fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 8 บทที่ 258 : อ่อนโยนทว่าเด็ดเดี่ยว

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

258

อ่อนโยนทว่าเด็ดเดี่ยว

“…!”

“อะไรนะ!”

ครั้งนั้นยามต้วนอีหานกอดผีผาเดินออกมา ดังคำว่า “ดรุณอู่หลิงแย่งมอบสายรัดเกล้า หนึ่งบทเพลงแถบแพรแดงมิรู้นับ” [1] เซียนสังคีตผู้เลอโฉมสง่างามหาใดเปรียบผู้นั้น คือมารดาเขา?

“ตอนนั้นมารดาข้าได้รู้จักหนานกงเหยียนโดยบังเอิญ เขาก็คือเจ้าเมืองที่เก้าแห่งสำนักหรูเฟิง เขามีความสามารถด้านโคลงกวีอยู่บ้าง ปากหวานยิ่งนัก ทั้งรูปโฉมยังหล่อเหลา” โม่หรานเงียบไป “มารดาข้ามองคนผิด ถึงได้ชมชอบคนผู้นี้”

เซวียเหมิงส่ายหน้าไม่หยุด “จะเป็นไปได้อย่างไร…”

“มีหญิงงามพุ่งเข้าสู่อ้อมอก หนานกงเหยียนจะปฏิเสธได้อย่างไร” โม่หรานเอ่ย “แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีตำแหน่งมีฐานะ มิกล้าเปิดเผยสถานะที่แท้จริงของตนให้หญิงโรงดนตรีคนหนึ่งรู้ เขาจึงหลอกมารดาข้าว่าเป็นพ่อค้ามาจากหลินอี๋ เป็นอาคันตุกะต่างถิ่นที่นี่”

“นี่…ชั่วดีอย่างไรก็ผูกสมัครรักใคร่กันแล้ว อยู่ด้วยกันทุกเช้าค่ำ มารดาเจ้าไม่สังเกตเลยรึ”

โม่หรานแค่นหัวเราะเย็นชา “หากนางสังเกตเห็น ก็คงไม่มีเรื่องราวมากมายตามมา หนานกงเหยียนกุเรื่องเก่งยิ่งนัก ทั้งเขายังพักอยู่ในเซียงถานเพียงช่วงสั้นๆ มารดาข้าจึงไม่ทันค้นพบเบื้องลึกเบื้องหลังของเขา ต่อมามีจดหมายส่งมาจากหลินอี๋ หลังจากหนานกงเหยียนได้รับจดหมายลึกลับฉบับนั้น เขาก็รีบร้อนจากเซียงถานไป”

“มารดาเจ้ามิได้ถามหรือว่าเขาจะไปที่ใด”

“เขาจากไปยามวิกาล มิได้บอกลามารดาข้าด้วยซ้ำ สองคนอยู่กินกันมาหลายเดือน สุดท้ายหนานกงเหยียนทิ้งไว้เพียงเงินใบไม้ปึกหนึ่ง กับกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนว่า ‘อย่าคิดถึง’ แล้วก็จากไปอย่างไร้ร่องรอย”

มีผู้ฝึกบำเพ็ญหญิงเอ่ยอย่างทอดถอน “เฮ้อ พวกนางขับลำโรงดนตรี นายบำเรอสวนสาลี่เหล่านี้ สิ่งที่หายากที่สุดคือคนที่จริงใจด้วย น่าสงสารอยู่”

หลังจากทอดถอนใจ นางก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ “แล้วต่อมาเล่า มารดาเจ้าไม่ยอมถูกชายคนรักทอดทิ้ง จึงวานคนไปตามหาเขาใช่หรือไม่”

โม่หรานส่ายหน้า “มารดาข้านิสัยโอนอ่อนยอมคน ค่อนข้างขี้ขลาด หลังจากถูกทอดทิ้ง ก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน ไม่คิดเอาเรื่องเอาราว…แต่ผ่านไปไม่นาง นางก็พบว่าตนตั้งครรภ์”

หวังฟูเหรินฟังถึงตรงนี้ก็อุทาน “อา” อย่างอดมิได้ สายตาทอแววเศร้าสลด มองโม่หราน แต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี

“โรงดนตรียังยอมให้นางอยู่ต่อ แต่มีเงื่อนไขคือ นางจะปล่อยให้บุตรคลอดออกมาไม่ได้ สตรีที่ผ่านการคลอดบุตรแล้ว จะร่ายรำได้ไม่งามอีก พวกเขาไม่ทำการค้าที่ขาดทุน”

โม่หรานหลับตา

“มารดาข้าไม่ยินยอม มาเหนียงที่คอยจัดการเรื่องต่างๆ ในหอจึงให้นางชำระค่าไถ่ตัวเป็นเงินก้อนใหญ่ นางรวบรวมเงินเก็บทั้งหมด ของมีค่าและเครื่องประดับทั้งเนื้อทั้งตัว ไม่เว้นแม้กระทั่งรองเท้าปักลายที่สวมอยู่ จ่ายให้โรงดนตรี เพื่อแลกกับอิสรภาพ วางแผนไปหาบิดาข้าที่หลินอี๋”

หวังฟูเหรินเอ่ยเสียงแผ่ว “สตรีที่ไม่มีเงินติดตัวเช่นนาง จะเดินทางจากเซียงถานไปหลินอี๋ตัวคนเดียวได้อย่างไร”

โม่หราน “มีคนช่วยนาง”

“เป็นผู้ใด”

“สวินเฟิงรั่ว” โม่หรานเอ่ย “พอพี่สวินรู้ว่ามารดาข้าออกจากโรงดนตรีแล้ว ก็ไล่ตามออกไปนอกเมืองกลางดึก มอบเงินทั้งหมดที่ตนมีติดตัวให้มารดาข้า ทั้งยังบอกมารดาข้าว่า…หากหาบิดาข้าไม่พบ ก็ให้กลับมาหานางที่หอจุ้ยอวี้ พี่สาวน้องสาวจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเป็นสุข”

เสวียนจิ้งต้าซือถอนหายใจ “ช่างมีคุณธรรมน้ำมิตรยิ่งนัก อาตมาด้อยค่าสตรีอ่อนแอเหล่านี้ไปจริงๆ”

เจียงซีถาม “แล้วต่อมาเล่า มารดาท่านหาหนานกงเหยียนพบหรือไม่”

โม่หรานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะ “หาพบ แม้ฐานะและชื่อที่หนานกงเหยียนให้ไว้ล้วนกุขึ้นมา แต่มารดาข้ายังคงหาเขาพบโดยไม่ต้องเปลืองแรงแม้แต่น้อย”

มีคนเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “เอ๋? เก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”

“มิได้เก่งกาจ เป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น”

ผู้คนต่างมองหน้ากัน สีหน้าแต่ละคนฉายแววสงสัย “จะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ได้อย่างไร ปกติเจ้าเมืองของสำนักหรูเฟิงแทบไม่เคยปรากฏตัวเลย”

“พวกเขาไม่ค่อยปรากฏตัวจริงๆ …” สีหน้าโม่หรานหม่นลง “แต่ว่า…หากมีงานสมรส หรือบุตรครบเดือน สำนักหรูเฟิงจะจัดงานเลี้ยงรับคำอวยพรบนหอปราการมิใช่หรือ”

ทุกคนตกตะลึง “หรือว่าจดหมายที่หนานกงเหยียนได้รับในตอนแรก ก็คือจดหมายเร่งรัดให้เขากลับไปแต่งงาน?”

ยังมีคนนึกขึ้นมาได้ “อา นึกออกแล้ว ภรรยาร่วมผูกผมของหนานกงเหยียนดูเหมือนจะเป็นธิดาของคหบดีตระกูลใหญ่ คงมิใช่ว่าเขาจนใจไม่มีทางเลือก จึงทิ้งนางขับร้องที่ร่วมอยู่กินกับตน กลับไปแต่งงานกับบุตรีเศรษฐีผู้นั้นหรอกนะ…”

โม่หรานสีหน้าเรียบเฉยยิ่งนัก “มิใช่ไม่มีทางเลือก ทั้งมิได้กลับไปแต่งงาน จดหมายลึกลับที่เขาได้รับในตอนนั้น ความจริงคือข่าวดี…เจ้าสำนักหรูเฟิงเป็นผู้ส่งข่าวบอกเขาว่า ภรรยาเขากำลังจะคลอดบุตร ให้เขารีบกลับไปอยู่เป็นเพื่อนนาง”

ยามนี้แม้กระทั่งเซวียเจิ้งยงที่เงียบมาตลอดก็หน้าเปลี่ยนสี “ฉะนั้นระหว่างที่หนานกงเหยียนสำเริงสำราญอยู่ที่เซียงถาน ความจริงคือมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว?!”

“อืม” โม่หรานหลุบตาลง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจสำหรับเขา ทว่ายามนี้เมื่อเล่าออกมา สีหน้ากลับไม่ฉายแววเจ็บปวดมากนัก เขาเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “เนื่องจากภรรยาตั้งครรภ์ ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เสี่ยงต่อการแท้งบุตรได้ง่าย ฉะนั้นหนานกงเหยียนจึงออกมาท่องเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก จนได้พบมารดาข้า เกิดนึกชมชอบ จึงหลอกว่าตนยังไม่ได้แต่งงาน เพื่อคว้าหัวใจมารดาข้า”

มีคนโกรธจนกระทืบเท้า “นี่มันเลวยิ่งกว่าเดรัจฉานจริงๆ!”

“ภรรยาตั้งครรภ์อยู่ที่บ้าน ตนเองกลับตะลอนออกไปเที่ยว ซ้ำยังไปมีลูกอยู่ข้างนอกอีก เฮ้อ”

“ต้วนอีหานผู้นี้อาภัพนัก หนานกงเหยียนจำนางได้หรือไม่”

คำตอบย่อมเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบาย ทุกคนสะทกสะท้อนใจ สายตาที่มองโม่หรานจึงมีความสงสารเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน แต่คนอื่นมองอย่างไร โม่หรานไม่สนใจ เขายังคงเล่าเรื่องของมารดาต่อ

ความลับเรื่องหนึ่งถูกเก็บซ่อนมาสองชาติ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยออกมา ท่ามกลางความเจ็บปวด กลับรู้สึกได้ปลดปล่อยไม่น้อย

“ตอนนั้นหลินอี๋จัดงานเลี้ยงหลิวสุ่ย [2] อย่างยิ่งใหญ่ ร่วมอวยพรเจ้าเมืองของสำนักหรูเฟิงที่ได้บุตรกิเลน [3] ตอนที่มารดาข้ามาถึงหน้ากำแพงเมืองเก้า นางก็เห็นหนานกงเหยียนโอบภรรยายืนอยู่บนป้อมปราการที่ประดับด้วยโคมแดง เอ่ยขอบคุณ พลางโยนสุรา ผลไม้และขนมมงคลลงไปให้ผู้คนด้านล่าง หลังจากนั้นมารดาข้า…ก็มิได้ไปหาเขา ตอนนั้นเงินที่ติดตัวมาก็ใช้ไปจนหมดแล้ว ไม่มีแม้แต่เงินเดินทางกลับเซียงถาน ผ่านไปครึ่งค่อนปี จึงให้กำเนิดข้าอยู่ในห้องเก็บฟืนร้างแห่งหนึ่งในหลินอี๋”

เจียงซีถาม “เช่นนั้นต่อมาพวกท่านกลับไปที่หอจุ้ยอวี้ที่เซียงถานหรือไม่”

โม่หรานส่ายหน้า “ตอนที่ข้าเกิด ร่างกายอ่อนแอยิ่งนัก ไม่ถึงเดือนก็เจ็บป่วย ไร้กำลังจะเดินทาง มารดาข้าได้แต่ตระเวนขอร้องหมอจากโรงหมอในเมืองมาตรวจโรคให้ข้า แต่ไม่มีผู้ใดยินดีช่วยนาง…ต่อมานางไม่มีทางเลือก ในที่สุดก็อุ้มข้า หาทางเข้าไปในสำนักหรูเฟิงเพื่อพบหนานกงเหยียน”

ตอนนั้นมารดาที่อ่อนแออุ้มทารกแรกคลอดตัวเล็กเหมือนลูกแมว ไปปรากฏตัวเบื้องหน้าชายคนรักในสภาพโซซัดโซเซ

ชายคนนั้นมิได้มีท่าทียินดี มีเพียงความตกตะลึงและหวาดหวั่น ถึงขั้นเดือดดาล

เขามีภรรยางามและทารกน้อย ภรรยาเป็นถึงธิดาตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียง บุตรที่คลอดออกมาขาวอวบน่ารัก ครอบครัวสุขสันต์พร้อมหน้า…ในสายตาเขา ต้วนอีหานเป็นแค่ขี้หนู ที่คิดมาทำลายชื่อเสียงอันดีงามของตน ทำลายความรักใคร่กลมเกลียวในครอบครัวตน

นางมีเจตนาไม่ดี

เหตุใดเขาต้องยอมรับพวกนางแม่ลูก

ด้วยกลัวว่านางจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หนานกงเหยียนจึงให้เงินที่มากพอแก่นาง และให้นางรีบพาบุตรออกไปจากสำนักหรูเฟิง ต้วนอีหานกอดความหวังสุดท้าย เอ่ยทั้งน้ำตาคลอ “ลูกยังไม่มีชื่อ ท่านช่วยตั้ง…”

เขาถลึงตาอย่างเดือดดาล สีหน้าเขียวคล้ำ “ไสหัวไป! รีบไสหัวไปให้พ้น! นี่ไม่ใช่ลูกข้า เจ้าอย่ามาทำตัวไร้ยางอาย ไปให้พ้น!”

นางถูกผลักออกจากประตูอย่างโหดร้าย

ไม่มีเวลาให้เสียใจ ลูกน้อยในอ้อมอกแม้แต่แรงจะร้องยังไม่มี มือเท้าเย็นเฉียบ ซุกอยู่ในอกมารดาเหมือนลูกแมวที่หายใจรวยรินใกล้ตาย

นางเรียกเขา เขาลืมดวงตาดำขลับขึ้น มองนางอย่างไม่รู้ความ ไม่ดื้อรั้นแม้แต่น้อย เป็นเด็กดียิ่งนัก นิ่งเงียบยิ่งนัก

นางกลั้นน้ำตา อุ้มเขาไปยังโรงหมอ

หมอที่โรงหมอตะคอกใส่นาง” บอกตั้งกี่ครั้งแล้ว ที่นี่ไม่ใช่โรงบรรเทาทุกข์ จะตรวจโรคให้ลูกเจ้าเปล่าๆ ได้อย่างไร ไม่มีเงินก็…”

นางรีบล้วงเงินที่หนานกงเหยียนให้เป็นทานมาเพื่อตะเพิดนางไปให้พ้น มือไม้ลุกลน ด้วยกลัวว่าคนอื่นจะทำให้ลูกน้อยในอ้อมอกของตนตกใจ

ในดวงตานางฉายแววหวั่นวิตก ก้มศีรษะค้อมเอวไม่หยุด “มีเงินเจ้าค่ะ ท่านหมอ มีเงินเจ้าค่ะ ขอร้องพวกท่าน ถือว่าช่วยลูกข้าเอาบุญด้วยเถิด ท่านดู เขา…เขายังเล็กแค่นี้…”

โรงหมอเองก็มิได้ไร้เมตตา เพียงแต่ก่อนหน้าถูกสตรีผู้นี้รบเร้าจนรำคาญ ค่าหยูกยารักษาอาการของทารกน้อยนั้นมิใช่ถูก ดังนั้นจึงปฏิเสธนางไปอย่างกระโชกโฮกฮาก ในเมื่อสตรีผู้นี้มีเงินจ่าย ท่าทีของพวกเขาจึงดีขึ้นมาบ้าง

การรักษาต้องใช้ทั้งยาและการฝังเข็ม

แต่อาการป่วยรุนแรงยิ่งนัก จึงยังต้องพักอยู่ในโรงหมอ

อาการป่วยของโม่หรานเดี๋ยวทรงเดี๋ยวทรุด ยืดเยื้ออยู่หลายเดือนกว่าจะฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติในที่สุด เวลานี้เงินที่ติดตัวต้วนอีหานก็ร่อยหรอไปเกือบหมดแล้ว นางขอบคุณท่านหมอ อุ้มบุตรจากไป เห็นว่าเหมันต์ใกล้เข้ามาทุกที นางกลัวว่าลูกน้อยจะป่วยอีก จึงไปสั่งตัดเสื้ออ๋าวตัวน้อยไว้กันหนาวตัวหนึ่ง กับผ้านวมเล็กผืนหนึ่ง

เมื่อทำทั้งหมดเสร็จสิ้น เงินก็หมดเกลี้ยง นางกลับเซียงถานไม่ได้แล้ว แต่ต้วนอีหานนั่งอยู่ในห้องเก็บฟืนร้าง มองเจ้าตัวน้อยที่ดูดนิ้วมือหัวเราะร่าให้ตน กลับรู้สึกสุขใจยิ่งนัก สงบสุขยิ่งนัก

แต่ไรมานางเป็นคนที่รู้จักพอ

“แม่จะตั้งชื่อเจ้าว่าอะไรดีนะ”

เด็กน้อยยังพูดไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียงอือๆ อาๆ

ต้วนอีหานก่อกองไฟ กอดบุตรของตนข้างหลุมผิงไฟให้อบอุ่น พลางเย้าหยอกกับเจ้าตัวน้อย

เด็กน้อยหัวเราะ นางก็หัวเราะด้วย

เปลวไฟลุกวูบวาบ ห้องเก็บฟืนรกร้างผุพัง แต่เพราะไฟกองนี้ นางกลับรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก นางบีบใบหน้าน้อยๆ ของเขาเบาๆ แหย่จนเขาเตะขาเล็กๆ ออกมา พลางหัวเราะ

นางคิดอยู่สักพักจึงเอ่ย “เช่นนั้นเรียกเจ้าว่าหรานเอ๋อร์ [4] ก็แล้วกัน”

โม่หรานดูดนิ้วมือ จ้องมองนางด้วยดวงตาใสแจ๋ว

สีหน้าต้วนอีหานคล้ายสะท้อนความว้าเหว่ออกมา “แม่ไม่รู้ว่าจะให้เจ้าแซ่อะไร เจ้ามิอาจแซ่หนานกง แต่ก็มิอาจใช้แซ่เดียวกับแม่ แซ่ของแม่ มาเหนียงโรงดนตรีเป็นผู้ตั้งให้ ให้เจ้าใช้ตามแม่ ออกจะพิลึกอยู่…แม่เรียกเจ้าแค่หรานเอ๋อร์แล้วกัน ดีหรือไม่”

โม่หรานดูดนิ้วมืออย่างมีความสุข ไม่พยักหน้าและไม่ส่ายหน้า

“หรานเอ๋อร์น้อย รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิ เราจะกลับเซียงถานกัน” ต้วนอีหานลูบผมไฟอ่อนนุ่มของเขา “แม่ดีดผีผาเป็น ทั้งยังร่ายรำเป็น ที่นั่นมีแม่นางสวิน นางเป็นน้องสาวที่ดีของแม่ นางต้องชอบเจ้ามากแน่ๆ เจ้าต้องเป็นเด็กดี รู้จักเรียกท่านน้าเร็วๆ นะ…อ๊ะ ช่างเถอะ นางเจ้าอารมณ์นัก เจ้าเรียกนางว่าพี่สาวจะดีกว่า เมื่อพบหน้ากัน ต้องบอกสุขสวัสดิ์พี่สวิน เช่นนี้ถึงจะได้กินลูกกวาด เข้าใจหรือไม่”

นางกุมนิ้วมือเล็กอ่อนนุ่มของเขา พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน

“หรานเอ๋อร์ เจ้ารออีกสักหน่อย ฤดูหนาวใกล้จะผ่านไปแล้ว พอดอกไม้บานยามวสันต์ เราจะกลับบ้านกัน”

ทว่าเหมันต์นั้น กลับยาวนานยิ่งนัก

ปีนั้นเป็นปีแห่งภัยพิบัติ โลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างเต็มไปด้วยปีศาจ หลินอี๋สร้างกำแพงสูง ปิดกั้นไม่ให้ผู้คนเข้าออก ด้วยเหตุนี้ต้วนอีหานจึงไม่อาจจากไปได้

นางไปทำงานรับจ้างในร้านแห่งหนึ่งเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว แต่โลกนี้ไม่มีกำแพงที่ลมลอดผ่านไม่ได้ [5] ไม่รู้ว่าผู้ใดเปิดเผยประวัติความเจ้าชู้ของสามีให้ภรรยาของหนานกงเหยียนรู้ สรุปคือ ไม่นานต่อมา ร้านซาลาเปาที่ว่าจ้างต้วนอีหานก็ไล่นางออกโดยไม่มีสาเหตุ

นับจากนั้น ต้วนอีหานก็ถูกบีบ ถูกขับไล่ไสส่งสารพัด ไม่มีหนทางหาเลี้ยงปากท้องในหลินอี๋ จึงต้องกระเตงลูกน้อยไปเป็นวณิพก หลายครั้งที่นางร้องเพลงเสียงอ่อนหวานอยู่ข้างถนน หนานกงเหยียนในชุดหรูหราควบอาชาพ่วงพีผ่านไป ด้านหลังมีผู้ติดตามยิ่งใหญ่เอิกเกริก

เขาร้อนตัว คิดหลบเลี่ยงนาง

ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย แม้ต้วนอีหานจะเป็นสตรีอ่อนแอ แต่นางหยิ่งทะนงยิ่งนัก นางเพียงขับลำนำสั้นๆ ของเซียงถานต่อไป ไม่มองบุรุษผู้นี้แม้แต่แวบเดียว ทั้งไม่มีวันร้องไห้ฟูมฟายกับชายคนรักในอดีตกลางถนน ว่าเหตุใดเขาจึงเป็นคนสับปลับหลายใจเช่นนี้

ความจริงเขาไม่เคยเข้าใจเลยว่านักขับลำหญิงผู้นี้มีความหยิ่งทะนงเพียงใด

“เห็นนางน้ำตานองหน้า แม้เสื้อผ้าขาดลุ่ยยังอ่อนโยน ดั่งพบคนแปลกหน้าไม่รู้จัก แคลงใจนักจ้องข้าด้วยเหตุใด” [6]

มีคนเดินผ่านมา โยนอัฐทองแดงเหรียญหนึ่งให้นาง

นางหลุบตาเอ่ยคำมงคล น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเซียนสังคีตผู้งดงามเลิศล้ำ “ขอบคุณนายท่านที่เมตตา”

ชีวิตผ่านไปวันแล้ววันเล่าเช่นนี้ โลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างเกิดภัยพิบัติไม่หยุดหย่อน หลินอี๋ยังคงยืนมองบนกำแพง [7] กำแพงสกัดปีศาจยังคงตั้งตระหง่าน

เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ห้าปี

โม่หรานอายุห้าขวบแล้ว

อยู่มาวันหนึ่ง หนานกงเหยียนกับภรรยามีปากเสียงกัน เขากำลังหงุดหงิดใจ จึงออกไปเดินเตร็ดเตร่ข้างนอก กระทั่งมาถึงตลาดตะวันตก วันนี้อากาศสดใส เขาเอามือไพล่หลัง มองดูร้านรวงอย่างเบื่อหน่าย กระทั่งเห็นชายชรากำลังเล่นหมากล้อมใต้ต้นหรงใหญ่ต้นหนึ่ง

แต่ไรมาหลินอี๋เป็นดินแดนสงบสุข โลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างจะมีคนตายเป็นเบือเท่าใดล้วนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาที่นี่ ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาล้วนสงบสุขร่มเย็น

หนานกงเหยียนเดินไปดูชายชราเล่นหมากล้อมกัน

เขาแต่งกายสามัญ จึงไม่มีใครจำเขาได้ ทั้งยังชี้แนะกลยุทธ์ล้ำเลิศในการเดินหมากอย่างเพลิดเพลินอยู่ข้างๆ สุดท้ายทำเอาชายชราเหล่านั้นรำคาญจนไล่เขาไป

หนานกงเหยียนเสียหน้า ในใจคับข้องยิ่งนัก เดินออกไปไม่กี่ก้าว ก็ไปหยุดยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แหงนหน้ามองกรงนกคลุมผ้าปักดิ้นทองที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้ ในกรงมีนกซิ่วเหยี่ยน [8] กำลังส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วใสกังวาน

อาจเพราะแสงตะวันเจิดจ้า ชวนให้จิตใจแจ่มใส หนานกงเหยียนยืนครุ่นคิดอยู่ใต้ต้นไม้ พลันนึกถึงแม่นางที่นุ่มนวลอ่อนโยนในหอเซียงถานเมื่อห้าปีก่อน

เขาเอียงศีรษะ แหย่นกซิ่วเหยี่ยนเล่น พลางเอ่ย “นี่ ร้องเพลงเซียงถานเป็นหรือไม่”

นกซิ่วเหยี่ยนย่อมร้องไม่เป็น ยังคงส่งเสียงร้องจิ๊บๆ

หนานกงเหยียนจึงถอนหายใจ ปากร้องคลอท่วงทำนองที่ต้วนอีหานเคยร้องข้างหูตนนับครั้งไม่ถ้วนเมื่อหลายปีก่อน

พลันได้ยินน้ำเสียงใสกังวานทางด้านหลัง มีคนกำลังขับร้องท่วงทำนองอ่อนโยนดุจสายน้ำ “ทุ่งกว้างเมฆต่ำ ลมเหนือเหน็บหนาว หิมะท่วมฟ้าเกาะรั้วบ่อน้ำ” น้ำเสียงใสเสนาะดุจไข่มุกและหยก

เขาเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก หันหน้าไปทันที

เนื่องจากจงใจหลบเลี่ยงมาตลอด จึงไม่ได้พบนางมานานแล้ว ยามนี้ กลางตลาดจอแจ ผู้คนขวักไขว่ไปมา เขากลับมองเห็นสตรีอ่อนโยนบอบบางผู้นั้น…เหมือนในความฝันที่เขาไม่กล้าให้ภรรยารู้ตลอดหลายปีมานี้

เขาได้พบนางอีกครั้ง

ต้วนอีหานพาบุตรชายร่างกายอ่อนแอมาด้วย สองแม่ลูกยืนอยู่ข้างถนน นางหลุบตาร้องเพลงที่ผู้คนมีพันตำลึงทองก็ยากจะซื้อได้ในวันวาน หวังจะเรียกความเมตตาจากวิญญูชนที่ผ่านมา ได้เงินให้พอกินอิ่มสักมื้อ

นางร้องเบาๆ “ถนนใหญ่หน้าเขา ทางเล็กหลังเขา หน้าเขาหลังเขาผู้สัญจรพันหมื่น…”

มีคนมากมายผ่านไปมาเบื้องหน้านาง ไม่มีสักคนหยุดเพื่อฟังนาง

เสียงเพลงแม้ไพเราะ แต่ก็มิใช่สิ่งของที่จับต้องได้ ในเมื่อนางอยากร้องของนางเอง จึงไม่มีผู้ใดยินยอมจ่ายเงินให้นาง

“…จากท่านง่ายดาย พบท่านยากเย็น ทอดมองสายนทีไหลผ่านสิขร” จู่ๆ รองเท้าปักดิ้นทองฝังหยกคู่หนึ่งก็ปรากฏเบื้องหน้านาง ได้ยินเสียงบุรุษกำลังคลอเพลงที่นางยังร้องไม่จบด้วยท่วงทำนองแผ่วเบา “นับห่านป่าหมดฟ้าคอยท่าจดหมาย น้ำตาล้นบ่อรอท่านมาเยือน”

ต้วนอีหานตกตะลึง จากนั้นค่อยๆ เหลือบตาขึ้น

นางได้พบเขาอีกครั้ง

เขายังคงเหมือนเมื่อห้าปีก่อน หล่อเหลาสง่างาม โดดเด่นเหนือผู้คน รูปโฉมงดงามยิ่งนัก เขาดูไม่แก่ชราลงเลยสักนิด กาลเวลาไม่อาจทิ้งร่องรอยบนใบหน้าเขาได้

ต้วนอีหานเห็นเงาสะท้อนของตนในดวงตาเขา จากหญิงสาวที่งดงามชดช้อยเย้ายวนเมื่อห้าปีก่อน บัดนี้กลายเป็นใบหน้าที่กร้านลมฝน ไร้ความงาม มองแล้วชวนให้น่าหงุดหงิดใจ

แต่ในดวงตาของหนานกงเหยียนที่สบประสานกับนาง กลับเจือความรู้สึกลึกซึ้งอยู่บ้าง

แต่งงานมาหลายปี ภรรยาเขารู้เรื่องความรักในอดีตของเขาแล้ว แม้นางมิกล้าเอ่ยออกมา แต่ก็รู้สึกไม่ยินดี จึงมักวางปึ่งโมโหโทโสเป็นประจำ บุตรชายก็ดื้อรั้นเกินทน วันนี้เขายืนอยู่ตรงหน้าต้วนอีหาน เห็นสภาพเช่นนี้ของนาง ในใจพลันบังเกิดความละอายและความสงสารขึ้นมา

ต้วนอีหานเงียบเสียงแล้ว หลุบตาลง ไม่ร้องต่อ

“ท่านแม่?” โม่หรานที่อยู่ข้างๆ หันไปมองนางด้วยความสงสัย

“วันนี้แม่เหนื่อยแล้ว เรากลับบ้านกันเถอะ”

โม่หรานพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ยิ้มพลางเอ่ย “เช่นนั้นเรากลับไปพักผ่อน ข้าวเย็นวันนี้ข้าจะหาวิธี”

สองแม่ลูกจับจูงมือกันเตรียมจากไป

หนานกงเหยียนเรียกนางไว้ “เจ้า…”

สายตายังตกอยู่ที่ร่างโม่หราน

เด็กคนนี้ทั้งผ่ายผอมทั้งแคระแกร็น เสื้อผ้าที่สวมขาดรุ่งริ่ง แต่กลับรู้ความยิ่งนัก ใบหน้าก็งดงาม

หนานกงเหยียนพลันตระหนักได้ว่า นี่คือบุตรชายของเขา

คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา

เขายื่นมือออกไปลูบศีรษะโม่หราน

โม่หรานไม่รู้ว่าเขาคือใคร หรี่ตาลง ยอมให้บุรุษผู้นี้ขยี้ผมดำของตน “หือ…”

หนานกงเหยียนนึกถึงปีนั้น ตอนที่ต้วนอีหานอุ้มทารกตัวเล็กเหมือนลูกแมวมาขอความช่วยเหลือที่จวนเขา

ตอนนั้นนางบอกว่า “ลูกยังไม่มีชื่อ”

“เจ้าชื่ออะไร” หนานกงเหยียนถาม

“หรานเอ๋อร์”

“แซ่เล่า”

“ข้าไม่มีแซ่”

หนานกงเหยียนเหลือบมองต้วนอีหานอย่างค่อนข้างเศร้าใจ และไม่รู้ว่าเกิดแรงจูงใจอะไรขึ้นมา เขาเอ่ย “มิสู้ พวกเจ้า…”

ยังพูดไม่ทันจบ พลันเห็นที่มุมถนนมีนักพรตของสำนักหรูเฟิงกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา

ดึงเขาออกจากภวังค์

เขาสะดุ้งเฮือก ราวกับกลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง

เขาสบตากับต้วนอีหาน

ดวงตาที่เคยมองเขา และส่งยิ้มจนตาหยีโค้ง บัดนี้กลับเรียบเฉยยิ่งนัก ไม่มีความฝันของหญิงสาวในหอห้องอีก ต่อให้เขาเพิ่งจะยอมรับพวกนางแม่ลูก ก็ยังมีแต่ความเย็นชา

นางมองบุรุษผู้นี้ทะลุปรุโปร่งนานแล้ว

ด้วยเหตุนี้หนานกงเหยียนจึงค่อนข้างกระอักกระอ่วนและละอายอยู่บ้าง เพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์เช่นนี้ของตน เขาจึงกระแอมเบาๆ ปลดถุงเงินออกมาอย่างใจป้ำ ยัดถุงเงินที่บรรจุเงินทองของมีค่าใส่มือโม่หราน

เขายังลูบศีรษะโม่หราน “มารดาเจ้าร้องเพลงได้ไพเราะ เงินเหล่านี้ นางสมควรได้รับ”

มือเรียวเล็กข้างหนึ่งกลับคว้าถุงเงินไปจากมือโม่หราน

ต้วนอีหานเพียงหยิบอัฐทองแดงเหรียญหนึ่งจากในถุง วางลงในชามบิ่นที่โม่หรานถืออยู่ในมือ จากนั้นยื่นถุงเงินหนักอึ้งใบนั้นคืนให้หนานกงเหยียน

นางมิได้มากความ เพียงเอ่ยคำมงคลให้เขาอย่างอ่อนโยนและเฉยชา เหมือนเช่นที่ปฏิบัติต่อผู้สัญจรที่ให้เงินแก่นางทุกคน

นางเอ่ยอย่างสุภาพ “ขอบคุณนายท่านที่เมตตา”

กล่าวจบก็หันกายจากไป

นางคือเซียนสังคีตแห่งเซียงถาน เคยถูกผู้คนห้อมล้อมชมการแสดงร้องรำของนาง ยามที่ผู้คนยกย่องสรรเสริญ นางไม่เคยเย่อหยิ่งถือดี ทว่าบัดนี้ชุดงามซีดจาง พักตร์ชาด [9] โรยรา ได้แต่ขายศิลป์ขอความเมตตาอยู่ข้างถนน แต่นางก็ไม่เคยรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า

และวันนั้นเอง โม่หรานก็เกิดความสงสัยจากท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ของมารดา ต่อมาเมื่อลองเลียบเคียงสารพัด จึงได้รู้สถานะของตน

“แม่เล่าเรื่องเหล่านี้ให้เจ้าฟัง เพราะไม่อยากหลอกเจ้า แต่ว่าหรานเอ๋อร์น้อย เจ้าต้องจำเอาไว้ อย่าได้คิดแค้น” ต้วนอีหานกล่าว “และอย่าขอร้องเขา”

นางว่าพลางเอานิ้วจิ้มศีรษะน้อยๆ ของบุตรชาย

“รอให้ภัยพิบัติของโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างสงบลง หลินอี๋อนุญาตให้ผู้คนเข้าออกได้แล้ว เราจะกลับเซียงถานกัน”

โม่หรานเงียบอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้า “ข้าไม่ขอร้องเขา ข้าจะกลับเซียงถานกับท่านแม่”

ต้วนอีหานยิ้ม “ไม่รู้ว่าน้องสวินจะยังจำข้าได้หรือไม่ ข้าไม่งามเหมือนแต่ก่อนแล้ว”

โม่หรานเอ่ยอย่างร้อนรน “ท่านแม่งามมาก”

“หืม?”

“ท่านแม่งามที่สุด”

ต้วนอีหานยิ้มเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม สีหน้ากลับไปเป็นหญิงงามทรงเสน่ห์ในวันวานจริงๆ นางเอ่ยหยอกล้อ “ปากหวานเช่นนี้ ต่อไปผู้ใดแต่งกับเจ้า เจ้าคงพูดจาเอาอกเอาใจน่าดู”

โม่หรานเขินอายเล็กน้อย เม้มริมฝีปาก ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยิงฟันเห็นฟันน้ำนมแหลมเล็ก

“รอข้าโตแล้ว จะหาลูกสะใภ้ที่เหมือนเซียนสวรรค์ ให้มาอยู่ข้างกายเป็นเพื่อนท่านแม่”

“ไอ้หยา เจ้าฝันหวานนัก เซียนสวรรค์บ้านใดจะแต่งกับเจ้า”

สองแม่ลูกหัวเราะรื่นเริง กองไฟในห้องเก็บฟืนแตกปะทุดังเปรี๊ยะๆ บรรยากาศอบอุ่นยิ่งนัก ราวกับวันคืนต่อจากนี้จะผ่านไปอย่างสงบสุขเช่นนี้ แสงไฟและยามค่ำคืนมอบการปลอบประโลมมายาให้แก่คนยากไร้ ฉะนั้นยามนี้ ทั้งสองจึงไม่มีคนใดคาดคิดว่า ต้วนอีหานเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว

“ฤดูสารทปีที่ข้าอายุห้าขวบ” โม่หรานกล่าว “เพิ่งผ่านเทศกาลจงชิว [10] ไป เนื่องจากสำนักหรูเฟิงตัดขาดจากภายนอกมายาวนาน เสบียงอาหารในหลินอี๋จึงไม่เพียงพอ ซ้ำข้าวของยังปรับราคา กล่าวก็คือ ให้คนจนควบคุมปากท้องตัวเองไป อย่ายื้อแย่งอาหารกับคนมั่งมี”

เซวียเจิ้งยงฟังแล้วในใจเคล้าระคนด้วยความรู้สึกมากมาย สับสนปั่นป่วนไปหมด พอฟังโม่หรานเอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาก็ยังคงครุ่นคิดอย่างอึ้งงัน จากนั้นจึงพยักหน้า

“ใช่ ข้าจำการปรับราคาครั้งนั้นได้ ต่อมาผู้คนอดอยากในหลินอี๋ก่อจลาจล สำนักหรูเฟิงจึงลดราคากลับลงมา แต่ก็ดำเนินมาได้น่าจะสัก…หนึ่งปี?”

เจียงซี “ข้าจำได้ว่าครึ่งปี”

โม่หรานหลับตา พลางเอ่ย “มิได้นานเพียงนั้น เป็นหนึ่งเดือนห้าวัน ดำเนินต่อไปได้เพียงสามสิบห้าวัน”

 

[1] เป็นท่อนหนึ่งในบทกวี ใช้บรรยายถึงรูปโฉมหรือความสามารถที่โดดเด่นของสตรีว่าเป็นที่นิยมชมชอบและมีผู้ติดตาม คำว่า “ดรุณอู่หลิง” หมายถึงบรรดาทายาทของตระกูลคหบดีและผู้มีอำนาจที่นิยมอาศัยอยู่ใกล้กับบริเวณ “อู่หลิง” หรือสุสานห้าจักรพรรดินอกนครฉางอาน “สายรัดเกล้า” คือแถบผ้าแพรปักลายที่บรรดานักร้องนักแสดงในสมัยโบราณนิยมคาดประดับศีรษะ ดังนั้นจึงมีการแย่งกันมอบสายคาดศีรษะไหมปักลายให้นักร้องนักแสดงที่ชื่นชอบ ยิ่งได้สายคาดศีรษะมากเท่าใด ก็แสดงว่านักแสดงคนนั้นเป็นนิยม

[2] “หลิวสุ่ย” แปลว่า สายน้ำไหล หมายถึงงานเลี้ยงที่จัดขึ้นต้อนรับขับสู้แขกที่ทยอยเดินทางมาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย

[3] หมายถึง บุตรชายที่เฉลียวฉลาด เป็นการเอ่ยชื่นชมบุตรชายของครอบครัวอื่น นอกจากนี้ยังใช้เรียกบุตรชายที่เป็นทายาทของเชื้อพระวงศ์ด้วย

[4] คำว่า “หราน” ในชื่อนี้ แปลว่า เผาไหม้

[5] หมายถึง โลกนี้ไม่มีความลับ

[6] ท่อนหนึ่งจากอุปรากรแต้จิ๋วเรื่อง จิ่งเปียนฮุ่ย (พบกันข้างบ่อน้ำ) เป็นเรื่องราวของหญิงชื่อหลี่ซานเหนียง ส่งบุตรชายวัยสิบหกปีไปหาบิดาที่ไท่หยวนเมื่อสิบหกปีก่อน เพื่อหนีจากพี่ชายและพี่สะใภ้ใจร้าย สิบหกปีต่อมา หลิวเฉิงโย่วผู้เป็นบุตรชายออกไปล่าสัตว์ เขาไล่ล่ากระต่ายขาว จนไปพบหลี่ซานเหนียงข้างบ่อน้ำ

[7] หมายถึง ยืนมองอยู่ข้างๆ ไม่ยื่นมือเข้าช่วย นิ่งดูดาย

[8] นกแว่นตาขาว

[9] หมายถึง รูปโฉมงดงาม

[10] เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง หรือเทศกาลไหว้พระจันทร

ใส่ความเห็น