fbpx

[ทดลองอ่าน] ปิ๊ปปี้ผจญทะเลใต้

PIPPI IN THE SOUTH SEAS

ปิ๊ปปี้ผจญทะเลใต้

 

แอสตริด ลินด์เกรน เขียน

ดร.บุญส่ง ชเลธร แปล

อิงกริด วาง นีมาน วาดภาพประกอบ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

.

 

ปิ๊ปปี้ยังอยู่ที่วิลล่า วิลเลคูลล่า

 

 

เมืองเล็ก ๆ ดูเป็นระเบียบและน่าอยู่ด้วยถนนที่ปูด้วยหินขัดมันเป็นก้อน ๆ และบ้านหลังน้อยซึ่งรายล้อมด้วยพุ่มดอกไม้โดยรอบ ใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาย่อมรู้สึกว่า นี่เป็นเมืองอันแสนสงบและอบอุ่น น่าอยู่อาศัยยิ่งนัก แต่ไม่ค่อยมีสถานที่จะให้เที่ยวชมมากเท่าไร นอกจากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและสุสานโบราณ คนในหมู่บ้านจัดทำป้ายบอกทางไว้เด่นชัดสำหรับผู้ที่ต้องการไปเยือน ป้ายหนึ่งคือ ทางไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ที่เขียนด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่ พร้อมลูกศรชี้บอกทางข้างใต้ ส่วนอีกป้ายเขียนว่า ทางไปสุสานโบราณ

แต่ยังมีอีกป้าย ที่เขียนเด่นชัดว่า

 

 

ทางไป วิลล่า

วิลเลคูลล่า

 

ป้ายนี้เพิ่งถูกติดตั้ง เพราะช่วงที่ผ่านมามักมีผู้คนจำนวนมากถามถึงทางไปวิลล่า วิลเลคูลล่า…ใช่แล้ว อันที่จริงมีคนถามทางบ่อยกว่าทางไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านกับสุสานโบราณเสียอีก

วันอันสดใสวันหนึ่งของฤดูร้อนนั้น ปรากฏชายคนหนึ่งขับรถเข้ามาที่หมู่บ้าน เขาต้องเป็นคนจากเมืองที่ใหญ่มาก ๆ แน่ ดูได้จากการแต่งตัวและท่าทางที่ต่างไปจากคนทั้งหลายในเมืองที่เล็กแสนเล็กแห่งนี้ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ชายภูมิฐานมาพร้อมกับรถหรูดูสง่าและรองเท้าขัดมันวาว นิ้วสวมแหวนทองคำวงใหญ่ ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเจ้าตัวจะเชื่อเองด้วยว่า เขาดูดีมีสง่าราวชนชั้นสูง

เขากดแตรเสียงลั่นขณะขับผ่านเข้ามาตามถนนสายเล็กในเมือง เพื่อให้ผู้คนรับรู้ว่าเขากำลังมาแล้ว

เมื่อเห็นป้ายบอกทาง รอยเหยียดยิ้มก็ปรากฏตรงมุมปาก

ทางไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน งั้นเหรอ…หึๆ…” เขาพึมพำกับตัวเอง “คงไม่ค่อยสนุกสำหรับฉัน…ทางไปสุสานโบราณ…” เขาอ่านป้ายบอกทางอันต่อไป “ชักจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ”

แต่เมื่อมองเห็นป้ายบอกทางอันที่สาม “อะไรกันเนี่ย พิลึกมาก…ทางไปวิลล่า วิลเลคูลล่า…ชื่อพิลึก!”

เขานึกอยู่อึดใจ บ้านหลังหนึ่งจะน่าสนใจเท่ากับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและสุสานโบราณได้อย่างไร ป้ายนี้คงตั้งขึ้นด้วยเหตุผลอื่น เขาคิด และก็หาเหตุผลสรุปกับตัวเองว่าคงเป็นบ้านที่ประกาศขาย ป้ายบอกทางนี้มีขึ้นเพื่อบอกทางให้คนที่สนใจอยากซื้อ ชายหนุ่มคิดมาสักพักแล้วว่าอยากจะหาบ้านสักหลังในชนบทเล็ก ๆ ที่ไม่วุ่นวายเหมือนในเมืองใหญ่ แน่นอนว่าเขาคงไม่ได้มาอยู่ประจำ นอกจากแวะเวียนมาบ้างในบางครั้งเพื่อพักผ่อน ซึ่งผู้คนในเมืองเล็ก ๆ คงไม่ค่อยมาสนใจคนมีภูมิฐานอย่างเขานัก  คิดแล้วก็ตัดสินใจจะเดินทางไปดูวิลล่า วิลเลคูลล่า ทันที

เขาเพียงแค่เดินทางตามที่ลูกศรชี้ไปจนสุดชายเขตเมือง แล้วก็ได้เห็นสิ่งที่ตั้งใจมาดู รั้วประตูที่เหมือนจะพังพาบลงมา มีตัวอักษรเขียนด้วยหมึกสีแดงว่า

 

ด้านในรั้วบ้านคือสวนรกเรื้อซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยมอสส์ หญ้าขึ้นรกเต็มสนาม กับไม้ดอกนานาพันธุ์ที่ขึ้นตามใจชอบ ลึกเข้าไปข้างในสุดมีบ้านหลังหนึ่ง ว้าว ว้าว ว้าว อะไรกันนี่! มันดูเหมือนพร้อมที่จะทรุดตัวลงมาเมื่อไรก็ได้ ชายภูมิฐานจ้องบ้านหลังนั้น แล้วจู่ๆ ก็ส่งเสียงดังเฮือก มีม้าตัวหนึ่งยืนอยู่บนระเบียงบ้าน นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่คุ้นชินจนถึงกับต้องอุทานออกมา

ตรงขั้นบันไดของระเบียงบ้านมีเด็กสามคนนั่งอยู่ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า เด็กหญิงนั่งกลางมีกระเต็มใบหน้า เส้นผมสีแดงถักเปียชี้ตั้งออกไปด้านข้าง บนไหล่มีลิงนั่งอยู่ด้วย ส่วนข้างตัวเธอ ด้านหนึ่งเป็นเด็กหญิงน่ารักมากที่มีผมหยิกสลวยสีทองและสวมเสื้อผ้าลายตารางสีฟ้า อีกด้านหนึ่งเป็นเด็กชายที่หวีผมอย่างเรียบร้อย

ชายภูมิฐานครุ่นคิดว่าเขาอาจมาผิดที่ คงไม่มีใครคิดขายบ้านเก่าๆ ที่กำลังจะพังหรอก

“นี่ เด็ก ๆ” เขาตะโกน “บ้านโทรม ๆ ใกล้พังหลังนี้คือวิลล่า วิลเลคูลล่าจริง ๆ หรือ”

เด็กหญิงคนกลาง คนที่มีเส้นผมสีแดง ยืนขึ้นและเดินตรงมาที่รั้ว โดยมีเด็กอีกสองคนตามหลังมาห่าง ๆ

“ไม่มีปากพูดเหรอ” ชายภูมิฐานพูดอีก ก่อนที่เด็กหญิงผมแดงจะทันเดินมาถึง “บ้านที่โทรมขนาดนี้ คือวิลล่า วิลเลคูลล่าจริง ๆ หรือ”

“ขอฉันคิดก่อนนะ” เด็กหญิงผมแดงพูดขณะทำหน้าผากย่น “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน — ไม่ใช่! สุสานเหรอ — ก็ไม่ใช่อีกแหละ! อ้อ ฉันรู้แล้ว”เด็กหญิงร้องลั่น “ที่นี่คือวิลล่า วิลเลคูลล่า”

“ตอบอย่างคนทั่วไปพูดสิ” ชายภูมิฐานก้าวลงจากรถ เขาตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็จะสังเกตดูที่แห่งนี้ใกล้ ๆ

“เราคงรื้อทิ้งแล้วสร้างขึ้นใหม่ได้” เขาพึมพำ

“ใช่ ๆ เอาเลย” เด็กหญิงผมแดงตะโกนพร้อมกับดึงแผ่นไม้กระดานสองสามแผ่นออกจากมุมบ้านอย่างรวดเร็ว

ชายภูมิฐานไม่ได้ฟังเธอเลย เขาไม่สนใจเด็ก ๆ แม้แต่น้อย ยิ่งตอนนี้มีเรื่องอื่นให้คิดด้วย สวนดอกไม้ในสภาพรกเรื้อดูอบอุ่นและเชิญชวนอยู่ไม่น้อยในท่ามกลางแสงแดด ถ้าสร้างบ้านขึ้นใหม่และตัดหญ้าให้เรียบร้อย พรวนดินตรงทางเดิน แล้วปลูกไม้ดอก คนอย่างเราก็คงอยู่ได้ เขาจึงตกลงใจที่จะซื้อวิลล่า ลิลเลคูลล่า

เขามองไปรอบ ๆ เพื่อดูว่าจะปรับปรุงอะไรได้อีก ต้นโอ๊คแก่ๆ ต้นนี้ต้องตัดทิ้ง เขามองอย่างไม่สบอารมณ์ไปยังกิ่งก้านที่แผ่กิ่งก้านที่แผ่กว้างออกไปคลุมเหนือหลังคาบ้าน

“ฉันต้องตัดต้นนี้ทิ้ง” เขาพูดอย่างแน่วแน่

เด็กหญิงน่ารักในชุดลายตารางสีฟ้าร้องอุทาน

“ปิ๊ปปี้ ได้ยินไหม” เธอว่าด้วยน้ำเสียงตกใจ

แต่เด็กหญิงผมแดงกลับเอาแต่กระโดดเล่นอย่างไร้กังวลอยู่บนทางเดินในสวน

“อย่างว่า…ต้นโอ๊คเก่าเน่า ๆ ต้นนี้ต้องตัดทิ้ง” ชายภูมิฐานบอกกับตัวเองอีกหน

เด็กหญิงตัวน้อยในชุดลายตารางสีฟ้า ยื่นมือไปยังเขาอย่างวิงวอน

“โอ้…ไม่นะ…อย่าตัดเลยค่ะ” เธอกล่าว “ต้นนี้…เราปีนเล่นได้ แล้วในลำต้นก็มีโพรงที่มุดลงไปเล่นได้”

“เลอะเทอะมาก” ชายภูมิฐานพูด “เธอคงเข้าใจนะว่าฉันไม่ปีนต้นไม้เล่น”

เด็กผู้ชายที่ดูเรียบร้อยก้าวออกมาข้างหน้าด้วยท่าทางหนักใจ

“ใช่ครับ แต่…มันมีขวดน้ำหวานงอกออกมาจากต้นได้ด้วย” เขาพูดอย่างวิงวอน “ช็อคโกแลตก็มีทุกวันพฤหัส”

“ฟังนะ…เด็ก ๆ…ฉันว่า พวกเธอนั่งตากแดดนานไปหน่อยแล้วละ” ชายภูมิฐานกล่าว “มันเลยวนอยู่ในหัวพวกเธอ แต่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน ฉันว่าจะซื้อบ้านหลังนี้ พวกเธอบอกได้ไหมว่าจะเจอเจ้าของบ้านได้ที่ไหน”

 

เด็กหญิงในชุดลายตารางสีฟ้าเริ่มร้องไห้ ส่วนเด็กผู้ชายวิ่งไปหาเด็กหญิงผมแดงที่ยังคงกระโดดเล่นท่าอีกา

“ปิ๊ปปี้” เด็กชายว่า “ไม่ได้ยินเหรอ ทำไมเธอไม่ทำอะไรเลยล่ะ”

“ฉันไม่ทำอะไรเหรอ” เด็กหญิงผมแดงทวนคำ “ก็กำลังกระโดดอีกาสุดชีวิตอยู่นี่ไง แล้วเธอมาบอกว่าฉันไม่ทำอะไรเลย ลองโดดดูบ้างสิ จะได้รู้ว่ามันสนุกยังไง”

เธอยืนขึ้นแล้วเดินไปหาชายภูมิฐาน

“ฉันชื่อปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว” เธอว่า “และนี่ทอมมี่กับอันนิก้า” ชี้ไปที่เพื่อนทั้งสอง “มีอะไรให้เราช่วยได้บ้าง จะรื้อบ้านหรือโค่นต้นไม้หรือมีอะไรอื่นอีกไหมที่ต้องปรับปรุง บอกมาคำเดียวเท่านั้น!”

“ฉันไม่สนใจว่าเธอชื่ออะไร” ชายภูมิฐานตอบ “อย่างเดียวที่ฉันอยากรู้คือจะเจอเจ้าของบ้านได้ที่ไหน ฉันตั้งใจซื้อบ้านหลังนี้”

เด็กหญิงผมแดงที่ชื่อปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว หันกลับไปกระโดดเล่นต่อ

“เจ้าของบ้านกำลังยุ่งอยู่น่ะ” เธอกระโดดอย่างเอาจริงเอาจังขณะพูดไปด้วย “กำลังยุ่งจริง ๆ” เธอว่าพร้อมกับกระโดดไปรอบตัวชายภูมิฐาน “นั่งรอสักนิด เดี๋ยวเธอก็มาแน่ ๆ”

“เธอเหรอ” ชายภูมิฐานพูดอย่างผ่อนคลาย “ผู้หญิงเป็นคนดูแลบ้านแย่ ๆ หลังนี้หรอกเหรอ ดีมากเลย พวกผู้หญิงไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจ ฉันจะได้เอาทั้งหมดนี้ในราคาถูก ๆ”

“หวังว่างั้นน่ะ” ปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว พูด

ดูเหมือนว่าไม่มีที่ไหนจะนั่งได้ ชายภูมิฐานจึงค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งอย่างระมัดระวังตรงบันไดระเบียงบ้าน ลิงตัวน้อยกระโดดไปมาอย่างตื่น ๆ บนราวระเบียง ส่วนทอมมี่กับอันนิก้า เด็กน่ารักทั้งสองคนนั้นยืนห่างออกไปขณะมองดูเขาอย่างหวาดหวั่น

“พวกเธออยู่ที่นี่หรือ” ชายภูมิฐานถาม

“เปล่า” ทอมมี่ตอบ “อยู่บ้านข้าง ๆ”

“แต่เรามาเล่นที่นี่ทุกวัน” อันนิก้าตอบอย่างอาย ๆ

“ที่ทำ ๆ กันมาต่อไปคงต้องเลิกหมดนะ” ชายภูมิฐานกล่าว “ฉันไม่ต้องการให้มีเด็ก ๆ มาวิ่งไล่กันอยู่รอบ ๆ สวน ฉันว่าสิ่งที่แย่ที่สุดก็เด็ก ๆ นี่แหละ”

“ฉันเห็นด้วย” ปิ๊ปปี้พักจากการกระโดดหันมาตอบ “เด็กทุกคนควรถูกยิงทิ้งหมด”

“พูดอย่างนี้ได้ยังไง” ทอมมี่รู้สึกไม่ดี

“ใช่ ฉันว่าเด็กทุกคนควรถูกเอาไปยิงทิ้ง” ปิ๊ปปี้ยืนยัน “แต่คงทำงั้นไม่ได้ เพราะจะไม่มีใครโตมาเป็นอา เป็นลุงเล็ก ๆ น่ารัก เราคงไม่มีพวกเขาไม่ได้หรอก”

ชายภูมิฐานมองผมสีแดงของปิ๊ปปี้ และนึกจะพูดเรื่องตลกระหว่างรอสักหน่อย

“เธอรู้ไหม อะไรเอ่ยที่เหมือนกันระหว่างเธอกับไม้ขีดไฟจุดใหม่”

“ไม่รู้” ปิ๊ปปี้ตอบ “ ฉันก็สงสัยเรื่องนี้มานานแล้ว”

ชายภูมิฐานดึงเปียแดงของปิ๊ปปี้

“ดูสิ ทั้งสองอย่างไหม้ไฟตรงปลายเหมือนกันเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”

“มีเรื่องที่ต้องฟังอีกเยอะก่อนที่หูจะหลุดออก” ปิ๊ปปี้ตอบ “ฉันไม่เคยนึกอย่างนี้มาก่อนเลย!”

ชายภูมิฐานมองปิ๊ปปี้แล้วพูดว่า

“ฟังนะ ฉันคิดว่าฉันไม่เคยเห็นเด็กที่หน้าตาน่าเกลียดเท่าเธอมาก่อนเลยจริงๆ”

“งั้นเหรอ” ปิ๊ปปี้รับ “ฉันก็ไม่คิดว่าเธอหล่อเหลาถึงขนาดที่คนต้องกระโดดใส่เมื่อได้เห็นเหมือนกัน!”

ชายภูมิฐานมองปิ๊ปปี้อย่างพินิจพิจารณา แต่ไม่พูดอะไร ส่วนปิ๊ปปี้ก็เงียบไปพักหนึ่งขณะเอียงคอมอง

“รู้ไหม” เธอพูดขึ้นในที่สุด “อะไรที่เหมือนกันระหว่างเธอกับฉัน”

“ระหว่างเธอกับฉัน” ชายภูมิฐานเอ่ย “ฉันหวังว่าเราสองคนคงจะไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยนะ”

“มีสิ” ปิ๊ปปี้บอก “เราสองคนปากมากเหมือนกัน”

มีเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากทอมมี่และอันนิก้า ขณะที่ชายภูมิฐานหน้าแดงก่ำ

“งั้นรึ เจ้าเด็กไม่มีมารยาท” เขาตะโกน “ฉันคงต้องจับเธอเขกหัวสักทีแล้ว”

เขายื่นมือหนาไปทางปิ๊ปปี้ แต่เธอกลับกระโดดหลบไปทางด้านข้างอย่างว่องไว วินาทีต่อมาก็เผ่นขึ้นไปอยู่บนต้นโอ๊คที่มีโพรงลึกแล้ว ชายภูมิฐานได้แต่อ้าปากค้างด้วยความงุนงง

“จะเริ่มเขกหัวเมื่อไหร่ดีล่ะ” ปิ๊ปปี้ถามขณะนั่งบนกิ่งไม้อย่างสบายใจ

“ฉันคอยได้” เขาตอบกลับ

“ดีมากเลย” ปิ๊ปปี้ว่า “เพราะฉันว่าจะนั่งอยู่บนนี้ไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน”

ทอมมี่กับอันนิก้าหัวเราะพร้อมกับปรบมือ ซึ่งนั่นอาจเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะตอนนี้ชายภูมิฐานมีท่าทีโกรธจัด และเมื่อจับตัวปิ๊ปปี้ไม่ได้ เขาเลยคว้าต้นคอของอันนิก้าแทน พร้อมกับคำรามว่า

“ฉันจัดการเธอแทนก็ได้ ดูเหมือนว่าอยากจะโดนตีอยู่เหมือนกันนี่”

อันนิก้าเป็นเด็กที่ไม่เคยโดนตีเลยในชีวิต เธอร้องขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้นก็มีเสียงตุบ ตอนปิ๊ปปี้โดดลงมาจากต้นไม้ แล้วกระโดดอีกเพียงครั้งเดียวเธอก็มายืนอยู่หน้าชายภูมิฐานแล้ว

“ไม่นะ” เธอว่า “แทนที่เราจะมาสู้กัน ฉันจัดการเธอก่อนดีกว่า”

แล้วเธอก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ เธอจับที่รอบเอวอ้วน ๆ ของเขาแล้วโยนขึ้นไปบนอากาศสองสามครั้ง จากนั้นก็ชูแขนแบกร่างเขาไปที่รถ โยนลงไปตรงเบาะด้านหลัง

“ฉันว่าเราคงต้องรอรื้อบ้านกันวันอื่นแล้วแหละ” เธอว่า “เข้าใจด้วยนะว่าฉันรื้อบ้านแค่อาทิตย์ละวัน แต่ไม่เคยทำในวันศุกร์ เพราะต้องคิดถึงวันทำความสะอาดด้วย นั่นคือสาเหตุที่ฉันมักจะดูดฝุ่นในวันศุกร์ แล้วค่อยรื้อทิ้งในวันเสาร์  ทุกอย่างต้องเป็นไปตามตาราง”

ชายภูมิฐานค่อย ๆ คลานไปที่พวงมาลัยแล้วรีบร้อนขับรถออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว เขาทั้งโกรธ กลัว และหงุดหงิดที่ไม่มีโอกาสได้พูดกับเจ้าของวิลล่า วิลเลคูลล่า เขาอยากซื้อบ้านหลังนั้นจริงๆ พอซื้อแล้วจะไล่เด็กร้ายกาจพวกนี้ออกไปให้หมด

ไม่นานเขาก็เจอเข้ากับตำรวจในเมือง เขาหยุดรถและพูดว่า

“ช่วยผมหาสุภาพสตรีที่เป็นเจ้าของวิลล่า วิลเลคูลล่าหน่อย”

“ด้วยความยินดียิ่งครับ” ตำรวจตอบ เขาขึ้นมาบนรถด้วย แล้วบอกว่า

“ขับไปที่วิลล่า วิลเลคูลล่าได้เลย!”

“ไม่มี เธอไม่อยู่ที่นั่น” ชายภูมิฐานกล่าว

“อยู่สิ อยู่ที่นั่นแน่นอน” ตำรวจยืนยัน

ชายภูมิฐานรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อมีตำรวจไปด้วย เขาขับรถกลับไปยังบ้านหลังนั้นอีกตามที่ตำรวจบอก เพราะอยากพูดกับเจ้าของบ้านมาก

“นั่นไง สุภาพสตรีที่ดูแลวิลล่า วิลเลคูลล่า” ตำรวจพูดพลางชี้มือ

ชายภูมิฐานมองตาม เขาตบหน้าผากพร้อมกับร้องคราง เพราะตรงบันไดระเบียงบ้านมีเด็กหญิงผมแดงยืนอยู่ เด็กร้ายกาจ — ปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว ที่กำลังชูแขนเหยียดตรงแบกม้าตัวหนึ่ง แถมบนไหล่ยังมีลิงอีกตัว

“เฮ้ ทอมมี่ อันนิก้า” ปิ๊ปปี้ตะโกน “เราไปขี่ม้าเล่นกันสักพักเถอะ ก่อนจะมีคนมาตรวจบ้านอีก”

“นั่น…นั่นหรือ เจ้าของบ้าน” ชายภูมิฐานส่งเสียงแหบแห้ง “เด็กตัวเล็ก ๆ นั่นน่ะนะ”

“นั่นแหละ” ตำรวจว่า “เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่แข็งแรงที่สุดในโลก อาศัยอยู่ที่นี่คนเดียว”

ม้าที่แบกเด็กสามคนอยู่บนหลังควบตรงมาที่รั้วบ้าน ปิ๊ปปี้มองมาที่ชายภูมิฐานแล้วทักว่า

“ฟังนะ เมื่อกี้สนุกมากเลย ตอนที่เราเล่นทายอะไรเอ่ยกัน ฉันนึกออกอีกอันหนึ่ง เธอบอกซิว่าระหว่างม้าของฉันกับลิงของฉันต่างกันตรงไหน”

ชายภูมิฐานไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะมาทายปริศนา แต่เขาเริ่มยอมรับในตัวปิ๊ปปี้มากขึ้น จนไม่กล้าที่จะไม่ตอบ

“อะไรหรือที่ต่างกันระหว่างม้าของเธอกับลิงของเธอ ฉันไม่รู้จริง ๆ”

“ใช่ ๆ มันยากนะ” ปิ๊ปปี้พูด “แต่ฉันจะบอกใบ้ให้นิดหน่อย ถ้าเธอดูพวกมันที่อยู่พร้อมกันใต้ต้นไม้ ตัวไหนปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ตัวนั้นก็ไม่ใช่ม้า”

ชายภูมิฐานเหยียบคันเร่งจนมิดนำรถออกไปจากเมืองอย่างรวดเร็ว เขาจะไม่กลับมาอีก ไม่มีวันเข้ามาที่เมืองแห่งนี้อีกเลย

 

 

ติดตามต่อได้ในนิยายฉบับเต็ม

วางจำหน่ายเร็วๆ นี้

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น