fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ เล่ม 2 ตอนที่ 34

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 34

 

คิดไปคิดมาก็ไม่ได้ข้อสรุป ตงจื้อจึงต้องส่งข้อความไปถามจงอวี๋อี : เหล่าจง นายรู้ไหมว่ารองอธิบดีหลงมีงานอดิเรกอะไร

จงอวี๋อีตอบกลับอย่างรวดเร็ว : ปราบปีศาจ

ตงจื้อกล่าวในใจ ถ้าอย่างนั้นฉันคงไปจับปีศาจมาให้เขากำจัดไม่ได้

เขาถามต่อ : นอกจากเรื่องนี้ล่ะ อย่างเช่น เล่นกู่ฉิน หมากล้อม เขียนอักษรจีน วาดภาพพู่กันจีน ปีนเขา รำกระบี่ เต้นแอโรบิก

ราวกับจงอวี๋อีดำดิ่งสู่การใช้ความคิดอย่างหนัก ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะส่งข้อความมา : ทำอาหารละมั้ง

??? เทพบุตรผู้ดูราวกับดอกไม้แสนเย็นชาเนี่ยนะชอบทำอาหาร เป็นอะไรที่คิดไม่ถึงเลย

ตงจื้อรีบถาม : นายแน่ใจนะ

จงอวี๋อี : น่าจะนะ เมื่อก่อนตอนยังอยู่ที่เก่า ไม่มีคนยอมมาส่งอาหารให้ โรงอาหารก็มาปิดวันหยุดพอดีอีก ในทีมเราไม่มีใครทำอาหารเป็น บอสก็เลยลงมือเข้าครัวเองสองสามครั้ง

ตงจื้อจินตนาการภาพหลงเซินผูกผ้ากันเปื้อน ยืนสาละวนอยู่หน้าเตาแล้ว รู้สึกว่าน่ารักไปอีกแบบ

เขาถามจงอวี๋อี : งั้นแสดงว่าต้องอร่อยมากสิ

จงอวี๋อีตอบตามจริง : ไม่เป็นสับปะรด

ตงจื้อ : …นอกจากนี้เขายังมีงานอดิเรกอะไรอีกไหม

จงอวี๋อี : น่าจะไม่มีแล้วมั้ง

ดูท่าจงอวี๋อีคงไม่รู้เรื่องหลงเซินมากเท่าไหร่ แต่จะว่าไป นอกจากคนที่คิดไม่ซื่ออย่างเขาแล้ว ใครจะไปซอกแซกถามเรื่องส่วนตัวของผู้บังคับบัญชาตัวเองกันล่ะ

เดิมทีตงจื้ออยากมอบกระบี่โบราณให้หลงเซิน ทั้งได้แสดงความขอบคุณ ทั้งยังได้ซื้อใจอีกฝ่าย ใครจะรู้ว่าพอเห็นราคากระบี่พวกนั้นแล้ว ต่อให้เขาขายตัวก็ไม่มีปัญญาซื้ออยู่ดี

เขาเกาหัว พ่นลมหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม กรอกข้อความลงไปบนเว็บบอร์ดขอความช่วยเหลือหนึ่งบรรทัด : จีบผู้ชายยังไง

คิดไปคิดมาก็ลบทิ้ง แก้เป็น : จะจีบผู้ชายที่เก่งทุกด้านยังไง

กระทู้นั้นได้รับความนิยมมากทีเดียว ภายในเวลาสั้น ๆ ไม่กี่นาทีก็มีข้อความตอบกลับมาแล้วสิบกว่าข้อความ

บางคนบอกว่า : เธอต้องกล้าสารภาพรัก บางทีเขาอาจสนใจเธออยู่แล้วก็ได้ เขาเรียกว่าแอบชอบพอกันทั้งสองฝ่าย!

ข้อนี้เป็นไปไม่ได้ ตงจื้อข้ามไปอ่านข้อความถัดไป

บางคนบอกให้เขาวางยาแล้วจับกด อันนี้ก็ข้าม

บางคนตอบว่าให้เขาลองหยั่งเชิงดูแนวโน้มของอีกฝ่ายก่อน จากนั้นค่อยรอจังหวะชิงลงมือ

อืม อันนี้ใช้ได้ เหมือนที่เขาคิดไว้ เรียบง่ายธรรมดาเนี่ยแหละใช้ได้จริง

ในบรรดาคำตอบกว่าสิบข้อความ มีที่ใช้งานได้จริงน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโม้เกินจริงไปเรื่อย ตงจื้ออ่านจนตาลายไปหมด กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตัดสินใจปิดคอมพิวเตอร์ ออกไปข้างนอกตามเวลานัดหมาย

เกือบหนึ่งทุ่ม เขามาถึงร้านน้ำชาหลินเจียน

ตงจื้อจองห้องส่วนตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว ก่อนหน้านี้เขาส่งหมายเลขห้องให้หลงเซินไปแล้ว ปรากฏว่าทันทีที่เดินเข้าไปก็เห็นอีกฝ่ายมาถึงก่อนแล้ว ข้าง ๆ ยังมีคนเพิ่มมาคนหนึ่งด้วย

ศัตรูที่ไม่อยากเห็นหน้า แต่ช่วยไม่ได้ที่โลกมันกลม หลิวชิงปัว

ตงจื้องุนงงไปชั่วขณะ ไม่รอให้เขาพูด หลิวชิงปัวก็เอ่ยยิ้ม ๆ “รองอธิบดีหลงเพิ่งประชุมเสร็จ ออกมาเจอฉันพอดี ฉันมีเรื่องจะขอคำชี้แนะจากรองอธิบดีหลงหลายเรื่อง นายคงไม่ถือสาที่ฉันมาด้วยนะ ไว้วันหลังฉันจะเลี้ยงข้าวนายด้วย”

ต่อหน้าหลงเซินมีหรือที่ตงจื้อจะบอกว่าถือสา จำต้องแสร้งทำเป็นใจกว้างอย่างไม่มีทางเลือก บอกยิ้ม ๆ เช่นกันว่า “ไม่ถือสาหรอก ไหน ๆ มาแล้วก็นั่งกินด้วยกันเลย มีอะไรที่พวกคุณกินไม่ได้ไหมครับ”

หลงเซินส่ายหน้า “พวกนายตามสบาย”

หลิวชิงปัวกล่าวตาม “ฉันยังไงก็ได้เหมือนกัน”

ในหัวตงจื้อปรากฎภาพตัวเองจับหลิวชิงปัวบิดเป็นขนมเกลียว ม้วนยัดเข้าไปในถุงกระสอบ เหยียบซ้ำจนกลายเป็นโรตีไส้เนื้อไปแล้ว เขาถือโอกาสวางไม้อวบน้ำในมือลงตรงหน้าหลงเซิน

“ไม่รู้จะให้อะไรคุณดี ของมีราคาคุณต้องไม่ยอมรับแน่ ผมจำได้ว่าในห้องทำงานคุณมีบอนไซอยู่ด้วย เมื่อกี้ตอนออกมา เห็นบอนไซจิ๋วอันนี้สวยดีเลยซื้อมาครับ เจ้าของร้านบอกว่ามันชื่อหยกน้ำค้าง ชื่อก็เพราะด้วยครับ”

หางตาเหลือบไปเห็นเหมือนหลิวชิงปัวยกมุมปากเล็กน้อย คล้ายเหยียดหยามชอบกล ตงจื้อจำต้องทำเป็นมองไม่เห็น

หลงเซินบอก “ขอบใจมาก”

ตงจื้อรู้สึกเปรมปรีดิ์เมื่อเห็นเขาไม่ปฏิเสธ หยิบเมนูขึ้นมาสั่งอาหารบางรายการ เรียกพนักงานเข้ามาจดออเดอร์

ฝ่ายหลิวชิงปัวเริ่มพูดคุยผูกมิตรกับหลงเซินแล้ว เขามีวิชาของครอบครัวที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ หัวข้อที่พูดคุยกันส่วนใหญ่จึงเป็นการพลิกแพลงบูรณาการระหว่างวิชากระบี่กับวิชากู่ ในนั้นประกอบไปด้วยคำศัพท์เทคนิค กู่งู กู่ผึ้ง กู่หนังวัว กู่เงินทอง กู่ถวิลหา กู่แม่ลูกอะไรเทือก ๆ นั้น หลงเซินปล่อยให้หลิวชิงปัวพูดเป็นต่อยหอย ส่วนตัวเองกล่าวแทรกประโยคสองประโยคเป็นครั้งคราว

ตงจื้อฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ดูจากสีหน้าเลื่อมใสของหลิวชิงปัว คำพูดไม่กี่ประโยคพวกนั้นของหลงเซินคงกล่าวได้ถูกจุด ให้ความกระจ่างทางปัญญาแก่หลิวชิงปัวอย่างใหญ่หลวง

เขาเองก็ไม่ได้พูดแทรก ฟังอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ จนกระทั่งพนักงานยกอาหารเข้ามาจึงพูดขึ้น “รุ่นพี่หลิว ช่วงสองสามวันมานี้รองอธิบดีหลงประชุมตลอด คงจะเหนื่อยมากแล้ว คุณให้เขาพักสักหน่อย กินเสร็จแล้วค่อยคุยกันต่อเถอะ”

หลิวชิงปัวจ้องเขาสักพัก ก่อนยิ้มสดใสเป็นประกาย “ผมละเลยเอง ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ รองอธิบดีหลง เรากินกันก่อนเถอะ”

เมื่ออาหารลงท้อง สุราเข้าปาก ก็เริ่มคุยเล่นกันอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้

ตงจื้อแทรกตัวเข้าไปในบทสนทนาของพวกเขาไม่ได้และไม่คิดที่จะสานต่อ จึงเริ่มคุยหัวข้อใหม่ที่ค่อนข้างผ่อนคลาย เล่าว่าครั้งที่แล้วพวกเขาหลายคนไปร้องเพลงกัน คั่นเฉาเซิงเอาแต่ร้องเพี้ยน ด้วยความคึก ตงจื้อเลยเลียนแบบจังหวะการร้องของคั่นเฉาเซิง ซึ่งเขาทำได้คล้ายมาก

ถึงแม้หลงเซินจะพูดน้อย แต่ดูออกว่าเขาเริ่มผ่อนคลายลงแล้วจริง ๆ พื้นที่ระหว่างหางตากับหางคิ้วฉายแววสบายใจขึ้นมาบ้าง ตงจื้อนึกถึงเรื่องประชุมทั้งคืนที่เหออวี้บ่น ในฐานะที่หลงเซินเป็นรองอธิบดี ความรับผิดชอบที่แบกรับมีแต่จะมากขึ้น ไม่มีทางน้อยลง เขาจึงอดเห็นใจไม่ได้

จู่ ๆ หลิวชิงปัวก็เอ่ยขึ้น “ศิษย์น้องตง ได้ยินว่านายเพิ่งเข้าสู่โลกบำเพ็ญเพียรเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ทันไรก็มาเข้าสอบแล้ว คาดว่าวิชาที่ถ่ายทอดมาจากตระกูลคงจะลึกซึ้งมากแน่ ๆ ใช่รึเปล่า”

ตงจื้อเอ่ย “พ่อแม่ผมเป็นคนธรรมดา พวกท่านเสียไปหมดแล้ว”

หลิวชิงปัวเผยสีหน้าประหลาดใจแกมคาดไม่ถึง “พูดแบบนี้แปลว่านายต้องมีพรสวรรค์มากแน่ ๆ ไม่ทราบว่าผลสอบข้อเขียนครั้งนี้เป็นยังไงบ้าง”

ตงจื้อชะงัก “ก็…ก็พอได้อยู่มั้ง”

หลิวชิงปัวเห็นดังนั้น ยิ่งมั่นใจว่าตงจื้อทำผลการสอบข้อเขียนครั้งนี้ได้ไม่ค่อยดี จึงกล่าวอย่างได้ทีขี่แพะไล่ “ไม่เป็นไร ได้ยินว่าหลาย ๆ คนสอบกันตั้งหลายรอบกว่าจะสอบผ่าน ครั้งนี้ไม่ได้ ปีหน้าค่อยมาใหม่ แต่ว่าน่าเสียดายนะ โอกาสที่จะได้เป็นศิษย์ของรองอธิบดีหลงใช่ว่าจะมีทุกปี”

ตงจื้อยิ้มเก้อเขิน

ทันใดนั้นหลงเซินก็ถามขึ้น “นายสอบได้กี่คะแนน”

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายยุ่งมาก ไม่มีเวลามาใส่ใจการประกาศผลอย่างเหออวี้ เพราะถึงยังไงก็ต้องมีคนนำใบรายงานผลคะแนนมาส่งถึงมือเขาหลังจากนี้อยู่ดี

ตงจื้อบอกอย่างถ่อมตัว “รอบนี้ทำได้ไม่ค่อยดีครับ ได้แค่ 157 คะแนน”

หลิวชิงปัว “…”

เขาสอบได้ 130 คะแนน เดิมทีคะแนนเท่านี้ถือว่าเก่งแล้ว เลยอยากจะฉีกหน้าตงจื้อ ให้อีกฝ่ายรู้จักประมาณตัวเรื่องที่คิดอยากฝากตัวเป็นศิษย์หลงเซินเสียหน่อย ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายจะส่งระเบิดลูกหนึ่งมาให้

แต่เจ้าหมอนี่ยังแสร้งทำเป็นติดใจ “แต่ผมว่ารุ่นพี่หลิวพูดถูกนะ เหนือฟ้ายังมีฟ้า การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ถึงแม้ผลสอบข้อเขียนของผมจะพอผ่านไปได้ แต่การสอบสัมภาษณ์ยังต้องขยันอยู่ดี”

ตงจื้อบอกด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง บวกกับใบหน้าไร้พิษสงด้วยแล้ว ไม่มีทางที่ใครจะคิดว่าเขากำลังโอ้อวด

หลิวชิงปัวกัดฟันกรอดด้วยความโกรธจัด

แต่หลงเซินกลับยอมรับคำพูดดังกล่าว ได้ยินดังนั้นก็รับคำ สีหน้าบ่งบอกว่าเห็นด้วย

เห็นหลิวชิงปัวทำหน้าเหมือนกินแมลงวันเข้าไป ตงจื้ออดรู้สึกสะใจเงียบ ๆ ไม่ได้

มนุษย์จิ๋วในหัวกำลังเท้าสะเอวหัวเราะเจ้าเล่ห์ มนุษย์จิ๋วอีกคนกล่าวว่า : ตงจื้อ นายมันเจ้าแผนการ!

หลิวชิงปัวถามอีก “รองอธิบดีหลง สอบสัมภาษณ์ปีนี้คุณเป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์ด้วยไหมครับ”

ตงจื้อหูผึ่ง

หลงเซินไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ “เรื่องนี้สำคัญด้วยเหรอ”

หลิวชิงปัวตอบยิ้ม ๆ “ถ้าได้เห็นคุณ ต่อให้ผมตื่นเต้นยังไง จิตใจก็สงบลงได้ครับ”

ตงจื้อ : ขี้ประจบ!

หลงเซิน “ขอแค่เตรียมตัวอย่างดี ใครเป็นคนสอบสัมภาษณ์ก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ อีกอย่างกรรมการสอบสัมภาษณ์ไม่มีทางมีแค่คนเดียวด้วย”

หลิวชิงปัวพยักหน้า “คุณพูดถูก แต่ผมได้ยินมาว่าเปอร์เซ็นต์การคัดออกรอบสอบสัมภาษณ์สูงทีเดียว ปีที่แล้วไม่มีใครผ่านเข้ารอบเลย ไม่รู้ว่าปีนี้จะปรับลงตามความเหมาะสมหรือเปล่า”

หลงเซินบอก “มาตรฐานยังคงเดิมมาตลอด ถ้าผ่านเกณฑ์ก็ได้เข้ารอบ แต่ถึงจะสอบสัมภาษณ์ผ่านก็อย่าเพิ่งดีใจเร็วไป หลังจากนั้นยังมีการสอบอบรมอีก มีเปอร์เซ็นต์การตกรอบเหมือนกัน”

พูดไปก็เหมือนไม่พูด หลิวชิงปัวเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรจากการถามอีกฝ่ายตรงนี้ อย่างไรเสียเป้าหมายของเขาคือการได้เป็นลูกศิษย์ของหลงเซินเท่านั้น ไม่ว่าจะคุยอะไรไปตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสร้างสายสัมพันธ์เอาไว้ก่อน ให้ตัวเองรู้สึกว่ามีตัวตนเมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือเสมอ

กินอาหารมื้อนี้เสร็จ หลงเซินยังมีธุระต่อ จึงขอตัวไปก่อน ทิ้งตงจื้อกับหลิวชิงปัวไว้สองคน ทั้งคู่มองหน้ากัน ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มไปด้วย

หลิวชิงปัวเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “เพื่อนนักพรตเก่งจังเลยนะ สอบได้ตั้ง 157 คะแนน คาดว่าน่าจะเป็นอันดับหนึ่งของการสอบข้อเขียนสินะ”

ตอนอยู่ต่อหน้าหลงเซินเมื่อครู่ยังเป็นศิษย์น้องตงอยู่เลย ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนนักพรตไปเสียแล้ว

ตงจื้อยิ้มบริสุทธิ์ใจ “ผมก็แค่สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงนิดหน่อย แต่สอบสัมภาษณ์ต้องสู้ศิษย์พี่หลิวไม่ได้อยู่แล้ว”

หลิวชิงปัวทำเสียงฮึดฮัด กล่าวในใจว่า เจ้าหมอนี่แกล้งทำเป็นคนดีเก่งจริงนะ เงียบไปสักพักก็ตามมาอีกประโยค

“ไม่เป็นไร วันไหนมีเวลาว่างพวกเราค่อยมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ฉันต้องขอคำแนะนำจากนายหน่อยแล้ว” ใบหน้าของเขายังคงวางมาดผู้ดี เอื้อมมือออกมาหมายจะตบบ่าอีกฝ่าย แต่ตงจื้อกลับลุกขึ้นเบี่ยงตัวหลบไปจ่ายเงิน

“ได้สิครับ ศิษย์พี่หลิวบอกว่าวันหลังจะเลี้ยงข้าวผม อย่าลืมเชียวนะครับ!” ตงจื้อบอกพลางหัวเราะคิก จ่ายเงินเสร็จก็เป็นฝ่ายเดินออกไปก่อน

เขาไม่มีอารมณ์อยู่ต่อเพื่อพูดจาเกรงอกเกรงใจ ไม่ยินดียินร้ายกับอีกฝ่ายแล้ว

นอกจากนี้ตงจื้อจำได้มาตลอดว่ามารดาของอีกฝ่ายเป็นทายาทของสตรีชาวแม้ว ใช้พิษกู่เป็น การสนทนาระหว่างหลิวชิงปัวกับหลงเซินเมื่อครู่เป็นเครื่องยืนยันเรื่องนี้แล้ว เหออวี้เคยบอกเขาว่าวิชากู่ดูเหมือนลึกลับก็จริง แต่ในความเป็นจริงต่างต้องมีช่องทางการส่งผ่านแฝงอยู่ อย่างเช่นการสัมผัสทางกาย การใส่พิษกู่ลงไปในอาหาร หรือไม่ก็กระทำกับของบางอย่างผ่านร่างศัตรู สรุปก็คือต้องมีตัวกลาง

หลังผ่านเรื่องของสวีหวั่นมา ตงจื้อรู้ผิดเป็นครูแล้ว ตอนนี้เขาไม่ได้จะตั้งป้อมระแวงเพื่อนพ้อง แต่สำหรับคนแปลกหน้าอย่างหลิวชิงปัวที่ถึงขั้นกล่าวได้ว่าเป็นคู่แข่งกันแล้วนั้น เขาไม่กล้าประมาท พยายามหลีกเลี่ยงโอกาสไม่ให้อีกฝ่ายลงมือ ถึงจะเป็นแค่ความกังวลเกินเหตุของตัวเองก็ตาม

ถ้าหากเหออวี้อยู่ที่นี่คงกล่าวด้วยความพอใจอย่างยิ่งยวดว่า ‘ตงตงสุดที่รักรู้จักระวังตัวขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว’

ตงจื้อกลับถึงหอพัก กำลังคลำหาคุณแจในกระเป๋าเตรียมจะเปิดประตู ก็เห็นประตูห้องตรงข้ามเปิดออกมา

หลงเซินยืนอยู่ที่ประตู กวักมือมาทางเขา

“นายมานี่”

ตงจื้อรู้ตั้งแต่วันที่เข้าพักแล้วว่าหลงเซินพักอยู่ห้องตรงข้าม แต่ปกติอีกฝ่ายงานยุ่งประจำ อีกทั้งยังมีบ้านอยู่ในเมือง จำนวนครั้งที่มาพักที่นี่จึงน้อยยิ่งกว่าน้อย

แต่ว่า…?

ตงจื้อทำหน้าฉงน คิดในใจว่า คืบหน้าเร็วขนาดนี้เลย? ฉันยังไม่ทันสารภาพรักก็พัฒนาถึงขั้นเข้าไปในบ้านได้แล้ว?

ไม่นานเขาก็รู้ว่าตัวเองคิดมากไป หลงเซินให้เขาเข้าไป ชี้มือไปทางหยกน้ำค้างบนโต๊ะที่เขาเพิ่งมอบให้เมื่อครู่ “ไอ้นี่ต้องเลี้ยงยังไง”

ตงจื้อรีบบอก “ปกติไม่ต้องรดน้ำอะไรมากหรอกครับ มันกลัวความร้อน กลัวความชื้น วางไว้ตรงที่ที่แดดส่องไม่ถึงก็พอ”

จะว่าไปแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาไม้อวบน้ำเป็นพืชที่มีความบอบบางสูง คนธรรมดาดูแลทุกวันใช่ว่าจะเลี้ยงให้ดีได้ นับประสาอะไรกับหลงเซินที่งานยุ่งขนาดนี้ เห็นทีคงไม่มีเวลามาดูแลเท่าไหร่ หากเลี้ยงตายขึ้นมา ของขวัญชิ้นนี้จะไม่เท่ากับเป็นการให้ที่ไม่เป็นสิริมงคล หรือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าความรักของเขายังไม่ทันเริ่มแตกหน่อก็เป็นอันต้องเหี่ยวเฉาตายตั้งแต่ยังไม่ทันฟูมฟักหรอกเหรอ

ถุย ๆ ๆ อย่าถือสาคำพูดเด็ก!

ตงจื้อปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป บอกด้วยความเกรงใจว่า “จริง ๆ ตอนให้ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แค่รู้สึกว่าหยกน้ำค้างกระถางนี้ใสราวกับคริสตัล สวยดีครับ บางทีถ้าคุณได้เห็นมันบ้างตอนทำงาน น่าจะอารมณ์ดีขึ้น ถ้าเกิดเลี้ยงแล้วตาย ผมค่อยให้คุณใหม่อีกกระถาง ยังไงของพวกนี้ก็ไม่แพงอยู่แล้ว”

หลงเซินยิ้มเล็กน้อย “ไม่ต้องหรอก น้ำใจแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องให้ของอะไรแล้วละ”

อาจเป็นรอยยิ้มนั้นก็ได้ที่มอมเมาใจเขา ตงจื้อถึงได้ถามออกไปโดยไม่รู้ตัว “รองอธิบดีหลง ปกติคุณมีงานอดิเรกอะไรไหมครับ”

หลงเซินส่ายหน้า “ไม่มี”

ตงจื้อไม่ย่อท้อ “ถ้าอย่างนั้นมีของที่ชอบไหมครับ เช่นสะสมกระบี่โบราณอะไรแบบนี้”

หลงเซินเลิกคิ้ว “ถามไปทำไม”

ตงจื้อเงียบไปชั่วขณะ ตอบไม่ได้

หลงเซินตบไหล่เขา “ตั้งใจเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ อย่ามัวแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย”

จากนั้นก็ปล่อยตัวเขากลับไป

ตงจื้อมองประตูที่ปิดสนิท ค่อยรู้สึกตัวทีหลัง แทบอยากจะปรี่เข้าไปทุบประตู ร้องตะโกนให้รู้แล้วรู้รอด คุณเข้าใจผิดแล้ว! ผมไม่ได้จะติดสินบนคุณนะ ผมอยากจีบคุณต่างหาก!

จากการสอบข้อเขียนมาถึงการสอบสัมภาษณ์ เหลือเวลาให้ผู้เข้าสอบเตรียมตัวไม่มาก หลังประกาศคะแนนไม่กี่วันก็ถึงวันสอบสัมภาษณ์ สถานที่สอบเป็นที่เดียวกับวันนั้น เพียงแต่เนื่องจากผู้ผ่านเข้ารอบสอบสัมภาษณ์มีเพียงสามสิบคน ห้องสอบสามห้องจึงลดลงเหลือเพียงหนึ่งห้องเท่านั้น การสอบสัมภาษณ์ไม่ได้จัดตามลำดับก่อนหลัง ได้ยินเสียงขานเรียกหมายเลขของตัวเองก็เข้าไปสอบ ส่วนคนอื่น ๆ รออยู่ด้านนอก

ตงจื้อเดินวนอยู่ด้านนอกหนึ่งรอบ ไม่นึกว่าจะได้เจอคนรู้จักอย่างปาซางและกู้เหม่ยเหริน จึงเข้าไปทักทายด้วยความดีใจ

พวกปาซางย่อมดีใจเช่นกันที่เห็นตงจื้อ ถึงแม้ต่างคนต่างก็เป็นผู้เข้าชิง แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานกันในอนาคต ขนาดกู้เหม่ยเหรินที่มีใบหน้าเย็นชายังเผยให้เห็นความยินดีบาง ๆ

“หูซัวล่ะ ยังไม่มาเหรอ” พวกเขารวมกลุ่มกันตอนสอบข้อเขียน ตงจื้อไม่เห็นตัวอีกฝ่ายจึงถามถึงเป็นธรรมดา

ปาซางบอก “เขาส่งข้อความมาว่าสอบข้อเขียนไม่ผ่าน ต้องมาอีกทีปีหน้าแล้ว”

ถึงจะไม่ผิดไปจากการคาดเดา แต่ก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้อยู่ดี

ตงจื้อถือโอกาสถามเบอร์ติดต่อของแต่ละคน และแอดกันเป็นเพื่อน

เดิมทีพวกเขาสามคนพบกันโดยบังเอิญ ไม่ได้เรียกว่าสนิทอะไรกันมาก แต่เมื่อฝ่าด่านสอบข้อเขียนและได้มารวมตัวกันในกลุ่มคนสามสิบคน จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดอารมณ์เห็นอกเห็นใจกัน รู้สึกว่าระยะห่างหดสั้นลงไปช่วงหนึ่ง

ตงจื้อเห็นหลิวชิงปัวแล้ว แต่เขาเบนสายตาออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีอารมณ์เข้าไปทักทาย

ปาซางบอก “ได้ยินว่าคำถามสอบสัมภาษณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพลิกแพลงมาก ฉันละกลัวจริง ๆ ว่าตัวเองจะตอบไม่ได้”

หลังจากคลุกคลีกับพวกเขาจนสนิทสนมกันแล้ว กู้เหม่ยเหรินจึงพูดมากกว่าเดิมนิดหน่อย “อีกอย่าง ดูเหมือนว่าคำถามของทุกคนจะไม่เหมือนกันด้วย กรรมการสอบจะสุ่มถาม ไม่เหมือนสอบข้อเขียนที่อ่านทบทวนแบบจับจุดเนื้อหาไปตรง ๆ ได้เลย”

ตงจื้อได้ยินดังนั้นก็นึกไปถึงเรื่องตลกเกี่ยวกับการสอบสัมภาษณ์เมื่อปีที่ผ่านมาที่เหออวี้เคยเล่าให้ฟัง เขาอดหัวเราะไม่ได้

ปาซางไม่รู้สาเหตุ “นายหัวเราะอะไร”

ตงจื้อจึงเล่าเรื่องตลกเรื่องนั้นให้พวกเขาฟัง “เหมือนจะปีก่อนหรือตอนไหนเนี่ยแหละ มีภูตปลาคาร์ปตัวหนึ่งที่บำเพ็ญเพียรอย่างลำบากยากเย็นจนกลายเป็นมนุษย์มาเข้ารับการสอบ ผ่านเข้ามาจนถึงรอบสอบสัมภาษณ์ด้วยนะ มีกรรมการสอบสัมภาษณ์ท่านหนึ่งบอกว่า ภูตที่กลายร่างเป็นคน การฝึกบำเพ็ญไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ มิหนำซ้ำยังต้องมีบุญบารมีสั่งสมมากมาย ขยันหมั่นเพียรไม่หยุดหย่อน หลังกลายเป็นคนแล้วเธอยังได้บำเพ็ญกุศลอยู่หรือเปล่า ภูตปลาคาร์ปตอบไปว่าทำอยู่ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมา กดเปิดแอปโซเชียลมีเดีย เสิร์ชหาเวยปั๋วในนั้นที่โพสต์ว่า ‘รีโพสต์ภาพปลาคาร์ปแล้วจะมีโชค’ ออกมาให้กรรมการสอบสัมภาษณ์ดู บอกว่านี่คือคุณูปการที่เขาทำเพื่อชาวโลก”

ปาซางระเบิดเสียงหัวเราะ เรียกสายตาจากรอบด้าน เขารีบกดเสียงต่ำ พูดไหล่สั่นเทิ้ม “หลังจากนั้นล่ะ”

แม้กู้เหม่ยเหรินจะไม่ได้เป็นคนเส้นตื้นขนาดนั้น แต่ก็อดแสดงสีหน้าขบขันไม่ได้

ตงจื้อแบมือ “จากนั้นก็โดนกรรมการด่าเละน่ะสิ แต่ได้ยินมาว่าด้านอื่น ๆ เขาทำได้ไม่เลว เพราะงั้นต่อมาก็เลยยังได้รับเลือกเข้ามาอยู่”

ปาซางเกาหัว “หวังว่าถึงตอนนั้นอย่าได้มาถามฉันเด็ดขาดเลยนะว่าทำไมถึงคุยกับพวกเหยี่ยวรู้เรื่อง ฉันตอบไม่ได้จริง ๆ”

ขณะพูด คนที่อยู่ข้างหน้าก็เข้าไปทีละคน ๆ ตงจื้อคอยสังเกตการณ์เงียบ ๆ พบว่าทุกคนใช้เวลาอยู่ในนั้นประมาณสิบห้านาที มีบางคนนานกว่านั้นหน่อย บางคนเร็วกว่านั้นหน่อย อิงจากความเร็วนี้ อีกไม่นานก็จะถึงคิวพวกเขาแล้ว

หลังจากทุกคนเข้าไป บ้างก็ฝืนทำเป็นสงบนิ่ง บ้างก็ปกปิดความประหม่าไม่มิด ตอนออกมาต่างมีสีหน้าท่าทางแตกต่างกันไป บางคนผ่อนคลาย บางคนชื่นชมยินดี และต้องมีคนที่ออกมาพร้อมใบหน้าเปื้อนน้ำตา แค่เห็นก็รู้ทันทีว่าผลงานด้านในออกมาประมาณไหน

หลังจากหลิวชิงปัวเข้าไปก็ผ่านไปยี่สิบกว่านาทีถึงจะออกมา จนถึงตอนนี้เขาเป็นคนที่ใช้เวลาอยู่ในนั้นนานที่สุดในบรรดาผู้เข้าสอบที่เข้าไปก่อนหน้านี้

แต่หลังออกมาแล้ว เขากลับสงบเยือกเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มุมปากยังคงอมยิ้ม บ่งบอกถึงความสงบนิ่ง ผ่อนคลาย ตงจื้อเห็นดังนั้นก็บังคับตัวเองให้ใจเย็นลง

คะแนนสอบข้อเขียนสูงสุด ยังไงก็คงไม่ทำผลงานแย่เกินไปในรอบสอบสัมภาษณ์หรอกมั้ง

“หมายเลขสิบสอง ตงจื้อ!”

เสียงขานหมายเลขดังขึ้น ตงจื้อรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องสอบ

ลำดับรายชื่อการสอบข้อเขียนไม่ได้ถูกประกาศออกมา แต่คาดว่าบางคนคงไปสอบถามจนได้ความแล้วว่าเขานี่แหละคนที่ได้ที่หนึ่ง ตลอดทางสั้น ๆ นั้น เขาจึงได้รับสายตาชื่นชมมากมาย

วินาทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องสอบ เสียงจากภายนอกราวกับถูกตัดขาดออกไปทันควัน ตงจื้อเดาว่าที่นี่น่าจะเหมือนกับบนชั้นดาดฟ้าที่ปูเขตอาคมไว้รอบ ๆ

ภายในห้องสอบว่างโล่ง มีเพียงกรรมการสอบสัมภาษณ์ทุกท่านที่นั่งเรียงรายอยู่อีกด้านหนึ่ง หนึ่งในนั้นมีผมสีขาว ใบหน้ามีเลือดฝาด แค่เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นบุคคลระดับตำแหน่งใหญ่โต นอกจากนี้ยังมีสตรีวัยกลางคนท่านหนึ่ง อิริยาบถงามสง่า รูปร่างหน้าตาผิวพรรณได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มองไม่ออกเลยว่าอายุที่แน่นอนคือเท่าไหร่ ดูราวสามสิบกว่า ๆ แต่ก็เหมือนสี่สิบห้าสิบด้วย

ตงจื้อสังเกตเห็นหลงเซินที่นั่งอยู่ในกลุ่มทันที รวมถึงรองอธิบดีอู๋ปิ่งเทียนอีกท่านที่อยู่ข้าง ๆ เขาด้วย

ในเมื่อรองอธิบดีสองท่านมากันหมด เช่นนั้นในบรรดากรรมการสอบสัมภาษณ์จะต้องมีรองอธิบดีซ่งจื้อฉุนอีกท่านเป็นแน่

แต่บุรุษอีกสองคนที่เหลือ เขาไม่เคยพบมาก่อน ตงจื้อไม่รู้ว่าคนไหนคือซ่งจื้อฉุน

หลงเซินเงยหน้ากวาดตามองตงจื้อแวบหนึ่ง ปราศจากคลื่นอารมณ์ใด ๆ และยิ่งไม่มีทางส่งสัญญาณอะไรให้เขา

แต่เมื่อได้เห็นอีกฝ่าย สภาพอารมณ์ของตงจื้อที่ตอนแรกยังตื่นเต้นอยู่บ้าง กลับผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง

เขาโค้งคำนับก่อนหนึ่งทีและแนะนำตัวอย่างที่ผู้เข้าสอบสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ทำกัน “สวัสดีครับ กรรมการสอบสัมภาษณ์ ต้องลำบากทุกท่านแล้วที่สละเวลามาสัมภาษณ์ผมทั้งที่งานยุ่งมาก ผมชื่อตงจื้อ เป็นลูกศิษย์ในนามของผู้อาวุโสฟางหยางที่ถึงแก่กรรมไปแล้วจากสำนักเก๋อเจ้า”

“แต่ฉันได้ยินมาว่าเธอเพิ่งฝากตัวเข้าสำนักเก๋อเจ้าได้สองเดือนกว่าเอง หรือยังไม่ถึงสองเดือนนะ?” อู๋ปิ่งเทียนถาม

ตงจื้อตระหนักว่ามันอาจมีกับดักภาษาบางอย่างอยู่ในนั้น จึงตอบด้วยความรอบคอบจริงจังกว่าเดิม “ใช่ครับ ถึงแม้ช่วงเวลาที่ผมเข้าสู่โลกบำเพ็ญเพียรจะยังไม่นาน แต่ความกระตือรือร้นที่มีต่อกรมจัดการคดีพิเศษไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้เข้าสอบคนอื่นเลย”

หลงเซินเห็นเขาใช้เคล็ดสี่ตำลึงปาดพันชั่ง [1] มาคุยโว แววตาจึงมีรอยยิ้มขำขันแวบผ่านไปอย่างอดไม่ได้

“ดี ไหนเธอลองบอกหน่อยซิว่าผีดิบร้อยปีกับผีดิบพันปีต่างกันยังไง” บุรุษอีกคนกล่าว

ตงจื้อเคยได้ยินคั่นเฉาเซิงบอกว่าในบรรดารองอธิบดีทั้งสามท่าน ซ่งจื้อฉุนหน้าตาธรรมดาที่สุด อีกทั้งยังมีเสียงที่หยาบกระด้างที่สุด ทันทีที่คนผู้นี้เอ่ยปาก เขาจึงเดาว่ามีความเป็นไปได้สูงที่อีกฝ่ายจะเป็นซ่งจื้อฉุน

หลังได้ยินคำถาม ตงจื้อยิ่งรู้สึกยินดีในความคาดไม่ถึง เพราะเขาเคยอ่านเจอคำถามนี้มาก่อนจริง ๆ!

ครั้งที่แล้วหลังสอบข้อเขียนเสร็จและออกจากห้องมา เขาได้ยินผู้เข้าสอบคนอื่นกำลังบ่นว่าข้อสอบยาก พูดถึงเรื่องผีดิบร้อยปี หลังกลับไปแล้วเขาเลยลงมือค้นคว้าข้อมูล คิดไม่ถึงว่าจะจับพลัดจับผลูมาเจอคำถามนี้เข้าจริง ๆ

เขาพูดจาฉะฉาน เล่าเนื้อหาที่ตัวเองจำได้ออกไปจนจบแล้วค่อยกล่าวอย่างมีมารยาท “เนื้อหาพวกนี้เป็นสิ่งที่ผมรวบรวมมาจากหลายแห่ง เพราะว่าผมยังไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง ดังนั้นอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป ขอให้กรรมการสอบสัมภาษณ์ทุกท่านช่วยชี้แนะด้วยครับ”

ซ่งจื้อฉุนพยักหน้า ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี เขามองไปทางคนอื่น บอกเป็นนัยว่าตัวเองไม่มีอะไรจะถามแล้ว

บุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งที่ตงจื้อไม่รู้จักจึงถามขึ้น “ถ้าหากว่ามีเด็กน่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่ง บางทีอาจเป็นคนรู้จักของเธอ ถูกปีศาจมนุษย์จับตัวไป ถึงขั้นที่มีความเป็นไปได้สูงว่าร่างกายโดนกัดกินไปแล้ว เธอจะทำยังไง”

ทันใดนั้นหลงเซินก็เอ่ยว่า “ท่านนี้คือที่ปรึกษาของกรม หลี่รุ่ย นักพรตหลี่”

ตงจื้อรีบบอก “สวัสดีครับ ท่านนักพรตหลี่ ผมคงพยายามหาทางช่วยเด็กคนนั้นก่อน!”

หลี่รุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “เธอตัวคนเดียว จับจุดคำถามฉันให้ดี เขาอาจโดนปีศาจกลืนกินไปแล้วก็ได้”

ทิศทางของอีกฝ่ายค่อย ๆ ปรากฏออกมาแล้ว แต่ตงจื้อคิดแล้วคิดอีกก็ยังบอกไปอยู่ดีว่า “แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าเขายังปลอดภัยดีอยู่ ผมจะชั่งน้ำหนักตามสถานการณ์ในตอนนั้นครับ ถ้าช่วยเขาออกมาได้ ผมจะลองดู ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ค่อยเลือกใช้วิธีรองลงมา”

หลี่รุ่ยเอ่ยเสียงเรียบเย็น “ผู้บำเพ็ญเพียรต้องรู้จักประเมินการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ การตัดรากถอนโคนไม่ใช่วิธีการรองลงมา แต่เป็นวิธีการที่ชาญฉลาดที่สุด เธอใจอ่อนแบบนี้มีแต่จะยืดเวลาทำร้ายตัวเองกับผู้อื่น”

ตงจื้อพยายามทำให้เสียงของตนฟังดูนอบน้อมจริงใจยิ่งขึ้น “นักพรตหลี่เข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ได้บอกว่าตัดรากถอนโคนไม่ได้ เพียงแต่ก่อนที่จะกำจัดศัตรูให้สิ้นซากนั้นจะต้องลองพยายามช่วยเหลือคนก่อน ตามความเข้าใจของผม จริง ๆ กรมจัดการคดีพิเศษก็คือหมอหรือตำรวจในอีกความหมายหนึ่ง ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ลงโทษผู้ที่ทำความชั่ว ส่งเสริมความดี นี่เองที่ทำให้หน้าที่นี้ดำรงอยู่ ความตั้งใจแรกของเราที่เข้าร่วมกรมจัดการคดีพิเศษไม่ใช่เพื่อที่จะทำให้โลกใบนี้มีสันติสุขมากขึ้นเหรอครับ ถ้าในสถานการณ์นั้นตัวเด็กถูกปีศาจมนุษย์ครอบงำไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ เพื่อไม่ให้คนบริสุทธิ์ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องมากไปกว่านี้ ผมจะไม่ลังเลแน่นอนครับ”

หลี่รุ่ยส่ายศีรษะ “กรมจัดการคดีพิเศษไม่เหมือนตำรวจ แน่นอนว่าตำรวจต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อปกป้องความปลอดภัยของตัวประกัน แต่การลักพาตัวมากสุดก็แค่ทำให้ตัวประกันได้รับบาดเจ็บ แต่ปีศาจสร้างหายนะได้ เธอจะรู้ได้ยังไงว่าพอตัวเองแน่ใจแล้วว่าจำเป็นต้องใช้วิธีการขั้นเด็ดขาด มันจะไม่สายเกินไป หรือว่าจะต้องยอมเสี่ยงให้ปีศาจมนุษย์ทรมานชีวิตคนมากกว่านี้เพราะความใจอ่อนของเธอแค่คนเดียว”

ตงจื้อถามกลับ “นักพรตหลี่หมายความว่าต่อให้ตัวประกันมีความเป็นไปได้ 90% ที่จะได้รับการช่วยเหลือ ก็ต้องลงมืองั้นเหรอครับ”

หลี่รุ่ย “ต่อให้มีความเป็นไปได้ 99% ก็ควรลงมือ! เทียบกับชีวิตคนนับล้านแล้ว ชีวิตคนแค่ชีวิตเดียวมันคุ้มค่าให้พูดถึงแค่ไหนกันเชียว”

ตงจื้อพูดอีกว่า “งั้นถ้าตัวประกันไม่ใช่เด็ก แต่เป็นคุณหมอที่เคยช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วน และในอนาคตก็อาจจะช่วยเหลือคนได้มากกว่านี้ล่ะครับ”

ดูเหมือนคนอื่นจะคิดไม่ถึงว่าคนที่ดูไม่มีพิษมีภัยอย่างเขาจะโต้แย้งกับหลี่รุ่ยอย่างเฉียบขาดเช่นนี้

เดิมทีหลงเซินอยากจะตัดจบเรื่องนี้ แต่ความคิดดังกล่าวผุดขึ้นไม่ทันไร เขาก็ขจัดความคิดนั้นทิ้งไป

สีหน้าหลี่รุ่ยนิ่งขรึมลงอย่างสมบูรณ์ “ตอนนี้เธอกำลังสอบสัมภาษณ์ ไม่ใช่ฉันกำลังสอบสัมภาษณ์!”

ตงจื้อถอนหายใจ ค้อมกายหนึ่งที เอ่ยด้วยความเคารพนบน้อมว่า “นักพรตหลี่ ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะหาเรื่องคุณ หนึ่งชีวิตเทียบความสำคัญกับหนึ่งร้อยชีวิต ตัวคำถามเองก็เป็นปัญหาให้โต้เถียงมานานแล้ว เมื่อกี้คุณวิจารณ์ได้ถูกต้องครับ ผมเพิ่งมาเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ยังปรับตัวให้เข้ากับสถานะนี้ไม่ค่อยได้จริง ๆ แต่สำหรับคำถามนี้ของคุณ ขอโทษด้วยที่ผมไม่สามารถให้คำตอบชี้ชัดได้ เพราะเรื่องทุกอย่างเมื่อมาถึงทางตันแล้วย่อมต้องมีทางออก สถานการณ์มักเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผมบอกได้แต่เพียงว่า หัวใจที่โอบอุ้มความเมตตากรุณาและมาตรการที่เด็ดขาดฉับไวคือสิ่งที่คนรุ่นผมควรทำครับ”

กรรมการสอบสัมภาษณ์ซึ่งเป็นสตรีผู้มีกิริยาโดดเด่นปรบมือ เสียงปรบมือดังแจ่มชัดภายในห้องสอบโล่งกว้าง

แปะ ๆ ๆ!

“ประโยคนี้พูดได้ดีมาก เพียงพอที่จะเป็นคติเตือนใจของท่านทั้งหลายในที่นี้” สตรีท่านนั้นกล่าวยิ้ม ๆ

ประโยคนี้ของหล่อนทำให้หลี่รุ่ยขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่ไม่กล้าระบายโทสะอีก

ตงจื้อตระหนักได้ทันทีว่าสุภาพสตรีท่านนี้จะต้องเป็นคนใหญ่คนโตเบอร์ใหญ่กว่าหลี่รุ่ยแน่นอน

“ขอบคุณครับ!” เขาลอบถอนหายใจเงียบ ๆ ไม่รู้จะเรียกอีกฝ่ายว่าอะไร

ดูเหมือนหลงเซินจะมองเห็นถึงความลังเลของเขา จึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านนี้คือผู้อาวุโสจง จงหลิง เป็นที่ปรึกษาในกรมเหมือนกัน”

ได้รับการยกย่องเป็นผู้อาวุโสจง นั่นหมายความว่าอายุของอีกฝ่ายคงไม่น้อยเหมือนที่เห็นภายนอกแน่ ๆ เพราะขนาดหลี่รุ่ยที่ดูแก่กว่าเธอนิดหน่อย เมื่อครู่หลงเซินยังไม่ได้เติมคำว่า “ผู้อาวุโส” ให้เลย

ตงจื้อตามน้ำ “ขอบคุณครับผู้อาวุโสจง!”

จงหลิงพยักหน้าให้เขาพลางอมยิ้ม

หลงเซินเอ่ย “ในเมื่อนายได้รับการถ่ายทอดวิชายันต์มา งั้นก็วาดยันต์ที่นายถนัดที่สุดมาแผ่นหนึ่งแล้วกัน”

ด้านข้างมีกระดาษเหลืองกับผงชาดสำเร็จรูปเตรียมไว้ให้ ตงจื้อเอ่ยปากรับคำ เดินไปข้าง ๆ โต๊ะ กลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ วาดยันต์แสงจันทราที่ตนก้มหน้าก้มตาฝึกฝนมาเป็นเวลานานออกมาแผ่นหนึ่ง

เขาไม่ได้เลือกยันต์อสนีเพราะระดับความยากในการวาดยันต์อสนีให้สมบูรณ์นั้นยากกว่ามาก อัตราความสำเร็จน้อยกว่า เมื่อครู่นี้เขามีปากเสียงกับกรรมการสอบสัมภาษณ์ไปยกหนึ่งแล้ว ขั้นต่อไปควรเพลย์เซฟเสียหน่อย

วาดยันต์สำเร็จในรวดเดียว นับว่าใช้ได้ ในสายตาของตงจื้อ การแสดงความสามารถสด ๆ บวกกับต้องทำให้สำเร็จในครั้งเดียว เขาให้คะแนนตัวเองแปดสิบห้าคะแนน แน่นอนว่าข้อกำหนดและมาตรฐานของบรรดานาย ๆ จะต้องเข้มงวดกว่านี้แน่ ชายชราผมเงิน ใบหน้าสีเลือดฝาดออกความเห็นว่า “พอผ่านเกณฑ์”

เอาเถอะ พอผ่านก็คือผ่านเหมือนกันละน่า

ตงจื้ออดมองไปทางหลงเซินไม่ได้ อีกฝ่ายกำลังเงยหน้าขึ้นพอดี ทั้งสองสบตากัน ก่อนที่ฝ่ายหลังจะคลี่ยิ้มเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น

รอยยิ้มที่แทบจะดูไม่ออก แต่ตงจื้อมองเห็นมัน

ตอนแรกเขารู้สึกเป็นกังวลเพราะเหตุโต้แย้งเมื่อครู่นี้ ตอนนี้กลับโล่งใจเป็นที่สุด

อาการนึกเสียใจในตอนแรกหายวับไปไม่มีเหลือ ตงจื้อเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา ถ้าหากเมื่อกี้นี้เขาตอบคำถามจนจบด้วยความหนักแน่นมั่นคง เขาอาจจะไม่ได้รับสายตาเช่นนี้จากหลงเซิน และอาจจะไม่ได้รับคำชมของผู้อาวุโสจงก็เป็นได้

ต่อให้รอบนี้สอบไม่ผ่าน แต่การที่ได้รับปฏิกิริยาเช่นนี้จากเทพบุตร ถึงตายก็ไม่เสียดายแล้ว

เอ๊ย ถุย ๆ ตายไม่ได้ ยังจีบไม่ติดเลย ไม่งั้นมีหวังได้ตายตาไม่หลับ!

 

[1] เป็นหลักปรัชญาเต๋า หนึ่งในวิทยายุทธของวิชาไทเก๊กซึ่งหลีกเลี่ยงแรงปะทะตรง ๆ ใช้แรงน้อยกว่าปัดการโจมตีที่แรงกว่า หรือที่เรียกว่า หลักการอ่อนสยบแข็ง

 

ใส่ความเห็น