5 วิธีที่ประธานาธิบดีสโนว์ใช้ควบคุมอณาจักรพาเน็ม

ในบทความนี้ เราจะมาชำแหละ 5 วิธีหลักๆ ที่สโนว์นำมาใช้เพื่อรักษาอำนาจในอาณาจักรพาเน็ม ซึ่งล้วนเป็นวิธีอันแสนโหดร้าย หลอกลวง และไม่เป็นธรรมทั้งสิ้น โดยเราก็ได้แต่หวังว่าวิธีเหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้นจริงในโลกที่เราอาศัยอยู่

อาณาจักรพาเน็มคือนครแห่งอำนาจที่มีอายุมากกว่า 100 ปี มีอณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ถูกแบ่งการปกครองออกเป็น 13 เขต โดยแต่ละรัฐจะต้องส่งบรรณาการและสินค้าต่างๆ ไปยัง “แคปิตอล” อันเปรียบเสมือนเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ทั้งการปกครอง เทคโนโลยี และเป็นที่พักของบุคคลชั้นสูงในอาณาจักร

สืบจนปัจจุบัน อาณาจักรพาเน็มปกครองโดยระบอบเผด็จการ ผู้มีอำนาจสูงสุดคือประธานาธิบดีที่อาศัยอยู่ในแคปิตอล และควบคุบเขตการปกครองทั้ง 13 เขต แต่หลังจากการรุกฮือครั้งใหญ่ของเขต 13 ทำให้เขตนั้นถูกทำลาย ประชาชนของเขตถูกสังหารเกือบหมด ส่งผลให้เขต 13 ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากซากปรักหักพัง นับแต่นั้นเป็นต้นมาอาณาจักรพาเน็มจึงเหลือแค่ 12 เขต

ปัจจุบันอาณาจักรพาเน็มปกครองโดยประธานาธิบดีสโนว์ ผู้ซึ่งถูกขนามนามว่าเป็นเป็นประธานาธิบดีที่โหดเหี้ยมที่สุด เขาได้สืบทอดและต่อยอด“กลไก” บางอย่าง สำหรับควบคุมพลเมืองในแคปิตอลและตามเขตการปกครองต่าง ๆ เพื่อที่จะรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนอื่นหรือไม่ ขอเพียงแค่กำจัดผู้ที่ท้าทายอำนาจของเขาให้หายไปอย่างถาวร สโนว์ก็ไม่เคยลังเลที่จะเอากลไกนั้นมาใช้

1.ใช้โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ครอบงำประชาชน 

ปกป้องแผ่นดิน
ด้วยมือที่สวมเสื้อเกราะ
แคปิตอลของเรา ชีวิตของเรา !

นี่คือเพลงที่นักเรียนทุกคนในแคปิตอลต้องร้องออกมาให้สุดเสียง เพราะเป็นนโยบายการศึกษาของรัฐที่ต้องการปลูกฝังความภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็น “ชาวแคปิตอล” ลงไปในความคิดและสามัญสำนึกของเหล่าเด็กๆ ที่ยังไม่รู้ประสีประสา เพื่อเป็นหลักประกันว่าในอนาคตบรรดาเด็กๆ เหล่านี้ จะโตไปเป็นพลเมืองที่จงรักภักดีโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ ต่อชนชั้นปกครองของประเทศ
.
การที่รัฐเข้าไปควบคุมสื่อการศึกษาของทุกโรงเรียนนั้น ส่งผลดีอย่างมาก เพราะหากชนชั้นปกครองสามารถปลูกฝังค่านิยมลงไปในสามัญสำนึกของเยาวชนได้เมื่อไหร่ ค่านิยมนั้นก็จะติดอยู่กับพวกเขาไปตลอด และยากที่จะเอาออกได้ ดังที่เห็นได้จากใน ลำนำแห่งนกร้องเพลงและอสรพิษ อันเป็นหนังสือลำดับที่ 4 ของซีรีย์ ที่คุณย่าของสโนว์ (ในสมัยที่เขายังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี) มักละเมอร้องท่อนที่ว่า “อัญมณีแห่งพาเน็ม นครทรงอำนาจ แม้วันผันผ่านยังเป็นประกายเสมือนใหม่” อันเป็นเพลงในสมัยเรียนที่เธอมักจะร้องร่วมกับเด็กคนอื่นๆ อยู่เสมอ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการปลูกฝังค่านิยมทางการเมืองผ่านสื่อการเรียนการสอนได้อย่างดีที่สุด

สโนว์คือคนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุดคนหนึ่ง เมื่อได้เป็นประธานาธิบดี เขาได้สร้างรากฐานต่างๆ ไว้อย่างมั่นคงในสังคมและเศรษฐกิจของแคปิตอล ทั้งควบคุมโทรทัศน์ทุกช่อง วิทยุทุกคลื่น หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ สื่อหลักทุกสำนักในแคปิตอลจะต้องไม่เสนอข่าวอันเป็นการต่อต้านหรือวิจารณ์การปกครองของรัฐบาลโดยเด็ดขาด แต่จะต้องสนับสนุนและเชิดชูทุกนโยบายที่มาจากเขาอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง จึงเป็นเรื่องง่ายมากๆ ที่สโนว์จะสร้างโฆษณาหรือวาทกรรมจอมปลอมขึ้นมาเพื่อสามรถครอบงำพลเมืองในอาณาจักรของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์

และด้วยการใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้มุมมองและการใช้เหตุผลของพลเมืองในแคปิตอลถูกชักจูงไปจากความจริงได้ง่าย เริ่มเห็นผิดเป็นถูก ใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่าง มองว่าพลเมืองจากเขตปกครองทั้ง 12 เขตคือชนชั้นต่ำต้อย ที่ไม่ควรได้รับสิทธิ์ประโยชน์ใดๆ เหมือนกับชาวแคปิตอล และการขูดรีดทรัพยากรจาก 12 เขตนั้นคือสิ่งที่ต้องทำต่อไป

การควบคุมสื่อจึงเป็นวิธีหลักที่สโนว์ใช้เพื่อรักษาอำนาจและทำให้ระบอบเก่าคงอยู่ต่อไปได้โดยปราศจากผู้ท้าทาย

2.แบ่งเขตการปกครองทางชนชั้น

พลเมืองทั้ง 12 เขตของพาเน็มอยู่ภายใต้การปกครองของสโนว์ พวกเขาแทบจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางข้ามมาหากัน การติดต่อสื่อสารถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง สภาพสังคมของทุกเขตจึงเหมือนกับเกาะโดดเดี่ยว พลเมืองของแต่ละเขตจะมีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันมาก มีตั้งแต่ร่ำรวยจนถึงยากจนข้นแค้น แต่สิ่งที่ทุกเขตต้องทำเหมือนกันคือส่งสินค้าและทรัพยากรในสัดส่วนที่สูงมากๆ ให้กับแคปิตอลอย่างไม่มีเงื่องไข เพื่อเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดี

เขตที่ร่ำรวยและเปรียบเสมือนลูกรักของแคปิตอล ได้แก่เขต 1 ที่ทำอุตสาหกรรมเครื่องประดับและของฟุ่มเฟือยต่างๆ ให้แก่แคปิตอล พลเมืองในเขตนี้ส่วนใหญ่มีอาชีพ นักทำเครื่องประดับ ช่างทอง ซึ่งล้วนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ลองลงมาคือเขต 2 ที่ทำอุตสากรรมผลิตอาวุธ พลเมืองในเขตนี้ส่วนใหญ่ทำอาชีพ ช่างเหล็ก ช่างหิน นอกจากนี้ เขต 2 ยังเคยส่งกองทัพเข้าขัดขวางการก่อกบฏของเขต 13 อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ทั้งเขต 1 และ 2 จึงมีความสัมพันธ์อันดีกับแคปิตอลเสมอมา

ส่วนเขตที่ยากจนข้นแค้นเป็นอันดับต้นๆ ในอาณาจักรพาเน็มคือ เขต 11 ที่ทำอุตสาหกรรมการเกษตร เพราะพื้นที่ของเขตนี้ตั้งอยู่ในแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ พลเมืองส่วนใหญ่จึงมีความชำนาญในเรื่องการเพาะปลูก ทว่าพวกเขากลับทำได้แค่ผลิตและส่งไปยังเมืองหลวงเท่านั้น เพราะแคปิตอลไม่อนุญาตให้พวกเขาเก็บผลผลิตไว้เอง พลเมืองในเขตนี้จึงมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นมาก

และที่ยากจนที่สุดในจำนวนทั้งหมดคือเขต 12 ซึ่งเป็นเขตที่ แคตนิส เอฟเวอร์ดีน ตัวเอกของเรื่องอาศัยอยู่ พลเมืองของเขต 12 ส่วนใหญ่มีอาชีพทำเหมืองเป็นหลัก แม้จะมีข่าวเหมืองระเบิดจนคนงานเสียชีวิตอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากเมืองหลวง แถมยังถูกเอาไปทำเป็นข่าวตลกๆ ให้ชาวแคปิตอลได้ขบขันกันเป็นประจำ เขต 12 จึงถูกขนานนามว่ามีความยากลำบากในการดำเนินชีวิตมากที่สุด

แม้ทุกเขตจะได้รับการส่งผลผลิตกับคืนจากเมืองหลวง แต่ก็เป็นในอัตราส่วนที่ต่ำมากๆ เพราะสโนว์ไม่ต้องการให้เขตไหนครอบครองทรัพยากรมากเกินไป จนคิดเอาใจออกห่างจากแคปิตอล เขาเลือกที่จะเก็บทรัพยากรส่วนใหญ่ไว้ที่เมืองหลวงกับเขตที่จงรักภักดีเพียงไม่กี่เขตเท่านั้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นมีสูงมาก แต่มันก็เป็นวิธีที่ดีในการปกครองแบบเผด็จการ เพราะทุกเขตจะอยู่ไม่ได้เลยหากไม่มีแคปิตอลคอยช่วยเหลือ ดูน้อยลงแก้ไข

3.จัดการผู้ท้าทายด้วยความรุนเเรง 

เมื่อความแร้นแค้นบีบให้ชนชั้นล่างไม่มีทางเลือก พวกเขาจึงลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐ โดยเฉพาะในเขตที่ยากจน ซึ่งเกิดเหตุจลาจลบ่อยมาก และสโนว์ก็ไม่เคยลังเลที่จะใช้ความรุนแรง ด้วยการส่ง “ผู้รักษาความสงบ” หรือ “พีซคีปเปอร์” เข้าจัดการ

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังรักษาความสงบ แต่การกระทำของพวกเขานั้น ไม่ต่างอะไรกับกองกำลังติดอาวุธที่ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับทุกคนที่ปฏิบัติตามกฏหมายของแคปิตอล ดังที่เห็นได้จากเขต 11 ซึ่งเป็นเขตที่ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ความรุนแรงกับพลเมืองในพื้นที่มากที่สุดของอาณาจักรพาเน็ม เนื่องจากเป็นเขตที่เกิดคดีขโมยผลผลิตจากการเกษตรบ่อยมาก หากผู้รักษาความสงบจับหัวขโมยได้เมื่อไหร่ ก็จะลงโทษสถานหนักทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

นอกจากนี้ สโนว์ยังลงโทษผู้เห็นต่างหรือมีแนวโน้มที่อาจก่อกบฏ ด้วยการตัดลิ้น ทำให้พูดไม่ได้ และทำให้พวกเขากลายเป็นสิ่งที่ชาวแคปิตอลเรียกว่า “อะวอกซ์” ซึ่งหมายถึงคนรับใช้ของชนชั้นสูงในแคปิตอล ถือเป็นการพรากอิสรภาพและทำลายเจตนารมณ์การต่อสู้ของคนคนนั้นให้หายไปตลอดกาล

ท่ามกลางกระแสต่อต้านที่พุ่งสูงขึ้นในอาณาจักรพาเน็ม สโนว์เชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันก็คือตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เพราะการปล่อยให้เมล็ดพันธุ์แห่งการต่อต้านแค่เมล็ดเดียวเติบโต นั่นก็อาจทำให้อำนาจของเขาในแคปิตอลสั่นคลอนได้ เหมือนกับเขต 13 ที่เคยจุดไฟแห่งการปฏิวัติสำเร็จมาแล้ว จนนำไปสู่สงครามที่ล้างผลาญทรัพยากรณ์อันมีค่าของแคปปิตอลไปมากมาย

การจัดการด้วยความรุนแรงจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธภาพมากที่สุดในการรักษาอำนาจให้คงอยู่ต่อไปได

4.สร้างความชอบธรรมที่ผิดไปจากความจริง 

เพื่อเป็นการลงโทษต่อการกบฏของเขต 13 แคปิตอล
จึงได้ออกกฏให้ 12 เขตที่เหลือ ส่งเด็กชายและเด็กหญิงในช่วงอายุตั้งแต่ 12-18 ปี เข้าร่วมการแข่งขันที่เรียกว่า “เกมล่าชีวิต” เด็กเหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะเป็นสิ่งที่ชาวแคปิตอลเรียกว่า “บรรณาการ” และถูกฝึกให้เรียนรู้การต่อสู้ ก่อนจะถูกส่งไปยังสนามประลอง ซึ่งคนที่สามรถสังหารคนอื่นจนอยู่รอดเป็นคนสุดท้ายจะกลายเป็นผู้ชนะ

ในระหว่างการแข่งขัน ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามประลองจะถูกแพร่ภาพออกไปให้พลเมืองทั่วทั้งแคปิตอลและตามเขตปกครองต่างๆ ได้ชม แต่แทนที่ชาวแคปิตอลจะเห็นใจเหล่าบรรณาการที่ต้องมาต่อสู้กันเอง พวกเขากลับมีความสุขและเพลิดเพลินทุกครั้งเมื่อได้เห็นใครสักคนถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ชนชั้นสูงหลายคนถึงขั้นวางเงินเดิมพันกันอย่างสนุกสนานว่า เขตไหนจะเป็นผู้ชนะในตอนสุดท้าย เพราะในสายตาของชาวแคปปิตอลนั้น ชีวิตของเหล่าบรรณาการไม่มีค่าอะไรมากไปกว่าเป็นแค่เครื่องมือเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้น

รัฐบาลแคปิตอลได้สร้างความชอบธรรมที่ผิดไปจากความเป็นจริงเพื่อมอมเมาพลเมืองของตัวเอง ดังที่เห็นได้จากพิธีกรของเกมล่าชีวิตที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหรูหรา สีสันฉูดฉาด เหมือนกับพิธีกรในเกมในรายการเรียลลิตี้โชว์ รวมถึงให้ผู้บรรยายใช้น้ำเสียงและท่าทางที่สนุกสนานไม่ต่างจากบรรยายการแข่งขันกีฬา นอกจากนี้ยังสร้างเรื่องราวสุดดราม่าให้กับ บรรณาการบางคน เพื่อสร้างภาพให้ชาวแคปิตอลเขาใจว่า ทั้งหมดทั้งมวลนี้มีไว้เพื่อความสนุกสนาน และ “เกมล่าชีวิต” ก็คือรายการวาไรตี้โชว์รูปแบบหนึ่ง ที่รัฐบาลมอบให้พวกเขาเพียงแค่นั้น

ในสมัยของ สโนว์ ความชอบธรรมจอมปลอมนี้ยังถูกยกระดับไปอีกขั้น เมื่อ แคตนิส เอฟเวอร์ดีน เด็กสาววัย 16 ปี อาสาเข้าร่วมเกมล่าชีวิตแทนน้องสาว เรื่องราวของเธอกลายเป็นข่าวไปทั่วอณาจักรพาเน็ม แต่แทนที่สโนว์จะลงโทษเธอเพราะแหกกฏ ทว่าเขากลับไม่ทำอะไร และปล่อยให้สื่อมวลชนเสนอเรื่องราวของเธอไปเรื่อยๆ จนชื่อของแคตนิสกลายเป็นที่รู้จักไปทั่ว

การเสียสละของแคตนิส ที่ลงแข่งเพื่อปกป้องชีวิตน้องสาว สร้างความประทับใจให้กับชาวแคปิตอลมาก ทำให้เธอกลายเป็น “บรรณาการ” ที่โด่งดังที่สุดนับตั้งแต่มีเกมล่าชีวิตมา และส่งผลให้เกมล่าชีวิตครั้งนั้นมีผู้ชมสูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพราะทุกคนในแคปิตอลต่างต้องการให้แคตนิสเป็นผู้ชนะ เพื่อที่เธอจะได้กลับไปหาน้องสาวและครอบครัว

สโนว์ได้ครอบงำประชาชน ด้วยการยัดเยียดความชอบธรรมที่ผิดไปจากความจริงมาก เขาปล่อยให้ชาวแคปปิตอลจดจำแคตนิสในฐานะ “นางเอก” ของละครแห่งเกมล่าชีวิตครั้งนี้ โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นเพียงแค่เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น และไม่ควรต้องมาผเชิญอะไรแบบนี้เลย

ยิ่งเรื่องราวสุดรันทดของแคนนิสเป็นที่นิยมมากเท่าไหร่ ความเป็นมนุษย์ของชาวแคปิตอลก็ลดลงมากขึ้นเท่านั้น เพราะพวกเขาไม่ได้ตระหนักถึงความจริงที่ว่า นี่คือสิ่ง “ผิด” และเกมล่าชีวิตก็ไม่ควร “เกิดขึ้น” ทว่าในขณะเดียวกันทั้งสโนว์และชนชั้นปกครองก็มีอำนาจเพิ่มขึ้นจากการจัดการแข่งขันครั้งนี้ ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากหลักจิตวิทยามารักษาอำนาจตัวเองและทำให้ความนิยมของ “เกมล่าชีวิต” เพิ่มสูงขึ้นไปอีกขั้น

5.แสดงตนว่าเป็นผู้นำที่ดีเมื่อมีโอกาส 

ใน “เกมล่าชีวิต” บรรณาการผู้สามารถอยู่รอดเป็นคนสุดท้ายจะได้รับรางวัลจากอันทรงเกียรติจากสโนว์
ทั้งเงินทอง ธัญพืช น้ำมัน ใช้หรูหราต่างๆ และบ้านหลังใหญ่ที่สะดวกสบายมากกว่าเดิมในหมู่บ้านผู้พิชิต นอกจากนี้เขตของผู้พิชิตยังได้รับวัตถุดิบราคาแพงอย่างน้ำตาลจำนวนหนึ่งอีกด้วย

เมื่อผู้พิชิตได้สัมผัสความสุขสบายในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ความคิดต่อต้านสโนว์และแคปิตอลจะก็ค่อยๆ หายไป พวกเขาจะเริ่มมองว่า ที่สามารถมีชิวิตแบบสุขสบายแบบนี้ได้เป็นเพราะสโนว์มอบให้ และดูเป็นเรื่องที่ดีกว่าหากจะเชื่อฟังเขาต่อไป

ในการแข่งขันเกมล่าชีวิต ครั้งที่ 74 แคตนิสได้เเหกกฎบางอย่างช่วงท้ายของการแข่งขัน ซึ่งเป็นการท้าทายอำนาจของสโนว์อย่างรุนแรง ทว่าเขาก็เลือกที่จะปล่อยไปตามน้ำ แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่หากสั่งลงโทษเธอ คนทั้งแคปิตอลและตามเขตการปกครองต่างๆ ที่ดูการถ่ายทอดสดอยู่นั้น อาจมีภาพจำว่าประธานาธิบดีสโนว์ผู้ยิ่งใหญ่สั่งทำร้ายเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีทางสู้ แถมเป็นขวัญใจของมหาชนอีกด้วย

ซึ่งภาพนั้นจะติดอยู่ในความทรงจำของชาวอาณาจักรพาเน็มไปตลอด จึงเป็นเรื่องฉลาดกว่าหากเลือกที่จะปล่อยตามน้ำไปก่อน เพื่อให้ทุกคนจดจำเขาในฐานะผู้นำที่มีเมตตา แทนภาพของชายแก่ผู้รังแกเด็ก แถมยังเป็นการแสดงอำนาจว่าตัวของเขาอยู่เหนือกว่าผู้อื่นทั้งหมดในอณาจักรพาเน็มอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นในเกมล่าชีวิตหรือในเขตการปกครอง ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่เขาต้องแสดงความเมตตาให้พลเมืองของตนได้เห็น เพื่อสร้างภาพจำว่า ตัวเขาคือผู้มอบโอกาส แคปิตอลคืออำนาจ ดังคำขวัญที่ว่า “อัญมณีแห่งพาเน็ม นครทรงอำนาจ แม้วันผันผ่านยังเป็นประกายเสมือนใหม่”


การแสดงตนว่าเป็นผู้นำที่ดีเมื่อมีโอกาสของสโนว์ ทำให้พลเมืองของแต่ละเขตไม่สามัคคีกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลเมืองจากเขต 1 และ 2 ที่มักมีมุมมองว่า เขตอื่นๆ ที่ยากจนกว่านั้น คือตัวถ่วงความเจริญของแคปิตอล พวกเขาจึงมักต่อสู้กันเอง โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่า ศัตรูที่แท้จริง คือ “สโนว์”และ “ชนชั้นปกครอง” ในแคปิตอลต่างหาก 

ใส่ความเห็น