fbpx

[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 95

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

 

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

 

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *
มีเนื้อหาเกี่ยวกับ angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน), death (การตาย),
depression (ภาวะซึมเศร้า), gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) และ suicide (การฆ่าตัวตาย)

 

———————————————————–

 

ตอนที่ 95

 

วันต่อมา กระแสลมพัดมาจากทางใต้

ในอากาศเย็นๆ นั้นพัดพาเอาความอบอุ่นมาด้วยเล็กน้อย

ค่วงเหย่หลับไม่ค่อยสนิท ใช่แล้ว หลับไม่สนิทเลย เขามักจะลืมตาตื่นทุกห้านาที บางครั้งก็กลัวว่าห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อจะเป็นเพียงภาพลวงตา ไม่มีใครมาที่สระว่ายน้ำแห่งนี้จริงๆ หรือบางครั้งก็กลัวว่าห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อจะทิ้งเขาไปเงียบๆ

แต่โชคดีที่ไม่ว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมาครั้งใด ก็จะมองเห็นเพื่อนนักศึกษานอนกระจัดกระจายอยู่รอบๆ ทุกครั้ง และเมื่อหลับตาก็จะได้ยินเสียงกรนน่าขนลุกรูปแบบต่างๆ

เขาไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้พกพาความรู้สึกวางใจมาจากไหน ไม่มีแม้แต่เวรยามช่วงกลางคืน แถมยังนอนหลับสนิทแบบนี้อีก

ทุกอย่างดำเนินต่อไปเช่นนี้จนกระทั่งเช้าตรู่

หวงมั่วกับหลินตี้เหล่ยแบ่งเนื้อแห้งให้ทุกคนโดยกำหนดปริมาณให้ได้เท่ากันมากที่สุด ค่วงเหย่เองก็รับส่วนของตนมาด้วยเช่นเดียวกัน

ตอนที่รับเนื้อแห้งมา ค่วงเหย่มีท่าทีลังเลเล็กน้อย

เมื่อวานเขาหิวมาก จึงรับของที่คนอื่นให้มากินจนอิ่ม ไม่ทันสังเกตว่าตนเองกินไปมากน้อยแค่ไหน แต่ผู้ที่เอื้อเฟื้อให้กลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำ หากคำนวณจากเนื้อแห้งสองคำในมือตอนนี้ เมื่อวานที่เขากินเข้าไปจะเท่ากับเสบียงของกี่คนกัน!

“มีอะไรเหรอ” ซ่งเฝ่ยสงสัยท่าทางที่ไม่เป็นธรรมชาติของค่วงเหย่

“เปล่า ไม่มีอะไร” ค่วงเหย่รีบก้มหน้าลง กดความร้อนผ่าวบริเวณขอบตาที่เริ่มรื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ถ้าหากเปลี่ยนเป็นตัวเขา แค่ปกป้องตัวเองก็แทบไม่รอด ยังจะช่วยเหลือเพื่อนนักศึกษาที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนโดยไม่คิดมากแบบนี้ได้ไหมนะ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

จากที่ลอบสังเกตเงียบๆ เขายอมเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “นักบุญ” ได้อย่างไม่ลังเลเลย แม้จะถูกเหน็บแนมหรือบ่นอยู่บ้าง แต่คนที่ได้รับแสงแห่งความเมตตาเช่นเขา ย่อมตระหนักรู้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกว่าคนเช่นนี้มีค่าเหลือเกิน

เขาเจอแล้ว ทั้งยังเจอตั้งสิบสี่คนในคราวเดียวด้วย

ซ่งเฝ่ย “นายคิดว่าเนื้อน้อยไปใช่ไหม ฉันจะบอกให้นะ เสบียงของเรามีไม่มาก เมื่อวานนายก็กินไปเยอะแล้ว ตอนนี้ยังกล้าเรื่องมากอีกเหรอ!”

ค่วงเหย่ “…ความเข้าใจของนายไม่ได้สอดคล้องกับระดับคุณธรรมเลยหรือไง!!!”

ค่วงเหย่ไม่ต้องพยายาม นักศึกษาซ่งก็ช่วยเขากดความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจกลับลงไปให้แล้ว เมื่อเขากัดแผ่นแป้งกับเนื้อแห้งอีกครั้ง จิตใจจึงสงบลงมาก

จากนั้นห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อก็เริ่มวางแผนเพื่อเดินทางต่อในค่ำคืนนี้

ชีเหยียน “พอฟ้ามืดก็ออกเดินทาง ทำตามแผนเดิม แบ่งระยะบุก”

หวังชิงหย่วน “แผนการนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปถึงอีกสถานที่หนึ่งได้อย่างราบรื่น ฉันแนะนำว่าให้ไปต่อได้เลย ไม่ต้องหยุดพัก”

โจวอีลวี่ “เห็นด้วย จุดประสงค์ของการแบ่งระยะเดินทางก็เพื่อลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าไม่มีความเสี่ยงเลย แผนก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพ เข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”

จ้าวเฮ่อ “แผนเดิมของพวกเราคือไปฆ่าซอมบี้ที่ลานจอดรถใต้ดิน หากุญแจ ถ้าหาไม่เจอก็อัดกันอยู่บนรถทั้งสิบสี่คน แต่ตอนนี้เพิ่มมาเป็นสิบห้าคนแล้ว แถมมีกุญแจหล่นลงมาจากฟ้าอีก ก็ควรจะมีการปรับแผนลานจอดรถหรือเปล่า”

เหอจือเวิ่น “การปรับแผนย่อมเป็นเรื่องจำเป็น แต่ตอนนี้พวกเรายังไม่รู้สถานการณ์ที่ลานจอดรถใต้ดินเลย ว่ามีซอมบี้มากน้อยแค่ไหน แล้วรถยนต์สองคันนั้นจอดอยู่ที่ไหน ฉันคิดว่าค่อยปรับตามสถานการณ์ตอนนั้นอีกทีดีกว่า”

เฝิงฉี่ไป๋ “เห็นด้วย ยังห่างจากลานจอดรถตั้งไกลนะ ไปถึงก่อนแล้วค่อยคิดก็ได้”

ซ่งเฝ่ย “ออกจากสระว่ายน้ำ ข้างหน้าคือสนามบาสเกตบอล ระยะทางใกล้แค่นี้ น่าจะไม่ค่อยอันตรายเท่าไหร่ อย่างมากก็มีแค่ซอมบี้ซ่อนตัวระหว่างทางที่เดินผ่านทะเลสาบหมิงเฟิงถัดจากสนามบาสเกตบอล รอบบริเวณนั้นเป็นป่า มองเห็นยาก”

หวงมั่ว “ฉันยังคิดเหมือนเดิม ให้สองคนแยกกันถือวิทยุสื่อสาร เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่อาจจะต้องแยกย้ายกันไป สองคนนี้จำเป็นต้องแยกกัน คนที่เหลือก็เลือกเอาว่าจะตามใครไป เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดการติดต่อ”

ซ่งเฝ่ย “จะสองคนไหนอีกล่ะ ก็เหมือนเดิมไง ฉันกับชีเหยียนเป็นคนถือ”

จ้าวเฮ่อ “ฉันสงสัยเรื่องนี้มาตลอดเลย ทำไมต้องเป็นพวกนายสองคนด้วยล่ะ อย่างเรื่องวิ่ง ฉันวิ่งช้ากว่าใครเหรอ เรื่องสมรรถภาพร่างกาย ฉันอ่อนแอกว่าใครรึไง เรื่องการต่อสู้ ฉันด้อยกว่าใครซะที่ไหน แม้แต่เรื่องส่วนสูงฉันก็สูงกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ แล้วทำไมฉันถึงไม่ได้เป็นคนถือวิทยุสื่อสารล่ะ”

ซ่งเฝ่ย “ได้ นายรับไป แล้วอีกเครื่องใครจะถือ”

จ้าวเฮ่อ “ใครอยากถือก็ถือ ชีเหยียนอยากถือก็ให้ถือต่อ ถ้าไม่อยากถือก็เอาให้อู๋โจวหรือฟู่ซีหยวนก็ได้ ฉันไม่ขัดข้อง”

ซ่งเฝ่ย “นอกจากต้องอาศัยวิทยุสื่อสารหลังจากที่แยกกันแล้ว ยังต้องอาศัยความเข้าใจกันด้วย ถ้าวิทยุสื่อสารของอีกคนเกิดปัญหาล่ะ ทั้งสองทีมจะมาเจอกันได้ยังไง นายส่งกระแสจิตถึงอู๋โจวหรือฟู่ซีหยวนได้ดีกว่ากันล่ะ”

จ้าวเฮ่อ “บ้าเอ๊ย แล้วพวกนายสองคนมีกระแสจิตส่งถึงกันหรือไง”

ซ่งเฝ่ย “พวกเราสองคนรู้ใจกันเพราะความรัก”

จ้าวเฮ่อ “…งั้นฉันขอถอนตัว”

สมาชิกคนอื่นๆ พอจะคาดเดาจุดจบของเรื่องนี้ได้ มีเพียงจ้าวเฮ่อที่อยากจะท้าทายซ่งเฝ่ยให้ได้แทบทุกครั้ง แล้วก็ถูกทำร้ายกลับมาแทบทุกครั้งเช่นกัน พวกเขาจึงไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจจ้าวเฮ่อเลยสักนิด

ขณะที่ห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อกำลังถกเถียงกันอย่างสนุกสนาน ค่วงเหย่ได้ฟังก็ถึงกับอึ้ง สับสนเล็กน้อย

ค่วงเหย่อยากมีส่วนร่วมในกลุ่ม แต่กลับพบว่าตนเองแทบไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเลยสักนิด เมื่อวานเขาหมดหวังจนอยากจะฆ่าตัวตาย แต่วันนี้กลับกลายเป็นฮีโร่ผู้แสนโดดเดี่ยว เรื่องที่เกิดขึ้นก็ออกจะเหนือจินตนาการเกินไปสักหน่อยจนเขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อดี

เคล้ง

ขณะที่ค่วงเหย่กำลังสับสนวุ่นวายใจ อาวุธคมกริบน่ากลัวรูปแบบต่างๆ พลันกระจัดกระจายอยู่ตรงหน้าเต็มไปหมด

กรรไกร คัตเตอร์ มีดปอกผลไม้…มีดหั่นผัก?

“พวกเราแบ่งอาวุธคู่กายที่ใช้อยู่ให้นายไม่ได้ นายเลือกเอาจากส่วนที่เหลือก็แล้วกัน”

หลังจบบทสนทนา ห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อก็นึกถึงนักศึกษาใหม่ จึงพากันเสียสละ “อาวุธเทพ” บางชิ้นให้จนกลายเป็นกองพะเนิน

ค่วงเหย่กลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก นิ่งไปนาน ไม่กล้ายื่นมือออกไป

หลี่จิ่งอวี้ถอนหายใจ หยิบตะหลิวของตนเองออกมาและนั่งยองๆ ตรงหน้าค่วงเหย่ เขาชี้หัวตะหลิวลงพื้น ก่อนจะพูดขึ้นอย่างชัดเจนและทรงพลังว่า “รุ่นพี่ มันไม่ยากอย่างที่คิดหรอก จุดตายของซอมบี้อยู่ที่สมอง แค่หาอะไรมาเสียบที่หัวของมันก็พอ ถ้าหากว่าไม่กล้า ก็ทำเหมือนฉันสิ ถึงจะฆ่าซอมบี้ไม่ได้ แต่ทำให้มันสลบได้ จากนั้นค่อยวิ่งหนีเอาชีวิตรอด”

“ไม่ฆ่าแล้วก็ไม่ทำให้สลบด้วยได้ไหม…” น้ำเสียงสั่นเทาของรุ่นพี่ค่วง ทำให้ทุกคนคิดว่าวินาทีต่อไปเขาจะต้องกอดขารุ่นน้องเพื่ออ้อนวอนขอความช่วยเหลือแน่ๆ

ทว่ารุ่นน้องหลี่เป็นผู้มีประสบการณ์มาก่อน

“ไม่ได้” เขาพูดอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการต่อรอง “ถ้านายไม่ฆ่าพวกมัน คนที่ต้องตายก็คือนาย”

ค่วงเหย่รู้สึกปวดแปลบ ทำไมการมีชีวิตอยู่ถึงยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้นะ

ท่าทางของรุ่นพี่ทำให้หลี่จิ่งอวี้หวนนึกถึงเหล่าสหายที่เลือกอยู่ในโรงอาหารต่อไป ภายในอกเขาพลันหนักอึ้ง ดวงตาเบิกกว้างทอประกายวับวาว “หรือว่าจริงๆ แล้วรุ่นพี่ไม่อยากไปกับพวกเรา”

“ใช่ที่ไหนกัน!” ค่วงเหย่ไม่เคยคิดแบบนั้นจึงรีบส่ายหน้าอย่างแรง แล้วปฏิเสธด้วยความจริงใจ “การพบเจอพวกนายก็เหมือนสวรรค์เปิดประตูบานที่สองให้ชีวิตของฉันแล้ว ถ้าฉันยอมแพ้ จะต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์แน่!”

“ถูกต้อง ต้องแบบนี้สิ!” หลี่จิ่งอวี้โยนตะหลิวทิ้ง บีบสองมือรุ่นพี่แน่น “ยั้งอยู่เขาเขียวมิแหนงหน่าย!”

ค่วงเหย่รู้สึกฮึกเหิม “ตระหง่านท้ากระแสลมทั้งสี่ทิศ!” [1]

เหล่า “เขาเขียว” ทำหน้าระอา

ทันใดนั้นซ่งเฝ่ยก็เดินเข้าไปใกล้ ยอบตัวนั่งลงข้างๆ หลี่จิ่งอวี้ ก่อนจะเลิกคิ้วถาม “นายมีบ้านที่นี่ไหม”

ค่วงเหย่ชะงัก “ไม่ ไม่มี”

“งั้นนายมีรถยนต์ไหม”

“ไม่มีเหมือนกัน…”

“วิ่งระยะไกลได้ไหม”

“ไม่…”

“ต่อยตีล่ะ”

“สุภาพชนใช้ปาก ไม่ใช้กำลัง”

ซ่งเฝ่ยพยักหน้าอย่างแฝงความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะลุกขึ้นและหมุนตัวกลับไป เขาโบกไม้โบกมือให้คนที่เหลือ “ฮ่าๆ ไม่มีอะไรสักอย่าง พวกเราจะพาเขาไปด้วยจริงเหรอ”

ค่วงเหย่ตกใจ รีบเอื้อมมือออกไปคว้ากรรไกรและทำท่าตัดอากาศสองที “ฉันว่ายน้ำเป็น แถมยังตัดขากางเกงของตัวเองได้ด้วย!”

สหายทั้งหมด “…”

“ไม่ๆๆ ฉันหมายความว่าฉันถนัดใช้กรรไกรมากที่สุด จะซอมบี้หรือสัตว์ประหลาดก็ช่างเถอะ มาหนึ่งก็ตัดหนึ่ง มาสองก็ตัดสองไปเลย!”

ซ่งเฝ่ยหันกลับมา ยกยิ้มอย่างมีชัย “ยินดีต้อนรับสู่ห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อห้องสอง มิสเตอร์ค่วง มือกรรไกร [2]

ค่วงเหย่มึนงง จิตวิญญาณกับกรรไกรแขวนค้างอยู่กลางอากาศ

หลี่จิ่งอวี้หัวเราะอย่างพึงพอใจ ยกมือขึ้นตบไหล่รุ่นพี่เบาๆ “เมื่อกี้เขาแกล้งนายน่ะ ใครใช้ให้นายเอาแต่ทำหน้าหงอยแบบนั้นล่ะ”

ค่วงเหย่หันมองซ่งเฝ่ยด้วยความตกใจ “จริงเหรอ”

ซ่งเฝ่ยเชิดคางขึ้น ทำแววตาเจ้าเล่ห์ “จุ๊บๆ”

…ถ้าเขานึกเสียใจตอนนี้ มันจะสายไปไหมนะ!

หลังจากศึกษารายละเอียดของแผนการรบเสร็จเรียบร้อย ก็เหลือเพียงรอให้ถึงเวลาพลบค่ำเท่านั้น

เนื่องจากอยู่เบื่อๆ พวกเขาจึงเล่าเหตุการณ์การระบาดของไวรัสซอมบี้ให้เพื่อนใหม่ฟัง

ค่วงเหย่เองก็อยากฟังเรื่องราวทั้งหมดเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะดีหรือร้าย สำหรับผู้ที่ถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยวมาแรมเดือนอย่างเขาแล้ว นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าเขายังคงเชื่อมโยงกับโลกใบนี้อยู่

เมื่อเล่าถึงตอนที่เพื่อนนักศึกษาในโรงอาหารไม่ยอมออกเดินทางมาด้วยกัน ทุกคนพลันนิ่งเงียบ กลัวว่าเพื่อนใหม่ผู้ขี้กลัวจะหวั่นไหวอีกครั้ง

แต่หลังจากพวกเขาสังเกตเห็นแววตาแน่วแน่ของค่วงเหย่ ก็รู้ว่าเพื่อนใหม่จะไม่สับสนเช่นนั้นแน่นอน

ค่วงเหย่สังเกตเห็นร่องรอยความกังวลของพวกเขา จึงยิ้มเศร้าแล้วอธิบายว่า “ฉันไม่เหมือนพวกเขาหรอก พวกเขามีทางรอด แต่ฉันไม่มี ตามพวกนายไปอาจจะรอดหรืออาจจะตายก็ได้ แต่ถ้าอยู่ที่นี่ต่อก็ต้องตายสถานเดียว”

สมาชิกทั้งหมดเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย ใช่แล้ว คนเหล่านั้นมีทางให้เลือกมากกว่าสองทาง แต่ค่วงเหย่ไม่มี

ทว่าค่วงเหย่จำใจต้องเข้าร่วมกับห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อเพราะเหตุผลที่ว่าไม่มีทางเลือกอื่น หรือว่า…

“แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือเสน่ห์ที่เปล่งประกายของพวกนาย ทำให้ฉันรู้สึกฮึกเหิมอยากลุยต่อไป!”

สมาชิกทั้งหมด “โอ๊ย พวกเราไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้นหรอก…”

หลี่จิ่งอวี้ทอดสายตามองออกไปไกลอย่างเงียบๆ เพียงลำพัง ขิงแก่ย่อมเผ็ดร้อนกว่าอยู่ดี [3] สินะ

ตกกลางคืน กระแสลมจากทางใต้พัดขึ้นไปทางเหนือ

ชุดของซ่งเฝ่ยเพิ่งแห้งเพียงครึ่งเดียว เขาไม่เอาไปผึ่งลมแล้ว เพียงม้วนใส่เข้าไปในถุงพลาสติก แล้วห่อด้วยถุงพลาสติกอีกชั้น หลังจากตรวจสอบว่าไม่มีน้ำรั่วไหลออกมา ค่อยใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าเดินทาง

ส่วนรองเท้าแทบไม่ต้องพูดถึง ข้างหนึ่งอยู่ข้างนอกอาคารสระว่ายน้ำ อีกข้างหนึ่งเปียกโชกอยู่ในอาคาร คงไม่มีวันได้กลับมาพบกันอีกครั้ง จึงทำได้เพียงเลือกรองเท้าคู่ใหม่จากในล็อกเกอร์ของผู้ชาย ไม่เพียงแต่ซ่งเฝ่ยเท่านั้น เหอจือเวิ่นเองก็ขอเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ด้วยเช่นกัน ช่วยไม่ได้ ก็เขาไม่สบายใจที่ต้องสวมรองเท้าของซอมบี้นี่นา

หลังจากเตรียมตัวเสร็จแล้ว ทั้งสิบห้าชีวิตก็เดินฝ่าความมืด เริ่มต้นการเดินทางอีกครั้ง

นี่เป็นครั้งแรกที่ค่วงเหย่ออกสู่โลกภายนอกหลังจากวันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ร่างกายเขาสั่นเทาทุกย่างก้าว กระทั่งเดินผ่านสนามบาสเกตบอลถึงค่อยยังชั่วขึ้น

เครื่องบินโดรนยังคงทำงานเคลียร์ทางเหมือนเดิม พวกซอมบี้มองไม่เห็นมนุษย์ เห็นแค่เครื่องบินโดรนเท่านั้น ความอยากรู้อยากเห็นราวเด็กน้อยจึงผุดขึ้นมาอีกครั้ง ต่างพากันเดินตามโดรนไปอย่างเชื่อฟัง

พวกเขาเดินตามไปโดยเว้นระยะห่างไว้ค่อนข้างไกล หลังจากนั้นไม่นาน ก็เดินผ่านสนามบาสเกตบอลได้อย่างปลอดภัย

ทุกอย่างเป็นไปตามที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ในช่วงกลางวัน

ทะเลสาบหมิงเฟิงปรากฏขึ้นในกรอบสายตา

นี่คือทะเลสาบที่ทางมหาวิทยาลัยขุดเอาไว้ มีขนาดกว้างใหญ่ ล้อมรอบด้วยป่าทั้งสามด้าน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะมีเสียงนกขับขาน ดอกไม้บานสะพรั่ง เรียกว่าเป็นสถานที่สุดเจ๋งสำหรับการออกเดตเลยทีเดียว แต่ในเวลานี้ท่ามกลางกระแสลมหนาวใต้แสงจันทร์ พื้นผิวของทะเลสาบกลับทอแสงเย็นเยียบ

ป่าไม้บริเวณนี้มีทั้งต้นสนและต้นไม้ใบกว้างขึ้นปะปนกัน เมื่อมองจากระยะไกล จะมองเห็นภาพสีเขียวเข้มที่ไม่หนาทึบจนเกินไป แต่ท่ามกลางความมืดเช่นนี้ ทุกอย่างกลับดูเลือนรางไม่ชัดเจน

กระทั่งเมื่อเขยิบเข้าไปใกล้ จึงมองเห็นแสงเงาของกิ่งไม้แห้งและใบสนสีเข้มที่พาดผ่านกันแจ่มชัด

คนกลุ่มหนึ่งเดินเลียบริมทะเลสาบ เยื้องไปทางแนวป่า ก้าวไปข้างหน้าอย่างระแวดระวัง

ฟ้าดินเงียบงันไร้เสียง มีเพียงเสียงใบพัดหึ่งๆ ของโดรน และเสียงฝีเท้ายุ่งเหยิงของซอมบี้ที่กำลังไล่ตามไป

สายลมพัดผ่านผิวน้ำ นำพากลิ่นอายความชุ่มชื้นมาให้

ซ่งเฝ่ยเผลอจับแขนชีเหยียนโดยไม่รู้ตัว

ปลายเท้าของอีกฝ่ายหยุดชะงัก กดเสียงต่ำ ใช้เพียงลมหายใจถามว่า “มีอะไร”

ซ่งเฝ่ยตอบไปตามตรง “เหมือนฉันจะเห็นเงาในน้ำ…”

ทันใดนั้นค่วงเหย่ก็คว้าหมับที่แขนซ่งเฝ่ย ท่าทางน่าสงสารราวกับพบเจอเพื่อนร่วมชะตากรรม “ฉันเองก็มีเงานะ…”

ซ่งเฝ่ยอยากจะผลักเขาออก “นายยังกล้าพูดอีกเหรอว่าตัวเองมีเงา!”

“ฉันเองก็ไม่ค่อยชอบที่นี่สักเท่าไหร่” เฉียวซือฉีเอ่ยเสียงเรียบ “ลมหนาวแรงมาก”

“นั่นเพราะนายไม่มีแฟน ถ้ามีแฟนเมื่อไหร่นายก็จะชอบที่นี่เอง” โจวอีลวี่เยาะเย้ย

เฉียวซือฉีค้อนตาใส่เขา “นายคิดว่าใครๆ ก็ไม่เคยมีแฟนเหมือนนายงั้นเหรอ”

โจวอีลวี่ “…”

หลี่จิ่งอวี้ “…”

หวังชิงหย่วน “…”

หลัวเกิง “…”

จ้าวเฮ่อ “ไม่เคยมีแฟนกันเพียบเลยเหรอเนี่ย”

ค่วงเหย่ “ห้องข้างๆ นี่ไร้เดียงสาชะมัด”

เฝิงฉี่ไป๋ “ใช่”

ทั้งห้องที่ไม่เคยมีแฟนพูดขึ้นพร้อมกัน “ยังไม่ได้พูดพวกนายก็รู้แล้วเหรอว่ามีใครบ้าง!”

“ฉันยังพูดไม่จบเลย เกือบจะชวนออกนอกเรื่องซะแล้ว” เฉียวซือฉีดึงความคิดของสหายร่วมรบกลับมา “ฉันเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง แต่เจอเรื่องน่ากลัวซะก่อน ก็เลยไม่กล้ากลับมาอีก วันนี้เลยถือเป็นครั้งที่สอง”

อู๋โจว “เจอดีอะไรเข้าล่ะ”

เฉียวซือฉี “เรื่องอะไรน่ะเหรอ ฉันเจอผู้ชายคนหนึ่งหันหน้าเข้าต้นไม้ ท่องบทความภาษาอังกฤษเสียงดังมาก ตาจ้องเขม็งอยู่ที่เดียว ฉันลองเรียกดูก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ อย่างกับกำลังตกอยู่ในภวังค์ แล้วพอท่องสะดุดที่ประโยคหนึ่ง จู่ๆ ก็เอาหัวโขกต้นไม้! บ้าเอ๊ย ทำฉันตกใจแทบแย่…”

ทุกคน “…”

เฉียวซือฉี “หลังจากนั้นฉันก็ไม่…”

ตึง!

เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันขัดจังหวะเฉียวซือฉี

ทุกคนตกใจ ก่อนจะรีบไล่ตามเสียงไปทันที

สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ เครื่องบินที่ทำหน้าที่อย่างดีถูกซอมบี้ทำลายซะแล้ว!

ยิ่งไปกว่านั้น พวกซอมบี้กำลังรวมตัวล้อมกันเป็นวงกลม มีซอมบี้เพียงไม่กี่ตนที่อยู่นอกวง เนื่องจากไม่สามารถเบียดเข้าไปได้ พวกมันจึงเงยหน้าขึ้นพลางส่งเสียงครางด้วยความร้อนใจ และเมื่อเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นพวกเขาโดยบังเอิญ!

ดังนั้นจากเสียงครางเบาๆ จึงกลายเป็นเสียงคำรามเรียกสหายมาแทน!

“เหอจือเวิ่น!”

“เผลอบินต่ำเกินไป ใครใช้ให้พวกนายไม่รีบหนีเอาชีวิตรอดล่ะ ดันมาเปิดวงเล่านิทานกันอยู่ได้!!!”

เครื่องบินกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจอีกต่อไป ซอมบี้พุ่งตัวเข้ามาภายในชั่วพริบตา ทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

“ปีนขึ้นต้นไม้!”

สิ้นเสียงคำสั่งของชีเหยียน สมาชิกทั้งสิบสี่คนก็รีบปีนขึ้นต้นไม้ที่อยู่ใกล้ในทันที!

มีเพียงเหอจือเวิ่นคนเดียวที่ยังไม่ชำนาญทักษะการปีนป่าย แต่เขาก็มีคู่หูและวิธีการของตัวเอง นั่นคือการติดตามอู๋โจว! คนแรกปีนขึ้นต้นไม้ด้วยความรวดเร็ว จากนั้นก็หย่อนเชือกลงมาทันที รอจนกระทั่งนักศึกษาเหอคว้าเชือกเอาไว้แน่น ฝ่าเท้าเหยียบลำต้นแล้ว ก็ค่อยๆ ใช้มือดึงเชือกขึ้นไป พริบตาเดียวก็ลอยขึ้นที่สูงได้ ร่วมมือกันได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค!

การปีนต้นไม้แทบจะเป็นกิจวัตรประจำของพวกเขา ดังนั้นจึงแล้วเสร็จภายในพริบตา

แต่พวกเขาลืมไปว่ายังมีคนที่สิบห้าเพิ่มมาอีก

นักศึกษาใหม่ยืนทำหน้างงอยู่ที่จุดเดิม

ทุกคนบอกเขาแค่ว่า หากต้องเผชิญหน้ากับซอมบี้ก็ต้องมีรถยนต์ มีบ้าน วิ่งได้นาน และต่อสู้เป็น แต่ไม่มีใครบอกเขาว่าจะต้องปีนต้นไม้ได้ด้วยนี่ อ๊าก-ก-ก

ซอมบี้อยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ อย่าว่าแต่เขาปีนต้นไม้ไม่เป็นเลย ต่อให้ปีนเป็นก็สายไปแล้ว!

“ค่วงเหย่…”

หัวใจของทุกคนแทบจะกลายเป็นทิชชูขาด!

ตู้ม-ม-ม

ซ่า ซ่า ซ่า ซ่า…

เขาว่ายไปตามทางน้ำ

ภายในค่ำคืนอันมืดมิด เกลียวคลื่นม้วนทะยาน เงือกหนุ่มแหวกว่ายไปไกลเกินสิบเมตรภายในชั่วพริบตา ความเร็วของเขาราวกับติดเครื่องยนต์เอาไว้ที่น่องก็ไม่ปาน

ซอมบี้ไล่ตามมาถึงริมฝั่ง มีเพียงตนเดียวที่กระโดดลงน้ำ แต่มันไม่ได้ว่ายน้ำ เพียงเดินไปข้างหน้า และเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องย้อนกลับมาอีกครั้ง

ดูเหมือนว่าพวกมันจะกลัวน้ำโดยสัญชาตญาณ จึงหันเหความสนใจมาทุบทำลายปีนป่ายต้นไม้แทน

ทุกคนเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน จึงรับมือได้อย่างง่ายดาย

แต่แล้วก็มีเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้นมาจากกลางทะเลสาบ!

หัวใจของทุกคนกระตุกวาบ ก่อนจะตะโกนออกไปพร้อมกัน “เกิดอะไรขึ้น!”

เนื่องจากค่วงเหย่อยู่ไกลเกินไป จึงเห็นเพียงศีรษะเล็กๆ เลือนรางในทะเลสาบเท่านั้น

หลังจากรออย่างทรมานอยู่เนิ่นนาน เสียงของค่วงเหย่ก็ลอยมาตามสายลม

“กรรไกรที่เอวมันทิ่มฉัน!”

 

[1] จากบทประพันธ์ประกอบภาพวาดชื่อ ไผ่หิน ของ เจิ้งเซี่ย จิตรกรสมัยราชวงศ์ชิง

[2] อ้างอิงจากภาพยนตร์แนวแฟนตาซีเรื่อง เอ็ดเวิร์ด มือกรรไกร เป็นมนุษย์ที่ถูกนักวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นมาโดยมีร่างกายจิตใจเป็นมนุษย์ทั่วไป แต่มีสองมือเป็นกรรไกร

[3] หมายถึง ผู้ใหญ่ที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดีกว่า เนื่องจากสั่งสมประสบการณ์มานาน

ใส่ความเห็น