fbpx

[ทดลองอ่าน] เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ : ตอนที่ 52.3

มื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์
我开动物园那些年

 

ลาเหมียนฮวาถังเตอะทู่จื่อ เขียน
拉棉花糖的兔子

 

Himazan แปล

 

ติดตามกำหนดการวางขายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing
…XOXO…
มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

+++++++++++++++++++

 

บทที่ 52.3

 

หลิวเผยหย่วนพาต้วนเจียเจ๋อไปเจอเพื่อนของตน แม้หลายคนจะไม่เคยเจอกัน แต่วงการนี้จะบอกว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะบอกว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ ย่อมต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง

ทุกคนต่างสนใจต้วนเจียเจ๋อ เพราะปีนี้หลิงโย่วเจริญก้าวหน้าดีมาก ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา หลิงโย่วขยายตัวแบบไม่หยุดยั้ง แม้ปีนี้จะไม่ได้หวือหวาอลังการเป็นพิเศษ แต่ก็มีส่วนจัดแสดงแมลงที่สร้างสำเร็จแล้วกับศูนย์เพาะพันธุ์ที่กำลังก่อสร้าง

ในกลุ่มนี้มีผู้อำนวยการสวนสัตว์ชุนเฉิง หลิวเผยหย่วนตั้งใจบอกต้วนเจียเจ๋อว่า “คุณขอคำแนะนำจากคนของชุนเฉิงให้เยอะหน่อย อากาศทางตงไห่ของพวกคุณดี มีหลายที่สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของชุนเฉิงได้”

ต้วนเจียเจ๋อรีบผงกศีรษะ

เมืองชุนเฉิงสี่ฤดูล้วนคือใบไม้ผลิ[1] สวนสัตว์ชุนเฉิงมีวิวสวยจนขึ้นชื่อ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายมากมาย พื้นที่สีเขียวในสวนเยอะมาก ในแต่ละปีจึงมีนักท่องเที่ยวมาชมดอกไม้เป็นจำนวนมาก

ที่ตั้งของสวนสัตว์ชุนเฉิงเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาตั้งแต่สมัยโบราณ นอกจากนี้ ในสวนยังมีกลิ่นอายความเก่าแก่ ทำให้สวนสัตว์ชุนเฉิงมีบรรยากาศของตะกอนทางประวัติศาสตร์อยู่หลายส่วน

การประชาสัมพันธ์ของสวนสัตว์ชุนเฉิงเองก็เน้นหนักทางนี้จนกลายเป็นแบรนด์ไปแล้ว

“ผมเห็นภาพกับคลิปของหลิงโย่วในอินเทอร์เน็ตแล้ว นักออกแบบของพวกคุณเยี่ยมมาก” คนของสวนสัตว์ชุนเฉิงพูดตามมารยาท แต่ก็จริงใจอยู่มาก

ความเขียวขจีของหลิงโย่วใช้ต้นไผ่เป็นหลัก เสริมด้วยไม้ใหญ่อย่างอื่น ทุกอย่างที่ปลูกล้วนเป็นหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ดอกไม้เป็นสวนแมลงเสียเยอะ พื้นที่สีเขียวมีไม่น้อย แต่เป็นคนละสไตล์กับชุนเฉิง มีความสงบใส ไร้มลทิน

ส่วนจัดแสดงส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการบริจาคของโครงการแห่งความหวัง ต่อมาเมื่อเทพนักษัตรซื่อหั่วมาร่วมทีมออกแบบ งานย่อมออกมาดี เวลานี้ จุดชมวิวใหม่เป็นจุดเก็บภาพของนักถ่ายภาพจำนวนมาก ทว่าระดับความนิยมยังคงสู้สวนสัตว์เก่าแก่อย่างชุนเฉิงไม่ได้

พอคนในสายงานเดียวกันมาคุยเรื่องความก้าวหน้า ต้วนเจียเจ๋อเลยแสดงความประสงค์ว่าอยากไปเยี่ยมชมสวนสัตว์ชุนเฉิงมาก เนื่องจากอยากเห็นสัตว์หายาก

พูดถึงเรื่องนี้ มีคนเล่าประสบการณ์เสียวไส้ของพวกหลิวเผยหย่วนในตอนนั้น ทำเอาทุกคนขำ

มีสวนสัตว์แห่งไหนบ้างที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ ยิ่งสวนสัตว์ใหญ่ คนเยอะ สัตว์เยอะ ยิ่งเกิดเรื่องได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่คนที่เสี่ยงจะเป็นนักท่องเที่ยวกับเจ้าหน้าที่เลี้ยงสัตว์ แต่ครั้งก่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญกับผู้อำนวยการสวนสัตว์

“ของเรา อยู่ดี ๆ แรดก็เข้าจู่โจมเจ้าหน้าที่เลี้ยงสัตว์…”

“นักท่องเที่ยวโดนเสือกัด โชคดีที่รอดมาได้”

นี่แสดงให้เห็นกว่า ครั้งที่เกิดเรื่องกับพวกต้วนเจียเจ๋อนั้นโชคดีมาก พวกเขาถึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บกันเลย

“จริงสิ ลิงของสวนสัตว์พวกคุณเป็นยังไงบ้าง” มีคนถามขึ้น

น้ำเสียงของคนจากชุนเฉิงวิตกกังวล “ยังเหมือนเดิม ไม่กลับมา แต่ก็ไม่ได้ไปไหน”

ต้วนเจียเจ๋อถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “ลิงของพวกคุณเป็นอะไรเหรอครับ”

ชุนเฉิงชำนาญเรื่องลิงมากจนอยู่ในตำแหน่งผู้นำของสมาคม สามารถเพาะพันธุ์พวกชะนีคิ้วขาว ค่างแว่นถิ่นเหนือ ลิงจมูกเชิดสีทองของยูนนานได้สำเร็จ พอพูดถึงลิงของชุนเฉิง ต้วนเจียเจ๋อย่อมให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ

แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลิงจมูกเชิดสีทองหรือค่างแว่นถิ่นเหนือ ฝ่ายตรงข้ามลูบศีรษะ น้ำเสียงท้อแท้ “คือ…สวนสัตว์ของเรามีลิงกังฝูงหนึ่ง ก่อนหน้านี้จ่าฝูงพาลิงหลายตัวหนีออกไป” เขาเล่าพลางปิดหน้าตัวเองครึ่งหนึ่ง เนื่องจากอับอายมาก “พวกมันไม่ได้หนีไปไหนไกล แต่อยู่แถว ๆ สวนสัตว์นั่นแหละ คาดว่าจ่าฝูงยังนำฝูงอยู่ มัน…มันกลับมาที่ภูเขาลิงตอนกลางคืนเป็นประจำ”

ต้วนเจียเจ๋อ “…”

สวนสัตว์ชุนเฉิงตั้งอยู่นอกตัวเมือง ตอนต้วนเจียเจ๋อฟังช่วงแรก เขาเข้าใจว่าลิงหนีไปเป็นอิสระในป่าแล้ว คิดไม่ถึงว่าตกค่ำ เจ้าลิงนี่จะกลับมา

นี่จึงเป็นการเปิดเผยปัญหาที่ใหญ่มาก คนในสวนสัตว์รู้ว่ามันกลับมาเป็นประจำ แต่กลับไม่สามารถเพิ่มมาตรการดูแล ไม่ว่าจะขังมันไว้ข้างในหรือไม่ยอมให้มันเข้ามาอีก

ฟัง ๆ ดู สถาปนิกของสวนสัตว์ชุนเฉิงน่าจะใช้การไม่ได้แล้ว ต้วนเจียเจ๋อไม่รู้ว่าภูเขาลิงออกแบบไว้แบบไหน แต่ระดับสวนสัตว์ใหญ่จะต้องไม่ย่ำแย่แน่นอน การที่ลิงหนีออกไปแล้วยังย้อนกลับมา ไม่เป็นการแทงใจกันหรอกหรือ

ทุกคนต่างแสดงความเห็นใจอย่างลึกซึ้ง และช่วยกันเสนอไอเดีย

ต้วนเจียเจ๋อนึกถึง “ลิงขนทอง” ที่ตนพาออกมาเพราะเข้าใจว่าเป็นลิงกังตอนกำลังเดินมั่วอยู่ในสวนแล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดี

 

ต้วนเจียเจ๋อคุยอยู่นานกว่าจะได้กลับห้อง ก่อนหน้านี้เขาเช็กอินเรียบร้อย พักอยู่ห้องเดียวกับลู่ยา การที่ทั้งคู่อยู่ห้องเดียวกันเป็นเรื่องปกติมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่มีใครคิดเยอะ ปล่อยให้พวกเขาสองคนอยู่ห้องเดียวกัน

พอต้วนเจียเจ๋อเข้าไป ก็เห็นลู่ยายึดที่นอนไปแล้ว

ลู่ยากำลังดูทีวี เขาถามโดยไม่ได้เงยหน้า “คุยอะไรกันตั้งนาน”

“คุยเรื่องสวนสัตว์ชุนเฉิงมีลิงหนี” ต้วนเจียเจ๋อเล่าไปเรื่อย ๆ “แถมลิงตัวนั้นฉลาดมาก มันหนีออกไปแล้วยังกลับมาอีก เข้าออกตามใจ สมแล้วที่เป็นจ่าฝูง”

“นายชอบ?” ลู่ยาเลิกคิ้ว “ในเมื่อหนีไปแล้ว เราก็จับกลับมาสิ”

“…ไม่ได้ชอบขนาดนั้น”

หลังต้วนเจียเจ๋ออาบน้ำเสร็จ เขานั่งทบทวนรายงานกับพาวเวอร์พ้อยนต์ของตัวเองบนที่นอน พรุ่งนี้เขาต้องขึ้นพูดแล้วเลยต้องทำความคุ้นเคยกับเนื้อหาสักหน่อย ภาพปกของพาวเวอร์พ้อยนต์เป็นภาพของลู่ยา เป็นสิ่งที่เขาชอบที่สุด

 

วันรุ่งขึ้น ต้วนเจียเจ๋อนำเสนอรายงานของตัวเองเสร็จเรียบร้อย ประเด็นหลักอยู่ที่การทำการตลาด สรุปผล แจกแจงช่วงเวลาในระยะสองปีของหลิงโย่ว มีการยกตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดมากมาย หลังพูดจบเขาก็ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องจากทั้งงาน

ต้วนเจียเจ๋อโล่งอก ยิ้มน้อย ๆ ลงจากเวที

หลังกลับที่นั่ง ต้วนเจียเจ๋อกระซิบถาม “ผมพรีเซนต์เป็นไงบ้าง”

ลู่ยาตอบเสียงเรียบ “ไม่เลว”

เสี่ยวซูยืดตัวมา “ผู้อำนวยการสุดยอดมาก! พรีเซนต์ได้เยี่ยมจริง ๆ!”

สวีซินชม “เนื้อหาแน่นแต่ฟังง่าย”

ต้วนเจียเจ๋อดีใจ ตัวเขาเองยังเกร็งอยู่เล็กน้อย ตอนขึ้นเวทีเลยทำได้แค่พูดไปตามบท แต่พาวเวอร์พ้อยนต์ที่เขาทำมามีชีวิตชีวาดีมากจึงทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี ตอนอยู่บนเวทีเขามองเห็นว่าสีหน้าของผู้หลักผู้ใหญ่ทุกท่านที่อยู่ด้านล่างล้วนไม่เลว

ช่วงพัก หลิวเผยหย่วนเรียกต้วนเจียเจ๋อไปเดินดูสวนสัตว์ด้วยกัน แต่พอต้วนเจียเจ๋อมองสีหน้าลู่ยาแล้ว เขาก็พูดเสียงเบาอย่างรู้สึกผิดว่า “เดี๋ยวไปเจอกันข้างในดีกว่าครับ คนจากหลิงโย่วก็จะไปดูด้วย…”

หลิวเผยหย่วนเห็นทางหลิงโย่วมีมากันอีกสามคน ในจำนวนนั้นมีสาวสวยอายุพอ ๆ กับต้วนเจียเจ๋อหนึ่งคน เขาเลยหัวเราะหึ ๆ อย่างเข้าใจ “ก็จริง ถึงยังไงกลับไปก็ศึกษาเพิ่มเติมได้ คนหนุ่มสาวไม่ชอบเดินไปเป็นกลุ่มใหญ่ งั้นก็แยกกันเดินเถอะ จำไว้ว่าต้องพกบัตรประจำตัวไว้นะ”

ต้วนเจียเจ๋อพยักหน้า

ยังไม่พอ หลิวเผยหย่วนตบไหล่ต้วนเจียเจ๋อ พูดยิ้ม ๆ “เจ้าหนูนี่ไม่เลว ตั้งใจออกเดตนะ”

“แหะ ๆ ต้องขอโทษด้วยนะครับ” ต้วนเจียเจ๋อเขินจนเหงื่อตก เขาหันไปเรียกอีกสามคนให้เดินไปด้วยกัน

พวกเขาต่างพกบัตรประจำตัวของงานประชุมประจำปี ตอนเข้าสวนสัตว์ชุนเฉิงเลยไม่ต้องเสียเงิน แต่พอเดินเข้าไปได้ไม่กี่ก้าว เสี่ยวซูก็พูดขึ้นแบบรู้หน้าที่ว่า “ผู้อำนวยการคะ ฉันได้ยินว่าทางนั้นมีดอกชา ขอไม่ดูตรงนี้นะคะ ฉันจะไปตรงนั้น”

สวีซินเองก็แต่งงานแล้ว เขาจะไม่รู้จักกาลเทศะได้ยังไงเลยพูดด้วยน้ำเสียงนึกสนุก “ผมจะไปกับเสี่ยวซูเอง เสี่ยวซูเป็นเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวนะ ฮ่า ๆ”

พอคนรู้งานสองคนพูดจบก็ไม่คอยให้ต้วนเจียเจ๋อตอบ รีบเผ่นไปทันที เหมือนกลัวว่าถ้าช้าต้วนเจียเจ๋อจะเกรงใจพวกเขา

“…” ต้วนเจียเจ๋อส่ายหน้า “เราไปกันเถอะ”

นักท่องเที่ยวมาดูสัตว์และมาชมดอกไม้ หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง พื้นที่ของไม้ดอกกับสัตว์จึงจัดไว้สลับกัน เพื่อเสริมกันและกัน

ทั้งคู่เดินทอดน่องไปทางลานนกยูง การเพาะเลี้ยงนกยูงสีเขียวของสวนสัตว์ชุนเฉิงค่อนข้างมีชื่อเสียง ที่นี่จึงเลี้ยงนกยูงสีเขียวสายพันธุ์บริสุทธิ์ไว้หลายสิบตัว แน่นอนว่านกยูงส่วนใหญ่ยังเป็นนกยูงสีน้ำเงิน และบางส่วนเป็นนกยูงสีขาว

นกยูงพวกนี้ถูกเลี้ยงแบบปล่อย ใช้ชีวิตอย่างอิสระในลาน ที่จัดแต่งสภาพแวดล้อมตามความคุ้นชินในการใช้ชีวิตของนกยูง ทำให้นักท่องเที่ยวพลอยมีความรู้สึกเหมือนได้เดินทะลุเข้าไปในธรรมชาติ

ท่าทางของนกยูงฝูงนี้ดูผ่อนคลายเป็นพิเศษ ลากหางเดินไปเดินมา พวกมันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เล็กเลยคุ้นชินกับการมาเยือนของนักท่องเที่ยว มนุษย์เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมในชีวิตพวกมัน

แต่ทันทีที่ลู่ยามา กลิ่นอายบางเบาก็กระจายออกอย่างน่ากลัว

ไม่ว่าเขาจะเดินไปตรงไหน นกยูงตรงนั้นจะวิ่งหนีไปด้านข้างกันแทบไม่ทัน เหมือนคลื่นม้วนตัวกลับลงทะเลอย่างพร้อมเพรียง ในรัศมีหลายร้อยเมตรรอบตัวลู่ยากับต้วนเจียเจ๋อไม่มีขนนกเลยสักเส้น นอกจากขนบนตัวของลู่ยา

นักท่องเที่ยวบางคนรู้สึกแปลก ๆ เลยเหลียวซ้ายมองขวา แต่ก็ต้องอึ้งเพราะไม่พบต้นตอของปัญหา

ลู่ยายังคงภูมิใจ “นกยูงใจแค่นี้เองเหรอ”

ต้วนเจียเจ๋อรับรู้ได้ว่าเขากำลังชี้ต้นซางด่าต้นไหว[2] ไม่รู้ว่าข่งเซวียนจะจามหรือไม่ “พอแล้ว เรามาเที่ยวนะ คุณไล่นกยูงไปหมดแบบนี้ ผมจะดูอะไร”

นกยูงมีอะไรน่าดู

ลู่ยากระตุกมุมปากแบบเหยียด ๆ แต่ในเมื่อต้วนเจียเจ๋อขอ เขาย่อมต้องตอบรับ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้จะมาดูข่งเซวียนอยู่แล้ว ชายหนุ่มหยิบอาหารนกที่ไม่รู้ว่าเตรียมเอามาด้วยตอนไหนออกจากกระเป๋ามาโปรย

เหล่านกยูงที่ตอนแรกเผ่นหนีสุดชีวิตถูกดึงดูด หลังลังเลอยู่ที่เดิมได้พักหนึ่ง พวกมันก็เมียงมองลู่ยาก่อนเลียบ ๆ เคียง ๆ เข้ามาแสร้งทำเป็นชมทิวทัศน์รอบ ๆ อย่างระมัดระวัง

อาจเพราะพวกมันสัมผัสได้ไม่ชัด แต่ในสายตาของต้วนเจียเจ๋อ นกยูงฝูงนี้ต่างพุ่งเป้ามาที่ลู่ยา

คนตายเพราะเงิน นกตายเพราะอาหาร โชคดีที่พวกเขาไม่ใช่คนเลว ไม่งั้นนกยูงฝูงนี้คงหนีไม่พ้นสักตัว

ต้วนเจียเจ๋อมองท่าทางของลู่ยาอยู่นานแล้วถอนหายใจ “ตอนแรกผมน่าจะเตือนคุณว่าอย่าให้อาหารสัตว์ แต่เพราะเห็นว่าคุณก็เป็นนก ผมเลยไม่พูด…”

“…”

 

ตอนต้วนเจียเจ๋อกับลู่ยาเดินไปใกล้ ๆ ภูเขาลิง ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวาย ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น มีนักท่องเที่ยวหลายคนเข้าไปมุงดู

พอเข้าไปใกล้ถึงเห็นว่ามีลิงห้อยโหนอยู่นอกพื้นที่ของภูเขาลิง พวกเจ้าหน้าที่เลี้ยงสัตว์ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ สกัดและขับไล่

พวกนักท่องเที่ยวเห็นเป็นเรื่องสนุกเลยถ่ายรูปกันอย่างตื่นเต้น เพราะลิงหนีไม่ใช่เรื่องที่จะพบเห็นกันได้ทุกวัน

ครั้งก่อนตอนลิงหนีออกจากสวนสัตว์ มีการประกาศและแจ้งปรับปรุงพื้นที่ แต่พวกนักท่องเที่ยวก็ยังมาดูโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา ไม่รู้ว่าพอปรับปรุงเสร็จ ฝูงลิงที่ยังจับกลับมาไม่ได้จะดอดกลับมาตอนกลางคืนหรือเปล่า จนถึงตอนนี้ เรื่องนี้ก็ยังไม่จบ

ไม่งั้น พวกเขาคงไม่ต้องมาเจอภาพน่าประหลาดใจแบบนี้

เจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์จำเป็นต้องจัดระเบียบ ใช้มาตรการไม่ให้นักท่องเที่ยวที่อยู่ในอารมณ์ตื่นเต้นเข้าไปกันอีก

ต้วนเจียเจ๋อเบียดตัวเข้าไปเพื่อดูมาตรการรักษาความปลอดภัยของพวกเขา เขาเห็นว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยของสวนสัตว์ชุนเฉิงนั้นไม่เลวเลย ถึงขั้นมีคูน้ำยาวถึงสี่เมตรกั้นขวาง แต่ลิงก็ยังกระโดดออกมาได้

ชายหนุ่มเบียดตัวเข้าไปถามเจ้าหน้าที่คนหนึ่งอย่างอยากรู้อยากเห็น “สวัสดีครับ ลิงนี่เป็นกลุ่มที่หนีออกไปเมื่อตอนก่อนหน้า หรือเพิ่งหนีออกมาใหม่เหรอครับ”

ตอนแรกเจ้าหน้าที่คนนั้นไม่อยากตอบ แต่พอเห็นบัตรประจำตัวที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอกของต้วนเจียเจ๋อ บอกให้รู้ว่าเขาเป็นระดับผู้นำขององค์กรในวงการที่มาเข้าร่วมการประชุมประจำปี และคำพูดคำจาก็คุ้นเคยกับเรื่องนี้ดีจึงอธิบายเสียงเบา “นั่นเป็นตัวจ่าฝูงครับ มันกลับมาเมื่อคืน ไม่รู้ทำไมถึงอยู่จนสว่าง เจ้าหน้าที่ไปเจอเข้า มันเลยหนีออกไป…”

ต่อหน้าต่อตาทุกคนด้วย

ต้วนเจียเจ๋อถึงเพิ่งรู้ว่านั่นคือแผนแหกคุก เมื่อมองดูจ่าฝูงให้ละเอียดก็เห็นว่าขนาดของมันใหญ่กว่าลิงตัวอื่น และแข็งแรงกำยำกว่า

เนื่องจากที่นี่มีไม้ประดับสารพัดชนิด ภูเขาหินเยอะ ลิงจ่าฝูงเลยวิ่งปราด ปีนขึ้นปีนลง คล่องแคล่วอย่างน่าเหลือเชื่อ มันหลบหลีกการจับกุมของเจ้าหน้าที่อย่างปราดเปรียว ทำให้พวกเขาดูน่าสงสารมาก

พวกนักท่องเที่ยวตามติดเรื่องนี้เหมือนกำลังดูซีรีส์ ซ้ำยังแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม มีกลุ่มที่เชียร์จ่าฝูง และกลุ่มที่เชียร์เจ้าหน้าที่

“ขึ้นไป! ดักทางนั้น!”

“รีบหนี ๆ โหนลงมา!”

ถึงพวกเขาเป็นมนุษย์ แต่ไม่ว่าจะยืนอยู่ฝั่งไหนล้วนต้องยอมรับว่าลิงจ่าฝูงคือลิงจ่าฝูง สรีระดีเยี่ยม และได้เปรียบเรื่องลักษณะของพื้นที่ ต่อให้มีคนหลายคนล้อมจับมันก็จับไม่ได้

ต้วนเจียเจ๋อยืนมองอยู่ตรงนั้นสักพักแล้วก็ปลีกตัวห่างออกไป ก่อนจะเผลอสบตากับลิงจ่าฝูงบนต้นไม้แวบหนึ่ง

อันที่จริงเขาก็ไม่มั่นใจว่าเป็นการสบตากันหรือเปล่า จนลิงจ่าฝูงชะงักเล็กน้อยแล้วเผ่นลงจากต้นไม้ เปลี่ยนทิศแบบกะทันหัน ไม่ได้หนีเข้าป่า แต่พุ่งเข้าใส่ฝูงชน

เจ้าหน้าที่ตั้งตัวไม่ทัน คิดไม่ถึงว่าอยู่ดี ๆ มันจะทำแบบนี้เลยรีบตะโกนเตือนเพื่อนร่วมงานพร้อมเปลี่ยนทิศไล่ตามมาทางนี้

ผู้คนต่างส่งเสียงกรีดร้อง นักท่องเที่ยวหลายคนถอยกรูด

ทุกคนต่างประจักษ์ถึงพละกำลังในการประจัญบานของเจ้าลิงตัวนี้แล้ว ต่อให้มีคนเชียร์มัน แต่จะให้พวกเขานับญาติกับมันจริง ๆ หรือ ขอผ่านดีกว่า ใครจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่อพละกำลังในการทำลายล้างของเจ้าลิงไม่ได้ด้อยเลย

ทุกคนพากันถอยหนี ในขณะที่ต้วนเจียเจ๋อกับลู่ยายืนอยู่ที่เดิมกันสองคน

ต้วนเจียเจ๋อมีลางสังหรณ์อย่างรุนแรงว่าเจ้าลิงตั้งใจพุ่งเข้าใส่พวกเขา แต่พอเห็นเจ้าลิงเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ชายหนุ่มกลับอดพูดเสียงเบาไม่ได้ว่า “…ฉันสินะ”

เป็นจริงตามคาด เมื่อเจ้าลิงหลบซ้ายเบี่ยงขวา ทะยานไปข้างหน้า จนสุดท้ายมันใช้มือหนึ่งกอดน่องต้วนเจียเจ๋อ และอีกมือกอดน่องลู่ยา หันไปแยกเขี้ยวยิงฟันให้คนกลุ่มนั้น ส่งเสียงกรอด ๆ ไม่เป็นภาษา

ต้วนเจียเจ๋อ “…”

ชายหนุ่มคิดแล้วดมกลิ่นตัวเอง ครั้งนี้ไม่มียา อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะมีขนหรือกลิ่นของหยวนหงติดอยู่บนตัวเขา หรือจังหวะเหมาะพอดี ลิงจ่าฝูงแสนซนก็แค่อยากประกาศศักดาต่อหน้าผู้คน

ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ตามลิงจ่าฝูงมาต่างเข้าใจว่าต้วนเจียเจ๋อเป็นนักท่องเที่ยวเลยรีบตะโกนบอกพวกเขาว่าอย่าขยับตัว

เมื่อกลุ่มเจ้าหน้าที่วิ่งมาตรงหน้า ต้วนเจียเจ๋อกับผู้อำนวยการของพวกเขาเพิ่งเจอกัน ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงก้มไปจับตัวเจ้าลิงขึ้นมา ดีที่เขาเองก็เลี้ยงลิงไว้เป็นฝูง เลยรู้ว่าควรจัดการแบบไหน

คนวงในแค่เห็นวิธีก็รู้ว่าเป็นคนที่มีความเข้าใจ ตอนแรกพวกเจ้าหน้าที่จะตะโกนบอกให้ต้วนเจียเจ๋อหยุด เนื่องจากกลัวว่าเขาจะถูกลิงกัดหรือข่วน แต่พอเห็นท่าทางแบบนี้ เจ้าหน้าที่เลี้ยงสัตว์ก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย

ต้วนเจียเจ๋อจับลิงจ่าฝูงไว้แล้วเดินขึ้นหน้ามาสองสามก้าว พอเจอเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ชุนเฉิงที่วิ่งเหยาะ ๆ มาทางนี้เหมือนกันก็บอกว่า “บังเอิญจังเลยนะครับ ฮ่า ๆ ผมเป็นคนของสวนสัตว์หลิงโย่ว มณฑลตงโจวครับ เจ้าลิงวิ่งมาเข้ามือผมพอดี”

ลิงจ่าฝูง “…”

พอคนกลุ่มนี้เห็นบัตรประจำตัวผู้เข้าร่วมงานประชุมของต้วนเจียเจ๋อก็หัวเราะครืน

พวกเขาไล่ตามกันตั้งนาน เจ้าลิงจ่าฝูงจอมเจ้าเล่ห์พุ่งเข้าใส่ผู้คน แต่ดันไปเจอคนในสายงานเลยถูกจับอย่างง่ายดาย อะไรจะประจวบเหมาะได้ขนาดนี้!

ต้วนเจียเจ๋อส่งลิงจ่าฝูงให้คนของพวกเขา แม้จะไม่รู้ว่าครั้งนี้สวนสัตว์ชุนเฉิงรู้แล้วหรือยังว่าเจ้าลิงจ่าฝูงหนีออกมาได้อย่างไร และจะรับมืออย่างไรต่อไป ไม่อย่างนั้นส่งคืนให้ไปก็เสียแรงเปล่า

ต้วนเจียเจ๋อจับมือกับเจ้าหน้าที่ทั้งกลุ่ม พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าไม่เป็นไรครับ

นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างเห็นภาพนี้ คนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เหมือนจะรู้ว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน ส่วนคนที่ยืนห่างออกไปบอกว่าคนกลุ่มนี้ไม่เลว จับลิงจ่าฝูงได้ ไม่รู้ว่าจะมีการให้ตั๋วฟรีเขาหรือเปล่า

ตอนต้วนเจียเจ๋อเดินกลับมาหาลู่ยา เขาได้ยินลู่ยาถามว่า “นายรู้ไหมว่าเพราะอะไรลิงตัวนั้นถึงมาหาเรา”

ต้วนเจียเจ๋องง “เพราะอะไรเหรอครับ”

น้ำเสียงของลู่ยาขบขัน “ที่ตรงนี้ฮวงจุ้ยเยี่ยมยอด สบจังหวะให้เจ้าลิงตัวนี้ได้ยกระดับสติปัญญา ก่อนหน้านี้ฉันปล่อยพลังออกไปนิดหน่อย แต่คงแผ่ไปถึงนายด้วย ทำให้มันเข้าใจว่านายกับฉันเป็นปีศาจรุ่นพี่เลยมาขอความช่วยเหลือ”

“…”

“ใครจะรู้ว่าความจริงแล้วนายเป็นผู้อำนวยการสวนสัตว์”

“…”

 

ความคิดแรกของต้วนเจียเจ๋อคือที่แท้ก็ยกระดับสติปัญญาแล้ว มิน่าถึงได้ฉลาดขนาดนี้ ต่อมาเขายิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน

ปกติเวลาสัตว์ทั่วไปเจอลู่ยาจะรู้สึกหวาดกลัว แต่เจ้าลิงตัวนี้ยกระดับสติปัญญาแล้ว รู้ดีว่าลู่ยาแข็งแกร่งมาก เมื่อเทียบกับมนุษย์ ทั้งลู่ยาและต้วนเจียเจ๋อซึ่งมีกลิ่นอายของลู่ยาติดตัวย่อมมีโอกาสปกป้องคุ้มครองมันได้มากกว่า

อีกประการหนึ่ง การบำเพ็ญด้วยตัวเองลำพังเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้นถ้าได้กอดขาทั้งสองข้างเลยยิ่งดีใหญ่ ด้วยเหตุนี้ลิงจ่าฝูงถึงวิ่งมาอย่างดีอกดีใจ

แต่มันไม่มีทางคาดคิดว่าตัวเองจะกอดถูกต้นขาผู้อำนวยการสวนสัตว์ ต้วนเจียเจ๋ออ่านใจสัตว์ป่าไม่ได้ ไหนเลยจะเข้าใจสารในเสียงร้องเจี๊ยก ๆ ของมัน เขาเลยจับมันส่งคืนไปให้เพื่อนร่วมอาชีพ

ต้วนเจียเจ๋อหันไปมองด้านข้าง เป็นจริงตามคาด ตอนนี้ลิงจ่าฝูงที่อยู่ในกรงกำลังมองตนด้วยสายตาพูดไม่ออก

“…” ต้วนเจียเจ๋อปิดตา “ผมไม่รู้จริง ๆ…”

ลู่ยาปลอบ “ถึงยังไงนายก็ไม่รู้จักมัน เราไปกันดีกว่า”

“ปลอบกันแบบนี้เหรอ”

ไม่ว่าอย่างไร ลู่ยาก็ไม่ใช่มนุษย์ ต้วนเจียเจ๋อคิดปลอบใจตัวเอง มันต้องหนีออกมาอีกแน่…แต่เวลานี้สิ่งแวดล้อมภายนอกย่ำแย่ มันเพิ่งจะได้ยกระดับสติปัญญา การอยู่ในสวนสัตว์ย่อมดีกว่า เอ๋ หรือไม่ เรากลับไปให้ท่านเทพหยวนหงมาชี้แนะมันหน่อยดีไหม

ยิ่งคิด ต้วนเจียเจ๋อยิ่งรู้สึกว่านี่เป็นความคิดที่ดี ดีกว่าวิ่งกลับไปปล่อยลิงจ่าฝูงเยอะ แทนที่จะให้ปลา สอนมันจับปลาเองดีกว่า

 

ทั้งคู่ออกจากภูเขาลิงที่ยังคงอลหม่าน เดินไปยังไร่ชาภูเขา เจอคณะของหลิวเผยหย่วน ยังมีเสี่ยวซู สวีซิน ดูเหมือนพวกเขาจะมาเจอกันพอดี

ทุกคนโบกมือมาแต่ไกล คาดว่าพวกเขายังไม่รู้เรื่องที่ภูเขาลิง ต้วนเจียเจ๋อเองก็ไม่คิดจะเล่า

พอเดินเข้าไปใกล้ หลิวเผยหย่วนหัวเราะหึ ๆ “เสี่ยวต้วน ไปไหนมาเหรอ เมื่อกี้ผมเพิ่งถามว่าทำไมเสี่ยวต้วนถึงทิ้งแฟนไว้ ที่นี่คนเยอะ คุณไม่ห่วงสักนิดเลยหรือ”

ลู่ยา “?”

ต้วนเจียเจ๋องุนงงตามไม่ทันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง “ครับ?”

ลู่ยาเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้รู้เรื่องรสนิยมทางเพศของต้วนเจียเจ๋อแล้ว และคนที่หลิวเผยหย่วนพูดถึงก่อนหน้านี้คือตัวเอง ตัวต้วนเจียเจ๋อเองก็เข้าใจแบบนั้นเลยรู้สึกผิด คิดไม่ถึงว่าหลิวเผยหย่วนจะไม่ใช่คนชอบซุบซิบ คิดแล้วแววตาเขาก็เปลี่ยนไป

หลิวเผยหย่วนหันหน้ามา “ใช่หรือเปล่า เสี่ยวซู?”

ลู่ยา “…”

เสี่ยวซูก็เสี่ยวซู นี่คืออคติของมนุษย์

ต้วนเจียเจ๋อ “…”

เหนื่อยจัง ต้องเปิดตัวกันอีกกี่รอบเนี่ย

เสี่ยวซู “…”

แรงกดดันมหาศาล ถึงที่นี่จะมีฉันเป็นผู้หญิงอยู่คนเดียว แต่คนที่มีแฟนไม่ใช่ฉันนะคะ…

 

 

[1] ชุนเฉิง แปลตรงตัวว่า เมืองฤดูใบไม้ผลิ ชาวจีนให้คุณค่ากับฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้ใบพฤกษ์นานาพันธุ์เริ่มแตกยอดและผลิบาน ทำให้โลกกลับมามีสีสันอีกครั้ง เป็นฤดูกาลแห่งการเริ่มต้นของชีวิตหลังผ่านความหนาวเหน็บ สี่ฤดูล้วนคือใบไม้ผลิ จึงมักใช้เปรียบเปรยถึงสถานที่ที่ตลอดทั้งปีมีทิวทัศน์ทางธรรมชาติและอากาศที่สดชื่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ

[2] ชี้ต้นซางด่าต้นไหว สำนวนหมายถึง ทำทีว่าตำหนิคนหนึ่ง แต่จริง ๆ ตั้งใจจะต่อว่าอีกคนหนึ่ง ตรงกับสำนวนไทยว่า ตีวัวกระทบคราด

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า