ความเชื่อผิดๆ ที่ทำลายระบบเผาผลาญ : กินแบบนี้ถึงได้อ้วน

เคยสงสัยใช่มั้ยว่า ทำไมเรากินอะไรก็อ้วน กินน้อยก็ยังอ้วน!? ที่เรายังอ้วนอยู่ก็เพราะระบบเผาผลาญพัง!! แล้วทำอย่างไรถึงจะลดความอ้วนได้จริง อยากจะบอกให้รู้จากใจจริงว่าก่อนจะลดความอ้วนได้ ต้องทำให้ระบบเผาผลาญเป็นปกติก่อน และความจริงสุดแสนจะเจ็บปวดคือเราเองนั่นแหละที่มีความเชื่อผิดๆ กินจนระบบเผาผลาญพัง เมื่ออ่านความเข้าใจผิดๆ ที่ทำลายระบบเผาผลาญนี้ก็จะเข้าใจว่า ทำไมกินแบบนี้ถึงได้อ้วน

ก่อนอื่นเรามารู้จักก่อนดีกว่าว่าระบบเผาผลาญคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

 

ระบบเผาผลาญคืออะไร

 

ระบบเผาผลาญ คือกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ด้วยการแปรสภาพอาหารไปเป็นความร้อนและเชื้อเพลิง กล้ามเนื้อ ไขมัน เลือด กระดูก กระบวนการเผาผลาญก็เกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกชีวิตต้องอาศัยพลังงานเพื่อการหายใจ เคลื่อนไหว คิด และตอบสนอง พลังงานที่ใช้เพื่อให้ชีวิตรอดนี้ก็มาจากการบริโภคและการเผาผลาญนี่เอง ถ้าระบบเผาผลาญดี เราก็จะมีพลังงานแบบพร้อมใช้งาน ร่างกายก็จะแข็งแรง

 

เหตุผลที่ทำให้ระบบเผาผลาญช้าลง

และการลดน้ำหนักเป็นเรื่องยาก

เนื่องจากระบบเผาผลาญสร้างพลังงานตามสิ่งที่เรากินและพฤติกรรมที่เราทำ ซึ่งข้อดีก็คือเราสามารถควบคุมการเผาผลาญได้ แต่ระบบเผาผลาญก็อาจสร้างปัญหาได้ เพราะเราไปทำให้มันเกิดปัญหาเอง เราไปทำให้มันสร้างร่างกายแบบที่ไม่ต้องการขึ้นมาเอง ทั้งจากการควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก การกินอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเครียด จนไปชะลอระบบเผาผลาญ ส่วนการที่น้ำหนักเพิ่มก็คือการปรับตัวที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรม

การควบคุมอาหารอย่างสุดโต่งทำให้การเผาผลาญช้าลง อธิบายง่ายๆได้ว่า เพราะทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนการอดอยาก แล้วจะกระตุ้นต่อมหมวกไตให้ระงับการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ปกติที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการเผาผลาญไขมัน แล้วไปผลิตฮอร์โมนไทรอยด์อีกชนิดหนึ่งที่กระตุ้นการสะสมไขมันออกมามากขึ้น แทนที่จะเผาผลาญไขมัน

อย่างไรก็ตาม สมองจะตรวจจับฮอร์โมนไทรอยด์ที่มีมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ดังนั้นมันจึงระงับการผลิตฮอร์โมนทั่วร่างกาย ส่งผลให้ระบบเผาผลาญของคุณตอบสนองด้วยการทำงานช้าลง จากนั้นร่างกายก็จะเริ่มสะสมทุกอย่างที่กินเอาไว้ในรูปของไขมัน แม้กระทั่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้คือ ต้องปรับระบบเผาผลาญใหม่อีกครั้ง และวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ทิ้งความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการกิน ที่มีแต่จะเพิ่มน้ำหนักให้คุณ ความเชื่อผิดๆ ที่ทำลายระบบเผาผลาญมีดังนี้

 

แค่กินให้น้อยลง น้ำหนักก็จะลดลงได้ในที่สุด

หนึ่งในความเชื่อผิดๆ เรื่องระบบเผาผลาญก็คือ “ถ้ากินให้น้อยลง จะทำให้น้ำหนักลดลง” แต่ความเป็นจริงมันตรงกันข้าม!! บางคนกินอาหารวันละไม่เกิน 1,200-1,400 แคลอรี แถมออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5-7 วัน แต่น้ำหนักไม่ลงเลย!! นี่คือสัญญาณระบบเผาผลาญพัง เมื่อระบบเผาผลาญพัง เพียงแค่กิน ผักกาด ร่างกายก็จะนำไปเก็บในรูปของไขมัน และไม่เผาผลาญไขมันใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้แม้แต่คาร์โบไฮเดรตที่พบในผักใบเขียวก็ถูกนำไปสะสมเป็นไขมัน เป็นภาวะดื้อต่อคาร์โบไฮเดรตจากการควบคุมอาหารเป็นเวลาหลายปี จนทำให้คาร์โบไฮเดรตใดๆ ก็ตามที่เข้าสู่ร่างกายถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและเก็บสะสมในรูปของไชมันทั้งหมด แทนที่จะถูกเผาผลาญ หยึย!!

ยังมีคนที่งดอาหารเช้าและไม่กินอะไรเลยจนกระทั่งบ่ายสองโมง หลังจากนั้นกินแบบหยุดไม่ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงบ่ายจนเข้านอน พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ร่างกายเข้าสู่ “โหมดอดอยาก” การหยุดกินไม่ได้นี้ เป็นเพราะร่างกายกำลังตื่นตระหนกกับการขาดอาหารไปเป็นเวลานาน  เวลาที่คุณไม่ได้กินอะไรเลยแต่ยังอยู่ได้นั้น เพราะร่างกายจะดึงเชื้อเพลิงจากกล้ามเนื้อไปใช้เป็นแหล่งแรก ไม่ใช่ไขมัน ดังนั้นถ้าคุณไม่เลี้ยงร่างกายให้ดี มันจะ “กิน” กล้ามเนื้อซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ แถมยังมีหน้าที่เผาผลาญไขมันด้วย

ความเชื่อนี้ทำลายระบบเผาผลาญ กินแบบนี้ถึงได้อ้วนไง

 

กินของชอบมากๆ จะอ้วน ต้องเลิก

อีกหนึ่งความเชื่อผิดๆ ที่ทำลายระบบเผาผลาญ คือ งดเว้นสิ่งที่จะกินเข้าไปด้วยการจำกัดสัดส่วนของอาหารแต่ละชนิด ห้ามกินอาหารบางชนิด รวมถึงการลดหรือเปลี่ยนแปลงจำนวนครั้งในการกิน หลายคนจำใจกินอาหารจืดๆ ชืดๆ และกินเมนูซ้ำๆ น่าเบื่อ บ่อยครั้งพบว่าอาหาร (ที่เรียกว่าอาหารลดน้ำหนัก) เหล่านี้ ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการกระตุ้นฮอร์โมนความสุข คนที่ต้องทนกินของไม่ชอบจึงไม่เพียงต้องทนหิว แต่ยังรู้สึกเบื่อหน่ายและหดหู่ 

[su_quote]สิ่งที่น่าสนใจคือ ความพึงพอใจจากการกินอาหารมีพลังกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด เพิ่มอัตราการเผาผลาญ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเผาผลาญไขมันในที่สุด![/su_quote]

การกินอาหารที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการมากพออย่างถูกวิธี ร่างกายก็จะรู้สึกผ่อนคลายสุขสงบ และตระหนักว่าภาวะฉุกเฉินจากการอดอาหารได้ผ่านไปแล้ว จากนั้นก็จะเริ่มเผาผลาญไขมันจากอาหารเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงอีกครั้ง

เพื่อที่จะทำให้ระบบเผาผลาญกลับมาทำงานอย่างดี เราจึงมีทางเลือกสองทาง

หนึ่ง ห้ามหยุดควบคุมอาหารด้วยการกินอย่างน้อยนิดแค่วันละ 1,200 แคลอรี และ หยุดความคิดที่จะเลิกกินของชอบ ของอร่อย เช่น บาร์บีคิว ชีสเค้ก ฯลฯ ไปตลอดชีวิต! เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เลิกวิธีควบคุมอาหารแบบนั้น คุณก็จะกลับมาอ้วนทันที
สอง ซ่อมแซมระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายใหม่ และใช้ชีวิตปกติพร้อมกับมีระบบเผาผลาญพลังงานที่ดี

[su_quote]การอดอาหารนั้นไม่ดี ส่วนการกินเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพโดยไม่ต้องรู้สึกผิด[/su_quote]

 

 

การลดน้ำหนักเป็นแค่เรื่อง

รับแคลอรีเข้ามา และเอาแคลอรีออกไป

 

หนึ่งในความเชื่อผิดๆ ที่ทำลายระบบเผาผลาญที่แพร่หลายที่สุดในทุกวันนี้คือ เชื่อว่าการลดน้ำหนักเกี่ยวข้องกับการรับแคลอรีเข้ามา และเอาแคลอรีออกไป ในความเป็นจริง “แคลอรี” อยู่ภายใต้ตัวแปรมากมาย เนื่องจากแต่ละคนมีร่างกายแตกต่างกัน แคลอรีจึงส่งผลกับแต่ละคนต่างกันไป

[su_quote]สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องตัวเลข “แคลอรี” ตามทฤษฎีที่บริโภคหรือไม่ได้บริโภคเข้าไปก็คือ คุณจะเผาผลาญอาหารหรือแจกจ่ายพลังงานออกไปอย่างไรเมื่อมันเข้าไปสู่ร่างกายแล้ว[/su_quote]

บางคนอาจอ้วนเมื่อได้รับพลังงานวันละ 1,400 แคลอรี ส่วนอีกคนอาจอ้วนเมื่อได้รับพลังงานวันละ 2,400 แคลอรี ทั้งๆที่ร่างกายมีโอกาสผอมลงได้ด้วยการใช้พลังงานวันละ 1,400 หรือ 2,400 แคลอรีเช่นกัน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายทำอะไรกับพลังงานเหล่านั้น ถ้าร่างกายเผาผลาญแคลอรีเหล่านั้นเป็นเชื้อเพลิง แคลอรีก็จะถูกนำไปใช้และหายไป แต่ถ้าร่างกายสะสมแคลอรีในรูปของไขมัน มันก็จะอยู่ตามสะโพก บั้นท้าย หรือหน้าท้อง รอการนำไปใช้

หากต้องเผาผลาญแคลอรีตามหลักทฤษฎีให้ได้ 100 แคลอรี แต่ถ้ากระบวนการเผาผลาญไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ก็ไม่ต่างอะไรจากการเคลื่อนย้ายรถโดยที่ไม่มีกุญแจรถ แต่ถ้าคุณมีระบบเผาผลาญที่ดี มีกระบวนการเผาผลาญที่รวดเร็ว จากการได้รับเชื้อเพลิงจากอาหารที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ การเผาผลาญพลังงาน 100 แคลอรีก็แทบจะไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนบางคนที่มีอัตราการเผาผลาญสูงจะสามารถกินได้ถึงวันละ 8,000 แคลอรีทุกวัน!!

[su_quote]มีคำกล่าวว่า “หากคุณได้รับแคลอรีสูงสักหนึ่งวัน ร่างกายจะพร้อมลุย” หมายถึง การจุดไฟของกระบวนการเผาผลาญให้ติดอยู่เสมอ[/su_quote]

สิ่งบ่งชี้ที่แท้จริงว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณเมื่อกินอาหารเข้าไป ไม่ใช่แคลอรี แต่เป็นอัตราการเผาผลาญ มันคือตัวกำหนดว่าจะทำอย่างไรกับอาหารที่กินเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญ นำไปใช้เสริมสร้างโครงสร้างร่างกาย สะสมเป็นไกลโคเจนในตับเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรองกรณีเร่งด่วน หรือเก็บไว้ในรูปแบบของไขมันทั่วร่างกาย

 

ของหวานทำให้อ้วน

ความเชื่อผิดๆ ที่ทำให้ระบบเผาผลาญพัง และทำให้กลับมาอ้วนซ้ำอีกประการก็คือ ข้อนี้!
อย่าโทษช็อกโกแลต ไอศกรีม เค้ก หรือคุกกี้ช็อกโกแลตชิพแสนอร่อยว่าเป็นตัวการของความอ้วน ทั้งๆที่สาเหตุมาจากกระบวนการเผาผลาญที่ไม่ทำงานอีกเลย
ของหวานเป็นสิ่งที่ต้องยกย่องสิถึงจะถูก!

ถ้าเรากินเป็นครั้งคราวภายใต้เงื่อนไขที่ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีก็กินไป แต่ถ้าระบบเผาผลาญทำงานช้าแล้วกินเข้าไป มันก็จะไปกักเก็บในรูปไขมัน แล้วเราก็จะรู้สึกผิด พอยิ่งรู้สึกผิดร่างกายจะยิ่งตอบสนองต่อความเครียด ด้วยการเพิ่มอัตราการปล่อยฮอร์โมนสะสมไขมันและทำให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก

[su_quote]ถ้าอยากกินขนมหวานจริงๆ ก็จงกินอย่างหน้าชื่นตาบาน และ อย่าเครียด ถ้าทำไม่ได้ก็อย่ากินเลย [/su_quote]

รื่องราวความเชื่อผิดๆ และวิธีการลดความอ้วนที่ถูกต้องยังมีอีกมาก ติดตามเพิ่มเติมได้จาก

หนังสือ Fast Metabolism เบิร์นไวผอมจริง สำนักพิมพ์ Amarin Health

สั่งซื้อ คลิกเลย

 

 

8 thoughts on “ความเชื่อผิดๆ ที่ทำลายระบบเผาผลาญ : กินแบบนี้ถึงได้อ้วน

  1. Pingback: 10 กฎข้อห้าม อย่ากินแบบนี้ถ้าอยากลดความอ้วนให้ผอมจริง เห็นผลไว

  2. Pingback: 10 กฎข้อห้าม อย่ากินแบบนี้ถ้าอยาก ลดความอ้วน ให้ผอมจริง เห็นผลไว

  3. Pingback: ดีท็อกซ์ล้างพิษ เพิ่มวิตามิน ด้วย สมูทตี้เพื่อสุขภาพ จากผักและผลไม้

  4. Pingback: วิธีบริหารดวงตา ด้วยปากกา 14 วันฟื้นฟูสายตาได้จริง : สายตาดีด้วยวิธีมหัศจรรย์

  5. Pingback: ทำไม ออกกำลังกายลดน้ำหนัก แล้วยังไม่ผอม :ความเข้าใจผิดเรื่องการลดน้ำหนัก

  6. Pingback: ท่าบริหารร่างกายสำหรับคนที่มีอาการ ข้อเข่าเสื่อม : แนะนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  7. Pingback: 5 สูตร วิตามินบำรุงสายตา จากน้ำผักผลไม้ เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี

ใส่ความเห็น