fbpx

[ทดลองอ่าน] ทิงทิงไม่ใช่คนน่ารักจริงๆ นะ ตอนที่ 1

ทิงทิงไม่ใช่คนน่ารักจริงๆ นะ

น่งชิงเฟิง เขียน
นิศารัตน์ แปล

 

โปรย

เฉินทิง หรือ ทิงทิง หนุ่มมหาวิทยาลัยที่บรรดาสาวๆ ต่างเอ็นดู ชีวิตเขามีแต่คนมองว่าน่ารัก
ใครเลยจะรู้ว่าเขาก็เป็นคนคูลๆ ได้เหมือนกันนะ
แต่ทำไมเปลี่ยนภาพลักษณ์เป็นคนเท่ๆ คูลๆ แล้ว
แทนที่จะต้องตาโดนใจสาวๆ ดาวมหาวิทยาลัย กลับไปถูกใจหนุ่มฮ็อตแทนซะได้

เผยอี่เหยา ทั้งเรียนเก่ง หล่อ ล่ำ สูง รวย เท่และเย็นชา
ครบสูตรหนุ่มที่สาวๆ ทั้งมหาวิทยาลัยใฝ่ฝัน
หนุ่มฮ็อตรุ่นน้องคนนี้จะมาชอบทิงทิงจริงๆ เหรอ!

มาพบกับเรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มน้อยน่ารักกับหนุ่มฮ็อต
และตอนพิเศษอีก 3 ตอนกันเลย

 

นิยายเล่มเดียวจบ

 

———————————————————–

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

1

 

ยามพลบค่ำในฤดูใบไม้ร่วง ภาพของต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มและดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้างดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีน

เนื่องจากเป็นเวลาหลังเลิกเรียน เหล่านักเรียนจึงกรูกันออกมาทำลายความเงียบสงบของมหาวิทยาลัย N สนามบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัยอยู่ติดกับถนนสายหลักที่มีร่มไม้เรียงรายถูกจับจองจนเต็มอย่างรวดเร็ว และไม่ว่ากลิ่นอาหารจากโรงอาหารจะหอมหวนชวนหิวแค่ไหน แต่กลับไม่มีใครสนใจ

ทว่า นอกเหนือจากเสียงดังเจี๊ยวจ๊าววุ่นวายเหล่านี้ ยังมีเสียงเปียโนอันแสนอบอุ่นไพเราะบรรเลงคลอไปอย่างเนิบช้าและแผ่วเบา ราวกับจะยืนหยัดคู่มหาวิทยาลัยเก่าแก่กว่าร้อยปีแห่งนี้ไปตลอดกาล

บนถนนสายเล็กๆ ที่ไกลออกมาจากสนามบาสเกตบอล เสียงดังอื้ออึงค่อยๆ เบาลงเหลือเพียงเสียงเปียโน ชายหนุ่มหน้าตาดีรูปร่างสูงโปร่งยืนอยู่หลังต้นอู๋ถง[1]ต้นใหญ่ เขากำลังมองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน “ซูลั่ว ฉันชอบเธอ”

นี่อย่างกับฉากเปิดอันสวยงามของละครรักวัยรุ่น จนทำให้ชายหนุ่มหน้าตาน่าเอ็นดูอีกคนที่นั่งอ่านหนังสือรอใครบางคนอยู่หลังต้นไม้อดยิ้มไม่ได้

เขานั่งอยู่ตรงนี้โดยบังเอิญจริงๆ ซึ่งระหว่างต้นอู๋ถงและม้านั่งที่เขานั่งอยู่ ยังมีพุ่มไม้สูงแถวหนึ่งกั้นไว้ ทั้งสองหันหลังให้กันอยู่คนละฟาก จึงต่างมองไม่เห็นกัน ทว่าหลังจากได้ยินเสียงเขาก็จำทั้งคู่ได้ทันทีว่าคนหนึ่งคือโจวเฉิง ผู้ชายที่หล่อที่สุดในมหาวิทยาลัย ส่วนอีกคนคือซูลั่ว ผู้หญิงที่สวยที่สุดเช่นกัน

หล่อสวยสมกัน มันช่างเจริญตาเจริญใจซะจริง

แต่ซูลั่วกลับไม่รับรักอย่างที่คิด เธอปฏิเสธเขาตรงๆ

โจวเฉิงถึงกับงงงวย “ทำไมล่ะ หรือว่าเธอมีคนที่ชอบแล้ว”

ซูลั่วส่ายหน้า แต่แล้วก็หยุดลง เธอดูลังเลเล็กน้อย

โจวเฉิงเข้าใจว่าเธอยอมรับตามนั้น จึงค่อยๆ กำมือทั้งสองข้างแน่น แล้วถามต่ออย่างไม่พอใจนัก “ใคร”

“ฉันบอกนายไม่ได้”

จากฉากเปิดละครรักสดใสในวัยเรียน ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นฉากจบที่ไม่สมหวัง ชายหนุ่มหลังต้นไม้อีกฝั่งรู้สึกเศร้าใจหน่อยๆ เขาจึงหยิบกระบอกน้ำร้อนและหนังสือ เตรียมจากไปแบบเงียบๆ อันที่จริงเรื่องซุบซิบมันก็น่าตื่นเต้นอยู่หรอก แต่มาแอบฟังอยู่อย่างนี้ไม่ดีเลย ต่อให้โดนมัดมือชกให้ฟังก็เถอะ

ทว่าวินาทีถัดมา เขากลับได้ยินสิ่งที่ไม่คาดคิด มันทำให้เขาถูกตรึงอยู่กับที่

“ฉันชอบเฉินทิงที่อยู่ภาคภาษาอังกฤษ”

“ตุบ!” หนังสือในมือชายหนุ่มตกลงบนพื้น จังหวะนี้เองที่ทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้

“ใครน่ะ!” โจวเฉิงแหวกพุ่มไม้เพื่อมองมาทันที ทั้งคู่สบตากัน สายตาที่จ้องเขม็งนั้นดูโกรธมาก ส่วนแววตาของซูลั่วก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากความประหลาดใจธรรมดาๆ ไปเป็นตกใจและกระอักกระอ่วนอย่างมาก

ไม่กี่วินาทีถัดมา โจวเฉิงก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด

“นายเป็นใคร ทำไมมาอยู่ตรงนี้” ซูลั่วอยากห้ามไม่ให้โจวเฉิงถาม แต่ก็ห้ามไม่ทันแล้ว

“ฉันชื่อ…เฉินทิง” ชายหนุ่มตอบกลับไป

เมื่อสิ้นเสียง ลมฤดูใบไม้ร่วงก็พัดแรงขึ้น จู่ๆ เสียงเปียโนอันผ่อนคลายก็เปลี่ยนเป็นเพลงซิมโฟนีออฟเดสทินี[2]ที่ดังกึกก้องเร้าใจ

เฉินทิง ชายหนุ่มปีสองภาควิชาภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัย N โสดสนิทระดับเหรียญทองยี่สิบปีซ้อนตั้งแต่เกิดมา เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ทำให้สมองของเขามีความคิดผุดขึ้นมาเพียงหนึ่งเดียวคือ ‘ทิงทิงซวยแล้ว’

เห็นชัดว่าซูลั่วไม่รู้จักเฉินทิง เธอแค่เคยได้ยินชื่อและยกเขามาเป็นข้ออ้างเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้เฉินทิงสบายใจคือโจวเฉิงไม่ใช่คนโง่ แค่เห็นปฏิกิริยาของเขาและซูลั่วก็พอจะรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร

สรุปแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับเฉินทิงเลยแม้แต่น้อย

เฉินทิงคิดว่าขอแค่เขาไม่พูดก็จะไม่มีใครรู้ เพราะทั้งโจวเฉิงและซูลั่วเองคงไม่อยากให้เรื่องขายหน้านี้แพร่งพรายออกไปเหมือนกัน แต่วันถัดมาข่าวดาวมหาวิทยาลัยปฏิเสธโจวเฉิงเพราะไปชอบเฉินทิงกลับแพร่สะพัดไปทั่ว

 

*******

 

วันนี้เป็นวันเสาร์พอดี เฉินทิงจึงอยู่หอไม่ได้ออกไปไหน แต่ยังไม่ทันพ้นเที่ยง รูมเมตของเขาที่ชื่อว่าหยางซู่หลินก็ถือโน้ตบุ๊กกลับเข้ามาอย่างรีบร้อน “ทิงทิง! ทิงทิง!”

เฉินทิงที่กำลังเล่นเกมอยู่สะดุ้งตกใจจนมือสั่น ทำให้บาเย็ค[3]ตัวละครในเกมของเขาตกจากหอคอยสูงลงสู่พื้น เลือดสาดตายคาที่ เขาหันกลับไปมองหยางซู่หลินที่เหงื่อแตกเต็มหน้า “แย่แล้ว ทิงทิง

“โอ๊ย นายเลิกสนใจเกมก่อนเถอะ เขารู้เรื่องที่ซูลั่วสารภาพรักกับนายกันทั่วแล้วนะ นายไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ หรือว่ายังไม่รู้เรื่องเนี่ย”

“สารภาพรักกับฉัน?”

“ก็ใช่น่ะสิ!”

เมื่อหยางซู่หลินเห็นเฉินทิงไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เขาจึงเปิดโน้ตบุ๊ก แล้วล็อกอินเข้าเว็บเพจของมหาวิทยาลัยให้อีกฝ่ายดู เฉินทิงโน้มตัวเข้าไปดูใกล้ๆ เก้าในสิบของกระทู้ที่ได้รับความนิยมมีคำว่า “เฉินทิง” อยู่ในนั้น

กระทู้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและมีข้อความค่อนข้างรุนแรงคือ [บ้าไปแล้ว! ใครจะไปคิดว่าดาวมหาวิทยาลัยจะปฏิเสธรักจากโจวเฉิงสุดหล่อคณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการได้!!! ช็อกตาตั้งกันไปเลยจ้า!!!]

พอคลิกเข้าไปดู ก็จะพบกับความสับสนวุ่นวายครั้งใหญ่แห่งปีของนักศึกษาแต่ละภาค

อู๋อวี่ไม่เป็นสองรองใคร[4] : [แม่เทพธิดานี่ตาบอดเหรอ! ทำไมไม่เป็นฉันนะ!]

ดินแดนอาเหลียน[5] : [เฉินทิงคือใครอะ]

อาๆๆๆๆ : [สมบัติของภาคภาษาอังกฤษไงล่ะ]

เขยใหญ่ลูกข้า : [ถึงเฉินทิงจะน่ารักมาก แต่ถ้าเทียบกับโจวเฉิงแล้วก็ยังห่างไกลนะ แล้วเขากับซูลั่วก็ไม่เหมาะกันเลย…]

ปีศาจหัวผลไม้ : [โจวเฉิงช่างกล้าคิดอะไรกับเทพธิดาของพวกเรา ไอ้หน้าจืด!]

สวรรค์แห่งสายน้ำ : [เฉินทิงนั่นแหละที่เป็นไอ้หน้าจืด!!!]

ทะเลสาบบูรพาอันไซ[6] : [โจวเฉิงเฉยๆ อะ ฉันว่าเผยอี่เหยาคือที่สุด]

ไอออนซูโครสอินเจ็กชั่น[7] : [เฉินทิงคู่กับนางฟ้า…ไม่ไหวมั้ง]

ปลาดาบเงินสามเหลี่ยม[8] : [ยังไงเฉินทิงก็เทียบโจวเฉิงไม่ติดหรอก ถ้าซูลั่วไม่อยากได้โจวเฉิง ก็ยกให้ฉันซะสิ]

ไดคลอร์วอส[9] : [โธ่เว้ย ขอถามหน่อยว่าทิงทิงของพวกเราไม่ดีตรงไหน!]

เว็บxx18+ : [ใช่! นี่จะทนไม่ไหวแล้วนะ ยายซูลั่วนี่เป็นใคร หลักฐานอะไรก็ไม่มี ที่พวกเธอพูดกันน่ะเฟกนิวส์ทั้งนั้น!]

เจ้าคนซื่อบื้อ : [เฉินทิง? ฉันไม่เชื่อหรอก! จะเป็นเฉินทิงภาคภาษาอังกฤษคนนั้นได้ยังไง! เขากับซูลั่วไม่เข้ากันเลยสักนิด! แค่เธอใส่ส้นสูงก็สูงกว่าเขาแล้ว!]

เฉินทิงอ่านแล้วเงียบไปชั่วขณะ หยางซู่หลินอดไม่ได้จึงซักไซ้ต่อ “เรื่องจริงมันเป็นยังไง ซูลั่วมาสารภาพรักกับนายจริงๆ เหรอ”

“เปล่า” เฉินทิงเล่าเหตุการณ์เมื่อวานให้เขาฟังคร่าวๆ แค่ไม่กี่ประโยค ที่จริงเขาไม่อยากเล่าเรื่องส่วนตัวของคนอื่นให้ใครฟัง แต่ตอนนี้เรื่องมันครึกโครมมากแล้ว คงไม่จำเป็นต้องปิดบังอีก

หยางซู่หลินโมโหมาก “ถ้ารู้ว่าใครเป็นคนปล่อยเรื่องนี้นะ พ่อจะไประเบิดสมองหมาๆ ของมันเอง”

เฉินทิงทำท่าแบมือยักไหล่ “บางทีอาจมีบุคคลที่สี่ได้ยินเรื่องนี้ก็ได้ หรือไม่ซูลั่วกับโจวเฉิงอาจจะหลุดปากพูดออกมาเอง แต่ช่างมันเถอะ”

“จะช่างมันได้ยังไง นายนี่ช่างมันตลอดเลย คนบวชเป็นพระยังไม่ใจเย็นเท่านายเลยนะ”

“ตอนนี้ไม่ว่าฉันจะพูดอะไรก็แย่ทั้งนั้นแหละ”

หยางซู่หลินลองคิดทบทวน ก็จริงอย่างเฉินทิงว่า ไม่ว่าตอนนี้เฉินทิงจะพูดอะไรก็เหมือนเป็นการสุมไฟด้วยน้ำมัน โจวเฉิงที่ผิดหวังยังได้รับความเห็นใจบ้าง แต่กับเฉินทิงนั้นไม่เหมือนกัน

เฉินทิงพูดต่อ “จริงๆ มันก็มีวิธีแก้อยู่นะ รับรองว่าถ้าฉันบอกไปจะไม่มีใครสงสัยความสัมพันธ์ของฉันกับซูลั่วอีกเลย”

หยางซู่หลินขยับเข้าไปใกล้ๆ ด้วยความตื่นเต้น “ยังไงเหรอ”

“เปิดตัวว่าเป็นเกย์”

“…”

“ล้อเล่นน่า”

“เฉินทิง! นายนี่มันจริงๆ เลยนะ!”

หยางซู่หลินทั้งรักทั้งเกลียดมุกตลกประหลาดๆ ของเฉินทิงเสียเหลือเกิน ไม่กี่วินาทีต่อมาเฉินทิงก็เลื่อนโน้ตบุ๊กของหยางซู่หลินออก แล้วเข้าประจำตำแหน่งของตัวเอง เริ่มบังคับตัวละครในเกมให้กระโดดข้ามหอคอยต่อไป

จริงๆ แล้วเฉินทิงกังวลใจมาก

เรื่องที่ว่าใครปล่อยข่าวซุบซิบเรื่องนี้ออกไปยังไม่ทำให้เขากระวนกระวายใจจนแทบบ้าเท่าปฏิกิริยาของเหล่านักศึกษา ราวกับมีไต้ฝุ่นระดับสิบโหมกระหน่ำพัดผ่านทุ่งกว้าง จนต้นหญ้าเล็กๆ บนทุ่งนั้นไม่อาจเติบโต ทั้งยังสร้างความเสียหายครั้งใหญ่อีกด้วย

ชีวิตคนเรา เมื่อโตขึ้นก็ต้องยอมรับว่าบางเรื่องราวก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ทำได้เพียงจำต้องยอมรับชะตากรรม

อย่างเรื่องที่บอกว่าผู้ชายจะสูงขึ้นอีกแม้จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ไม่เห็นจริง ตอนอยู่ปีหนึ่งเฉินทิงสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามเซนติเมตร ตอนนี้เขาก็ยังสูงเท่าเดิม

ส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามเซนติเมตรก็เหมือนภาพลวงตา เพราะเฉินทิงหน้าเด็กและเป็นคนมีแก้ม ทั้งยังมีผมสีน้ำตาลทองหยิกเป็นลอนธรรมชาติ ทำให้เวลามองด้วยสายตา คนจะคิดว่าเขาตัวเล็กกว่าความเป็นจริงอย่างน้อยสามเซนติเมตร ยิ่งเวลาเขายืนกับผู้หญิง ผู้หญิงมักจะดูสูงกว่าเสมอ เฉินทิงจึงเหมือนตัวเล็กลงไปอีกสองเซนติเมตร

ดังนั้นต่อให้เฉินทิงจะหน้าตาดีกว่าผู้ชายทุกคนในภาควิชาภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นหนุ่มฮ็อตประจำภาค เพราะสาวๆ ต่างยกให้เขาเป็นสมบัติที่น่าทะนุถนอมของภาคแทน ชื่อเล่นของเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ มีทั้ง “ลูกพี่…” “ไอ้…” แต่คนอื่นกลับเรียกเขาว่า “ทิงทิง”

ลวงตาน่ะ นั่นเป็นภาพลวงตาทั้งนั้น

ชีวิตเขามันช่างจอมปลอม

ถ้าทำใจยอมรับไม่ได้ เฉินทิงก็มีแต่ต้องระเบิดตัวเองตายไปซะเท่านั้น

“เฮ้อ…” เฉินทิงถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อคลายความกังวล ท่ามกลางดอกไม้บานในฤดูใบไม้ผลิ เขาบังคับตัวละครในเกมให้เปลี่ยนทิศหันหน้าออกสู่ทะเล แล้วพุ่งกระโดดลงน้ำเสียงดัง “ตูม” จบเกมอย่างสมบูรณ์แบบ

หยางซู่หลินมองเขาจากด้านหลัง บางครั้งก็รู้สึกว่าจิตใจของรูมเมตคนนี้ช่างยากแท้หยั่งถึงเสียจริง

ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้อง

อาคารหมายเลขสี่ที่เฉินทิงอาศัยอยู่เป็นหอพักรวมของนักศึกษาภาควิชาต่างๆ เขากับหยางซู่หลินเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน แต่ภาควิชาภาษาอังกฤษมีผู้ชายน้อยมาก และในห้องก็มีกันอยู่แค่สามคน พวกเขาจึงต้องอยู่หอร่วมกับคนจากห้องเรียนอื่นหรือไม่ก็จากภาควิชาอื่น

เพื่อนผู้ชายห้องเดียวกันอีกคนไปอยู่กับเพื่อนห้องเรียนอื่นแล้ว เฉินทิงกับหยางซู่หลินจึงต้องอยู่กับเพื่อนจากภาควิชาฟิสิกส์ หยางซู่หลินมักจะพูดขำๆ ว่า “ห้องนี้เป็นการรวมตัวกันระหว่างศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงไร้เทียมทานในมหาวิทยาลัย N”

เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยแว่วมา เฉินทิงเดาว่ารูมเมตอีกสองคนต้องกลับมาแล้วแน่ๆ เขารีบปิดโน้ตบุ๊ก ก่อนจะหยิบเสื้อแจ็กเก็ต แล้วตบบ่าหยางซู่หลิน “เมื่อวานฉันบอกแล้วว่าวันนี้ตอนเย็นมีธุระ อาจจะกลับดึกหน่อย ยังไงถ้ามีคนถามเรื่องฉันกับซูลั่ว นายช่วยบอกปัดให้หน่อยแล้วกันนะ!”

พูดจบเฉินทิงก็หายไปกับสายลม อย่ามองแค่ว่าเขาขาสั้นเชียว เพราะจริงๆ แล้วเขาวิ่งเร็วมาก

หยางซู่หลิน “…เดี๋ยว! นายลืมกระเป๋าสตางค์!”

เฉินทิง “ไม่เป็นไร ฉันมีแจ็กหม่า[10]!”

“แล้วพวกเหรียญล่ะ ถ้านั่งรถไฟใต้ดินจะซื้อตั๋วยังไง!”

หยางซู่หลินตะโกนเรียกพลางวิ่งตามออกไปด้วย แต่ไม่ทันไรเฉินทิงก็วิ่งลงไปถึงชั้นล่างแล้ว เขาจึงออกแรงโยน  กระเป๋าสตางค์ให้ลอยโค้งไปหาเฉินทิงอย่างสวยงาม

เฉินทิงส่งแรงวิ่ง แล้วกระโดดขึ้นคว้ากระเป๋าสตางค์ได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่เท้าทั้งสองข้างจะแตะพื้นได้อย่างสบายๆ เขาเงยหน้าขึ้นไปพร้อมกับโบกกระเป๋าสตางค์ในมือ “ขอบใจนะ!”

หยางซู่หลินมองหน้าตาน่าเอ็นดูที่แดงก่ำจากการวิ่งเร็วจี๋ และผมหยักศกสีน้ำตาลทองธรรมชาติที่ดูนุ่มฟูยามต้องแสงอาทิตย์ แล้วหัวใจของคนเป็นพ่อก็พองโต

เฮ้อ! ไม่รู้เจ้ากะหล่ำปลีจะโดนหมูดันขึ้นมา[11]เมื่อไร…ไม่สิ! กะหล่ำปลีต้องเป็นฝ่ายดันหมูต่างหาก

เดี๋ยวนะ ทำไมคิดยังไงก็แปลกอยู่ดี

 

*******

 

ในขณะที่หยางซู่หลินกำลังสับสน ทางฝั่งเฉินทิงก็ออกจากมหาวิทยาลัย N ไปอย่างรวดเร็ว เขานั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมืองเพื่อไปรับของ ด้วยความที่มหาวิทยาลัยอยู่ไกลจากใจกลางเมือง กว่าจะรอรับของเสร็จก็บ่ายโมงกว่าแล้ว

แต่เวลานี้ก็ดีเหมือนกัน เฉินทิงเดินหาอะไรกินข้างทางนิดหน่อย และเตรียมตัวไปยังสถานที่ที่แม่ได้ให้ที่อยู่เอาไว้ แม่ของเขามีเพื่อนรักคนหนึ่งอยู่ที่เมือง N หลายปีที่ผ่านมาเธอคนนี้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ จึงไม่มีโอกาสเจอกัน และนี่ก็เพิ่งจะกลับมา คุณน้าชื่อหร่วนซิน พอกลับมาก็ต้องหาที่อยู่และจัดแจงข้าวของต่างๆ ให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงยังไม่ได้ออกไปไหน ส่วนทางครอบครัวของเฉินทิงก็ยุ่งๆ อยู่เหมือนกัน จนถึงตอนนี้ท่านทั้งสองจึงยังไม่ได้เจอหน้ากันเลย

ตอนนี้คือเดือนตุลาคม เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่มันปูกำลังอร่อย ครอบครัวของเฉินทิงอาศัยอยู่ริมทะเลสาบหยางเฉิง[12] ปูขนถือเป็นอาหารพิเศษประจำท้องถิ่น พอคุณอาเฉินที่เปิดฟาร์มปูอยู่ใกล้ๆ บ้านส่งปูขนมาให้ แม่ของเขาจึงแบ่งมาหนึ่งกล่องเพราะอยากให้เพื่อนได้ลองลิ้มชิมรสชาติของปูขนจากบ้านเกิดในช่วงนี้

ตอนเฉินทิงอยู่บ้าน เขาเคยช่วยแม่ส่งของและไปตลาดเช้าจนเคยชินแล้ว ส่วนน้าหร่วนคนนี้เท่าที่จำได้ เขายังไม่เคยเจอมาก่อน จึงอดประหม่าและกังวลไม่ได้

ดูจากที่อยู่ที่แม่ให้มา โลเกชันนั้นทั้งแพงและหรูหรา

 

*******

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เฉินทิงก็มาอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าวิลล่าอิงเขา[13] ถือกล่องปูขนที่กำลังพ่นฟองอากาศฟู่ๆ ออกมา เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพนักงานส่งอาหาร ต่างกันแค่ไม่มีรถจักรยานไฟฟ้าที่ใช้ส่งของเท่านั้น

ยังไม่ทันกดกริ่ง ประตูบ้านก็เปิดออกพอดี สายตาเฉินทิงสะดุดเข้ากับใบหน้าแสนสดใสที่มาพร้อมกับน้ำเสียงอันอบอุ่นและอ่อนโยน “ทิงทิงใช่ไหมจ๊ะ เข้ามาก่อนสิ รีบเข้ามาก่อน”

“น้าหร่วน สวัสดีฮะ” เฉินทิงกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม

หร่วนซินปฏิบัติกับเฉินทิงเหมือนเขาเป็นเด็กเล็กๆ เธอยิ้มไม่หุบตั้งแต่เข้าบ้านจนมานั่งที่ห้องรับแขก

“แม่เราน่าจะโทร.หาน้าเร็วๆ หน่อย น้าจะได้ไปรับที่มหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัย N มาที่นี่ก็ใช่ว่าจะใกล้ แล้วยังต้องถือของหนักๆ แบบนี้มาอีก เหนื่อยแย่เลยใช่ไหมจ๊ะ” หร่วนซินเหมือนกับที่แม่ของเฉินทิงบอกไว้ ทั้งร่าเริงสดใส อบอุ่น และใจกว้าง สายตาที่มองเฉิงทิงก็แสนจะอ่อนโยน

ผ่านไปแป๊บเดียว ข้างหน้าของเฉินทิงก็เต็มไปด้วยของว่างนานาชนิด ทั้งยังมีผลไม้สดด้วย อีกฝ่ายเหมือนเล่นมายากล เพราะแต่ละมุมของโต๊ะรับแขกมีลิ้นชักดึงออกมาได้ ในนั้นมีของน่ากินอีกเพียบ

“รีบหยิบไปกินเร็ว นี่เป็นคลังสมบัติของน้าเลยนะ โชคดีที่วันนี้สามีของน้าไม่อยู่บ้าน ไม่งั้นคงแย่งขนมน้ากินหมดแน่” หร่วนซินยิ้มไปบ่นไป เฉินทิงเลือกหยิบช็อกโกแลตมากินหนึ่งแท่ง หางตาเหลือบไปเห็นรูปครอบครัวที่วางอยู่ไม่ไกล แล้วก็รู้สึกคุ้นตาคนในภาพ

“จริงสิ แม่เราบอกหรือยังว่าลูกน้าก็เรียนที่มหาวิทยาลัย N เหมือนกันนะ เป็นนักเรียนใหม่ปีนี้ เด็กกว่าเราหนึ่งปี”

“นักเรียนใหม่เหรอฮะ” เฉินทิงแปลกใจเล็กน้อย

“ใช่จ้ะ ชื่อเผยอี่เหยา อยู่ภาควิชาฟิสิกส์ ถ้ารู้แต่แรกว่าเราจะมา น้าก็จะได้ให้เขาพาเรากลับมาด้วยกันแล้ว เจ้าลูกคนนี้ก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร เห็นทำหน้าเครียดดูเย็นชาตลอดเวลา ไม่รู้ว่าที่มหาวิทยาลัยใหม่จะมีเพื่อนบ้างรึเปล่า แต่พอรู้ว่าเราทั้งคู่อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน น้าก็โล่งใจไปเยอะเลย”

เมื่อแม่ได้พูดถึงลูกชายของตัวเอง จะไม่มีทางจบลงง่ายๆ แน่

เฉินทิงฟังไปด้วยมองรูปไปด้วยโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกคุ้นรูปนี้มาก ชื่อเผยอี่เหยาก็คุ้นมากๆ แต่ไม่รู้ว่าเคยได้ยินชื่อนี้หรือเคยเห็นรูปนี้จากที่ไหน

ทันใดนั้นร่างเล็กๆ ก็กระโดดขึ้นมาบนโต๊ะรับแขก เพราะไม่ทันตั้งตัว เฉินทิงจึงทำน้ำผลไม้หกใส่ตัวเองด้วยความตกใจ หยดน้ำเย็นๆ แต่งแต้มไปทั่วทุกส่วน

“เจ้าบะหมี่เนื้อ!” หร่วนซินอุทาน แล้วคว้าตัวผู้ร้ายเจ้าปัญหาไว้ได้ทันควัน มันคือสุนัขพันธุ์คอร์กี้ที่ขาสั้นเหมือนเฉินทิง ดูท่ามันคงต้องใช้แรงเยอะทีเดียวกว่าจะกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะได้

เฉินทิงลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วเพราะกลัวน้ำผลไม้จะเลอะโซฟา

หร่วนซินหน้าแดงด้วยความโกรธ เธอใช้นิ้วจิ้มหัวเจ้าคอร์กี้เพื่อปรามมันอีกหลายครั้ง แล้วรีบพาเฉินทิงขึ้นไปข้างบนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า “ชุดเปียกหมดเลย รีบถอดเปลี่ยนก่อนเถอะ เราน่าจะใส่เสื้อผ้าของลูกน้าได้ เดี๋ยวน้าไปหาให้นะ”

เมื่อเข้ามาในห้อง หร่วนซินเห็นห้องน้ำ จึงถือโอกาสให้เฉินทิงอาบน้ำอุ่นไปเสียเลย

ตอนแรกเฉินทิงคิดว่าแค่เช็ดๆ เอาก็พอ แต่พอเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของหร่วนซินจึงยอมทำตามแต่โดยดี

“น้าหร่วนฮะ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องน้ำอุ่นเอง” เฉินทิงพูดแนะให้อีกฝ่ายออกไปก่อน จากนั้นค่อยหยิบเสื้อผ้าวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ ตัวเปียกน้ำผลไม้จนเหนียวเหนอะหนะไปหมด จริงๆ ก็ไม่สบายตัวสักเท่าไร

หลังจากอาบน้ำเสร็จ เฉินทิงหยิบเสื้อยืดที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา แต่พอจะใส่กลับพบปัญหาเข้าให้…ลูกของน้าหร่วนเด็กกว่าเขาจริงเหรอ

เสื้อตัวนี้ใหญ่กว่าตัวเขาหนึ่งไซส์เต็มๆ เลยนะ ใส่แล้วยาวจนคลุมถึงต้นขาเลย!

ไหนจะกางเกงในอีก ถึงน้าหร่วนจะหยิบตัวใหม่มาให้ก็เถอะ แต่มันก็ใหญ่…

เฉินทิงไม่ยอมรับหรอกว่าตัวเองตัวเล็กจริงๆ แต่พอหันกลับไปหยิบกางเกงวอร์มที่ดูก็รู้ว่าใส่แล้วหลวมแน่ๆ ขึ้นมาก็กลุ้มใจ กางเกงตัวเองเปียกหมดจนใส่ไม่ได้แล้วด้วย แต่กางเกงตัวนี้…ใส่แล้วมันจะไม่หลุดลงมาจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย

ถ้ามีเชือกมัดก็คงจะดี พอคิดได้เช่นนี้เขาก็เดินถือกางเกงตัวนั้นออกมาจากห้องน้ำ คิดว่าจะหากางเกงตัวใหม่มาใส่ แต่นี่มันห้องนอนของคนอื่น ไม่ควรไปค้นตู้เสื้อผ้าสินะ งั้นคงต้องออกไปบอกน้าหร่วนแล้วมั้ง

“แกร๊ก” ทันใดนั้นเสียงประตูก็ดังขึ้น

เฉินทิงสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เพราะคิดว่าน้าหร่วนจะเข้ามา ตอนนั้นเขาพลันรู้สึกชาไปทั้งตัว ยืนนิ่งก้าวขาไม่ออก สมองตื้อไปหมดทันที จนกระทั่งใบหน้าของคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยอยู่บ้างปรากฏขึ้นในสายตา คิ้วได้รูปขมวดเล็กน้อย และน้ำเสียงทุ้มต่ำเยือกเย็นราวกับฤดูหนาวได้เรียกสติเขากลับมา

“นายคือ…”

“ฉันชื่อเฉินทิง! เรียกฉันว่าทิงทิงก็ได้นะ!”

ปฏิกิริยาของเฉินทิงดูร้อนรนไปหมด เพราะเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ไม่เพียงแต่ใส่เสื้อของคนอื่นอยู่ แต่เขายังไม่ได้ใส่กางเกงด้วย

และคนอื่นที่ว่า ก็น่าจะเป็นคนที่อยู่ตรงหน้าเขานี่แหละ

 

 

[1] พืชตระกูลเมเปิ้ลของจีน มีลำต้นสูงตรง ใบไม้ใบใหญ่เปลี่ยนสีได้ตามฤดูกาล

[2] Symphony of Destiny หรือ ซิมโฟนีหมายเลข 5 ประพันธ์โดย ลุดวิก ฟาน เบโทเฟน คีตกวีและนักเปียโนชาวเยอรมัน เพลงมีการเน้นตัวโน้ตสั้นและยาว เหตุผลที่บางคำแปลเรียกว่าเป็นซิมโฟนีแห่งโชคชะตา เพราะเบโทเฟนประพันธ์บทเพลงนี้ในช่วงที่หูเริ่มสูญเสียการได้ยิน เป็นดั่งโชคชะตาที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้

[3] Bayek เป็นตัวละครหลักในเกม Assassin’s Creed Origins วางจำหน่ายครั้งแรกปี ค.ศ.2017 เป็นเกมแนวต่อสู้ ไซไฟ และประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีทั้งการต่อสู้ในภาคปัจจุบันและอดีต ซึ่งบาเย็คเป็นตัวละครหลักในภาคอดีต

[4] มาจากสำนวนจีนว่า “อู๋อวี่หลุนปี่” แปลว่า ไม่เป็นสองรองใคร แต่ใช้ตัวอักษร “อู๋อวี่” ที่สื่อถึงชื่อคนแทน

[5] มาจากคำว่า “อาเหลียนไป้เจียง” เป็นการตั้งชื่อล้อคำว่า “อาไซไป้เจียง” ซึ่งแปลว่า อาเซอร์ไบจาน

[6] อันไซ เป็นชื่ออำเภอในเมืองเหยียนอัน มณฑลส่านซี

[7] ชื่อยาฉีดรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กในผู้ป่วยโรคโลหิตจางที่ไม่ตอบสนองต่อยากิน

[8] มาจากคำว่า “ซานเจี่ยวไต้อวี๋” ซึ่ง “ไต้อวี๋” คือปลาดาบเงินใหญ่ ส่วน “สามเหลี่ยม” สื่อถึงเต้าหู้ที่หั่นเป็นรูปสามเหลี่ยม จากเมนูที่นำปลาดาบเงินใหญ่มาผัดเต้าหู้สามเหลี่ยมแบบผัดไฟแดง

[9] หรือ DDVP เป็นชื่อสารเคมีทางการเกษตรชนิดหนึ่ง ใช้เพื่อกำจัดแมลง

[10] ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา โมเดลธุรกิจที่ทำให้ระบบสังคมไร้เงินสดของประเทศจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในที่นี้หมายถึงเฉินทิงทำธุรกรรมทางออนไลน์ได้

[11] สำนวนจีนเปรียบกะหล่ำปลีเป็นหญิงงาม และหมูเป็นชายหนุ่มที่หลงรักหญิงงาม สำนวนเต็มๆ ที่ว่า “หมูดันกะหล่ำปลีขึ้นมาพ้นดิน” จึงหมายถึงชายหนุ่มตามจีบหญิงสาวที่หมายปองสำเร็จ

[12] ทะเลสาบน้ำจืดขนาดเล็กอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ทางตะวันตกของจีน เป็นแหล่งที่มีชื่อเสียงเรื่องปูขน

[13] มาจากคำว่า “ปั้นซานเปี๋ยซู่” หมายถึง บ้านพักขนาดใหญ่หรือคอนโดมิเนียมที่สร้างอยู่ใกล้ภูเขา

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า