่านี้มาก่อน หากขยันออกกำลังกับชีเหยียนเสียบ้างก็คงจะไม่กลายเป็นแบบนี้!

“เพื่อนนักศึกษา” วิ่งไม่เร็วเท่าคนกลุ่มใหญ่จึงถูกทิ้งไว้ด้านหลัง แต่มีคนหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยความเร็วไล่เลี่ยกับคนกลุ่มใหญ่ และตอนนี้ก็กำลังเคลื่อนเข้าใกล้ซ่งเฝ่ยมากขึ้นเรื่อยๆ ห้าเมตร สามเมตร สองเมตร!

ซ่งเฝ่ยพยายามวิ่งหนีอย่างเต็มกำลัง แต่เขาไม่สามารถทิ้งระยะห่างจากอีกฝ่ายได้! มองเห็นท่อนแขนของอีกฝ่ายที่ยื่นออกมา มือข้างนั้นเกือบจะแตะแผ่นหลังของเขาแล้ว ซ่งเฝ่ยตกใจกลัวจนหัวใจแทบจะกระโดดขึ้นมาถึงคอ!

ทันใดนั้น “เพื่อนนักศึกษา” ก็ถูกเตะจากด้านข้างอย่างแรงจนล้มพับไป หลังจากล้มลงแล้วก็ยังไม่หยุด คนคนนั้นพุ่งตัวประเคนฝ่าเท้าให้ “เพื่อนนักศึกษา” อีกสิบกว่าที “ไปตายซะ ไปตายซะ ไปตายซะ!!! ”

บางครั้งมนุษย์ที่หวาดกลัวจนถึงขีดสุดก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น

ซ่งเฝ่ยตกใจเกือบตาย หวาดกลัว “เพื่อนนักศึกษากัดคน” ส่วนเพื่อนนักศึกษาที่ไม่กัดคนก็ไม่รู้จะไปทางไหนดี!

เมื่อเห็น “เพื่อนนักศึกษา” เตรียมจะลุกขึ้นมา และด้านหลังมี “เพื่อนนักศึกษา” กำลังไล่ตามมาอีก ซ่งเฝ่ยก็รีบคว้าตัวนักศึกษาตัวจริงเอาไว้ “อย่ามัวเสียเวลาสิ! ”

คนผู้นั้นมองเขาแวบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ยังไม่สงบ แต่ภาพของ “เพื่อนนักศึกษา” ด้านหลังที่เหมือนกระแสน้ำทะลักเข้ามาทำให้เขากัดฟันวิ่ง!

ซ่งเฝ่ยเร่งความเร็วอีกครั้ง!

วิ่งไปไม่ถึงสองก้าว เพื่อนนักศึกษาที่ไม่อาจระงับความโกรธอย่างรุนแรงก็เงยหน้าตะโกนขึ้นว่า “บ้าเอ๊ย อุตส่าห์นั่งทบทวนทั้งวันทั้งคืนมาสามเดือน ทำไมไม่ให้ส่งกระดาษข้อสอบก่อนวะ!!! ”

เอ่อ บางครั้งมนุษย์ที่โกรธแค้นจนถึงขีดสุดก็หลงลืมความกลัวได้เช่นกัน

 

 

[1] สำนวนจีน หมายถึง การกระจายความเสี่ยง

[2] เป็นภาพยนตร์ฟิล์มขาวดำ เรื่องราวเกี่ยวกับการติดตามชีวิตของนักเรียนระดับประถมศึกษาหลังจากการก่อตั้งประเทศจีน สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1955 ในที่นี้หมายถึง นักเรียนหรือนักศึกษา

[3] หมายถึง ซับไตเติลที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของภาพยนตร์หรือคลิปนั้นๆ แต่เป็นข้อความแสดงความคิดเห็นของผู้ทำซับไตเติล ในที่นี้เป็นการเปรียบเปรยถึงการถูกยัดเยียดสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือน่ารำคาญ

[4] คำว่า MAD ย่อมาจาก Music Anime Douga โดยคำว่า “Douga” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า วีดีโอ MAD จึงหมายถึงคลิปวิดีโอที่เหล่าแฟนๆ เรื่องนั้นทำขึ้นเพื่อความบันเทิง

[5] กระบวนท่าหนึ่งของวูซู เริ่มจากการนอนราบกับพื้น จากนั้นใช้สองขาดีดร่างขึ้นมายืนตรงได้ตามปกติ

[6] กระบวนท่าหนึ่งของวูซู เป็นการกระโดดพร้อมกับหมุนตัวไปด้านข้าง ต้องใช้พละกำลังและความแข็งแรงอย่างมาก

ใส่ความเห็น