[ทดลองอ่าน] UNTAMED อย่ายอม

ส่วนที่สอง

กุญแจ

 กุญแจที่หล่นลงมา

 

เกลนน็อน ดอยล์ เขียน

K.D. แปล

 

ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

สร้างกรงขังสำหรับทุกคน

เธอ

รู้

ขณะที่ผู้ทรงภูมิ

ที่ต้องก้มหัวหลบ

ยามจันทราคล้อยต่ำ

ทำกุญแจหล่นไว้ให้ตลอดทั้งคืน

เพื่อ

นักโทษ

แสนสวย

จอมโวยวายทั้งหลาย

ฮาฟีซ

 

ตัวตนของฉันไม่ได้หายไปจากโลกนี้เสียทั้งหมด ประกายไฟยังคงอยู่ภายในตัวฉันเสมอ คุกรุ่น แต่ที่แน่ๆฉันรู้สึกเหมือนตัวเองหายไปนานมาก โรคบูลีเมียที่ฉันเป็นตอนเด็กทำให้ฉันค่อยๆ ติดเหล้ายา ฉันอยู่ในสภาพเย็นชาไร้ความรู้สึกมา 15 ปี จากนั้นพอฉันตั้งครรภ์เมื่ออายุ 25 ฉันก็เลิกเหล้าได้ การอยู่ในสภาวะไม่เมาทำให้ฉันเริ่มจดจำตัวตนที่แท้จริงของตัวเองขึ้นมาได้

เรื่องมันเป็นแบบนี้ ฉันเริ่มต้นสร้างชีวิตตามแบบที่เชื่อว่าผู้หญิงควรจะเป็น ฉันเป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่ที่ดี เป็นคริสตศาสนิกชนที่ดี เป็นพลเมืองที่ดี เป็นนักเขียนที่ดี และเป็นผู้หญิงที่ดี แต่ในขณะที่ฉันทำอาหารกลางวันให้เด็กๆ หิ้วไปโรงเรียน เขียนหนังสือบันทึกความจำของตัวเอง รีบเร่งไปสนามบิน พูดคุยทักทายเพื่อนบ้าน และดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ ข้างในฉันรู้สึกถึงความกระสับกระส่ายที่เหมือนกระแสไฟฟ้าพลุ่งพล่านอยู่ภายใน มันเหมือนกับพายุที่ร้องครืนๆอยู่ ข้างในตัว ใต้ผิวของฉัน พายุที่มีทั้งความสุข ความเจ็บปวด ความโกรธ ความปรารถนาและโหยหา ความรักที่ลึกซึ้ง ร้อนแรง และนุ่มนวลเกินไปสำหรับโลกนี้ ฉันรู้สึกเหมือนน้ำที่กำลังเริ่มเดือดปุดๆ พร้อมเสมอที่จะพลุ่งพล่านขึ้นมาได้ทุกเวล

ฉันกลัวสิ่งที่อยู่ภายในตัวฉัน ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ฉันรู้สึกว่ามันมีพลังมากพอที่จะทำลายชีวิตสวยงามที่ฉันสร้างเอาไว้แบบไม่เหลือซาก เหมือนการที่ฉันไม่กล้ายืนอยู่บนระเบียง เพราะฉันมักจะคิดว่าถ้าฉันกระโดดลงไปล่ะ

ไม่เป็นไร ฉันบอกตัวเอง ฉันจะทำให้ตัวเองปลอดภัย ทำให้คนรอบข้างฉันปลอดภัย ด้วยการเก็บซ่อนสิ่งเหล่านั้นที่อยู่ภายในตัวฉันเอาไว้ให้มิดชิด

ฉันประหลาดใจมากที่มันทำได้ง่ายๆ ภายในของฉันเต็มไปด้วยสายฟ้าฟาดที่เปี่ยมพลัง น้ำที่กำลังเดือดปุดๆ สีแดงและสีทองที่ดุเดือด แต่แค่ฉันยิ้ม พยักหน้าเออออ โลกทั้งใบก็จะมองว่าฉันมีความสุข สบายและสงบ ฉันเคยสงสัยว่าคนอื่นเขาใช้ผิวหนังของตัวเองห่อหุ้มความรู้สึกภายในเอาไว้เหมือนฉันไหม บางทีเราทุกคนต่างก็เป็นไฟที่ถูกห่อไว้ด้วยผิวหนัง เพื่อพยายามทำตัวให้ดูเยือกเย็นสุขุม

จุดเดือดของฉันคือตอนที่แอ๊บบี้ยืนอยู่ที่ประตูนั้น ฉันมองดูเธอ แล้วฉันก็เก็บซ่อนตัวตนของฉันไว้ไม่ได้อีกต่อไป พรายฟองสีแดงและสีทองแห่งความเจ็บปวด ความรัก และความโหยหาล้นเอ่ออยู่ในตัวฉัน มันทำให้ฉันยืนขึ้น กางแขนออกกว้าง และยืนยันกับตัวเอง เธอ.อยู่.ตรง.นั้น.แล้ว.

เป็นเวลานานทีเดียวที่ฉันคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันวันนั้นคือเวทย์มนตร์ในเทพนิยายอะไรซักอย่าง ฉันคิดว่า เธอยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว คงเป็นสารจากเบื้องบน ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ามันมาจาก ภายในตัวฉันเอง ความอลหม่านอันบ้าคลั่งที่เดือดปุดๆอยู่ภายในมาเป็นเวลานาน จนกลั่นออกมาเป็นคำพูด แล้วยกชูจิตใจฉันขึ้น มันคือ ตัวตนของฉันเอง เสียงที่ฉันได้ยินวันนั้นคือเสียงของฉันเอง เด็กผู้หญิงที่ฉันเคยเป็น ก่อนที่โลกจะบอกว่าเธอควรต้องเป็นอะไร แล้วเด็กคนนั้นก็พูดว่า ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว เดี๋ยวฉันรับช่วงต่อจากนี้เอง

ตอนที่ฉันเป็นเด็ก ฉันสามารถรู้สึกถึงสิ่งที่ควรจะต้องรู้สึก ฉันทำตามสัญชาตญาณ และวางแผนจากจินตนาการเท่านั้น ฉันเป็นสัตว์ป่า จนกระทั่งฉันถูกทำให้เชื่องด้วยความอับอาย จนกระทั่งฉันเริ่มเก็บซ่อนและทำให้ความรู้สึกของตัวเองเย็นชา เพราะกลัวจะกลายเป็นคนที่รู้สึกมากเกินไป จนกระทั่งฉันเริ่มเปลี่ยนไปเชื่อฟังคำแนะนำจากคนอื่นแทนที่จะไว้ใจการหยั่งรู้ของตัวเอง จนกระทั่งฉันเชื่อไปเองว่าจินตนาการของฉันมันน่าขำและความต้องการของฉันเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว จนกระทั่งฉันละทิ้งตัวตนและยอมถูกขังในกรงที่สร้างจากความคาดหวังของคนอื่น ข้อกำหนดทางวัฒนธรรม และความภักดีต่อสิ่งที่สถาบันใดๆได้กำหนดไว้ ฉันสูญเสียตัวฉันเอง เมื่อฉันหัดที่จะเอาใจคนอื่น

การเลิกเหล้าสำเร็จนับเป็นการเกิดใหม่ของฉัน ซึ่งได้มาด้วยความอุตสาหะ มันเป็นการกลับสู่ตัวตนตามธรรมชาติของฉัน เป็นการระลึกได้ขนานใหญ่ ทำให้ฉันตระหนักว่าสายฟ้าอันทรงพลัง ร้อนแรง พลุ่งพล่าน และม้วนตัวอยู่ภายในก็คือตัวฉันเอง ที่พยายามส่งเสียงเรียก อ้อนวอนขอให้ฉันจดจำให้ได้ และยืนยันหนักแน่น ฉันยังอยู่ในนี้

ในที่สุดฉันก็ปลดปล่อยเธอออกมา ฉันปลดปล่อยตัวตนที่เป็นธรรมชาติ จริงแท้ เอะอะ ไร้ระเบียบของฉันให้เป็นอิสระ ฉันเข้าใจถูกแล้วเกี่ยวกับพลังอำนาจของเธอ เธอยิ่งใหญ่เกินกว่าจะอยู่ในชีวิตที่ฉันกำลังดำเนินอยู่ ดังนั้นเธอจึงค่อยๆ รื้อถอนชีวิตนั้นลงอย่างเป็นระบบ

จากนั้นฉันก็สร้างชีวิตในแบบของตัวเอง

ด้วยการปลุกตัวตนส่วนที่ถูกพร่ำสอนว่าไม่ควรเชื่อถือ ควรนำไปซ่อน ละทิ้งไป เพื่อให้คนอื่นพอใจ

สิ่งเหล่านั้นคือ

อารมณ์ความรู้สึกของฉัน

ความหยั่งรู้ของฉัน

จินตนาการของฉัน

ความกล้าหาญของฉัน

ทั้งหมดนี้คือกุญแจแห่งอิสรภาพ

ทั้งหมดนี้คือ ตัวตนที่เราเป็น

เรากล้าหาญพอที่จะปลดล็อคให้ตัวเองไหม

เรากล้าหาญพอที่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระหรือเปล่า

ในที่สุด เรากล้าไหมที่จะเดินออกจากกรง บอกกับตัวเอง บอกกับผู้คน และบอกกับโลกนี้ว่า ฉันอยู่นี่ไง

 

รู้สึก

 กุญแจดอกที่หนึ่ง: จงรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าง

 

ในวันที่หกที่ฉันเลิกเหล้าได้ ฉันไปร่วมกลุ่มฟื้นฟูสำหรับผู้รับการบำบัดเป็นครั้งที่ห้า ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกเย็นเฉียบ ตัวสั่นเทา พยายามไม่ให้กาแฟกระฉอกออกจากถ้วยกระดาษ และพยายามไม่ให้ความรู้สึกของฉันพรั่งพรูออกมา 16 ปีมาแล้วที่ฉันพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ยอมให้มีอะไรมาแตะต้องฉันได้ แต่แล้วทันใดนั้นทุกสิ่งในโลกก็ถาโถมเข้ามาแตะต้องฉัน เหมือนเส้นประสาทที่ขาดสิ่งปกป้อง ทุกสิ่งล้วนเจ็บปวดหมดสิ้น

ฉันอายที่จะบอกกับคนอื่นว่าฉันเจ็บปวดแค่ไหน แต่ฉันก็ตัดสินใจพยายามจะอธิบายให้คนในวงกลมนั้นฟัง พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่ฉันเชื่อใจแบบหมดใจ เพราะเป็นคนกลุ่มแรกที่พูดความจริงทั้งหมด ฉันเริ่มต้นด้วยคำพูดทำนองว่า “ฉันชื่อเกลนน็อน ฉันเลิกเหล้าได้หกวันแล้ว ฉันรู้สึกแย่มาก คิดว่าความรู้สึกแย่แบบนี้แหละที่ทำให้ฉันเริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่แรก ฉันเริ่มกังวลว่าสิ่งผิดปกติสำหรับฉันไม่ใช่เรื่องเหล้า แต่เป็นสิ่งที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้น ซึ่งก็คือตัวของฉันเอง ฉันรู้สึกว่าคนอื่นไม่คิดว่าการใช้ชีวิตเป็นเรื่องยากเย็นอย่างที่ฉันคิด มันเหมือนมีความลับในการใช้ชีวิตอะไรบางอย่างที่ฉันไม่รู้ เหมือนฉันทำทุกอย่างผิดไปหมดเลย… ขอบคุณที่รับฟังค่ะ”

หลังจากการรวมกลุ่มครั้งนั้นจบลง ผู้หญิงคนหนึ่งเดินมานั่งข้างๆ ฉัน เธอยิ้มและพูดว่า “ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องของคุณนะคะ ฉันเข้าใจได้ ฉันอยากบอกอะไรกับคุณ มันเป็นสิ่งที่มีคนเคยบอกกับฉันตอนเริ่มบำบัดใหม่ๆ ว่ามันไม่เป็นไรเลยที่จะรู้สึกทุกๆ สิ่งที่คุณรู้สึก คุณแค่กำลังเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง คุณไม่ได้ทำเป็นมนุษย์ที่ผิด คุณทำถูกแล้ว ถ้าจะมีความลับที่คุณยังไม่รู้ นั่นคือการทำถูกมันเป็นเรื่องยาก และการรับรู้ถึงความรู้สึกทั้งหมดของเราเป็นเรื่องยาก แต่นั่นก็คือจุดประสงค์ที่มันมีอยู่แต่แรก ความรู้สึกทั้งหมดมีไว้ให้เรารู้สึก ทั้งหมดนั่นเลย แม้แต่ความรู้สึกที่เรารับได้ยาก ความลับก็คือคุณกำลังทำถูกต้องแล้ว และการทำถูกต้องมันเจ็บปวด”

ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะบอกฉัน ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าความรู้สึกทั้งหมดมีไว้ให้เรารู้สึก ฉันไม่รู้เลยว่าฉันควรที่จะรู้สึก ทุกสิ่ง  ฉันคิดแค่ว่าตัวเองควรจะรู้สึก มีความสุข ฉันคิดว่าความสุขมีไว้ให้เรารู้สึก ส่วนความเจ็บปวดนั้นมีไว้เพื่อแก้ไข เพื่อทำเป็นไม่รู้สึก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อซุกซ่อน และเพิกเฉย ฉันคิดว่าเวลาเจอเรื่องแย่ๆ นั่นเป็นเพราะฉันทำอะไรไม่ถูกซักอย่างแน่ๆ ฉันคิดว่าความเจ็บปวดคือความอ่อนแอ และฉันสมควรที่จะ กล้ำกลืนมันเข้าไปเก็บไว้ข้างใน แต่ประเด็นคือยิ่งฉันกลืนมันลงไปเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งต้องกลืนทั้งอาหารและเหล้าตามไปด้วย

วันนั้นฉันเดินกลับไปหาตัวเองเป็นก้าวแรก ในขณะที่ยังหวาดกลัว สั่นเทา ตั้งครรภ์ และเพิ่งเลิกเหล้าได้หกวัน อยู่ในห้องใต้ดินของโบสถ์ที่มีหลอดฟลูออเรสเซนต์ห่วยๆ กับกาแฟรสชาติแย่ๆ เมื่อผู้หญิงใจดีคนนั้นบอกฉันว่าการเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ไม่ใช่ความรู้สึกมีความสุข แต่มันคือการรู้สึกทุกสิ่ง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันเริ่มฝึกตัวเองให้รู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันเริ่มยืนยันสิทธิ์และความรับผิดชอบต่อตัวเองในการที่จะรู้สึกทุกความรู้สึก แม้เวลาและพลังงานที่ใช้ไปกับการรู้สึกจะทำให้ฉันใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพน้อยลง สะดวกน้อยลง และรื่นรมย์น้อยลงนิดหน่อยก็ตาม

ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา ฉันเรียนรู้สองอย่างเกี่ยวกับความเจ็บปวด

อย่างแรก ฉันสามารถรู้สึกทุกสิ่งและยังคงมีชีวิตอยู่รอดมาได้

สิ่งที่ฉันเคยคิดว่าจะฆ่าฉันแน่ก็ไม่ได้ฆ่า ทุกครั้งที่ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันรับไม่ไหวแล้ว ฉันคิดผิด ความจริงก็คือฉันสามารถรับได้ และรับมาทั้งหมดแล้ว ก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ การผ่านช่วงเวลาแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ฉันกลัวตัวเอง กลัวคนอื่น และกลัวชีวิตน้อยลง ฉันได้เรียนรู้ว่าความเจ็บปวดจะไม่มีวันหายไปไหน แต่ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่กลัวความกลัวการเจ็บปวด และแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ฉันเริ่มไม่กลัวไฟในตัวเอง แล้วยอมให้มันโหมไหม้ ฉันเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่ติดไฟ แต่ไฟแห่งความเจ็บปวดไม่สามารถเผาผลาญฉันให้สิ้นไปได้ ฉันจะลุกไหม้และไหม้ต่อไปเรื่อยๆ ฉันอยู่กับไฟได้ ฉันทนไฟ

อย่างที่สอง ฉันสามารถใช้ความเจ็บปวดเพื่อเปลี่ยนตัวเอง

ฉันมาอยู่ตรงจุดนี้เพื่อไปให้ถึงตัวของฉันเองในแบบที่จริงแท้และสวยงามยิ่งขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีวันสิ้นสุด การมีชีวิตอยู่คือการอยู่ในความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ไม่ว่าฉันจะชอบหรือไม่ก็ตาม ความเจ็บปวดคือเชื้อเพลิงของความเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการเปลี่ยนตัวเองไปเป็นผู้หญิงแบบที่ฉันจะเป็นตามธรรมชาติ ล้วนอยู่ในความรู้สึกที่ไม่โสภานักในตัวของฉัน ชีวิตคือการเล่นแร่แปรธาตุ อารมณ์ต่างๆ คือไฟที่จะหล่อหลอมฉันให้กลายเป็นทองคำ ฉันจะเปลี่ยนตัวเองได้เรื่อยๆ ถ้าฉันฝืนทนและไม่ดับไฟในตัวเองเหมือนที่ใจอยากวันละเป็นล้านครั้ง ถ้าฉันแข็งใจไว้ ถ้าฉันสามารถนั่งลงบนกองไฟแห่งความรู้สึกของตัวเองได้ ฉันก็จะเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อยๆ

วัฒนธรรมบริโภคนิยมทำให้เรามั่นใจว่าใช้เงินกำจัดความเจ็บปวดได้ มันบอกกับเราว่า ที่เราเศร้าและโกรธแบบนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป็นเพราะเราไม่มีเคาน์เตอร์ครัวแบบนั้น ไม่มีต้นขาแบบคนนี้ หรือกางเกงยีนส์แบบโน้น มันเป็นวิธีที่อันชาญฉลาดในการดำเนินระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ดำเนินชีวิต การบริโภคทำให้เราวอกแวก มีอะไรทำยุ่งๆ และไม่ต้องรู้สึกรู้สาอะไร ความไม่รู้สึกอะไรนี้เองที่กีดขวางเราจากกระบวนการเปลี่ยนแปลง

นี่คือเหตุผลที่ผู้นำด้านจิตวิญญาณทุกคนบอกเล่าเรื่องราวเดียวกันเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์และความเจ็บปวด

อย่าหลีกเลี่ยงมัน คุณจำเป็นต้องใช้มัน เพื่อจะเดินทางไปสู่วิวัฒนาการในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และคุณมีชีวิตอยู่ก็เพื่อเปลี่ยนแปลง

เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าที่ต้องสละชีวิตหรูหราสุขสบายเพื่อสัมผัสกับความทุกข์ทั้งหลายของมนุษย์ก่อนจะตรัสรู้

เช่นเดียวกับโมเสสที่ต้องร่อนเร่ไปในทะเลทรายเป็นเวลา 40 ปีกว่าจะได้เห็นดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญา

เช่นเดียวกับเวสต์ลีย์จากหนังเรื่อง The Princess Bride ที่พูดว่า “ชีวิตคือความเจ็บปวดนะฝ่าบาท” ใครที่พูดต่างไปจากนี้แสดงว่าเขากำลังหลอกเราให้หลงทาง

เช่นเดียวกับพระเยซูเจ้าที่เสด็จไปสู่การตรึงกางเขนด้วยพระองค์เอง

ตอนแรกคือความเจ็บปวด ต่อมาคือการรอคอย จากนั้นคือการกลับฟื้นคืนชีพ ความทุกข์ทรมานทั้งหลายของเราเกิดขึ้นเพราะเราพยายามจะคืนชีพโดยไม่ยอมถูกตรึงกางเขนก่อน

ไม่มีหนทางใดนำไปสู่ความสว่างรุ่งโรจน์ได้ยกเว้นแต่จะต้องผ่าทางตันของตัวคุณเอง

ความเจ็บปวดไม่ใช่เรื่องน่าเศ้รา ความเจ็บปวดคือมนต์วิเศษ แต่ความทุกข์ทรมานต่างหากที่น่าเศร้า ความทุกข์ทรมานเกิดขึ้นเมื่อเราพยายามเลี่ยงความเจ็บปวดและทำให้พลาดการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ฉันสามารถเลี่ยงและจะต้องเลี่ยงให้ได้ คือการไม่พัฒนาตัวเองเพราะกลัวจะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลง ความศรัทธาน้อยนิดต่อตัวเองทำให้ฉันใช้วิธีไม่รู้สึกอะไร เก็บซ่อน กินดื่ม ใช้จ่าย เพื่อวิ่งหนีจากความรู้สึกที่เผาผลาญตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนั้นเป้าหมายของฉันก็คือหยุดทอดทิ้งตัวเอง ด้วยการหยุดทอดทิ้งกระบวนการเปลี่ยนแปลง เพราะสิ่งที่ฉันหวาดกลัวมากกว่าความเจ็บปวดคือการใช้ชีวิตไปจนตายโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลง และสิ่งที่ฉันกลัวมากกว่าการรู้สึกทุกอย่าง คือการพลาดทุกอย่างไป

เดี๋ยวนี้เมื่อความเจ็บปวดเกิดขึ้น ฉันจะมีสองตัวตน

คือมีตัวตนที่ไร้สุขและหวาดกลัว และมีอีกตัวตนที่อยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้น ตัวตนที่สองของฉันไม่ใช่พวกแสวงหาความเจ็บปวด แต่เธอหลักแหลม เธอจดจำได้ เธอรู้ว่าถึงแม้ว่าฉันไม่มีทางรู้ว่าชีวิตข้างหน้ามีอะไร แต่ฉันจะรู้เสมอว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในกระบวนการนี้ ฉันรู้ว่าเมื่อความเจ็บปวดและการรอคอยมาอยู่ตรงหน้า การฟื้นคืนชีพกำลังจะมาถึง ฉันอยากให้ความเจ็บปวดหายไปเร็วๆ แต่ฉันก็จะอดทนจนมันผ่านไป ฉันสัมผัสความเจ็บปวดมามากพอที่จะเชื่อใจมัน ตัวตนที่จะกลายเป็นฉันในวันพรุ่งนี้เป็นสิ่งไม่อาจล่วงรู้ มีความเฉพาะเจาะจง และเป็นสิ่งที่ฉันต้องใช้ทุกอณูของบทเรียนในวันนี้เพื่อจะเป็น

ฉันแปะโน้ตไว้บนกระจกห้องน้ำว่า จงรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าง

มันเตือนให้ฉันรู้ว่า แม้ฉันจะเริ่มต้นกลับคืนสู่ตัวเองเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ทุกๆ วัน ทุกๆ ขณะ ฉันก็ยังคงยอมให้ตัวเองรู้สึกและเปลี่ยนแปลงเสมอ เตือนให้ฉันรู้ว่าฉันต้องยอมให้ตัวเองถูกเผาไหม้เป็นเถ้าถ่านก่อน ถึงจะฟื้นคืนชีพ

ใส่ความเห็น