[ทดลองอ่าน] THE MOTHER CODE รหัสมารดร

THE MOTHER CODE

รหัสมารดร

 แครอล สไตเวอร์ส เขียน

 อภิญญา ธโนปจัย เเปล 

ติดตามการวางจำหน่ายได้ทางเพจ “เเพรวนิยายเเปล”
(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

———————————

 

 

“หนังสือเล่มแรกของสไตเวอร์สที่จะทำให้ผู้คนตั้งคำถาม
เกี่ยวกับธรรมชาติของครอบครัวและความสัมพันธุของมนุษย์…
นี่คือเรื่องราวที่ทั้งเจ็บปวด กระตุ้นเร้าจิตใจ และเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง”
นิตยสาร Publishers Weekly

“หยุดอ่านไม่ได้เลย”
นิตยสาร Newsweek

“ผลงานเขียนเล่มแรกของสไตเวอร์ส นักชีวเคมี ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์
เข้ากับอารมณ์ความรู้สึก และปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างลงตัว
บรรยายเรื่องอย่างสมจริงจนผู้อ่านต้องขนลุก”
— นิตยสาร Booklist

“นิยายเปิดตัวของสไตเวอร์สคงเป็นส่วนผสมระหว่างหนังสือคลาสสิกในวัยเด็ก
อย่างเรื่อง Are You My Mother? ของพี.ดี. อีสต์แมน
กับ Never Let Me Go ผลงานที่ต้องหยุดหายใจของคาสึโอะ อิชิงุโระ”
— หนังสือพิมพ์ The San Francisco Chronicle

“เสียงสะท้อนอันทรงพลังและเข้มแข็งเกี่ยวกับความมีชีวิตชีวาและความเปราะบางของชีวิตมนุษย์
ความสัมพันธ์ รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนของมนุษย์”
นิตยสาร Book Browse Magazine

 

 

 

คำนำสำนักพิมพ์

 

พวกเราต่างเคยตั้งคำถามถึงโลกในยุคอนาคต จะเป็นอย่างไรหากเทคโนโลยีก้าวล้ำไปเกินกว่าที่เราจะจินตนาการไปถึง

แน่นอนว่าทุกอย่างเป็นเหรียญที่มีสองด้าน บรรจุไว้ทั้งด้านมืดและสว่าง ดีและร้าย

ด้วยความรู้แบบเดียวกัน มนุษย์ผลิตได้ทั้งเชื้อไวรัสคร่าชีวิต และยารักษาโรคที่อาจช่วยต่อชีวิตให้ใครบางคนได้ ด้วยเทคโนโลยีแบบเดียวกัน มนุษย์ผลิตได้ทั้งหุ่นยนต์ใช้งาน และจักรกลต่อสู้ที่จะทำลายล้างโลก

จะเป็นแบบไหนขึ้นอยู่กับผู้สร้าง เพราะมนุษย์มีชีวิต มีจิตใจ และความรู้สึก… ความรู้สึกแบบที่เครื่องจักรกลและหุ่นยนต์ไม่อาจมี

สักวันหนึ่ง เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนี้จะสามารถเติมความรู้สึก เติมหัวใจให้เครื่องจักรมีชีวิตขึ้นมาได้หรือไม่

ความผูกพันแบบมนุษย์กับมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นกับมนุษย์และหุ่นยนต์ได้หรือไม่

ทั้งหมดล้วนเป็นคำถามที่เราต่างอยากรู้คำตอบ

ซึ่งสักวันเราคงได้รู้… หากวันนั้นในอนาคตเดินทางมาถึง

 

แพรวสำนักพิมพ์

1

3 มีนาคม 2054

 

พวกเธอเก็บตีนตะขาบเข้าลำตัว กางปีกกว้าง มุ่งหน้าไปทางเหนือโดยบินกระจุกกันเป็นก้อน จากเบื้องบน แสงตะวันส่องลงมากระทบปีกโลหะเกิดเป็นเงามืดเกาะกลุ่มกันเคลื่อนผ่านแนวสันทรายของทะเลทรายอันโล่งกว้าง ต่ำลงไปเบื้องล่างมีเพียงความเงียบงัน – ความเงียบงันที่เกิดขึ้นและคงอยู่หลังจากที่ทุกสิ่งทุกอย่างสูญสลายและถูกทิ้งขว้าง

เมื่อพวกเธอโฉบเข้าไปใกล้ ความเงียบก็ถูกทำลาย เหล่าเม็ดทรายส่งเสียงครืนครางไปกับเสียงคำรามของอากาศที่พ่นผ่านใบพัดออกมา สิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่ตื่นจากการหลับใหลท่ามกลางความร้อน ถูกกระตุ้นให้ต้องออกจากที่ซุกตัวเมื่อรู้สึกได้ว่าพวกเธอกำลังตรงเข้ามา

พวกเธอหยุดกลางอากาศและปรับขบวนใหม่ให้รัศมีใหญ่ขึ้น เหล่ามารดรกระจายตัวออกไป ต่างไปตามทางของตนเอง โร-ซีรักษาระดับบนอากาศ ตรวจสอบทิศทางการบินของเธอ แล้วมุ่งหน้าไปยังปลายทางที่ถูกกำหนดไว้ ภายในช่องกลางลำตัวนั้น เธอเก็บสิ่งมีชีวิตที่มีค่าเอาไว้ – เมล็ดพันธุ์ของรุ่นต่อไป

เมื่ออยู่เพียงลำพัง เธอร่อนลงใต้เงาของผาหินเว้าเพื่อกันตัวเองจากแรงลม เธอรออยู่ตรงนั้น รอเสียงหัวใจเต้นแผ่วเบาแต่ต่อเนื่อง เธอรอ รอแขนอันเล็กจ้อยเคลื่อนไหว รอขาอันเล็กจิ๋วเริ่มกระตุก เธอบันทึกสัญญาณการมีชีวิตเหล่านี้ตามความเป็นจริง รอคอยช่วงเวลาที่จะได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

ในที่สุด เวลานั้นก็มาถึง

 

 

น้ำหนักทารก 2.4 กิโลกรัม

 

อัตราการหายใจ 47 ::: ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด 99% ::: ความดันเลือด 60/37 ::: อุณหภูมิร่างกาย 36.8 องศาเซลเซียส

 

ระบายน้ำคร่ำ: เริ่มต้น 03:50:13 สิ้นสุด 04:00:13

 

ตัดสายสะดือ: เริ่มต้น 04:01:33 สิ้นสุด 04:01:48

 

อัตราการหายใจ 39 ::: ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด 89% ::: ความดันเลือด 43/25

 

กระตุ้นหัวใจ: เริ่มต้น 04:03:12 สิ้นสุด 04:03:42

 

อัตราการหายใจ 63 ::: ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด 97% ::: ความดันเลือด 75/43

 

คลอด: เริ่มต้น 04:04:01

 

ทารกน้อยขดตัวอยู่ภายในเส้นใยอันหนาแน่นของรังไหม เขาบิดตัว ยกแขนขึ้นลงไปมา เมื่อริมฝีปากสัมผัสถันอันอ่อนนุ่ม ของเหลวที่อุดมไปด้วยสารอาหารก็หลั่งไหลเข้าไปในปาก ร่างกายของทารกน้อยผ่อนคลายลง ถูกประคองไว้ด้วยนิ้วยางอันยืดหยุ่น เด็กน้อยลืมตามองแสงสีน้ำเงินนวล เห็นเพียงเค้าโครงใบหน้ามนุษย์ที่พร่ามัว

 

 

2

20 ธันวาคม 2049

 

 

เรื่องด่วน ลับสุดยอด กระทรวงกลาโหม

 

ดร.เซด:

 

โปรดเข้าร่วมการประชุมที่จะจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ซีไอเอ แลงลีย์ เวอร์จิเนีย

วันที่ 20 ธันวาคม 2049 เวลา 11.00 น.

สำคัญมาก

จะจัดเตรียมการเดินทางให้

รบกวนตอบกลับด่วนที่สุด

 

– พลเอก โจ. แบลงเคนชิป, กองทัพบกสหรัฐ

 

เจมส์ เซด ถอดแว่นออคิวลาร์ซึ่งเชื่อมต่อกับโทรศัพท์บนข้อมือออกจากตาขวาแล้วเก็บไว้ในกล่องพลาสติก เขาถอดโทรศัพท์ออกจากข้อมือ ปลดเข็มขัด ก่อนจะวางของทั้งหมดนี้รวมกับรองเท้าและเสื้อแจ็กเก็ตไปบนสายพาน ดวงตาเพ่งเขม็งไปยังเครื่องสแกนม่านตา เขาเดินไปยังแนวหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยประจำสนามบิน แขนผอมๆ สีขาวของพวกมันเคลื่อนไหวไปมาอย่างคล่องแคล่วขณะตรวจตราร่างกายของเขาทุกกระเบียดนิ้ว

เรื่องด่วน ลับสุดยอด เมื่อก่อนข้อความจากกองทัพเคยทำเขาตื่นตระหนก แต่เดี๋ยวนี้เขาเริ่มเรียนรู้แล้วว่าให้หารสองเสมอ กระนั้นเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะกวาดตามองไปรอบๆ จุดตรวจผู้โดยสาร คาดว่าจะได้เห็นชายในชุดทหารสีน้ำเงินปรากฏตัวขึ้นมา แบลงเคนชิป เขาเคยได้ยินชื่อนี้จากไหนกันนะ

เขาใช้นิ้วลูบคาง เช้านี้เขาโกนหนวดจนเกลี้ยงเกลา เผยให้เห็นปานดำที่อยู่ใต้แนวขากรรไกร จุดที่แม่เขาเคยบอกว่าพระอัลเลาะห์ทรงจุมพิตให้ในวันที่เขาลืมตาดูโลก รูปลักษณ์ของเขาทำให้ท่านผิดหวังหรือเปล่า เขาคิดว่าไม่ เขาเกิดที่แคลิฟอร์เนียในวันที่ 4 กรกฎาคม ไม่ได้เคร่งศาสนา แต่ก็ยังดำเนินชีวิตอย่างถูกทำนองคลองธรรม เป็นคนอเมริกันเท่าที่จะเป็นได้ เขาได้ผิวขาวจากแม่ รูปร่างสูงจากตา แต่ถึงอย่างนั้นวินาทีที่เท้าของเขาแตะพื้นสนามบิน เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนร้าย แม้เหตุก่อการร้าย 9/11 อันอื้อฉาวจะเกิดขึ้นก่อนเขาเกิดถึงสิบสามปี แต่เหตุการณ์ลุกฮือประท้วงของชาวอาหรับในลอนดอนปี 2030 และระเบิดฆ่าตัวตายที่สนามบินเรแกนปี 2041 ยังทำให้ผู้คนฝั่งตะวันตกเคลือบแคลงสงสัยในตัวบุคคลที่มีลักษณะคล้ายชาวมุสลิมอยู่

เมื่อหุ่นยนต์ตัวสุดท้ายส่งสัญญาณไฟเขียวให้เขาผ่านไปได้ เขาก็เก็บสัมภาระของตน ประทับนิ้วโป้งลงบนเครื่องสแกนเพื่อปลดล็อกแผงกั้นไปยังเกตขึ้นเครื่อง ท่ามกลางแสงสว่างจ้าและความพลุกพล่านของผู้คน เขาสวมแว่นออคิวลาร์กลับเข้าที่เดิม และสวมโทรศัพท์เข้ากับข้อมือ กะพริบตาสามครั้งเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์อีกครั้ง เขากดปุ่ม ‘ตอบกลับ’ บนจอโทรศัพท์และพึมพำว่า “ผมจะบินไปพักร้อนที่แคลิฟอร์เนีย ฝากจัดวันประชุมใหม่หลัง 5 มกรา รบกวนขอวาระการประชุมด้วย”

เขาเดินก้มหน้า รีบเร่งผ่านจอโฆษณาหลากสีที่เต็มไปด้วยใบหน้าอันงดงามซึ่งกำลังเรียกชื่อเขา “เจมส์คะ” พวกเธอส่งเสียง “คุณได้ลองเอ็กโซที ชารสใหม่ล่าสุดของเราแล้วหรือยัง มีควีซ-อีซสำหรับแก้อาการกระสับกระส่ายเวลาอยู่บนเครื่องด้วยนะ หรือจะลองหมวกไอโซเพื่อช่วยให้การนอนบนเครื่องเป็นเรื่องง่ายขึ้น” เขาเกลียดที่โทรศัพท์สมัยใหม่เผยข้อมูลที่เป็นส่วนตัวของเขามากเกินไป แต่นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการเชื่อมต่อในพื้นที่สาธารณะ

ขณะต่อแถวรอซื้อกาแฟ เขารีเฟรชหน้าฟีดบนจอโทรศัพท์ และต้องยิ้มเมื่อเห็นชื่อแม่ตัวเอง

 

 

ถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้วนะ เราพร้อมจัดงานปีใหม่แล้ว ลูกจะมาถึงเมื่อไหร่

 

เขาใช้นิ้วชี้เรียวยาวลากไปบนจอโทรศัพท์อันเล็ก ก่อนจะพบหน้าตั๋วเครื่องบินที่จองเอาไว้ เขากดแนบหน้านี้เข้ากับข้อความตอบกลับ

“ดูไฟล์แนบ” เขาพูด “บอกพ่อนะว่าไม่ต้องมารับผม เดี๋ยวผมนั่งออโตแค็บไปเอง อยากเจอแม่เหลือเกิน”

เขาเลื่อนดูเมลที่ส่งเข้ามา ก่อนจะลงตารางนัดหมายบนปฏิทินออนไลน์

 

 

– กินเลี้ยงของคณะ 8 มกรา

– สัมมนาปริญญาโท ภาควิชาชีววิทยาด้านพัฒนาการและเซลล์ ส่งหัวข้อ 15 มกรา

– ประชุมประจำปีพันธุวิศวกรรมหัวข้อ “พรมแดนใหม่ กฎเกณฑ์ใหม่” 25 มกรา

 

เจมส์ย่นหน้าผาก เขาไม่ค่อยได้เข้าร่วมประชุมประจำปีนัก แต่ปีนี้จัดที่แอตแลนตา ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์วิจัยเอมอรีของเขาไปไม่กี่ช่วงตึก เขาได้รับเชิญให้ไปเล่าเรื่องการดัดแปลงพันธุกรรมในร่างกายมนุษย์ ซึ่งการดัดแปลงครั้งนี้เป็นการทำเพื่อรักษาการเกิดพังผืดในถุงน้ำดีของตัวอ่อนที่ยังอยู่ในครรภ์ แต่การประชุมที่จัดขึ้นโดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนนั้นมักพุ่งเป้าไปที่การประกาศนโยบายของรัฐบาลมากกว่าเนื้อหาด้านวิชาการ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงขอบข่ายการควบคุมพื้นที่ที่มีวัตถุดิบใหม่ๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นต่องานวิจัยของเขาด้วย

กว่าสิบปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ได้พัฒนาดีเอ็นเอซึ่งมีอนุภาคระดับนาโนชนิดหนึ่งที่เรียกว่ากรดนิวคลิอิกโครงสร้างนาโน หรือเรียกสั้นๆ ว่า เอ็นเอเอ็น ดีเอ็นเอสังเคราะห์ที่มีโครงสร้างเล็กกลมเหล่านี้จะไม่เหมือนกับดีเอ็นเอดั้งเดิมที่เป็นเส้นตรง มันสามารถทะลุผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของมนุษย์ด้วยตนเองได้อย่างง่ายดาย เมื่อเข้าไปในเซลล์ได้แล้ว มันจะแฝงตัวเข้าไปในดีเอ็นเอตัวจริงเพื่อปรับเปลี่ยนยีนที่ต้องการ ผลลัพธ์ที่น่าเป็นไปได้นั้นมีมากมายมหาศาล – ทั้งรักษาสภาวะยีนผิดปกติ รวมถึงรักษาเซลล์เจ้าบ้านที่ถูกเซลล์มะเร็งรุกรานทั้งก้อนได้อีกด้วย ตอนนั้นเจมส์ยังเป็นนักศึกษาปริญญาโทของภาควิชาชีววิทยาเซลล์ที่เบิร์กลีย์ วินาทีที่เขาได้รู้จักกับเจ้าเอ็นเอเอ็น เขาก็ตั้งมั่นว่าจะหาทางเข้าถึงวัตถุดิบที่อาจทำให้ฝันของเขาเป็นจริงได้

การดัดแปลงยีนของตัวอ่อนมนุษย์ก่อนนำไปฝังตัวในไข่กลายเป็นวิทยาศาสตร์เต็มขั้น – ต้องมีการควบคุมอย่างใกล้ชิด เครื่องมือที่ใช้ต้องเป็นเครื่องมือพิเศษที่ไม่ส่งผลข้างเคียงซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยในช่วงแรก นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือวิเคราะห์ความผิดปกติของตัวอ่อนขณะเติบโตและหลังจากฝังตัวในไข่แล้ว ซึ่งเครื่องมือนี้มีใช้มาเป็นสิบปี แต่เมื่อพบความผิดปกติก็ยังไม่มีวิธีแก้ไขความผิดปกติของตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ได้อย่างปลอดภัยเลย เจมส์เชื่อว่าถ้าเขาใช้เอ็นเอเอ็น เขาจะสามารถดัดแปลงยีนที่ผิดปกติได้ แม้ตัวอ่อนจะยังอยู่ในมดลูกก็ตาม และยังจัดการโรคที่รักษาโดยการดัดแปลงยีนอย่างภาวะพังผืดในถุงน้ำดีได้อีกด้วย

แต่ยังมีอุปสรรคที่เขาต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ทั้งอุปสรรคด้านเทคนิคและอุปสรรคด้านการเมือง เพราะนี่คือเทคโนโลยีที่อาจกลายเป็นอันตรายได้หากใครนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี ไม่นานนักมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ก็ถูกบีบให้มอบสิทธิ์ในการวิจัยทั้งหมดนี้แก่รัฐบาล กองบัญชาการทหารบกฟอร์ตดีทริกในรัฐแมรีแลนด์ ทางเหนือของดี.ซี. เป็นผู้รับผิดชอบในการเก็บรักษาข้อมูลจำนวนมากนี้ไว้เป็นความลับ

เขาคิดถึงแคลิฟอร์เนีย เขาคิดถึงเบิร์กลีย์ เขาต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ทุกวันว่าการมาแอตแลนตาเป็นเรื่องที่เขาทำถูกแล้ว ศูนย์วิจัยยีนบำบัดแห่งเอมอรีเป็นสถาบันเอกชนแห่งเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเอ็นเอเอ็น

ในห้องนั่งรอ เขานั่งตัวงออยู่ตรงที่นั่งใกล้กับเกตขึ้นเครื่อง เมื่อก่อนเขาเคยเป็นหนุ่มชาวไร่หุ่นนักกีฬาผู้คล่องแคล่วว่องไว เป็นกัปตันทีมเบสบอลของโรงเรียนมัธยม แต่เขาปล่อยเนื้อปล่อยตัว – ปล่อยให้กระดูกสันหลังที่เคยเหยียดตรงโค้งไปข้างหน้าจากการนั่งก้มตัวอยู่บนเก้าอี้ห้องวิจัย สายตาที่เคยเห็นชัดบัดนี้เริ่มพร่ามัวจากการส่องกล้องจุลทรรศน์และหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม่คงกลุ้มใจกับสุขภาพของเขา เขารู้ เธอจะรีบประเคนข้าวกับถั่วเลนทิลปรุงเครื่องเทศให้เขาหลายต่อหลายจานแน่ๆ แค่คิดก็รู้สึกได้ถึงรสชาติในปากแล้ว

เจมส์มองไปรอบๆ เช้าตรู่แบบนี้ เก้าอี้นั่งรอส่วนใหญ่ยังว่างอยู่ ข้างหน้าเขาเป็นคุณแม่วัยสาว ลูกน้อยของเธอหลับอยู่ในเปลที่วางอยู่บนพื้น ส่วนบนตักเธอคือจอยเกมไร้สายอันเล็กยี่ห้อเกมเกิร์ล เธอไม่ได้สนใจลูกตัวเอง ดูเหมือนจะกำลังเล่นเกมเลี้ยงเอเลียนน้อยที่ปรากฏใบหน้าสีเขียวกว้างอ้าปากหวออยู่บนหน้าจอ ตรงใกล้ๆ หน้าต่างเป็นชายสูงวัยที่กำลังเคี้ยวโปรทีโอบาร์อยู่

เจมส์สะดุ้งเมื่อรู้สึกว่าข้อมือตัวเองสั่น – มีข้อความตอบกลับจากกระทรวงกลาโหม

 

 

ดร.เซด:

 

เราไม่เปลี่ยนกำหนดการประชุม จะมีคนไปพบคุณ

 

– พลเอก โจ. แบลงเคนชิป, กองทัพบกสหรัฐ

 

เขาเงยหน้าพบชายคนหนึ่งในชุดสูทสีเทาเรียบๆ ซึ่งยืนปักหลักอยู่หน้าเกต ลำคอหนาโผล่ขึ้นมาจากปกเสื้อ เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อยเหมือนเป็นการพยักพเยิดกลายๆ เจมส์ถอดแว่นออคิวลาร์แล้วชำเลืองไปทางขวา แขนกระตุกโดยอัตโนมัติเมื่อมีบางอย่างแตะเบาๆ ที่ไหล่

“ดร.เซด?”

เจมส์นึกคำพูดไม่ออก “ครับ?” เขาตอบรับเสียงต่ำ

“ขอโทษนะครับ ดร.เซด แต่เพนตากอนต้องการพบคุณ”

“หา?” เจมส์จ้องชายหนุ่มเขม็ง เขาสวมเครื่องแบบสีเข้มเรียบกริบและรองเท้าสีดำเงาวับ

“ผมต้องขอให้คุณไปแลงลีย์กับผมด่วนที่สุด ขอโทษนะครับ เราจะทำเรื่องคืนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้”

“แต่ทำไม -”

“ไม่ต้องห่วงครับ เราจะพาคุณไปโดยเร็วที่สุด” เจ้าหน้าที่ใช้มือที่สวมถุงมือสีขาวคว้าแขนเจมส์ขึ้น แล้วพาเขาไปยังทางออกสนามบิน ลงบันได ผ่านประตูไปสู่แสงภายนอก ไม่กี่ก้าวถัดมาก็มีชายในชุดสูทสีเทายืนรออยู่ เขาเปิดประตูหลังรถลีมูซีนสีดำรอไว้แล้ว ผายมือเชิญเจมส์เข้าไป

“สัมภาระผมล่ะ”

“เราจัดการให้แล้ว”

หัวใจบีบรัดอยู่ในอก เจมส์ทิ้งตัวลงบนเบาะหนังของรถ เขาวางมือขวาไว้บนข้อมือซ้ายเพื่อปกป้องโทรศัพท์ข้อมือ – วัตถุชิ้นเดียวของเขาที่เชื่อมต่อกับโลกนอกรถลีมูซีนคันนี้ อย่างน้อยพวกนั้นก็ไม่ได้ยึดมันไว้ “เกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมพวกคุณต้องคุมตัวผมล่ะ”

เจ้าหน้าที่หนุ่มเพียงส่งยิ้มแบบขอไปทีให้ขณะเข้ามานั่งตรงเบาะหน้า “พวกเขาจะบอกคุณที่แลงลีย์ครับ” เขากดปุ่มสองสามปุ่มบนแผงควบคุม แล้วเจมส์ก็รู้สึกได้ถึงแรงดันจากการเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วและนุ่มนวล “แค่นั่งเฉยๆ แล้วพักผ่อนตามสบาย”

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปเปิดเครื่องสื่อสารที่อยู่บริเวณกลางคอนโซลรถ “กำลังนำตัวไป” เขายืนยันกับใครบางคนที่อยู่ปลายสาย “คาดว่าจะถึงตอนสิบศูนย์ศูนย์”

“เร็วขนาดนั้นเลยหรือ”

“เราเตรียมเครื่องบินเจ็ตไว้แล้ว ไม่ต้องห่วงครับ”

ถนนลาดยางมะตอยสีดำเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วนอกหน้าต่างสีเข้มนั้น เจมส์ยกข้อมือขึ้น ใช้นิ้วแตะโทรศัพท์ข้อมือ แล้วกระซิบข้อความสั้นๆ

“อมานี เซด ข้อความ: โทษทีแม่ ผมไม่ได้กลับบ้าน มีเรื่องด่วน บอกพ่อไม่ต้องห่วง ส่ง”

เสียงของเขาสั่น จากนั้นเขาก็เปลี่ยนใจ “ถ้าแม่ไม่ได้ข่าวจากผมในสองวัน โทรหาคุณวีแลนนะ” เขาภาวนาในใจ ขอให้ข้อความของเขาส่งไปถึงแม่ได้สำเร็จ

 

 

3

 

ริก เบลวินส์ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ ขณะรอให้ระบบซีเคียวร์ลิงก์ทำงาน เขาใช้มือลากไปตามต้นขา นวดบริเวณผิวตรงเหนือหัวเข่า ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อมกับวัสดุที่เข้ามาแทนขาขวาส่วนที่เหลือของเขา เขาสะดุ้ง การปรับตัวให้เข้ากับอุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ขาเทียมชิ้นนี้ก็เหมือนกับขาเทียมชิ้นเก่าของเขา เป็นก้อนอวัยวะเทียมที่ปกคลุมด้วยเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งแข็งตัวและอ่อนนุ่มตามการเคลื่อนไหว เพื่อรับกับเนื้อเยื่อที่มีทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นบริเวณต้นขา กล้ามเนื้อที่เต็มไปด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์นี้ถูกควบคุมโดยวงจรไฟฟ้าซึ่งเชื่อมต่อกับเส้นประสาทของเนื้อเยื่ออีกที แต่เจ้าอวัยวะชิ้นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นนี้กลับดูจะมีความคิดเป็นของตัวเอง ทุกเช้าเมื่อเขาติดขาเทียมเข้ากับร่างกาย เขาจะรู้สึกได้ถึงอาการยิบๆ จากการถูกพลังงานเล็กๆ นี่วิ่งผ่านมาตามกระดูกสันหลัง พลังงานที่เหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอม ที่แย่กว่าสิ่งอื่นใดคือเจ้าขาเทียมชิ้นใหม่นี้ดูจะเปิดสงครามกับเครื่องกระตุ้นประสาท ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ฝังไว้บริเวณส่วนล่างของแผ่นหลังเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด มันทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้ากับความแสบร้อนแบบเดิมค่อยๆ กลับมา

เขามองออกไปนอกหน้าต่าง สภาพอากาศในตอนนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ฝนอันเย็นเฉียบที่กระหน่ำลงมาเมื่อคืนก่อนทำให้ด้านหน้าตึกเพนตากอนที่ก่อด้วยคอนกรีตถูกฉาบทับด้วยน้ำค้างแข็ง เขาใช้มือลูบไปตามหนังศีรษะ รู้สึกได้ถึงเส้นผมสีน้ำตาลเส้นหนาของเขาที่กำลังขึ้นเป็นตอแข็ง เขาต้องตัดผมแล้ว…

เขาสะดุ้งเพราะแรงสั่นจากอินเตอร์คอมที่ติดอยู่กับปกเสื้อ “ลงมาข้างล่างหน่อย” เสียงผู้ชายที่ดังออกมาขาดๆ หายๆ

‘ข้างล่าง’ ที่ว่าคือห้องทำงานชั้นใต้ดินของนายพลแบลงเคนชิป ริกกระดกกาแฟจากแก้วเก็บอุณหภูมิก่อนจะขยับเนกไท เขารู้ว่าทำไมตนถึงถูกเรียกตัวไป

เดือนก่อนเขาถูกเรียกให้ไปแสดงความเห็นเกี่ยวกับโครงการทำสงครามชีวภาพที่ฟอร์ตดีทริก เขาไม่จำเป็นต้องหวาดระแวงกับภัยใกล้ตัวที่เขาพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดชีวิตในการเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษอีกต่อไปแล้ว และงานนั่งโต๊ะในฐานะนักวิเคราะห์ประจำหน่วยข่าวกรองซีไอเอที่เขาทำอยู่นี้ ก็เอื้อให้เขาได้ใช้สัญชาตญาณเดิมที่เคยเป็นประโยชน์กับเขาตอนออกปฏิบัติการด้วย ความกังวลทำให้เขาเริ่มหมกมุ่นกับการศึกษารายงานความเป็นไปได้ ทำความคุ้นเคยกับศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อย่าง ‘อะพอพโทซิส[1]’ ‘การตายของเซลล์ที่มีการโปรแกรมไว้แล้ว’ ‘แคสเปส[2]’ และ ‘กรดนิวคลิอิกโครงสร้างนาโน’ เขาเคยได้ยินชื่อดีเอ็นเอโครงสร้างนาโนที่เรียกสั้นๆ ว่า ‘เอ็นเอเอ็น’ มาก่อน เพราะเขาเป็นคนที่คอยอนุมัติการขออนุญาตใช้ดีเอ็นเอสังเคราะห์ตัวนี้ในห้องแล็บต่างๆ แต่โครงการนี้ต่างออกไป

โครงการนี้มีชื่อว่า แทบิวลา ราซา[3] แค่ชื่อเรียกก็น่ากลัวแล้ว แต่ตอนที่เขาอ่านทวนรายงานส่วน ‘ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น’ เขายิ่งรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น ส่วนประกอบหลักของสารชีวภาพนั้นเป็นกรดนิวคลิอิกโครงสร้างนาโนชนิดพิเศษที่เรียกว่า ไอซี-เอ็นเอเอ็น เมื่อเหยื่อสูดเอาดีเอ็นเออนุภาคระดับนาโนที่มีการดัดแปลงลำดับพันธุกรรมให้เป็นลำดับเฉพาะนี้เข้าไป เซลล์ปอดที่ติดเชื้อจะเริ่มมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า ‘อายุขัย’ ของมัน แทนที่เซลล์จะสลายไปเพื่อเปิดทางให้เซลล์ใหม่เข้ามาทำงานแทนอย่างที่ควรจะเป็น เซลล์เก่าที่ติดเชื้อเหล่านี้จะจำลองตัวเองจนทำให้มีเซลล์ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เซลล์กลายพันธุ์เหล่านี้จะขยายตัวจนมีจำนวนมากกว่าเนื้อเยื่อที่ยังใช้งานได้ เข้าไปรบกวนการทำงานของปอด ก่อนจะแทรกซึมเข้าร่างกาย และแย่งสารอาหารที่จำเป็นจากอวัยวะอื่นๆ ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้นั้นใกล้เคียงกับการเป็นมะเร็งปอดอย่างรุนแรง – ตายช้าแต่ตายแน่

แทนที่เขาจะประทับตราให้โปรแกรมนี้ตามที่ผู้ขออนุมัติคาดหวัง เขากลับส่งข้อความกลับไปชุดใหญ่ แนะนำว่าควรยกเลิกโครงการนี้เสีย บ้าไปแล้ว ถ้าจะส่งอาวุธชีวภาพเฉพาะตัวนี้ออกไปสู่โลกภายนอก ต่อให้เป็นพื้นที่กันดารอันแสนห่างไกลก็ยังบ้าบออยู่ดี การรมยา การสังหารหมู่ประชากรผู้บริสุทธิ์เพียงเพื่อจะขับไล่คนแค่ไม่กี่คนออกไป…พวกเขาไม่ได้เคยผ่านเรื่องเช่นนั้นมาแล้วหรือ

บัดนี้ เขาแน่ใจแล้วว่าคำตอบที่มีเจตนาอันแรงกล้าของเขาไม่ได้ถูกมองข้ามไปเสียทีเดียว ไม่แปลกใจเลยที่แบลงเคนชิปไม่พอใจ เขาเตรียมพร้อมรับคำต่อว่าที่เลี่ยงไม่ได้ ขณะเรียกลิฟต์ลงไปข้างล่างสามชั้น

ประตูลิฟต์เลื่อนเปิดออก เขามุ่งหน้าไปตามทางเดินมืดสลัว ร้อยโทคนหนึ่งกำลังยืนรอเขาอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าห้องทำงานของท่านนายพล เมื่อชายคนนั้นหันมาหาเขา ริกก็เห็นแสงสะท้อนจากกระบอกปืนไรเฟิล ยามติดอาวุธ เหงื่อเย็นไหลซึมจนเสื้อเชิ้ตเขาเปียกชุ่ม

“ครับ” ชายหนุ่มตะเบ๊ะให้ ริกหยุดเดินแล้วทำความเคารพกลับ “ต้องกล่าวคำสาบานด้วยครับ”

“ตรงนี้เลยหรือ”

“ครับ เป็นคำสั่งครับ”

ขนบนหลังคอเขาลุกชันสัมผัสอากาศ ริกกล่าวคำสาบานที่เขาจำได้ขึ้นใจ “ลูกจะสนับสนุนและปกป้องรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐจากศัตรูทั้งปวง ทั้งในและนอกรัฐ…ลูกจะมีศรัทธาและความจงรักภักดีเสมอกัน…” ขณะที่กล่าวอยู่นั้น ชีพจรของเขาเริ่มเต้นเร็วขึ้นอยู่ในหู “…จึงขอพระเจ้าโปรดช่วยลูกด้วย”

ทหารหนุ่มกำมือรอบลูกบิดประตู รอสัญญาณดังคลิกที่บอกว่าให้เข้าไปได้ ประตูเปิดออก แล้วริกก็แทรกตัวเข้าไปด้านใน

“นั่งลงสิ” แบลงเคนชิปพูด เป็นคำสั่ง ริกหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า ก่อนเงยหน้ามองบุคคลอีกสองคนที่อยู่ในห้องกับเขา เขาประหลาดใจเมื่อตระหนักว่าหนึ่งในนั้นคือเฮนเรียตตา ฟอร์บส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ อีกคนเป็นชายร่างเล็กศีรษะล้านในชุดสูทสีน้ำตาลซีด

แบลงเคนชิปไอออกมา – เป็นการไอที่ดูไม่เหมือนการไอเท่าไร เหมือนคำรามออกมามากกว่า “ริก” เขากล่าว “เรามีเรื่อง”

ริกชำเลืองมองหัวหน้าของตน พลเอกโจเซฟ แบลงเคนชิป – วีรบุรุษสองสงคราม ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทางทหาร และเป็นผู้อำนวยการของซีเอไอคนปัจจุบัน ท่านนายพลคนเดิมที่เคยอารมณ์ดีนั้น เวลานี้กลับนั่งกุมที่เท้าแขนแน่น ใบหน้าบูดบึ้ง

“ดร.รูดี การ์ซาอุตส่าห์ยอมมาจากฟอร์ตดีทริก ฉันจะให้เขาเป็นคนอธิบายแล้วกัน” แบลงเคนชิปหันไปพยักหน้าให้กับชายศีรษะล้านซึ่งหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาจากตักอย่างกระฉับกระเฉง

“ขอบคุณท่านนายพล” เสียงของดร.การ์ซาต่ำเสียจนแทบจะกลืนหายไปกับปกเสื้อสีขาวยับย่นของเขา “เข้าใจว่าพวกคุณทุกคนคงรู้จักแทบิวลา ราซาแล้ว”

“โครงการที่พวกคุณเริ่มเมื่อหลายปีก่อนน่ะหรือ เอ็นเอเอ็นเฉพาะที่ใช้แคสเปสเป็นตัวตั้งต้นน่ะหรือ” ริกขยับตัวมาข้างหน้า ตายังคงจับจ้องไปที่ท่านนายพล “ผมเสนอให้ยกเลิกโครงการนี้ไปแล้วนี่”

ดอกเตอร์เงยหน้าจากบันทึก ดวงตาเหนือกรอบแว่นอ่านหนังสือแบบโบราณของเขาเป็นสีน้ำเงินสดได้อย่างไม่น่าเชื่อ “ใช่” เขาพูด “ผมรู้”

“โทษที ดร.การ์ซา” แบลงเคนชิปกล่าว หันไปจ้องริกเขม็ง “เชิญพูดต่อ”

“เราใช้ไอซี-เอ็นเอเอ็นในปฏิบัติการเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน…ราวหกเดือนก่อน…ในเขตพื้นที่ห่างไกลทางตอนใต้ของอัฟกานิสถาน” ดร.การ์ซาพูด

ใช้ในปฏิบัติการ? แต่ -” ริกรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น ขากระตุกเป็นจังหวะตามกันขณะที่เขาพยายามกดตัวเองให้นั่งลงกับที่ ที่เขาทำมันเปล่าประโยชน์ ตอนที่เขาส่งความเห็นกลับไป แทบิวลา ราซาก็เริ่มไปแล้ว ไอซี-เอ็นเอเอ็นถูกนำออกมาใช้ในปฏิบัติการเรียบร้อยแล้ว

ถึงตารัฐมนตรีฟอร์บส์เข้ามาอธิบาย “ถึงแม้จะมีการขอสงบศึกชั่วคราว แต่เรายังควบคุมพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองกันดาฮาร์ไม่ได้ กำลังพลของศัตรูยึดที่มั่นอยู่ตามถ้ำ คอยซุ่มยิงกองกำลังรักษาความสงบของเรา…เราเสียคนไปราวห้าคนต่อวัน เราต้องการอาวุธระบุตำแหน่งที่จะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไม่ทิ้งร่องรอยของมันเอง ไม่ทิ้งร่องรอยที่จะสาวไปถึงต้นตอของมัน แค่สังหาร แล้วก็หายไปดื้อๆ”

“อย่างที่คุณรู้” ดร.การ์ซากล่าว “ไอซี-เอ็นเอเอ็นถูกออกแบบมาเพื่อการนี้ กรดนิวคลิอิกโครงสร้างนาโนสังเคราะห์ หรือเอ็นเอเอ็น จะเลียนแบบการทำงานของไวรัส เมื่อคนได้รับอนุภาคนี้เข้าไปจะไม่มีการแพร่เชื้อต่อ มันจึงไม่มีการแพร่กระจาย อีกทั้งเรายังดัดแปลงเอ็นเอเอ็นตัวนี้ใหม่ โดยหากไม่มีการสูดดมเข้าร่างกายภายในไม่กี่ชั่วโมง มันจะเสื่อมสภาพลง”

“เสื่อมสภาพ…” ริกทวนคำ เขาจำคุณลักษณะนี้ได้ เป็นปัจจัยสำคัญทีเดียว

“ใช่ เมื่อเราปล่อยให้อนุภาคนี้ลอยไปในอากาศ เจ้าอนุภาคนาโนที่มีเชื้อนี้และถูกสังเคราะห์ให้มีโครงสร้างทรงกลมเล็กจิ๋ว จะเปลี่ยนสภาพในท้ายที่สุด หรือเสื่อมสภาพลง ไปสู่โครงสร้างแบบเส้นตรง ซึ่งโครงสร้างแบบเส้นตรงนี้จะไม่มีทางเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ได้ หลังจากทำการศึกษาวิจัยอย่างเข้มข้น เราก็คิดว่าไอซี-เอ็นเอเอ็นตัวนี้ปลอดภัยและพร้อมนำไปใช้พ่นเป็นละอองด้วยโดรนแล้ว”

ริกหลับตา เขาจำชื่อการ์ซาได้จากในรายงานที่เขาอ่าน – นักเคมีวิทยา มหาบัณฑิตโปรแกรมชีววิทยาโมเลกุลจากสถาบันโพลีเทคนิคในเมืองเม็กซิโกซิตี หูที่ผ่านการฝึกฝนของเขาจับสำเนียงสเปนได้เล็กน้อย เป็นสำเนียงเหมือนทำนองดนตรี ยากจะโกรธคนที่สุภาพนอบน้อมแบบนี้แม้ว่าเขาจะนำข่าวร้ายมาให้ แต่ความโกรธหรือความสับสนกันนะที่ทำให้เขารู้สึกว่าห้องกำลังหมุนติ้ว “งั้น เจ้าเอ็นเอเอ็นได้ทำอย่างที่มันควรทำไหม” เขาถาม เสียงของตัวเองดังแผ่วเบาอยู่ในหู

ดร.การ์ซาขยับแว่นด้วยนิ้วชี้ที่สั่นเทา “โดยปกติแล้ว เซลล์ที่อยู่บนผิวปอดของมนุษย์จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ใหม่ทุกๆ สองถึงสามอาทิตย์ แต่ระหว่างการโจมตีของเราที่กินเวลาห้าสัปดาห์ กลุ่มเป้าหมายทั้งหมดถูกพบเสียชีวิต ผลการชันสูตรปอดของพวกเขาไม่พบเซลล์ผิวปอดที่ทำงานตามปกติหรือไม่ติดเชื้อเลย สรุปได้ว่าใช่ เอ็นเอเอ็นทำได้อย่างที่เราคาดไว้”

ริกรู้สึกติดขัดในลำคอ เจ้ามนุษย์หิมะตัวเล็กจิ๋วกำลังส่งยิ้มให้เขามาจากโต๊ะอันไร้ที่ติของแบลงเคนชิป เจ้ามนุษย์หิมะที่ถูกขังไว้ในบรรยากาศอันหยุดนิ่งของลูกโลกใบเล็ก หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คนพวกนี้คงไม่เรียกเขาลงมาที่นี่หรอก “แล้วสารตกค้างล่ะ อนุภาคที่ไม่ถูกสูดเข้าไปล่ะ”

ดร.การ์ซากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ริกจับได้ว่าเสียงของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อเขาเริ่มพูดต่อ “อย่างที่คุณคงคาดเดาได้ นี่แหละคือปัญหา หน่วยลาดตระเวน – ทีมจีโอบอตที่เข้าไปตรวจสอบผู้เสียชีวิต – บางคนได้รับ…ผลกระทบ และพวกเขาพบคนอีกจำนวนมากที่เสียชีวิต ณ พื้นที่นั้น และในบริเวณที่กว้างขึ้น กว้างกว่าที่เราคาดไว้จากรูปมุมสูงที่เราถ่ายก่อนปฏิบัติการพ่นละอองนี้”

“เอ็นเอเอ็นไม่เสื่อมสภาพลงหรือ”

“มันเสื่อมสภาพลงจริง ถ้ามองในแง่ว่ามันกลับไปสู่โครงสร้างแบบเส้นตรงซึ่งแพร่เชื้อไม่ได้แล้ว แต่…”

“แต่?”

ดร.การ์ซาเงยหน้าจากบันทึกของเขาแล้วมองคนในห้อง “แม้ว่าโครงสร้างแบบเส้นตรงจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าเซลล์ของมนุษย์ได้ แต่มันกลับแทรกซึมเข้าไปในอาร์เคียแบคทีเรีย[4]สปีชีส์หนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในทะเลทรายแถวนั้น มันแทรกตัวเข้าไปในยีนของอาร์เคียแบคทีเรีย และเหมือนว่าพวกมันจะจำลองดีเอ็นเอทุกครั้งที่มีการแตกตัว”

ริกจับที่รองแขนไว้แน่น “จุลินทรีย์พวกนี้จำลองดีเอ็นเอของเอ็นเอเอ็นงั้นหรือ คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”

“เราวิเคราะห์ตัวอย่างที่เก็บจากเสื้อผ้าของเหยื่อ ลำดับดีเอ็นเอของเอ็นเอเอ็นนั้นมีอยู่ในดีเอ็นเอของอาร์เคียแบคทีเรีย แต่…มีเรื่องที่แย่กว่านั้นอีก เราค้นพบว่าจุลินทรีย์บางตัวเต็มไปด้วยเอ็นเอเอ็นโครงสร้างทรงกลมที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่”

“พวกมันสร้างอนุภาคขึ้นมาด้วยตัวมันเองเลยน่ะนะ”

“ใช่ และพอเอ็นเอเอ็นชุดใหม่นี้ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา ก็ทำให้อาร์เคียแบคทีเรีย…ระเบิด ไม่รู้จะใช้คำไหนที่ดีกว่านี้แล้ว”

“ทำให้เอ็นเอเอ็นลอยกลับขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง…”

ดอกเตอร์พยักหน้าช้าๆ “ประมาณนั้น เริ่มวงจรใหม่ด้วยไอซี-เอ็นเอเอ็นชุดใหม่”

ริกโน้มตัวไปข้างหน้า “เอาแบบง่ายๆ เลยนะ เอ็นเอเอ็นทรงกลมที่คุณใช้โดรนพ่นลงมาแทรกซึมเข้าไปในเซลล์มนุษย์ได้ แต่เอ็นเอเอ็นที่เสื่อมสภาพจนโครงสร้างกลายเป็นเส้นตรงในอากาศจะแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ไม่ได้ นั่นคือปัจจัยที่ควรจะทำให้อาวุธชีวภาพนี้ปลอดภัย”

“ถูกต้อง”

“แต่เจ้าอาร์เคียแบคทีเรียพวกนี้กลับรับเอ็นเอเอ็นที่เป็นเส้นตรงเข้าไปได้ และจำลองดีเอ็นเอนั้นเพิ่ม แล้วยังสร้างเอ็นเอเอ็นทรงกลมจากดีเอ็นเอตัวนั้นอีกหรือ”

“ใช่” ดร.การ์ซาตอบ กลับไปจ้องบันทึกของเขาอีกครั้ง

ริกสูดลมหายใจลึก “แล้วไอ้เอ็นเอเอ็นทรงกลมนี่ก็กลับเข้าไปในชั้นบรรยากาศอีกครั้งเพื่อแพร่เชื้อใส่คนเพิ่มไปอีกเนี่ยนะ”

ดร.การ์ซาเงยมอง สีหน้าเรียบเฉย “ใช่ เหมือนจะมีกลไกอยู่สองแบบ” เขาหันแท็บเล็ตไปหาคนอื่น แผนภาพบนหน้าจอแสดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายท่อนไม้สีเขียว – อาร์เคียแบคทีเรีย – ซึ่งภายในเต็มไปด้วยกลุ่มดีเอ็นเอเล็กๆ ระบุด้วยคำว่า ไอซี-เอ็นเอเอ็น ราวกับจะต้องการสื่อให้เห็นลางร้ายในตัวพวกมัน เขาให้เอ็นเอเอ็นเป็นสีแดง ปลายด้านหนึ่งของอาร์เคียแบคทีเรียเริ่มแตกออก และที่กระจายออกมารอบรอยแตกของผนังเซลล์นั้นคือเอ็นเอเอ็นปริมาณมาก บางส่วนยังอยู่ในโครงสร้างทรงกลมซึ่งแพร่เชื้อได้ บางส่วนเสื่อมสภาพไปเป็นโครงสร้างทรงตรงเหมือนตัวหนอน “สถานการณ์ที่หนึ่ง” การ์ซากล่าว “อาร์เคียแบคทีเรียจะขับเอ็นเอเอ็นโครงสร้างทรงกลมที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ในไม่กี่ชั่วโมง เจ้าเอ็นเอเอ็นนี้อาจจะเสื่อมสภาพไปเป็นโครงสร้างทรงตรง – ซึ่งตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันจะแพร่เชื้อใส่พวกอาร์เคียแบคทีเรียตัวใหม่ๆ ได้อีก แต่ไม่แพร่เชื้อใส่คน หรือถ้ามีคนอยู่ในบริเวณนั้น เอ็นเอเอ็นอาจจะแพร่เชื้อใส่คนได้ก่อนที่พวกมันจะมีโอกาสเสื่อมสภาพ” เขาปัดหน้าจอไปสู่แผนผังที่สอง แสดงภาพภายในร่างกายของมนุษย์ซึ่งยืนหันข้างอยู่ หลอดลมเปิดรับกองทัพจุดขนาดจิ๋วสีแดงและสีเขียว “อย่างที่ผมบอก มนุษย์อาจสูดเอาเอ็นเอเอ็นชุดใหม่นี้เข้าไป แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง เหยื่ออาจจะสูดเอาอาร์เคียแบคทีเรียเข้าไปแทน แล้วมันก็แตกตัวปล่อยเอ็นเอเอ็นชุดใหม่ในร่างกายของเหยื่อ” เขาละสายตาจากจอ “เรามีหลักฐานว่าสถานการณ์หนึ่งและสองนี้เกิดขึ้นได้และเกิดขึ้นแล้วด้วย”

ริกเอนหลังพิงพนัก ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งบีบสันจมูกของตน “แปลว่าตอนนี้มันเกินควบคุมแล้ว” เขาพูด “ตอนนี้พวกสิ่งมีชีวิตจากดินนี่กำลังขยายจำนวนดีเอ็นเอที่มีลำดับพันธุกรรมแบบไอซี-เอ็นเอเอ็น และยังปล่อยเอ็นเอเอ็นที่แพร่เชื้อได้เข้าไปในชั้นบรรยากาศต่ออีก ทีนี้เจ้าอาร์เคียแบคทีเรียก็จะกลายเป็นพาหะในการแพร่เชื้อ เป็นอะไรที่อาจมีคนเอามาใช้สังหารใครก็ได้ หรือแม้แต่สังหารพวกเราเอง”

การ์ซาปิดแท็บเล็ตของเขา แล้วถือมันไว้แนบอก “ใช่”

ริกหันไปหาแบลงเคนชิป “ผมเตือนท่านแล้วเรื่องผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไม่ได้-” เขาหยุดตัวเอง แน่นอนว่าไม่ได้มีใครถามความเห็นเขาเลยก่อนจะมีปฏิบัติการนี้ออกมา เขาหันไปหาการ์ซาด้วยความฉุนเฉียว “มนุษย์ที่เป็นเหยื่อไม่สามารถถ่ายทอดเอ็นเอเอ็นไปยังมนุษย์ด้วยกันได้ใช่ไหม”

“ไม่” ดร.การ์ซาตอบ “ส่วนนี้ถือว่าแผนของเราสำเร็จ เหยื่อที่เป็นมนุษย์ไม่มีการแพร่เชื้อต่อ มีแค่จุลินทรีย์ที่แพร่เชื้อต่อได้-”

“แล้วพวกสัตว์กับพืชจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

“ผลกระทบของดีเอ็นเอตัวนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์เท่านั้น”

“งั้นก็กลับไปหาพวกอาร์เคียแบคทีเรียนี่ เรารู้ไหมว่ามีปริมาณเท่าไหร่ที่ติดเชื้อ หรือมีอาร์เคียแบคทีเรียกี่สปีชีส์ที่อาจจะติดเชื้อแบบนี้ได้ มันอาจจะมีจุลินทรีย์แบบนี้อยู่ที่ไหนก็ได้…”

“เรากำลังประเมินระดับการแพร่ระบาดอยู่ เบื้องต้นเราทำได้แค่แยกดีเอ็นเอของอาร์เคียแบคทีเรียสปีชีส์หนึ่งมาได้เท่านั้น เรายังไม่แน่ใจว่าจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ จะมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนทางพันธุกรรมระหว่างกันได้ไหม แต่ตอนนี้เรากำลังทำการทดสอบทฤษฎีที่ว่าในห้องแล็บอยู่”

ริกขบกรามแน่น เขาเลื่อนสายตากล่าวโทษไปยังเฮนเรียตตา ฟอร์บส์

“ทุกคนต้องช่วยกันจัดการเรื่องนี้” แบลงเคนชิปกล่าว ช่วยให้รัฐมนตรีไม่ต้องพูดอะไรออกมา “แต่ตอนนี้ นายเป็นเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวที่มีความรู้เรื่องโครงการนี้ดี”

“รู้เรื่องโครงการนี้ดี?” ริกถาม พยายามจ้องตาแบลงเคนชิปกลับ “ท่านเคยบอกผมทุกอย่างด้วยหรือ”

“ทุกอย่างที่เรารู้ ณ ตอนนี้” ดร.การ์ซาไม่เข้าข้างใคร “ถึงแม้ว่าข้อมูลอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ”

ริกรู้สึกเหมือนอยากจะพ่นหัวเราะออกมาจากลำคอ แน่นอนแล้วว่าตอนนี้ทุกสิ่งที่เขาคิดว่าจะเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นแล้ว – แถมแย่กว่าที่เขาคิดไว้ด้วยซ้ำ ธรรมชาติถือไพ่เหนือกว่าเสมอ – ไม่ต้องเรียนจบปริญญาเอกก็เข้าใจเรื่องนี้ดี “เปลี่ยนแปลงหรือ” เขาพูด “เหมือนอย่างที่เจ้าแมลงเล็กๆ พวกนั้นเริ่มสังเคราะห์เอ็นเอเอ็นได้ด้วยตัวเองสินะ”

รูดี การ์ซาหันมาจ้องเขาเขม็งแล้ว ดวงตาสีน้ำเงินของเขากลายเป็นสีเทาดุจเหล็กกล้า “ใช่ เหมือนพวกอาร์เคียแบคทีเรีย”

“ริก นายจะได้กลับมาบรรจุในหน่วยปฏิบัติการตามตำแหน่งเดิม – พันเอก” แบลงเคนชิปกล่าว “นายจะคุมหน่วยสืบสวนร่วม ซึ่งรวมทั้งคนของกระทรวงกลาโหม ทีมวิจัยจากฟอร์ตดีทริก และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ที่เราอาจเรียกมาช่วยเหลือในภายหลัง”

“แต่…ท่าน…” ริกมองไปยังสีหน้าอันคาดหวังของคนในห้องที่หันมาทางเขา “ผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์” เขาคัดค้าน “ประสบการณ์จากการเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษและเรียนวิชาโทด้านชีววิทยาจากเวสต์พอยต์[5]ไม่น่าจะทำให้ผมมีคุณสมบัติ…พวกเขาคงไม่ฟังผม…”

แบลงเคนชิปส่ายหน้า “นายจะเป็นคนดูเรื่องความปลอดภัย” เขาพูด “พวกนั้นต้องฟังนาย ถ้าไม่ฟัง เราจะกันไม่ให้พวกนั้นได้ข้อมูลเรื่องนี้อีก”

“ได้” ริกบ่นอุบ “ได้ จะยังไงผมก็คงไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว” เขาเอนหลังพิงพนัก ซี่ไม้บนพนักกดลงบนกระดูกสันหลังของเขา จะมีเหตุผลอะไรให้คนพวกนี้เรียกเขาลงมาแล้วสารภาพบาปที่ทำลงไปได้อีก แม้ว่าเขาจะเลือกหยุดยั้งปฏิบัติการนี้แต่แรกเริ่ม พวกนั้นก็ยังเลือกเขาให้เป็นคนจัดการล้างปัญหาทั้งหมดนี้อยู่ดี

เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดเมื่อแบลงเคนชิปมะงุมมะงาหรากับแท็บเล็ตบนโต๊ะของเขา “ตอนนี้เราพบตัวนักวิทยาศาสตร์อีกคนที่เราต้องการให้ร่วมทีมแล้ว เป็นคนของเอมอรี ต้องมีคนอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เขาเข้าใจ” นายพลพึมพำ

“เอมอรี? ใครกัน”

แบลงเคนชิปเอามือวางบนหน้าผากแล้วนวดระหว่างหัวคิ้ว “นายรู้จักเขา เซด เจมส์ เซด”

เป็นอีกครั้งที่ริกตกใจ เซด เจ้าของคำขออนุญาตที่เขาใช้เวลานานมากในการพิจารณา เรื่องเกิดเมื่อปีก่อนนี่เอง “เจมส์ เซด…เอมอรี…ท่านหมายถึงไอ้คนปากีสถานนั่นหรือ แต่เรามีทีมวิจัยที่ฟอร์ตดีทริกแล้วนี่”

แบลงเคนชิปถลึงตาใส่เขาข้ามแท็บเล็ต “ทีมของดร.การ์ซารู้เรื่องเอ็นเอเอ็นทุกเรื่องที่เราเผยแพร่ออกไป – พวกวิธีการสังเคราะห์ โครงสร้าง มันทำงานยังไง แต่ถ้าเราต้องการปกป้องประชาชนจากสิ่งนี้ เราต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์ ในเรื่อง…เรื่องอะไรนะ การ์ซา”

“ชีววิทยาเซลล์” ดร.การ์ซาพึมพำตอบ

“ใช่” แบลงเคนชิปพูด “ดร.การ์ซาเป็นคนแนะนำดร.เซดเอง”

“ดร.เซดไม่ใช่คนปากีสถาน – เขาเป็นคนอเมริกัน เติบโตในเบเกอร์สฟิลด์ แคลิฟอร์เนีย” ดร.การ์ซากล่าว “เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงด้านการผสมผสานดีเอ็นเอเพื่อการบำบัด และเป็นที่รู้จักที่ศูนย์วิจัยยีนบำบัด – ผมได้ยินมาว่าเขากำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมตัวเป็นผู้อำนวยการศูนย์คนต่อไป และเขามีประสบการณ์กว้างขวางเรื่องงานที่เกี่ยวกับเอ็นเอเอ็นในเนื้อเยื่อมนุษย์”

ริกโน้มตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง เพื่ออธิบายประเด็นของเขา “อย่างที่ท่านรู้ ผมเป็นคนตรวจสอบประวัติของเซดเองตอนที่เขายื่นคำร้องขอทำงานวิจัยเอ็นเอเอ็น” เขากล่าว “ผมเตือนแล้วนะว่าเขาอาจทำให้เราตกที่นั่งลำบาก เราต่างรู้ดีว่าลุงเขาเป็นใคร ถึงแม้เขาจะไม่รู้ตัวเลยก็เถอะ”

แบลงเคนชิปไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองตอนที่พูดว่า “สุดท้ายนายก็ตัดสินใจอนุญาตให้เขาเข้าถึงเอ็นเอเอ็นอยู่ดี ถูกต้องไหม” เขาพูด

ริกจ้องหัวหน้าของตน “แต่เราต้องจับตาดูเขาให้ดี แน่ใจแล้วหรือว่าพวกเราอยากให้เขารู้ –”

“เขาไม่มีพิษมีภัยหรอก” นายพลกล่าว “เขาไม่รู้เรื่องครอบครัวอีกส่วนหนึ่งของเขา”

“ท่านแน่ใจนะ”

“พ่อแม่ของเขาเป็นพลเมืองตัวอย่างมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งใหม่ พวกนั้นไม่ให้เขารู้เรื่องนี้เลย” นายพลตอบ “ฉันเอาแฟ้มบันทึกการติดตามตัวให้นายดูก็ได้นะถ้านายต้องการ”

ริกนั่งลงตามเดิม พลังงานทั้งหมดหดหายจากร่างกาย แฟ้ม ถ้าเป็นเรื่องของฟารูค ซายิด[6] – ลุงของเจมส์ เซดที่ใครก็รู้จัก – เขาดูทุกแฟ้มที่เกี่ยวข้องกับชายคนนี้หมดแล้ว “ไม่ต้องหรอกครับ” เขากล่าว “แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน”

นายพลลุกขึ้นยืน เป็นสัญญาณว่าการประชุมครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว “กำลังเดินทางไปแลงลีย์ เราอยากให้นายไปรับเขาที่นั่น”

 

ในห้องประชุมสว่างจ้าแต่เล็กจ้อย เจมส์ เซดนั่งตัวงออยู่เหนือโต๊ะ รายงานของฟอร์ตดีทริกฉายอยู่บนจอสลัวตรงหน้าเขา นิ้วเขาปัดไปตามหน้าต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ริมฝีปากบางเฉียบขยับไปมาท่ามกลางความเงียบงัน

ด้วยรูปร่างเก้งก้าง ผมสีดำทาน้ำมันและพอกทับผมสีเทาตามวัย เซดดูเหมือนทหารที่ริกเคยพบช่วงปีที่เขาปลอมตัวอยู่ในปากีสถาน กระนั้น ริกก็ยังกำมือแน่นโดยไม่ได้ตั้งใจขณะที่นั่งอยู่อีกฝั่งโต๊ะและรอ เขาจำวันที่ตัวเองพยายามดึงปืนไรเฟิลแบบตัดปากกระบอกออกจากท่อนแขนที่เกร็งแน่นภายในกระท่อมร้างนอกเมืองการาจี กลิ่นฉุนของยี่หร่าผสมกลิ่นเหงื่อ เขาจำความเจ็บปวดอันแสบร้อนที่พุ่งพล่านอยู่ในท้อง การเดินทางกลับบ้าน โดยไม่มีขาของเขา – และโดยไม่มีมุสตาฟา ล่ามคู่ใจที่เขาสาบานว่าจะปกป้อง

แต่ชายคนนี้กลับมีแค่กลิ่นน้ำหอมหลังโกนหนวดงั้นๆ แบบคนอเมริกัน เสื้อผ้ายับย่นของเขาเป็นชุดแบบที่นักวิชาการวัยกลางคนจะใส่กันตอนเดินทางกลับบ้านที่แคลิฟอร์เนียเพื่อไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาคริสต์ ริกใช้มือข้างหนึ่งกุมท้ายทอยของตนไว้ และลดสัญญาณเตือนในใจจากส้มเป็นเหลือง จากเหลืองเป็นไม่มีสัญญาณใดๆ ท่านนายพลรับรองกับเขาแล้ว ถึงแม้ประวัติครอบครัวของเจมส์ เซดจะน่าสงสัย แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

เซดเอนหลังพิงพนัก เขาดันแว่นอ่านหนังสือจากสันจมูกขึ้นไปเหนือหน้าผาก สีหน้าของเขาอ่านยากว่ารู้สึกอย่างไร

“คุณว่าไง”

“เรื่องอะไร”

ริกจ้องเขาจากอีกฝั่งโต๊ะ เห็นได้ชัดว่าเซดถูกบังคับให้ต้องยกเลิกวันพักร้อนของตน ความกลัวของเขาจางหายไปแล้ว เหลือเพียงความขุ่นเคืองที่พอเข้าใจได้ แต่ในเมื่อสถานการณ์มันมาถึงขั้นนี้แล้ว – นี่อาจไม่ใช่เวลาที่จะมาเล่นเกมยี่สิบคำถาม “เรื่องผลการค้นพบ คุณว่าไง”

“ลำดับดีเอ็นเอที่พบในอาร์เคียแบคทีเรียตรงกับลำดับดีเอ็นเอของอนุภาคเอ็นเอเอ็น จุลินทรีย์อาร์เคียแบคทีเรียสามารถสร้างและปลดปล่อยอนุภาคเอ็นเอเอ็นที่ยังคงประสิทธิภาพในการทำงานได้ ในรายงานว่าไว้อย่างนั้น”

“งั้นเราก็อยากได้ความเห็นสักอย่าง”

“ความเห็นเรื่องอะไร”

ให้ตายเหอะ “วิธีรับมือไง”

“ถ้านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง –”

“แต่คุณเพิ่งบอกผมว่าคุณยอมรับว่ามัน –”

“ถ้าทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง งั้นคุณก็กำลังขอให้ผมแก้ปัญหาใหญ่ที่พวกคุณก่อขึ้นมาแต่แรกโดยไม่คิดวางแผนอะไรให้รอบคอบก่อนเลยเนี่ยนะ”

“ฟังนะ” ริกยืนขึ้น ทำเป็นไม่สนใจความเจ็บปวดเหมือนเข็มทิ่มบริเวณขาที่หายไปของเขา เขาเดินอ้อมโต๊ะเพื่อไปยืนอยู่ข้างดอกเตอร์ “ผมไม่ได้เป็นคนก่อปัญหานี้ ผมเป็นแค่ไอ้โง่ผู้น่าสงสารคนหนึ่งที่ต้องหาวิธีจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย และตอนนี้ผมก็กำลังขอความช่วยเหลือจากคุณอยู่”

“ผมขอโทษ” ดอกเตอร์เงยหน้ามองอีกฝ่าย สีหน้าของเขาเหมือนกำลังส่งสัญญาณสั้นๆ ที่ดูคล้ายความเห็นใจ “ที่จริงมันก็แค่ ตอนนี้ผมต้องกลับถึงบ้านแล้ว ไปเจอพ่อแม่ แต่ผมกลับต้องมานั่งอยู่ที่นี่กับคุณ แล้วคุณก็เล่าเรื่องทั้งหมดนี้ มัน…มีอะไรให้ต้องคิดเยอะ”

“อะไรก็ได้ที่จะช่วยเราได้” ริกบอก “เราไม่ได้หวังว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นภายในวันพรุ่งนี้หรอก”

“คุณว่าเรามีเวลาเหลืออีกเท่าไหร่”

“คนของดีทริกตรวจสอบฐานข้อมูลของศูนย์วิจัยนานาชาติอาร์กอนน์แล้ว ข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับการแพร่กระจายของดีเอ็นเอในจุลินทรีย์ตามทะเลทรายประเภทนี้บอกเราได้บางอย่าง อาจจะนานถึงห้าปีก่อนที่มันจะแพร่เชื้อออกนอกบริเวณนั้น หรืออาจจะน้อยกว่า…”

“และเรารู้ว่า ณ ตอนนี้เราพบดีเอ็นเอชนิดนี้แค่ในอาร์เคียแบคทีเรียสปีชีส์เดียวเท่านั้น”

“ใช่ เท่าที่เรารู้ตอนนี้”

“โอเค” เซดนวดตาด้วยอุ้งมือ “ผมว่าตอนนี้ผมคงไม่มีอะไรจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมรู้มากเกินไป อย่างที่คุณว่า…เราต้องเริ่มแก้ปัญหาทันที”

ริกโน้มตัวมาข้างหน้า “คุณว่าเราควรทำยังไง อาจจะมีวัคซีนที่พอช่วยได้ใช่ไหม”

“วัคซีนทำอะไรไม่ได้หรอก”

“ไม่หรือ”

“การทำงานของวัคซีนดั้งเดิมคือช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันจากพาหะแปลกปลอม แต่ไอซี-เอ็นเอเอ็นถูกออกแบบมาให้แฝงตัวเข้าไปได้ ที่เราต้องการคือดีเอ็นเอเล็กๆ ที่ตัดวงจรการทำงานของมันได้ และเราต้องหาวิธีส่งเจ้าดีเอ็นเอตัวนี้เข้าไปในร่างกายมนุษย์ เป็นการดัดแปลงพันธุกรรมในสเกลที่ไม่เคยมีมาก่อน”

“เราแค่ทำลายต้นตอของมันไม่ได้หรือ แค่กำจัดพวกนั้นทิ้ง”

“การที่จุลินทรีย์พวกนี้มีชีวิตอยู่ในธรรมชาติ มันกำลังทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตดีเอ็นเออันตรายที่คุณ…ที่รัฐบาลของเราอุตส่าห์วางแผนพ่นใส่ไปในอากาศ มันจำลองตัวเองออกมามากเกินกว่าปริมาณที่โดรนของพวกคุณทิ้งไว้ตอนแรกด้วยซ้ำ และพอจุลินทรีย์พวกนี้ตาย มันก็ดันสามารถแพร่ดีเอ็นเอตัวนี้ในสภาพติดเชื้อแบบเดิมเข้าไปในอากาศได้อีก ลองฆ่ามันดูสิ คุณจะได้เร่งให้มันแพร่เชื้อเร็วขึ้นไปอีก เอาง่ายๆ เลยนะ พวกคุณสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาแล้วล่ะ”

“เราแค่แบบ…เผามันทิ้งไม่ได้หรือ”

“จะลองก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะสำเร็จหรอก เรากำลังพูดถึงจุลินทรีย์ที่ติดเชื้อเป็นพันๆ ล้านตัว ซึ่งตอนนี้น่าจะแพร่กระจายออกไปหลายไมล์ด้วยแรงลมแล้วด้วย และมีความเป็นไปได้ว่าจุลินทรีย์สปีชีส์อื่นอาจติดเชื้อแบบนี้ได้เหมือนกัน ผมนึกหาทางออกที่เราจะกำจัดเชื้อโรคพวกนี้อย่างราบคาบไม่ได้เลย…” เซดยืนขึ้น เขากางนิ้วลงบนโต๊ะ หลังงองุ้มขณะที่ศีรษะก้มลงต่ำ ริกจำต้องเงี่ยหูฟังถึงจะได้ยินสิ่งที่เขาพูดต่อมา “ไม่ได้ เราต้องหาทางดัดแปลงร่างกายมนุษย์ให้ใช้ชีวิตอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ให้ได้…สถานการณ์ที่สัตว์ประหลาดตัวนี้แพร่กระจายไปทั่วแล้ว”

ริกทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ เขาหวังว่าจะได้ยินข่าวดี หรือทางแก้ที่คาดไม่ถึง เขาไม่ชอบเซด – ไม่ชอบทัศนคติยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่ชอบลักษณะอันหยิ่งยโสเช่นนั้น แต่เขาคงหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นไม่ได้

และที่ชายคนนี้พูดก็ถูกของเขา พวกเขารู้มากเกินกว่าจะหันหลังให้กับปัญหานี้แล้ว “คุณรู้ไหมว่าทำไมคุณถึงถูกเลือก” เขาถาม

“ถูกเลือก?” เซดเงยหน้ามอง สีหน้าว่างเปล่า

“คุณถูกเลือกให้เข้าร่วมภารกิจนี้ด้วยเหตุผลเดียวกับที่พวกนั้นเลือกผม คุณไม่มีครอบครัว”

“ผมมีพ่อแม่ของผม –”

“ไม่มีภรรยา ไม่มีลูก เราคงหวังให้คุณมองเรื่องนี้อย่างเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ ถ้าคุณ…”

“ฟังนะ” ดอกเตอร์กล่าวตอบ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขากลายเป็นสีเหลืองอำพัน “ผมไม่คิดว่าคนสติดีที่ไหนจะมองเรื่องนี้โดยไม่รู้สึกอะไรได้หรอก แต่ผมจะพยายามมีเหตุผลให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน”

 

 

4

 

เจมส์ขบฟันแน่น ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปแค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นหลังการพบกันระหว่างเขากับพันเอกริชาร์ด เบลวินส์ เขารู้สึกติดกับอยู่ในชุดไบโอเซฟตี้ความดันบวกระดับ 4 รู้สึกกลัวที่แคบ แสงจากไฟเหนือศีรษะส่องสะท้อนกับผิวของพลาสติกใสที่ครอบศีรษะทำให้เขามองอะไรไม่เห็น ช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกินกับการเดินไปตามทางเดินแคบๆ สู่ห้องแล็บของฟอร์ตดีทริกที่ปิดกั้นจากภายนอกอย่างเต็มรูปแบบ เหงื่อเขาไหลลงมาตามข้างแก้มทีละหยดจนน่าหงุดหงิด

“เมื่อก่อนชุดแย่กว่านี้อีกนะ” รูดี การ์ซาเอ่ย เสียงของชายร่างเล็กกว่าดังงึมงำอยู่ในหูฟังของเจมส์ เสียงของเขาแทบได้ยินไม่ถนัดเพราะถูกกลบด้วยเสียงอากาศจากท่อขดที่ยึดตัวพวกเขาไว้กับเพดานเตี้ยๆ “อย่างน้อยตอนนี้เราก็มองรอบๆ ได้ถนัดแล้ว”

เจมส์ไม่เคยต้องทำงานกับห้องแล็บที่เป็นระบบปิดระดับนี้มาก่อน – งานที่เขาเคยทำที่เอมอรีไม่ได้ต้องปิดกั้นขนาดนี้ แต่งานวิจัยในตอนนี้ของรูดีเกี่ยวข้องกับตัวอย่างอาร์เคียแบคทีเรียปนเปื้อนซึ่งเก็บมาจากอัฟกานิสถาน และถ้าเจมส์จะเข้ามาช่วยจัดการกับเจ้าปีศาจตัวนี้ เขาก็ควรจะมาเผชิญหน้ากับมันแบบตัวเป็นๆ

เมื่อผ่านห้องปรับความดันชั้นที่สอง พวกเขาก็เดินตรงไปยังตู้ปลอดเชื้อที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้องเล็กๆ เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่เป็นศูนย์กลางปัญหาทั้งหมดนี้ถูกจัดหมวดเป็นสมาชิกของไฟลัมเทามาร์คีโอตา[7] ของโดเมนอาร์เคีย – เป็นหมวดหมู่ที่รวมสิ่งมีชีวิตที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของโลกเอาไว้ อย่างที่เจมส์ได้รู้ต่อมาว่าอาร์เคียแบคทีเรียไม่มีอะไรเหมือนแบคทีเรียเลย มันถูกจัดกลุ่มอยู่ในอาณาจักรของมัน – ไม่ได้ไวต่อยาปฏิชีวนะทั่วๆ ไป ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งตามธรรมชาติ มีความยืดหยุ่นเหมือนสปอร์ อาร์เคียจำพวกนี้มีอยู่ในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะแร้นแค้นแค่ไหนก็ตาม

จนถึงบัดนี้ เหยื่อที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไอซี-เอ็นเอเอ็นมีแค่คนที่อยู่บริเวณเขาสองลูกในรัศมีสิบไมล์ที่มีการใช้อาวุธชีวภาพ อาร์เคียแบคทีเรียที่ถูกแยกตัวออกมาเพื่อการวิจัยนี้เก็บได้จากเครื่องแบบของหน่วยลาดตระเวนพิเศษที่นอนเสียชีวิต เจมส์มีสีหน้าเจ็บปวด เขายังจำวิดีโอลับสุดยอดที่มีคนเอาให้เขาดูได้ ภาพผู้หญิงและเด็กๆ ที่นอนอยู่บนพื้นและไอเป็นเลือดรดผืนทราย ใต้เต็นท์พยาบาลสภาพไม่สมประกอบ ทหารหนุ่มชาวอเมริกันที่นอนหมดแรงอยู่กับพื้น สวมเครื่องช่วยหายใจแบบชั่วคราว – ไม่มีแรงจะกลับบ้าน ไม่มีแม้แต่แรงจะตาย ปัญหาคือตอนนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าเชื้อไอซี-เอ็นเอเอ็นแพร่กระจายไปไกลแค่ไหนแล้ว

ฝั่งหนึ่งของตู้ปลอดเชื้อคือหลอดแก้วบรรจุอาหารเลี้ยงเชื้อสีขุ่นที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบบนชั้นวาง

“นี่คืออาร์เคียแบคทีเรียที่มีเชื้ออยู่” รูดีกล่าว ทั้งน้ำเสียงที่ยังมีสำเนียงเม็กซิกันหลงเหลืออยู่ บวกกับความคล่องแคล่วแม่นยำในการเคลื่อนไหวขณะควบคุมแขนจักรกลให้หยิบชั้นใส่หลอดทดลองที่อยู่ด้านในตู้ปลอดเชื้อ ทำให้เจมส์นึกถึงพวกช่างเทคนิคมากความสามารถที่ขับรถเกี่ยวกัญชาอยู่เคียงข้างพ่อของเขาในเบเกอร์สฟิลด์ แขนจักรกลหยิบแผ่นสไลด์บางๆ จากชั้นวางที่เล็กกว่า “เป็นที่รู้กันว่าอาร์เคียพวกนี้มีความสามารถในการถ่ายทอดคุณสมบัติของยีนให้กันและกันในธรรมชาติ ผมพยายามหาว่าสปีชีส์เทามาร์คีออนที่ติดเชื้อพวกนี้จะสามารถส่งต่ออนุภาคสังเคราะห์ที่มีเอ็นเอเอ็นไปยังอาร์เคียสปีชีส์อื่นๆ ได้หรือไม่”

“สไลด์แผ่นนั้นมีอะไรบางอย่างที่ผมต้องดูใช่ไหม”

“เชิญนั่ง” รูดีกล่าว แขนจักรกลวางสไลด์แผ่นนั้นลงบนเครื่องวัดไมโครมิเตอร์ ซึ่งเลื่อนไปยังเลนส์กล้องจุลทรรศน์ยูวีฟลูออเรสเซนส์ซึ่งยึดกับแผ่นกระจกหน้าของตู้ปลอดเชื้อ “เอาหน้ากากวางตรงนี้ได้เลย”

เจมส์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เลนส์ พยายามอย่างหนักในการมองผ่านพลาสติกใสที่ติดอยู่กับชุดหมีของเขา แต่น่าแปลกที่วงแหวนยางนุ่มๆ ที่อยู่รอบเลนส์กล้องนั้นกลับปรับตัวเข้ากับหน้ากากของเขาได้เป็นอย่างดี “เรามองเห็นเอ็นเอเอ็นได้จริงๆ หรือ มันไม่ได้เล็กจนตามองไม่เห็นหรือ”

“เอ็นเอเอ็นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงสิบสามนาโนเมตร แต่ถ้าเราป้ายสารฟลูออเรสเซนส์ใส่มัน จะทำให้มันมีจุดสังเกตที่ใหญ่พอให้ส่องได้บนสไลด์แผ่นนี้ และสว่างพอให้เราเห็น”

เจมส์หรี่ตา ภาพที่เห็นนั้นเหมือนเกมครอสเวิร์ดสมัยเก่าที่แบ่งเป็นตารางสี่เหลี่ยมโดยมีบางช่องเป็นสีดำสนิท ขณะที่บางช่องเป็นสีเหลืองสว่าง “ผมกำลังมองอะไรอยู่นี่”

“แต่ละช่องแสดงจำนวนสิ่งมีชีวิตราวๆ หนึ่งร้อยตัว แต่ละตัวเป็นอาร์เคียแบคทีเรียคนละสปีชีส์กัน สิ่งมีชีวิตพวกนี้ถูกเลี้ยงด้วยอาหารเลี้ยงเชื้อที่ใช้ในการเลี้ยงสปีชีส์เทามาร์คีออนที่ติดเชื้ออยู่ คำถามคือจะมีการถ่ายโอนทางพันธุกรรมระหว่างสปีชีส์ที่ติดเชื้อไปยังสปีชีส์ใหม่หรือเปล่า ในการตรวจสอบ เราเพิ่มแบคทีเรียที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างเชื้ออีโคไล เชื้อซูโดโมนัส กับเชื้อที่ใกล้เคียงกันเข้าไปด้วย บนสไลด์แต่ละแผ่น เราจะเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันห้าสิบชนิด”

“อันไหนที่มีการติดเชื้อ”

“ส่วนที่สว่างเพราะสารฟลูออเรสเซนส์คือสิ่งมีชีวิตที่เอ็นเอเอ็นสามารถก่อตัวใหม่ได้ดีพอให้เราเห็นผ่านการขยายระดับนี้ได้ โชคดีที่ไม่มีแบคทีเรียทั่วไปตัวไหนเลยที่เราทดสอบแล้วพบว่ามีความสามารถในการสร้างเอ็นเอเอ็นใหม่ แต่อาร์เคียแบคทีเรียบางตัวทำได้ – ส่วนใหญ่เป็นตัวอย่างที่เก็บมาจากทั่วอเมริกา อันที่อยู่ล่างขวานั่นคือตัวอย่างจากศูนย์วิจัยอาร์กอนน์ เก็บได้นอกชิคาโกนี่เอง”

“ซึ่งแปลว่า…”

“เราค้นพบกลไกที่อาจทำให้ลักษณะเฉพาะของอาร์เคียแบคทีเรียนี้แพร่กระจายไปทั่วโลก อีกไม่นานสปีชีส์นี้ในอเมริกาก็จะเริ่มผลิตไอซี-เอ็นเอเอ็นได้ด้วยตัวเอง เหลือแต่รอเวลาเท่านั้น”

เจมส์รู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้น เขาอยาก – ไม่สิ – เขาจำเป็นต้องเชื่อมั่นในชายคนนี้ ชายเพียงคนเดียวที่เขาได้พบตั้งแต่เข้าร่วมแผนการนี้ ชายที่ดูจะทั้งเต็มใจและสามารถเผชิญหน้ากับความเลวร้ายยิ่งของภารกิจนี้ได้ก่อนใคร แต่เขาก็อยากได้ข่าวดีเช่นกัน แม้จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ความ แต่เขายังอยากตั้งคำถามเดิมที่เบลวินส์เคยถามเขาเมื่อตอนพบกันครั้งแรก “แต่…เรากำจัดอาร์เคียแบคทีเรียที่เป็นต้นตอในตอนนี้ก่อนที่มันจะแพร่เชื้อไปยังสปีชีส์อื่นไม่ได้หรือ” เขาถาม

“เราต้องลองดู” รูดีตอบเรียบๆ “แต่เรามีตัวเลือกสารขจัดการปนเปื้อนที่ราคาถูกและไม่เป็นพิษกับมนุษย์น้อยมากๆ น้ำยาฟอกขาวยังทำอะไรสิ่งมีชีวิตพวกนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ และจะให้เราไปจุดไฟเผาเมืองที่มีคนอาศัยอยู่เต็มไปหมดก็ใช่ที่”

เจมส์พยักหน้า เขาเห็นภาพแบบนั้นในข่าวภาคค่ำแล้ว – คลิปวิดีโอตอนที่หุ่นยนต์ทหารใช้เครื่องพ่นไฟใส่พื้นทะเลทรายที่ไร้สิ่งมีชีวิต หลายสำนักออกข่าวเรื่องนี้ ผู้คนคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การปกปิดข้อมูลของรัฐทำให้ประชาชนไม่ได้รับคำตอบ

“ข่าวร้ายกว่าก็คือ ข้อมูลจากแล็บของอาร์กอนน์ระบุว่าอาร์เคียกลุ่มนี้แพร่กระจายได้ในอากาศ กระแสน้ำ และอื่นๆ อีก เผลอๆ ตอนนี้มันอาจจะถูกพาออกนอกพื้นที่ผ่านพาหนะหรืออุปกรณ์ทางทหารแล้วก็ได้ ที่เราทำได้คือพยายามควบคุมการแพร่กระจายต่อไป พยายามวิจัยเชื้อที่เราเก็บมาได้นี้ต่อ เพื่อคาดการณ์ว่ามันจะไปโผล่ที่ไหนได้อีก” รูดีกลับไปบังคับแขนจักรกลอีกครั้งเพื่อเอาเลนส์กล้องออก จากนั้นจึงเก็บแผ่นสไลด์กลับไปยังชั้นวางตามเดิม ไหล่เขาลู่ลง เขาเดินกลับไปยังทางที่พวกเขาเข้ามา ยกมือขึ้นเพื่อเปิดระบบปรับความดันอากาศ จากนั้นหันมาหาเจมส์ “คุณบอกผู้การเบลวินส์ไว้ว่ายังไง”

“ผมบอกเขาว่าเราต้องหาทางเปลี่ยนเซลล์เป้าหมายในร่างกายมนุษย์ ต้องดัดแปลงดีเอ็นเอของเซลล์พวกนั้น ใช้เป็นยาถอนพิษน่ะ จ่ายยาให้อย่างต่อเนื่อง ให้มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ทำเหมือนกับยานี้คือเอ็นเอเอ็นอีกตัว”

“แล้วเขาตอบว่าไง” รูดีถาม

“ไม่ ยังไม่ได้ตอบอะไร”

รูดีถอนหายใจ “แปลกดีที่สิ่งหนึ่งกลับนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง…หลายปีก่อน อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผมแนะนำให้ผมอยู่เม็กซิโกต่อเพื่อเดินหน้าเป็นนักวิชาการเต็มตัว แต่แทนที่จะทำอย่างนั้น ผมกลับเลือกเป็นโพสต์ดอก[8]ที่มหาวิทยาลัยร็อกกีเฟลเลอร์ในนิวยอร์ก หลังจากนั้นผมก็ดันอยากอยู่ในอเมริกาต่อ…”

“ทำไม”

“ผู้หญิงไง…เป็นอีกเรื่องที่ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้เลย เธอดันถอนหมั้นผม หลังจากที่ผมได้งานทำแล้วด้วย”

“คุณเลยมาที่ฟอร์ตดีทริก”

“การทำงานที่ดีทริกเป็นทางลัดให้ผมได้สัญชาติอเมริกันน่ะ”

“แล้วคุณอยู่ต่อทำไม”

“ที่ดีทริก เราไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทุนเลย – ผมมีทุกอย่างที่ผมต้องการใช้ ทั้งห้องแล็บ ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ…ผมได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีม และได้ทำงานวิจัยที่น่าสนใจหลายๆ งาน” รูดีก้มหน้ามองมือที่สวมถุงมืออยู่ “ผมยอมรับนะว่าบางทีมันก็น่าหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน ทั้งผลการตรวจสอบ ทั้งรายงานมากมายที่ไปนอนแผ่อยู่บนโต๊ะของคนอย่างผู้การเบลวินส์ สุดท้ายก็โดนเก็บเข้ากรุ ผมเชื่อสนิทใจว่าทั้งหมดนี้เราทำไปเพื่อป้องกันการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ – ผมเชื่อว่านี่คือเป้าหมายที่คุ้มค่า”

“แต่คุณต้องรู้สิว่าไอซี-เอ็นเอเอ็นไม่ได้ทำเพื่อป้องกัน…”

“ตอนที่ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลงานวิจัยที่สร้างเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมา…ผมคิดว่ามันก็คงเหมือนกับงานวิจัยอื่นๆ – เป็นแค่การศึกษาความเป็นไปได้ เป็นโอกาสที่ผมจะได้วิจัยสิ่งที่อยู่เหนือความเชี่ยวชาญของผม ผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันต้องโดนปัดตกแน่ อันที่จริง ผมหวังว่ามันต้องเป็นแบบนั้นเลยล่ะ” แววตาของรูดีเบื้องหลังหน้ากากพลาสติกฉายแวววิงวอน “เจมส์ ผมไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะเอามันไปใช้ในปฏิบัติการจริงๆ ความหวังเดียวของผมตอนนี้คือเราจะหาทางหยุดยั้งมันได้ด้วยความช่วยเหลือของคุณ”

เป็นอีกครั้งที่เจมส์รู้สึกถึงเหงื่อที่ผุดออกมาตามขมับ ความกลัวที่แคบกลับมาอีกระลอก “คุณคิดว่าเราจะ…หยุดมันได้หรือ”

“ผมไม่แน่ใจนักหรอก แต่ผมมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่าทุกวันที่ผ่านไป จะพูดว่าไงดีล่ะ…เวลาน่ะ…เราเหลือเวลาน้อยเต็มทีแล้วนะ”

เจมส์หลับตา เขาพยายามคิดมาตลอดว่านี่ก็เป็นอีกงานวิจัยหนึ่งสำหรับเขาเท่านั้น เป็นอุปสรรคทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องฟันฝ่าไปให้ได้ – เพราะการคิดถึงภารกิจนี้ในแง่อื่นยิ่งทำให้สมองเขาตื้อไปหมด เป็นหนทางเดียวที่เขาจะทำได้โดยไม่ตื่นตระหนกไปเสียก่อน แต่เขาไม่มีเวลามาคิดอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ เขาจะหาทางปกป้องมนุษยชาติจากภัยร้ายนี้ให้ได้ เขาต้องทำให้ได้

 

 

5

มิถุนายน 2060

 

ไคสัมผัสถึงความร้อนยามเช้าที่ลอดผ่านฝาครอบเข้ามาอบอวลอยู่ภายในรังไหมของเขา เขาขยี้ตาเพื่อไล่ความง่วงงุนออกไป แต่แล้วนิ้วก็สัมผัสรอยนูนเล็กๆ บนหน้าผาก บริเวณที่ชิปถูกฝังอยู่ใต้ผิว

“ชิปของเธอเป็นชิปพิเศษ” โรซีบอกเขาไว้ “เป็นสายสัมพันธ์ระหว่างเรา” ชิปตัวนี้ทำให้พวกเขาได้รู้จักกัน เธอบอก เป็นเครื่องมือที่เธอใช้พูดคุยกับเขา – เธอไม่เคยเปล่งเสียงพูดเลย ยกเว้นตอนที่เธอสอนให้เขาพูด

เขายื่นมือออกไปเพื่อสัมผัสผิวนุ่มๆ ของฝาครอบรังไหมตรงหน้า พื้นผิวโปร่งใสที่นิ้วมือเขาสัมผัสโดนนั้นเปลี่ยนเป็นทึบแสง ภาพหนึ่งปรากฏขึ้น – เป็นภาพชายผิวเกรียมแดดกลุ่มหนึ่ง ไหล่ลู่คลุมทับด้วยผ้าถักสีสันสดใส

โรซีกำลังสอนเขาเรื่องผู้คนที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย – เป็นทะเลทรายที่เหมือนกับที่เขาอยู่นี้ แต่อยู่อีกฟากของโลก และเคยมีเมื่อนานมาแล้ว ชายในภาพนี้ โรซีบอก เป็นผู้เก็บรักษาพระคัมภีร์ งานเขียนโบราณเหมือนพวกของที่ขุดขึ้นมาจากถ้ำเมื่อหลายร้อยปีก่อนเกิดการแพร่ระบาด “นั่นอะไร” เขาถาม พลางชี้ไปที่ชายคนหนึ่งในภาพ สิ่งที่วางเทินบนศีรษะของชายคนนั้นคือกล่องใบเล็ก รัดไว้กับศีรษะด้วยสายหนังแผ่นบาง

เสียงพึมพำเบาๆ และเสียงคลิกอันคุ้นเคยของโรซีดังอยู่ในสมองเขา ขณะเธอค้นหาข้อมูลที่ต้องการ “สิ่งนั้นเรียกว่าเทฟิลิน แต่ละกล่องบรรจุพระคัมภีร์เล็กๆ สี่ม้วนเอาไว้ แต่ละม้วนมีคำสอนที่นำมาจากพระคัมภีร์ที่เรียกว่าโทราห์[9]” ใต้แผงควบคุมของเธอ เซอร์โวมอเตอร์กำลังหมุนอย่างราบรื่น “พระคัมภีร์นี้พูดถึงชุดความเชื่อที่คนพวกนี้ใช้ในการดำเนินชีวิต”

“งั้นแม่ก็สอนผมผ่านเทฟิลินของผมสินะ” ไคกล่าว ชี้ไปยังหน้าผากอันเปรอะเปื้อนของเขา บริเวณที่ชิปฝังอยู่ “แม่คือโทราห์ของผมหรือเปล่า”

โรซีนิ่งไป เธอกำลังคิด รวบรวมคำตอบอย่างที่เธอทำบ่อยๆ เวลาเขาถามคำถามยากๆ “ไม่” เธอกล่าว “ข้อมูลที่ฉันให้เธอมีพื้นฐานมาจากความจริงเท่านั้น สำคัญมากที่เราต้องแยกความเชื่อกับความจริงออกจากกัน”

ไคถอนมือจากหน้าจอ เฝ้ามองภาพตรงหน้าหายวับไป เขามองออกไปนอกฝารังไหมซึ่งกลับมาเป็นแผ่นใสอีกครั้ง ด้านนอกนั้น แนวก้อนหินอันคุ้นเคยที่โอบรอบที่พักชั่วคราวของเขายังอยู่ที่เดิม ยอดหินแหลมสีแดงชี้ขึ้นไปบนฟ้าเหมือนนิ้วคน ก้อนหินพวกนี้แข็งแรง เหมือนโรซี ไม่สะทกสะท้านต่อแรงลมหรือไอร้อน

เขาตั้งชื่อให้หินทุกก้อน – เจ้าม้าสีแดง คุณชายจมูกใหญ่ เจ้ากอริลลา และคุณพ่อ ผู้คอยประคองหินอ้วนกลมราวกับเด็กทารกไว้บนเข่าขนาดยักษ์ของเขาไปตลอดกาล โรซีสอนเขาว่ามนุษย์ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร เธอคือมารดรของเขา เขาเลยทึกทักไปเองว่าก้อนหินพวกนี้คือครอบครัวของเขา – เป็นผู้พิทักษ์เหมือนอย่างโรซี ที่คอยเฝ้าดูเขาตั้งแต่ยามแรกเกิด

เขาผลักสลักไปทางซ้าย ความร้อนจากแสงอาทิตย์จู่โจมเข้ามาเมื่อฝารังไหมเหวี่ยงเปิดออก เขาปีนลงมาตามตีนตะขาบของโรซีสู่พื้น หันมาเผชิญหน้ากับเงาของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนผิวเมทัลลิกอันเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนของเธอ ผิวของเขาเป็นสีแทนและตกกระ ผิวพรรณเป็นริ้วๆ จากฝุ่น เส้นผมสีน้ำตาลแดงดกหนาล้อมกรอบใบหน้าของเขา ดวงตาสีน้ำเงินแวววาวอยู่ใต้ขนตาดกหนา โรซีบอกกับเขาว่ายังมีเด็กๆ อยู่ที่อื่นอีก เด็กคนอื่นที่เหมือนกับเขา แต่แตกต่างออกไป โรซีบอกไม่ได้ว่าตอนนี้มีเด็กคนอื่นอยู่อีกเท่าไร แต่ในตอนแรกมีเด็กอยู่ห้าสิบคน เมื่อเวลามาถึง พวกเขาจะได้พบเด็กเหล่านั้นเอง

ไคเดินตามรอยแตกบนพื้นดินไปยังยอดเนินที่เตี้ยที่สุดตรงนั้น เม็ดเหงื่อผุดออกมาจากแนวขนคิ้ว เขารู้สึกเหมือนมีทรายอยู่เต็มปาก เขาทำมือเป็นรูปวงกลม เลียนแบบกล้องส่องทางไกล เพื่อมองไปรอบๆ ภูมิทัศน์อันโดดเดี่ยว กลางแสงระยิบระยับของภาพลวงตาที่อยู่ห่างออกไปนี้ เขาพยายามหรี่ตามองดินแดนห่างไกลที่เขาเรียนรู้จากหน้าจอของโรซี เขามองเห็นเขาสูงที่บนยอดปกคลุมไปด้วยหิมะทุกครั้งที่ฤดูหนาวมาถึง แต่ตอนนี้ยอดเขานั้นเป็นสีดำ ปราศจากหิมะห่อหุ้ม

“เราไปได้หรือยัง” เขาส่งสัญญาณหามารดรของตน “ผมว่าผมพร้อมแล้ว…”

“ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไข เราก็ไปได้วันนี้เลย”

วันนี้เลย?”

เขารู้สึกได้ว่าวันนั้นมาถึงแล้ว ในการเดินทางไปคลังเสบียงครั้งสุดท้ายของพวกเขา โรซียกเอาหินปิดทางขนาดใหญ่ออก เพื่อเปิดประตูเหล็กหนาหนักด้วยแขนทรงพลังของตน และเอากล่องเสบียงชิ้นสุดท้ายออกมา เป็นแพ็กขวดน้ำสำหรับยามฉุกเฉินแพ็กสุดท้าย ทุกค่ำหลังพระอาทิตย์อันร้อนผ่าวลาลับหลังแนวหิน ส่งเงาทอดยาวไปตามพื้น เธอจะเริ่มสอนให้เขารู้จักหาอาหารให้ตัวเอง เขาได้เมล็ดหญ้าแห้งจากกระป๋องสภาพยับเยิน และเอาไปปิ้งบนกองไฟเล็กๆ จากนั้นนำมาผสมกับน้ำและเศษเนื้อจากหนูหรือจิ้งเหลนเพื่อทำสตูว์แบบเจือจาง เขาเคี้ยวก้านดอกนุ่มๆ ของต้นบานานายุกคา[10] เก็บบางส่วนไว้กินกับผลไม้หวานที่เขาอาจเก็บได้เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่เมื่อนานมาแล้วต่างก็ดำรงชีวิตด้วยอาหารประเภทนี้ทั้งนั้น

“เธออายุหกขวบแล้ว” โรซีกล่าว “ได้เวลาไปจากที่นี่แล้ว”

“เราจะไปไหนกันเหรอฮะ”

“ฉันไม่รู้”

“ไม่รู้?” หัวใจเขาเต้นเร็วขึ้นเมื่อรู้ว่ามีบางอย่างที่มารดรของเขาไม่อาจรู้ได้เหมือนกัน

“คำสั่งไม่สมบูรณ์ มันบอกให้เราไปจากที่นี่ แต่ไม่ได้ระบุปลายทางเอาไว้”

ไคจ้องมองร่างอันทรงพลังของโรซี คลื่นความร้อนทำให้พื้นผิวด้านข้างที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของเธอเปล่งประกาย “งั้นเราจะรู้ได้ไงว่าเราไปถูกที่แล้ว”

“มีคลังเสบียงอยู่เจ็ดสิบหกแห่ง แต่ละแห่งมีหอกลั่นน้ำและศูนย์สภาพอากาศติดตั้งอยู่ด้วย” เธออธิบาย

“แล้วเด็กคนอื่นล่ะฮะ เราจะเจอพวกเขาไหม”

เธอนิ่งไปอีกครั้ง เขาจินตนาการภาพอิเล็กตรอนวิ่งผ่านวงจรไฟฟ้านาโนของเธอ ข้อมูลทีละนิดทะลุผ่านเข้าไปในสมองของเธอขณะที่เธออธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น “เป็นไปได้” เธอตอบในที่สุด “มีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อยที่เด็กคนอื่นจะรอดชีวิต”

ด้วยความตื่นเต้น ไคไถลลงจากยอดหินมาอยู่ใต้เงาของมารดร เขาเคยเห็นสิ่งที่เรียกว่าภาพจำหลัก เป็นภาพที่คนสมัยโบราณสลักไว้บนผิวหน้าของก้อนหิน เขาจะทำสัญลักษณ์ของเขาบ้าง เขาโกยกองหินสีน้ำเงินโคบอลต์ขึ้นมา แล้ววางมันให้เป็นรูปคำว่า ไค บุตรแห่งโร-ซี เขาสะกดทีละคำ ฉันอยู่ที่นี่ ขณะที่เขาค่อยๆ วางหินให้เป็นข้อความ เขานึกภาพเด็กอีกคนมานั่งกลางฝุ่นอยู่ตรงนี้และอ่านข้อความของเขา เขาทิ้งตัวลงนั่งเพราะรู้สึกหน้ามืด ตัวอักษรลอยคว้างอยู่ตรงหน้าเขา

“เธอต้องกิน” โรซีเตือนเขา

เขาปีนกลับขึ้นไปตามตีนตะขาบของเธอเพื่อหยิบห่ออาหารเสริมจากด้านหลังที่นั่งของตน ฉีกออกมุมหนึ่ง และบีบของเหลวเนื้อเจลาตินใส่ปาก “ซอยเลนต์[11]พีเดีย-ซุปป์– นิวทริ-โกร – สำหรับอายุ 6-8 ปี” หน้าซองเขียนไว้ อาหารเสริมซองนี้มีสารอาหารที่เขาต้องการครบถ้วน แต่เขาเริ่มเบื่อรสนมและความหวานเจือเค็มแบบเดิมๆ นี้เหลือเกิน มันยิ่งทำให้เขารู้สึกกระหายน้ำมากขึ้นไปอีก

เขาคว้ากระติกน้ำอันว่างเปล่าของตนจากในรังไหม แล้วถือไปยังหอกลั่นน้ำที่มีรูปทรงคล้ายขวดน้ำ สูงพอๆ กับหินที่เขาเรียกว่าเจ้ากอริลลา หอนี้สร้างขึ้นจากโลหะที่มีความยืดหยุ่นประสานกันเป็นทรงสูง โอบรอบถุงตาข่ายสีส้มสดตัดกับอ่างรับน้ำสีเข้มด้านล่าง เขาจุ่มกระติกน้ำลงไปแล้วรอให้น้ำเต็ม ระดับน้ำเริ่มต่ำจนเขาต้องใช้มือกอบน้ำขุ่นๆ ขึ้นมารินใส่ฝากระติกแคบๆ

เขาจำสายฝนที่ทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวกรากไปตามหุบเขาได้ เขาได้อาบน้ำในอ่างที่ทำจากหินซึ่งถูกน้ำเซาะเป็นปีๆ จนกลายเป็นหลุมกว้าง เมื่อถึงยามค่ำอันเย็นฉ่ำ เขาจะเงี่ยหูฟังเสียงหยดน้ำที่ไหลมาตามถุงตาข่ายของหอกลั่นน้ำ แล้วทิ้งตัวลงสู่อ่างเบื้องล่างเสียงดังแปะ แต่ทุกวันนี้ แม้แต่ก้อนเมฆที่ดูมีเค้าลางมากที่สุดก็ยังไม่มีแววว่าจะกลั่นออกมาเป็นเม็ดฝน อ่างรับน้ำเกือบจะแห้งผากแล้ว และน้ำฉุกเฉินจากคลังเสบียงที่ทั้งเปรี้ยวและมีความเป็นเคมีสูงก็เริ่มร่อยหรอ ไคนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้เงาของโรซี จินตนาการว่าตัวเองคือหินก้อนหนึ่ง กักเก็บความเย็นที่เขาสะสมไว้ในร่างกายยามค่ำคืน

ช่วงกลางวันผ่านพ้นไป มารดรของเขายังคงนิ่งเงียบ ไม่มีบทเรียนในวันนี้ เธอกำลังยุ่งอยู่ เขาจ้องออกไปยังแนวทะเลทราย บนพื้นผิวนั้นมีพืชพรรณรูปร่างเหมือนยอดหนามอยู่บางตา เป็นที่อยู่อาศัยให้กับแมลง จิ้งเหลน และสัตว์ฟันแทะตัวเล็กซึ่งพยายามจะใช้ชีวิตที่ไร้ความหมายไปวันๆ เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ไกลออกไปนั้น เขายอดราบทางตะวันตกเริ่มเปลี่ยนจากสีทองเป็นสีม่วง บางทีพวกเขาอาจไม่ได้ออกเดินทางวันนี้

แต่แล้วเสียงของโรซีก็ดังเข้ามาในจิตสำนึกของเขา “ได้เวลาแล้ว” เธอกล่าว “สวมเสื้อเสีย”

“เราจะไปไหนกันฮะ”

เธอไม่ได้ตอบ เขาได้ยินเพียงเสียงประมวลผลของเธอ เสียงแผ่วเบาเหมือนสายลมที่ดังอยู่ระหว่างหูทั้งสองข้างของเขา

มือไคสั่นเทา ขณะที่เขารับเสื้อคลุมไมโครไฟเบอร์จากมือจับของโรซี เขาสอดแขนขาเข้าไปในเศษชิ้นส่วนที่เรียกว่าผ้านั้น เขาสวมรองเท้าหนัง จากนั้นนั่งประจำที่ของตนพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยรอบลำตัว ยึดไว้กับตัวเกี่ยวอย่างแน่นหนา

โรซีปิดฝารังไหม หัวใจเขาเต้นรัวอยู่ในความเงียบ ไคเฝ้ารอ

เขารู้สึกถึงแรงกระแทกจากเครื่องปฏิกรณ์ที่ติดเครื่องอยู่ข้างหลัง รังไหมถูกพลิกเอนไปด้านหลัง เพื่อให้เขายังอยู่ในท่านั่งตรงขณะที่โรซีตั้งตัวเตรียมบินขึ้นสู่ฟ้า เมื่อมองผ่านฝารังไหม เขาเห็นปีกของเธอโผล่ออกมาและสยายออกจนเต็มพิกัด ใบพัดโผล่ออกมาจากใต้ช่องเก็บ หมุนเร็วเพื่อสร้างแรงผลักอากาศไปยังพื้น เขาห่อตัวอยู่ในรังไหม ได้ยินเพียงเสียงหวีดหวิวอื้ออึงขณะหรี่ตามองผ่านม่านหมอกแห่งฝุ่นละออง แรงกดจากการเร่งความเร็วยิ่งทำให้เขาถูกดึงติดกับที่นั่ง ใกล้ชิดกับตัวเธอมากขึ้น

ทั้งสองบินสูงขึ้นสู่ฟากฟ้า

[1] Apoptosis เป็นกระบวนการตายของเซลล์ที่มีการโปรแกรมไว้แล้ว มีขั้นตอนชัดเจน มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อน หรือการเกิดอวัยวะต่างๆ เช่น การแยกตัวของนิ้วเท้า นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในการกำจัดเซลล์ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมหรือกลายพันธุ์อีกด้วย

[2] Caspase เป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการเกิดกระบวนการอะพอพโทซิส

[3] Tabula Rasa มาจากภาษาละติน แปลว่า A blank tablet หรือกระดานที่ว่างเปล่า เป็นการอธิบายสภาวะจิตของมนุษย์ในตอนที่เกิดมาว่าเป็นจิตที่ว่างเปล่า เป็นสภาพจิตที่ยังไม่มีเรื่องประสบการณ์มาเกี่ยวข้อง ต่อมาเมื่อได้รับประสบการณ์มาพิมพ์ลงในจิตจึงเกิดเป็นความรู้คิดต่างๆ ถือเป็นทฤษฎีหนึ่งของนักปรัชญาชาวอังกฤษ John Locke

 

[4] Archaebacteria เป็นแบคทีเรียกลุ่มหนึ่งที่สามารถดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตกลุ่มอื่นอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เช่น ในน้ำพุร้อน ทะเลที่มีความเค็มจัด บริเวณที่มีความเป็นกรดสูง หรือบริเวณทะเลลึก เป็นต้น

 

[5] United States Military Academy โรงเรียนเตรียมทหารของสหรัฐ นิยมเรียกกันว่า West Point

[6] คำว่า Said นั้นสามารถออกเสียงได้ทั้งเซด และซายิด

[7] การจัดกลุ่มและหมวดหมู่สปีชีส์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ จะแบ่งแยกโดยเริ่มจากโดเมน ย่อยลงไปเป็นอาณาจักร และย่อยลงไปอีกเป็นไฟลัม

 

[8] Postdoc ตำแหน่งชั่วคราวสำหรับคนที่เรียนจบระดับปริญญาเอก โดยอาจได้รับตำแหน่งนักวิจัยหรือผู้ช่วยตามมหาวิทยาลัย องค์กรของรัฐ หรือบริษัทต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะไปทำงานจริงจัง

[9] Torah เป็นชื่อของชุดคัมภีร์ชุดแรกในคัมภีร์ฮิบรู ใช้ในศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ รู้จักกันในชื่อ ‘หนังสือของโมเสส’ เป็นคัมภีร์ที่พระเจ้าประทานให้กับโมเสส กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโลกและสรรพสิ่ง

[10] Banana yucca เป็นพืชอวบน้ำพุ่มเตี้ย พบตามทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาและตะวันตกเฉียงเหนือของเม็กซิโก มีผลรูปร่างคล้ายกล้วย

[11] Soylent เป็นเครื่องดื่มสำหรับบริโภคทดแทนอาหารยี่ห้อหนึ่ง มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง เลซิทิน และสารให้ความหวานซูคราโลส ว่ากันว่าชื่อ Soylent นั้นมาจากนิยายไซไฟเรื่อง Make Room! Make Room! ที่เล่าเรื่องอนาคต ซึ่งมีปัญหาเรื่องอาหารขาดแคลน

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น