ความเข้าใจผิดเรื่องความรัก : คิดแบบนี้ความรักถึงไปไม่รอด

หลายครั้งที่ความรักไปไม่รอด แรกๆ ก็ดูเหมือนจะดีมั่นใจว่าทำดีทุกอย่าง เปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ทำไมสุดท้ายความรักก็จบลงทุกที…นั่นเพราะเรามี ความเข้าใจผิดเรื่องความรัก ที่ทำให้ไม่ว่าจะอย่างไรความรักก็ไปไม่ไม่รอด มาดูกันว่าความคิดแบบใดถึงจะเรียกว่าเป็น ความเข้าใจผิดเรื่องความรัก เมื่อรู้แล้วจะได้ปรับทัศนคติกันเสียที

 

ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องมีเวลาว่างเสมอเพื่อแฟน

 

 

ความเข้าใจผิดเรื่องความรัก ข้อแรก คือ เราคงเคยคิดว่า “ถึงจะมีเรื่องอื่นต้องทำ แต่ต้องทำตัวให้ว่างเพราะแฟนอาจจะนัดเราตอนสุดสัปดาห์ อ้าวถ้าเป็นแบบนี้คงจะไม่ได้ทำอะไรแล้วสิ” แค่คิดเช่นนี้ ใจก็เกิดความเครียดขึ้นแล้ว และความเครียดนั้นจะค่อย ๆ สะสมไปทีละนิดโดยที่เราไม่รู้ตัว

หากเราถูกครอบงำด้วยความคิดว่าจะต้องทำตัวว่างเพื่อแฟน ต่อให้เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป จนกลายเป็นว่าเราจะปฏิเสธคำชวนเพื่อนไปเรื่อยๆ และจะรอเฉพาะคำสั่งจากแฟนที่เป็นจุดศูนย์กลางของโลกเท่านั้น โดยไม่แยแสต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิท คนที่ทำงาน หรือเพื่อนที่โรงเรียน เราจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยลง และยิ่งเรามีปฏิสัมพันธ์น้อยลงเท่าไร คนรักจะกลายเป็นทุกสิ่ง และการยึดติดอีกฝ่ายจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

หากใจเราตกอยู่ในสภาพที่ต้องการสิ่งเร้ารุนแรงจากคนที่รักมากเกินไป จะทำให้เราไม่มีสมาธิกับหลาย ๆ สิ่ง เช่น เมื่อคิดแต่เรื่องของคนรักก็จะไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือตื่นเต้นเกินไปจนนอนไม่หลับ

หากฝ่ายหญิงยึดติดกับคนรักมากไป แสดงว่าความเหงากับความรู้สึกที่ไม่ได้รับการเติมเต็มกำลังทำงานอยู่ การไปยึดติดกับอีกฝ่ายเข้า จะทำให้เราพยายามปกปิดความเหงาและความน่าสังเวชของเรา และการที่เราพยายามปฏิเสธว่า “ไม่ได้ยึดติด” นั้น เป็นการผลักไสความรู้สึกที่บุกเข้ามานั้นออกไป

น่าเสียดายว่า ยิ่งเราพยายามโจมตีผู้บุกรุกมากเท่าไร มันจะยิ่งอาละวาดหนักขึ้น การยึดติดก็เช่นเดียวกัน ยิ่งไปโจมตี ความรู้สึกนั้นมีแต่จะยิ่งอาละวาดหนักขึ้น

สิ่งที่ต้องทำคือ ให้ปฏิบัติต่อความรู้สึกที่บุกเข้ามาอย่างละมุนละม่อม เช่น “เอาละ ใจเย็น ๆ ดื่มชาก่อน แล้วพักสักหน่อยนะ” และยอมรับความรู้สึกของตัวเองว่า “ที่เราคิดแต่เรื่องแฟนนี่เป็นเพราะเราอยากปกปิดความเหงารึเปล่านะ ฮ่าๆ ติดแฟนเสียแล้วเรา”

หากทำเสมือนมันเป็นลูกค้าจอมเกเรที่มีชามาเสิร์ฟและได้รับการต้อนรับอย่างดีความรู้สึกก็จะสงบลงเอง

 

เทคแคร์ให้สุดๆ เกินกว่าที่ในชีวิตปกติจะทำ

 

ความเข้าใจผิดเรื่องความรัก

 

การที่เราเผลอแสดงอยู่บ่อย ๆ ในช่วงแรกของความรักนั้น เพราะเราถูกควบคุมด้วยคำสาปที่เป็นความโลภ อยากได้เขามาเป็นแฟน จึงแสดงปฏิกิริยานั้นออกมาโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อถึงจุดที่เราไม่มีใจจะทำต่อไปแล้ว เราก็จะแสดงต่อไม่ได้โดยอัตโนมัติเช่นกัน

เผลอแสดงอีกแล้ว…! ทำเป็นใจดีจนเกือบไม่เป็นธรรมชาติแล้ว!

การถูกคำสาปการแสดงเล่นงานเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับเราเท่านั้น อีกฝ่ายเองก็โดนคำสาปการแสดงควบคุมให้ฝืนแสดงตามระดับความชอบที่อีกฝ่ายมีต่อเราเช่นกัน

ในช่วงแรกอีกฝ่ายจะดูแลเป็นอย่างดี เช่น แม้จะดึกแล้วก็อุตส่าห์มาส่งถึงบ้าน จับมือกันเดินในเมือง เมื่อฝ่ายหญิงมีสีหน้าเศร้าแม้เพียงเล็กน้อยก็จะถามไถ่ว่า “เป็นอะไรไป ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็บอกได้นะ”หรือพูดจาด้วยถ้อยคำหวานซึ้งบ่อยครั้ง เช่น “ตาเธอมีเสน่ห์จัง” “ริมฝีปากเธอช่างน่ารัก เป็นเหมือนผลงานชิ้นเอกที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้น…”

ความใจดีที่ได้รับนี้เป็นสิ่งที่มากระตุ้นใจเราอย่างรุนแรง ทำให้เกิดคำสาปที่เป็นโลภะขึ้นมา ส่งผลให้เราอยากได้สิ่งเร้านั้นอีกซ้ำๆ แต่นั่นเป็นเพียงภาพมายา! ความใจดีที่มีให้นั้น เป็นเพียงความใจดีในช่วงแรกที่แม้แต่อีกฝ่ายก็แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่ใช่สิ่งที่ยืนยง

หากเราไม่รู้ไว้ว่ามันคือภาพมายาแล้วละก็ เราจะลำบากในภายหลัง ไม่ว่าใครก็มักทำใจดีกับอีกฝ่าย พูดหวานเกินความจำเป็น เพื่อให้อีกฝ่ายชอบเรา แต่เมื่อสนิทสนมกันแล้วแม้ว่าฝ่ายหญิงจะยังคงเป็นเหมือนเดิมแต่อีกฝ่ายกลับรักษาระดับเดิมเอาไว้ไม่ได้

ดังนั้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงในภายหลัง เราจึงควรตั้งหลักไว้ให้ดีตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของความรัก ด้วยการมองความเป็นจริงที่เข้มงวดอย่างสุขุมว่า “อ้อออ ที่เห็นทำเป็นใจดีอยู่นี้ เป็นเพราะทั้งเขาและเราต่างถูกคำสาปการแสดงเข้าครอบงำอยู่นี่เอง”

หากทำได้เช่นนี้ ต่อมาภายหลังจะได้สร้างความสัมพันธ์ต่อไปได้โดยไม่เกิดอาการฝันสลาย เช่น “เมื่อก่อนใจดีออก เธอเปลี่ยนไปนะ” หรือ “ทำไมไม่เหมือนเดิม…”

 

ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องมีคนรัก จะโสดไม่ได้

 

 

ผู้คนมักพูดพูดราวกับว่าคนที่ไม่มีความรักเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เราจึงถูกผลักดันให้คิดว่า “ไม่ว่ายังไงก็ต้องมีความรักให้ได้”

หากเรารู้ล่วงหน้าว่าใครสักคนยังไม่มีคนรัก จิตใจเราคงแสดงสภาพออกมาให้เห็นว่า “ถ้าเราเป็นคนที่เหมาะสม ก็คงกระโจนเข้าไป” เงื่อนไขในการเข้าไปเติมเต็มที่ว่างนั้นมักจะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ เช่น “ถ้าหน้าตาดีก็โอเค” หรือ “ถ้าใจดีกับเราก็โอเค” ดังนั้นจึงมีบ้างที่มีคนนำเพศตรงข้ามที่อยู่ใกล้ตัวมาเป็นเป้าหมายในความรัก และทึกทักเอาว่าเรา “รัก” เขา

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเองก็จะไม่เข้าใจขึ้นมาว่า ทำไมถึงชอบคนคนนั้น หรือว่า เราชอบคนนี้ตั้งแต่แรกจริงหรือ หากต้องการคนหน้าตาดีหรือใจดีแล้วละก็ ในโลกนี้มีอยู่มากมายเสียจนน่าเบื่อ

เนื่องจากเราไปหมกมุ่นเรื่อง “อยากมีความรักจนทนไม่ไหวแล้ว” ทำให้บางครั้งเราไปเลือกคนที่ดูดีที่สุดมาจากในชมรมเดียวกัน หรือคนในที่ทำงานเดียวกัน หรือคนที่ใจดีที่สุด คนที่คุยสนุกที่สุด แล้วสร้างภาพขึ้นมาว่านี่เป็น “รัก”

“ความรัก” เช่นนั้น เป็นการมองข้ามความเข้ากันได้ของเรากับอีกฝ่ายไป และเป็นเพียงแค่
1. ตอนนี้ อยากมีความรักเร็วที่สุดในกลุ่ม
2. หมายความว่า…ต้องเลือกคนที่ดีที่สุดในกลุ่ม แล้วรัก
3. ในกลุ่มนี้ ถึงยังไงคนนี้ก็หน้าตาดีที่สุด แต่งตัวดีที่สุด และคุยสนุกที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นรักคนนี้ดีกว่า

ไม่ว่าความรู้สึกจริงจะเป็นเช่นไร แต่เราอาจตกอยู่ในความคิดเช่นนี้โดยไม่รู้ตัว จึงขอให้ระมัดระวังไว้ เพราะเป็น “รัก” ที่ฝืนสร้างขึ้นมา

 

อยากให้ทุกคนได้ลองกลับมาสังเกตตัวเองดูว่า ตัวเรานั้นมี ความเข้าใจผิดเรื่องความรัก บ้างหรือไม่ ถ้ามีอยู่ก็รีบปรับมุมมองเพื่อความรักที่ดีกันนะ จะได้ไม่ต้องมานั่งน้ำตาตกในกันอีก

 

สามารถเรียนรู้ความผิดพลาด และวิธีประคองความรักให้เป็นไปได้อย่างราบรื่นได้เพิ่มเติมจาก
หนังสือ ไม่อกหักทั้งชีวิต

พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ

สนพ.อมรินทร์ธรรมะ


หนังสือเล่มอื่นๆ จากพระริวโนะสุกะ


 

บทความอื่นๆ