fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ เล่ม 6 ตอนที่ บทที่ 145

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 145

 

โอโตวะ ยาซูฮิโกชื่นชมผู้ที่เก่งกล้าสามารถซึ่งใกล้เคียงกับ ความหมกมุ่นอยู่ลึก ๆ ในใจ สาเหตุที่เขาเลือกเดินเข้าสู่วิถีมารก็เนื่องมาจาก ความชื่นชมยินดีและความโหยหาในพลังอันยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่ของ หลงเซินคือลักษณะที่ภูตวัตถุพึงมีในอุดมคติของเขา ในสายตาของเขา หลงเซินเปรียบเสมือนงานศิลปะสมบูรณ์แบบที่เขาต้องการประคับประคอง ไว้ในอ้อมกอด ชื่นชมและเล่นกับมันทุกวัน เพราะแบบนั้นถึงได้ทุ่มเทกำลัง อย่างหนักเพื่อสร้างพื้นที่เขตอาคมขนาดใหญ่ พยายามกักขังพวกเขาไว้ ภายใน เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าความแข็งแกร่งของหลงเซินจะอยู่เหนือ การคาดเดาของตนอย่างสิ้นเชิง อีกฝ่ายไม่เพียงตัดขาดช่องทางการแอบ สอดส่องของเขา แต่ยังทะลวงฝ่าเขตอาคมทั้งหมดและกลับมารวมตัว กับพรรคพวก สุดท้ายยังบีบบังคับให้เขาต้องโผล่หน้าออกมาอย่างเสียไม่ได้ ด้วย

แน่นอนว่าหนึ่งในสาเหตุนั้นขาดการทรยศของหมิงเสียนไปไม่ได้ เช่นกัน

โอโตวะ ยาซูฮิโกะ ชำเลืองมองหมิงเสียนด้วยสีหน้าอึมครึม เขาโบกมือหนึ่งที เส้นไหมทั้งหมดของอีกฝ่ายก็โดนตัดขาดแล้วถูกเหวี่ยง ออกไปเสมือนหุ่นเชิด ร่างลอยลิ่วไปกระแทกกำแพงด้านหลัง ความรุนแรงของมันส่งผลให้รอยแตกร้าวปรากฏขึ้นบนกำแพง

ถังจิ้งกำหมัดแน่น แต่ไม่ได้ขยับตัว

อยู่ ๆ หมิงเสียนก็โผล่มา บอกเองว่าจะนำทาง ให้ทุกคนตามเขาไป แต่จังหวะที่เขาเดินผ่านข้างกายหลงเซินไปก็พลันหยุดชะงักสั้น ๆ แค่หนึ่ง วินาทีโดยไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น หลังจากนั้นตอนที่หมิงเสียนนำทาง เขาก็หยุดนิ่งที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งอีกรอบ และตรงนั้นคือที่ที่หลงเซิน คิดว่าเป็นตาของเขตอาคม

หลงเซินรู้ว่าหมิงเสียนกำลังบอกใบ้ตน แต่เขาไม่รู้ว่านี่ใช่เบาะแส ที่อีกฝ่ายจงใจเปิดเผยเพราะถูกโอโตวะควบคุมอีกครั้งหรือเปล่า เมื่อการ คาดเดาของตนบังเอิญตรงกับคำบอกใบ้ของอีกฝ่าย หลงเซินจึงตัดสินใจ เดิมพันดูสักตั้ง

และเขาก็ชนะเดิมพัน

วินาทีที่โอโตวะ ยาซูฮิโกะ ปรากฏตัวขึ้น เขาก็เข้าใจทันที

ทางออกที่ว่าไม่ได้อยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของเขตอาคมนี้ สิ่งเดียวที่ตาค่ายกลเชื่อมต่อด้วยคือโอโตวะ ยาซูฮิโกะ

โอโตวะเป็นกุญแจของทุกเขตอาคม หรืออีกนัยหนึ่ง มีเพียงฆ่าเขา เท่านั้นที่จะจบทุกอย่างลงได้

ซึ่งนั่นตรงกับเจตนารมณ์ของหลงเซินพอดี

พวกเขารอนแรมมาไกลถึงที่นี่ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยชีวิตคนอย่างเดียว ที่สำคัญกว่านั้นคือเพื่อติงหลาน เพื่อต่งจี้หลาน และเพื่อวิญญาณอาฆาต นับไม่ถ้วนที่วายชนม์ไปด้วยความอยุติธรรมในเพลิงสงคราม เพื่อเหล่า วิญญาณของวีรชนผู้พลีชีพซึ่งยังไม่ไปสู่สุคติจนถึงวันนี้ เรียกคืนหนี้ชีวิต เมื่อหลายสิบปีก่อน

โอโตวะ ยาซูฮิโกะ ก็ดี อาซากะ ยาซูฮิโกะ ก็ดี ทุกคนต้องตาย!

หากกฎหมายในโลกมนุษย์ตัดสินไม่ได้ งั้นก็ให้เขาจัดการเอง!

แสงกระบี่เจิดจ้าราวตอบสนองอารมณ์ของผู้เป็นนาย กระบี่ในมือ หลงเซินส่งเสียงร้อง เคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นทุกขณะ จิตวิญญาณแห่งการ ต่อสู้พลุ่งพล่านอย่างไม่อาจยับยั้ง ดูราวกระตือรือร้นที่จะหลุดพ้นจากมือ เพื่อดื่มกินเลือดของศัตรู

ร่างหลงเซินหายวับไปจากที่เดิม วินาทีต่อมาเขาปรากฏตัวขึ้น ตรงหน้าโอโตวะ ยาซูฮิโกะ ในระยะห่างไม่ถึงสามเมตร ปราณกระบี่ พุ่งปะทะใส่ใบหน้า ฟันฉับลงไปกลางศีรษะ!

โอโตวะ ยาซูฮิโกะ ก้าวถอยหลังทันใด เรือนร่างว่างเปล่าเลื่อนลอย ปรากฏวูบวาบอยู่ภายใต้แสงกระบี่

อานุภาพของกระบี่ที่หลงเซินฟาดฟันลงไปมหาศาล ปลดปล่อย คลื่นพลังขนาดใหญ่ พลอยทำให้อู๋ปิ่งเทียนกับคนอื่น ๆ สัมผัสถึงไอสังหารที่ ลอยปะทะใบหน้าไปด้วย พวกเขาต้องควงกระบี่ออกไปต้านไว้ แต่โอโตวะ กลับไม่ได้รับผลกระทบใด ร่างกายของเขาแทบจะกลายเป็นพลังปีศาจสีดำ และในพลังปีศาจนั้นก็ปรากฏหมอกสีขาวจาง ๆ

หลี่อิ้งเพ่งตามอง พบว่าอีกฝ่ายกำอาวุธอย่างหนึ่งไว้ในมือไม่ต่างกัน คมของมันดุจใบโชบุ1 ตัวดาบขาวเรืองแสงสีทอง บริเวณปลายโค้งงอขึ้น เล็กน้อย รูปทรงแปลกพิสดาร เป็นได้ทั้งมีด เป็นได้ทั้งดาบ

“ดาบอาเมโนะมุราคุโมะ” เขาได้ยินอู๋ปิ่งเทียนเอ่ยขึ้นจากด้านข้าง

“หลงเซิน ฉันรอคอยเวลานี้มานานมากแล้ว วันนี้มาลองดูซิว่ากระบี่ ชีซิงหลงยวนจะเหนือกว่า หรือดาบอาเมโนะมุราคุโมะเล่มนี้ของฉันจะ เหนือกว่ากันแน่!”

โอโตวะระเบิดเสียงหัวเราะ พลังปีศาจยกระดับขึ้นหลายฟุตพร้อม ปราณดุดันถาโถมเข้าใส่หลงเซินทันควันดุจพลิกทะเลทลายภูเขา

โคมไฟเหล่านั้นคล้ายอยู่ไม่ไกล แต่แท้จริงแล้วอยู่นอกเขตอาคม ถึงแม้ในนี้จะมีหินทรายปลิวว่อน สายลมกระโชก ทุกคนล้วนได้รับ ผลกระทบจากการเคลื่อนไหวที่รุนแรงอันเกิดจากศึกชี้ชะตาของทั้งคู่ ร่างกายถอยร่นไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายต้องแนบตัวติดฐานกำแพง ทว่าโคมไฟยังคงส่ายไหววอมแวม ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น

แต่แสงเทียนสลัวรางนี้ทำให้ทุกคนมองเห็นเหตุการณ์การต่อสู้ ระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ชัด พลังปีศาจของโอโตวะ ยาซูฮิโกะ กับแสงกระบี่ ของหลงเซินม้วนวนรวมเป็นหนึ่งเดียว รอบตัวพวกเขาก่อเกิดวังวน กระแสพลังขนาดใหญ่ มันคำรามกรีดร้องแหลม โกลาหลไปหมด หากไม่มีเขตอาคม หลี่อิ้งไม่สงสัยเลยว่าป่านนี้ศาลเจ้าอัตสึตะคงกลายเป็น ซากปรักหักพังไปแล้ว

เขาไม่สนหรอกว่าศาลเจ้าอัตสึตะจะเป็นอย่างไร ที่เขาเป็นห่วงคือ หลงเซินจะเอาชนะการต่อสู้ครั้งนี้ได้ไหม

หลี่อิ้งทนแล้วทนอีกก็ยังอดเอ่ยปากแผ่วเบาไม่ได้ “รองอธิบดีอู๋…”

ดูเหมือนอู๋ปิ่งเทียนจะรับรู้ถึงสภาพจิตใจของเขา จึงพูดขึ้น “รองอธิบดีหลงเป็นร่างครึ่งเซียน ไม่ต้องห่วง”

หลี่อิ้งผงะ

ยุคธรรมปลายซึ่งเต็มไปด้วยความอยากได้อยากมีในวัตถุ โอกาส ในการสำเร็จเซียนมาด้วยโชคไม่ใช่ด้วยการร้องขอ ต่อให้เป็นร่างครึ่งเซียน ก็ตาม ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์โลกจะอ้างสิทธิ์ได้ หลี่อิ้งนึกถึงคำอ้างอิงในสมัย โบราณที่ตนเคยได้ยินจากปากผู้อาวุโสในสำนัก เมื่อมองไปที่หลงเซิน อีกครั้ง แววตาก็อดร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความเคารพนับถือไม่ได้

คิตาอิเคะ เอโกะ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นช้า ๆ ตอนนี้หล่อน ปราศจากจิตสำนึกและสติสัมปชัญญะที่เป็นของตนไปแล้ว จึงเป็นธรรมดา ที่ไม่ได้หลบหนีไป ในสมองหลงเหลือเพียงการปฏิบัติตามคำสั่งของโอโตวะ ยาซูฮิโกะ เท่านั้น

และโอโตวะ ยาซูฮิโกะ ก็สั่งให้หล่อนสังหารทุกคนที่อยู่ที่นี่ให้หมด

หล่อนโซซัดโซเซ เดินไปทางถังจิ้งที่บาดเจ็บและนอนอยู่กับพื้น

ถังจิ้งได้รับบาดเจ็บสาหัส ร่างกายภูตวัตถุมีเลือดเนื้อเฉกเช่นมนุษย์ ตั้งแต่วันที่กลายร่าง แน่นอนว่าพลังชีวิตของพวกเขาแข็งแกร่งกว่าคน ธรรมดาเพราะร่างเดิม เลยไม่ได้ตายง่ายขนาดนั้น

แต่ตายยากไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางตาย

คิตาอิเคะ เอโกะ กำลังเข้าใกล้เขาเรื่อย ๆ พวกอวี๋ปู้หุ่ยอยู่อีกด้าน ของเขตอาคม มีศึกคั่นกลาง น้ำที่อยู่ไกลไม่อาจดับไฟที่อยู่ใกล้ได้

จากสภาพถังจิ้งตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องให้คิตาอิเคะ เอโกะ ลงมือด้วยซ้ำ แค่คนธรรมดาคนหนึ่งถือมีดสั้นก็ทำอันตรายเขาถึงชีวิตได้แล้ว

ถังจิ้งไม่ไหวติง

เขาเหนื่อยเหลือเกิน

นับตั้งแต่กลายร่างมาจวบจนวันนี้ เขาพบเจอทัศนียภาพวิจิตร ตระการตาที่สุดในโลก สดับฟังเสียงดนตรีไพเราะจับใจที่สุด ได้ผูกมิตรกับ สหายใจกว้างและเปิดเผยที่สุด เขาเคยสร้างเพิงที่เชื่อมทะเลทรายกับป่าไม้ เพื่ออยู่อย่างสันโดษ เคยสร้างที่พักโกโรโกโสบนยอดเขาหิมะเพื่อชมจันทร์ เคยไปถ้ำใต้ทะเลแปลกพิสดารและอันตรายที่สุด เคยไปทัศนาจรสวรรค์ชั้นเก้า[1] กับคุนเผิง [2]

เพียงแต่ไม่เคยตกหลุมรักใครสักคน

แต่นั่นมันก่อนที่เขาจะได้พบหมิงเสียน

ครั้งหนึ่งเขาเคยรู้จักชายหนุ่มขี้อายและยิ้มเก่งคนหนึ่งบนเครื่องบิน ชายหนุ่มคนนั้นชี้หนังสือที่ตนซื้อติดมือมาอ่านฆ่าเวลาและบอกว่านั่นเป็น ผลงานเขียนของตัวเอง หมิงเสียนช่างหน้าด้าน ไม่มีความละอายเลยสักนิด แต่เขากลับรู้สึกถูกชะตาอีกฝ่าย จึงแลกเบอร์ติดต่อกัน

คนอื่นคงยากจะจินตนาการว่าในบรรดาภูตวัตถุก็มีพวกประเภท เสเพลที่เห็นชีวิตมนุษย์เป็นเกมด้วย แต่ถังจิ้งเป็นเช่นนั้น บางทีชีวิตเขา คงถูกลิขิตให้ความหลงระเริง กล้าได้กล้าเสียของราชวงศ์ถังสลักอยู่ใน กระดูกมาตั้งแต่แรก ราชวงศ์ที่ถูกลบเลือนไปนานแล้วในสายธารแห่ง ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทว่ายังคงมีชีวิตอยู่ในหัวใจของถังจิ้งเสมอมา เขาตกหลุมรักหมิงเสียนเหมือนไฟที่โหมกระหน่ำเข้ามาอย่างนั้นเลย

ความรู้สึกนี้ได้เติมเต็มชีวิตเขา แต่ก็ได้ทิ้งรอยแผลไว้ในใจเขาซึ่งยัง ไม่หายดีจวบจนบัดนี้ด้วย

เขายังคงเยาะเย้ยถากถางสังคม รักการพูดคุยและหัวเราะ ไม่มีใคร คิดว่าเรื่องราวช่วงหนึ่งในชีวิตระหว่างเขากับหมิงเสียนที่น้อยคนนักจะรู้ ส่งผลกระทบอย่างไรต่อเขาบ้าง แต่มีเพียงถังจิ้งเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเขา ไม่สามารถกลับไปเป็นอย่างในอดีตได้อีกแล้ว

เพราะครั้งหนึ่งเคยมีใครบางคนบอกเขาว่า ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้ ได้พบกันใหม่พร้อมกับการเริ่มต้นที่สวยงาม หวังว่าต่างฝ่ายจะต่างบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่แปดเปื้อนมลทินใด

ภายหลัง ทุกครั้งที่ถังจิ้งนึกถึงประโยคนั้น เขาจะเจ็บไปถึงหัวใจ ทุกที

เขาสะดุ้งตื่นจากความฝันกลางดึกนับครั้งไม่ถ้วน ฝันว่ายังอยู่บน เครื่องบินลำนั้น หมิงเสียนชี้นิยายที่วางอยู่ข้างมือเขา บอกกับเขาว่าหนังสือ เล่มนั้นฉันเป็นคนเขียน จะให้ฉันช่วยเซ็นชื่อให้ไหม จากนั้นถังจิ้งก็เห็น ตัวเองบอกเล่าที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดกับอีกฝ่ายด้วยความร้อนรน นับครั้งไม่ถ้วน บอกว่าเขารู้ตัวตนของอีกฝ่าย ให้หมิงเสียนกลับเนื้อกลับตัว เสียใหม่ก่อนจะสายเกินไป และเริ่มต้นทุกอย่างใหม่อีกครั้ง แต่ในฝัน ทุกครั้งล้วนจบลงด้วยการที่หมิงเสียนเปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน ลงมือจัดการ เขา หรือไม่หมิงเสียนก็หายไป

จวบจนตอนนั้นเขาถึงเข้าใจ ความเยาว์วัยคงอยู่ถาวรได้ ดอกไม้ ยังผลิบานใหม่ได้ มีเพียงกาลเวลาที่ต้องการรักษาไว้กับเหตุการณ์ที่อยาก ย้อนกลับไปเท่านั้นที่โลกไม่อาจรั้งไว้

ถังจิ้งกระดิกนิ้วเล็กน้อย

เขารับรู้ได้ว่าคิตาอิเคะ เอโกะ เดินมาข้างหลังตน แต่เขาไม่มีแรง ลุกขึ้นหันไปโต้กลับได้อีกแล้ว

ทว่าไม่มีการโจมตีอย่างที่คาดการณ์ไว้ เป็นเสียงร้องของคิตาอิเคะ เอโกะ เสียอีกที่ลอยมา

ถังจิ้งตกตะลึง

เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดพยายามเอียงศีรษะไป และได้เห็นร่างคุ้นตา อย่างที่คิด ห่างออกไปคืบหนึ่ง ในระยะที่มือเอื้อมถึง

ถังจิ้งจับมืออีกฝ่าย

หมิงเสียนไม่ต่อต้าน ปล่อยให้เขาจับไว้ ร่างทรุดลงไปตามแรง พ่นเลือดมาถูกหลังมือเขา

ถังจิ้งสะดุ้ง กำมืออีกฝ่ายไม่ปล่อย

“นาย…ไม่กลัวฉันฆ่าเหรอ” หมิงเสียนพูดยิ้ม ๆ

ถังจิ้งบอกเสียงเรียบ “ฆ่าสิ”

หมิงเสียนเอื้อมมือออกไป เขาไม่ได้ฆ่าถังจิ้ง แต่เอามืออุดปากไว้ แล้วค่อยคายลูกปัดเรืองแสงเม็ดหนึ่งออกมา

“นี่เป็นวิญญาณที่เหลืออยู่ของติงหลาน”

ถังจิ้งเปลี่ยนสีหน้า

หมิงเสียนไอสองสามที สุ้มเสียงแหบเครือและอ่อนแรง เหมือน เปล่งออกจากลำคอด้วยกำลังทั้งหมดของเขา

“ตอนโอโตวะใช้ติงหลานหลอมวิญญาณ ฉันหยุดมันไม่ได้ แต่ฉัน พยายามไม่ดูดซับพลังวิญญาณของเขา สุดท้ายเลยเหลือสิ่งนี้ไว้ แม้ไม่พอ ให้เขาฟื้นคืนชีพ แต่ถือว่าเป็นของดูต่างหน้าที่เหลือไว้ให้พวกนายได้สวด ส่งวิญญาณเขา ฉันขอโทษ”

ได้ยินคำว่าขอโทษในประโยคสุดท้าย ในที่สุดถังจิ้งก็ทนไม่ไหว น้ำตาอุ่นร้อนไหลพรากลงมา

เขารับเศษวิญญาณติงหลานมาด้วยความระมัดระวัง ก่อนแนบไว้ กับอก

“ฆ่าฉันเถอะ” หมิงเสียนบอกแบบนั้น

ถังจิ้งไม่แม้แต่จะหยุดคิด “ไม่!”

“ฆ่าฉันซะ” หมิงเสียนพูดพร้อมรอยยิ้ม สีหน้าครึ่งหนึ่งเรียบเฉย อีกครึ่งดุดัน

มือที่กุมถังจิ้งอบอุ่นหนักแน่น ทว่าอีกด้านหนึ่งของร่างกาย มือ ของเขากลายเป็นสีดำคล้ำไปแล้ว ไอปีศาจไหลออกจากปลายนิ้วเป็นเสี้ยว ๆ เขาต้องจิกมือกับพื้นแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองสูญเสียการควบคุมกะทันหัน

“ตอนแรก โอโตวะต้องการภูตวัตถุที่สะอาดบริสุทธิ์ เลยแค่ลงคาถา สั่งห้ามไว้ในตัวฉัน แต่ครั้งที่สองตอนเขาชุบชีวิตให้ฉัน เป็นเพราะฉัน บาดเจ็บสาหัสเกินไป พลังชีวิตเสียหายอย่างหนัก เขาเลยถ่ายทอดพลังปีศาจ ให้ฉันด้วย ไม่ช้าก็เร็วยังไงฉันก็ต้องกลายเป็นเหมือนคิตาอิเคะ เอโกะ ถ้านายยังไม่ฆ่าฉันอีก ฉันกลัวจะควบคุมตัวเองไม่ได้”

ถังจิ้งเอ่ยขึ้นทันใด “ฆ่านายแล้วทำลายพลังปีศาจในตัวนาย นาย จะยังรอดอยู่ไหม”

“ฉันไม่รู้” ความเหนื่อยล้าอย่างหนักผุดขึ้นตรงหว่างคิ้ว เสียงคนพูด ค่อย ๆ แผ่วเบาลง ถังจิ้งกุมมืออีกฝ่ายแน่น รู้แค่ว่าอุณหภูมิอีกฝ่ายต่ำลง ทุกขณะ ราวกับตัวเองกำลังกำน้ำแข็งก้อนหนึ่งอยู่ “นายพาฉันกลับบ้าน ได้ไหม”

“ตกลง” ถังจิ้งสะอื้นในคอ พยายามสงบสติอารมณ์

มุมปากข้างหนึ่งของหมิงเสียนหยักขึ้นเป็นรอยยิ้ม หากแต่ใบหน้า อีกครึ่งกลับดุดันยิ่งกว่าเดิม

“เร็วเข้า…ลงมือ” เขาบอก

ถังจิ้งหลับตา เขาไม่ลังเลอีก ลงมือบีบคออีกฝ่ายทันที

แรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ สัญชาตญาณและจิตใต้สำนึกสั่งให้หมิงเสียน ดิ้นรนขัดขืน แต่สติที่เหลืออยู่ยับยั้งเขาไว้ สีหน้าหมิงเสียนเปลี่ยนเป็น สีเขียวไปตามมือถังจิ้งที่ค่อย ๆ กระชับแน่น ลมหายใจอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ร่างกายอีกครึ่งสะบัดอย่างรุนแรงคล้ายต้องการต่อต้าน แต่โดนถังจิ้งกำราบ อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งลมหายใจของหมิงเสียนขาดห้วงลง ไอดำไม่ยอม อาศัยอยู่ในศพอีก มันรีบกรูออกจากร่างครึ่งหนึ่งอย่างว่องไว หลบหนี ไปทางโอโตวะ ยาซูฮิโกะ

ถังจิ้งยื่นมือไปคว้า แสงสีขาวในมือห่อหุ้มไอดำ บดขยี้มันจนหมด

ร่างหมิงเสียนที่นอนอยู่บนพื้นค่อย ๆ โปร่งใส สุดท้ายกลายเป็น พิณโบราณขนาดประมาณสามฟุต

สายพิณทั้งหมดขาดสะบั้น ตัวพิณได้รับความเสียหายจนเกือบ แตกหัก ลายประดับพื้นผิวสึกกร่อนไปหมด

พิณโบราณเย็นเฉียบที่พังยับเยินเช่นนี้มองไม่เห็นสภาพเดิมโดย สิ้นเชิง ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบูรณะที่ปราดเปรื่องที่สุดยังคิดว่ามัน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ไม่อาจกู้คืนกลับมาได้

ทว่าถังจิ้งกลับประคองมันขึ้นมาด้วยความทะนุถนอม กอดไว้ ในอ้อมแขนเสมือนสมบัติล้ำค่าในโลก

“ฉันจะพานายกลับบ้าน”

 

ท่ามกลางพายุไซโคลนขนาดใหญ่ การต่อสู้ระหว่างหลงเซินกับโอโตวะ ยาซูฮิโกะ ยังดำเนินต่อไป

สมแล้วที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นปีศาจดินที่ดูดซับพลังปีศาจมาจากกล่อง หินโบราณ จึงรับมือได้ยากยิ่งกว่าศัตรูทุกคนที่หลงเซินเคยพานพบมา พลังปีศาจของโอโตวะกับดาบอาเมโนะมุราคุโมะสอดรับหนุนเนื่องซึ่งกัน และกันอย่างไม่ขาดสายแทบไม่มีวันหมดสิ้น ตราบใดที่ดาบอยู่คนอยู่ พลังปีศาจก็จะเกิดวนเป็นวัฏจักรโดยอัตโนมัติ ราบรื่นไร้อุปสรรค แม้แต่ หลงเซินยังทำอะไรไม่ได้ชั่วขณะ

พลังปีศาจจากดาบอาเมโนะมุราคุโมะพลุ่งพล่านปั่นป่วน ไหลทะลัก ออกมารอบตัวโอโตวะ ยาซูฮิโกะ ก่อนพัดเข้าหาหลงเซินอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ถูกพลังลมปราณรอบตัวหลงเซินสกัดกั้นไว้จนเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ได้ ชั่วคราว แต่มันก็โอบล้อมทุกสิ่งทุกอย่างนอกพลังปราณของหลงเซินไว้ ทั้งหมด ไอปีศาจสีดำโหมกระหน่ำไม่หยุด บดบังแสงสว่างทั้งหมดทั้งมวล ส่งผลให้หลงเซินมองไม่เห็นแสงสว่างอีก เมื่อลืมตามองไปรอบ ๆ ราวกับ โลกดำดิ่งสู่ความมืดมิดก็ไม่ปาน

แต่มันก็หยุดอยู่แค่นั้น หลงเซินไม่ขยับเขยื้อน คล้ายหาวิธีฝ่า ออกไปไม่ได้ชั่วคราว แต่โอโตวะ ยาซูฮิโกะ ก็หาช่องโหว่ของหลงเซิน ไม่เจอ ก้าวไปข้างหน้าไม่ได้อีกแม้เพียงครึ่งก้าว

“รองอธิบดีหลง ฉันมีความคิดดี ๆ อยู่อย่าง”

ในภาวะชะงักงันไม่รู้จบ จู่ ๆ หลงเซินก็ได้ยินเสียงอีกฝ่าย

น้ำเสียงโอโตวะ ยาซูฮิโกะ ยังคงเรียบเรื่อย แต่หลงเซินจับความแหบพร่าและแก่ชราที่ยากจะแยกแยะในนั้นได้

ดูเหมือนการดวลกับเขาครั้งนี้ สำหรับอีกฝ่ายแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

โอโตวะ ยาซูฮิโกะ เป็นตาเฒ่าสารพัดพิษ หากมีโอกาสฆ่าฝ่าย ตรงข้าม หลงเซินเชื่อว่าพวกเขาทั้งคู่จะไม่ลังเลสักนิด แต่ตอนนี้สถานการณ ์ มาถึงทางตัน ไม่ว่าจะเป็นโอโตวะหรือตัวเขาเองต่างก็ค้นหาช่องโหว่ของการ ป้องกันที่จะสั่นคลอนจิตใจฝ่ายตรงข้ามและทำลายล้างศัตรูไปในคราวเดียว

เขารู้ว่าโอโตวะต้องการใช้คำพูดเพื่อค้นหาจุดอ่อนของตน หลงเซิน ไม่ได้ตอบ

แต่โอโตวะยังคงพูดเองเออเองต่อไป “ความสามารถอันแข็งแกร่ง ของคุณคือสิ่งที่ในชีวิตฉันพบเจอไม่บ่อยนัก แต่ฉันดูออกว่าคุณหยุดนิ่ง อยู่กับที่มานานแล้ว ไม่มีความก้าวหน้าเลยสักนิดใช่หรือเปล่า สู้ฉันมอบ ดาบอาเมโนะมุราคุโมะให้คุณเป็นของขวัญ ใช้พลังปีศาจอันท่วมท้นของมัน ช่วยให้ตบะของคุณพัฒนาไปได้อีกขั้นจะดีกว่า แบบนี้แล้วถือว่าได้ใช้งาน ดาบอาเมโนะมุราคุโมะอย่างคุ้มค่า คุณคิดว่ายังไง”

หลงเซินปรับลมหายใจอยู่ภายใต้วงล้อมของพลังปีศาจ ท่ามกลาง พลังลมปราณ โอโตวะทำไม่ได้แม้กระทั่งสัมผัสถึงการดำรงอยู่ของเขา หรือ หยั่งรู้ความเป็นความตายของเขาง่าย ๆ

แต่โอโตวะไม่เชื่อว่าหลงเซินจะไม่มีจุดอ่อน เป็นมนุษย์ก็ต้องมีความ ปรารถนา บางคนต้องการความก้าวหน้า บางคนต้องการความรุ่งเรือง มั่งคั่ง บางคนต้องการกลับไปในอดีตอีกครั้ง และบางคนต้องการให้ คนใกล้ชิดที่จากไปแล้วฟื้นคืนชีพ มากมายหลายหลาก เต็มไปด้วยเรื่อง พิสดาร โอโตวะที่เคยเป็นมนุษย์มาก่อนเข้าใจดี

แม้ร่างเดิมของหลงเซินจะเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง ซึ่งบ่งบอกว่าจิตใจ ของเขาเข้มแข็งกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก และไม่หวั่นไหวง่าย ๆ แต่จาก การหยั่งเชิงด้วยภาพลวงตาก่อนหน้านี้ทำให้โอโตวะรู้ว่าหลงเซินไม่ได้ ไร้จุดอ่อนเสียทีเดียว

“รองอธิบดีหลง ลูกศิษย์ของคุณเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้อายุ ยืนยาวไม่แก่ไม่เฒ่าเหมือนกับคุณ สักวันเขาก็ต้องแก่ตาย หรือแม้กระทั่ง เปลี่ยนใจไป มนุษย์โลกมักเปราะบางและเชื่อถือไม่ได้ มีเพียงกาลเวลา ที่หยุดนิ่งเท่านั้นที่จะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ได้ ต่อให้ด้วยความสามารถ ของคุณก็เถอะ คุณไม่มีทางหยุดเวลาของเขาได้หรอก แต่ถ้ามีพลังปีศาจ ทุกอย่างจะต่างออกไป คุณถ่ายทอดพลังปีศาจเข้าไปในตัวเขา ทำให้เขา ไม่แก่ไม่ตายเหมือนคุณได้ แบบนี้แล้วคุณจะได้ให้เขาอยู่เคียงข้างคุณ จวบจนชั่วฟ้าดินสลาย”

โอโตวะคิดว่านี่ช่างเป็นความคิดที่สมบูรณ์แบบ ความจริงแล้วเขา ไม่ได้โกรธเกลียดหลงเซินเลย และไม่เคยคิดด้วยว่าต้องฆ่าอีกฝ่ายให้ตาย เขาชื่นชมภูตวัตถุที่สมบูรณ์แบบอย่างหลงเซินเสียด้วยซ้ำ แต่เสียดายที่ อีกฝ่ายถือกำเนิดที่จีน ถูกกรมจัดการคดีพิเศษหรือใครบางคนล้างสมอง จนกลายเป็นคนหัวแข็ง หากอีกฝ่ายยินดีดูดซับพลังปีศาจ เขาจะ ไม่เสียดายดาบอาเมโนะมุราคุโมะในมือเลย จะดีใจเสียอีกที่มีพวกเดียวกัน เพิ่มขึ้นอีกคน

“ทำไมคุณไม่ทำแบบนั้นกับคนที่คุณรักล่ะ”

ในที่สุดหลงเซินก็ส่งเสียง น้ำเสียงลอดผ่านพลังปีศาจกับพลังปราณ ที่ทับซ้อนกันออกมา ทำให้ฟังผิดแผกจากความเป็นจริงเล็กน้อย แต่นั่น ก็เป็นเสียงเขาจริง ๆ

โอโตวะนึกไปว่าอีกฝ่ายหวั่นไหวแล้วจึงอดยินดีไม่ได้ “ดูเหมือน รองอธิบดีหลงคงไม่ค่อยรู้จักฉันดีนัก ฉันมีชีวิตอยู่มาร่วมร้อยปี ไม่เคย นึกชอบใครมาก่อน รวมถึงพ่อแม่ของตัวเองด้วย พวกเขาก็เป็นแค่ภาชนะ ที่ให้กำเนิดฉันเท่านั้น ส่วนภรรยากับลูก ๆ ก็เป็นเครื่องมือในการสืบสกุล! มีแค่พลังปีศาจเหล่านี้ คุณดูสิ พวกมันดำรงอยู่ตลอดกาล เต็มไปด้วย พลังชีวิต ถ้าด้วยอายุขัยของมนุษย์ ฉันคงเน่าเปื่อยอยู่ในดินไปนานแล้ว แต่พลังปีศาจมอบชีวิตที่สองมาให้ ให้ฉันได้สัมผัสกับความรู้สึกแสนวิเศษ ที่สุดในโลก ทำให้ร่างกายเบาหวิว เปี่ยมไปด้วยพลัง ฉันควรจะกลายเป็น ปีศาจตั้งนานแล้ว เสียดายก็แต่ตอนนั้นไม่ได้เปิดกล่องใบนั้นให้เร็วกว่านี้ ไม่อย่างนั้นพลังปีศาจคงเข้ามาในร่างเร็วขึ้นอย่างน้อยก็หลายสิบปี!”

หลงเซินกล่าวเรียบ ๆ “ถ้าอย่างนั้นหนี้ชีวิตที่คุณติดค้างก็จะมาก กว่าเดิม ถึงตอนนี้คุณจะจ่ายคืนไม่ไหวแล้วก็เถอะ แต่เดี๋ยวพอฆ่าคุณแล้ว  ผมก็ไม่มีอารมณ์มานั่งแบ่งศพคุณหรอก”

โอโตวะหัวเราะลั่น “รองอธิบดีหลง แต่ไหนแต่ไรมาฉันไม่เคยเข้าใจ เลย คุณไม่ใช่มนุษย์แท้ ๆ ทำไมถึงปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขายิ่งกว่า มนุษย์เสียอีก หรือว่าถูกพวกนั้นล้างสมองจนโง่ไปแล้วจริง ๆ! อย่าลืมนะ คุณคือกระบี่ชีซิงหลงยวน ตอนนั้นมีอาวุธวิเศษมากมายที่ถือกำเนิดด้วย น้ำมือของโอวเหย่จื่อ แต่ที่กลายร่างเป็นมนุษย์ได้มีอยู่หยิบมือ ไม่ต้อง สงสัยเลยว่ากระบี่หลงยวนเป็นอาวุธที่โอวเหย่จื่อผนึกเรี่ยวแรงกำลังและ สติปัญญามากที่สุด เรียกได้ว่าไม่ว่าบนสวรรค์หรือใต้พิภพมีแค่คุณ คนเดียว แต่คุณกลับทิ้งขว้างพลังที่แข็งแกร่งกว่าไป ไม่มุ่งแสวงหามัน กลับกัน วัน ๆ เอาแต่วิ่งรอกเพื่อเรื่องไร้ประโยชน์ ผมรู้สึกเศร้าใจแทนคุณ เหลือเกิน!

“มนุษย์คิดว่าตนฉลาดเหนือสิ่งอื่นใด แต่ใจมนุษย์ไม่เคยรู้จักพอ สมัยนั้นที่เมืองหนานจิง มีครอบครัวหนึ่งรับขอทานคนหนึ่งที่สิ้นเนื้อประดาตัว กำลังจะอดตายมาเลี้ยงไว้ พวกเขาทำให้ขอทานคนนั้นกินอิ่ม มีเสื้อผ้าสวมใส่อุ่นกาย ซ้ำยังช่วยขอทานหางานเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองด้วย แต่ขอทานคนนั้นกลับอาสานำทางกองทัพญี่ปุ่นหลังเข้ามาในเมือง และ ที่ไปที่แรกก็คือบ้านของผู้มีพระคุณในอดีต ขนาดฉันยังรังเกียจไอ้คน อกตัญญูไม่รู้คุณคนแบบนี้เลย ตอนที่ลูกน้องมารายงาน ฉันเลยให้คน ไปฆ่าขอทานคนนั้นทิ้ง แล้วควักลูกตาออกมาโยนให้หมากินซะ”

เล่าถึงตรงนี้ โอโตวะอดแค่นหัวเราะไม่ได้ “คุณดูสิ ถ้าไม่มีความ ปรารถนาอันชั่วร้ายพวกนี้เกิดขึ้น พลังปีศาจก็ไม่มีที่ให้แพร่พันธุ์ เทียบกับ พลังปีศาจอันสะอาดบริสุทธิ์ ใจคนต่างหากที่สกปรกโสมมที่สุด เพราะ ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำลายล้างจึงไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นมนุษย์!”

หลงเซินเงียบ

เขาไม่อาจปฏิเสธคำพูดของโอโตวะได้ ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง ๆ พูดถึงเรื่องเนรคุณ เมื่อหลายร้อยปีก่อน ข้าศึก ตาตาร์บุกประชิดพรมแดน อวี๋เชียนได้รับมอบหมายหน้าที่ในยามคับขัน กอบกู้ชะตากรรมของทั้งเมืองหรือแม้กระทั่งของทั้งประเทศเอาไว้ หลังจบเรื่องเขาถูกคนชั่วใส่ร้ายป้ายสี ถูกตัดหัวเสียบประจาน มีใครบ้างที่ หยุดยั้งเรื่องทั้งหมดนี้ ‘ความอยุติธรรมของโลก’ คำพูดลอย ๆ ประโยคหนึ่ง ในหนังสือประวัติศาสตร์จะเทียบกับภาพเหตุการณ์ที่หลงเซินเห็นมากับตา ได้ยังไง

“แต่เขาไม่เคยเสียใจ” อยู่ ๆ หลงเซินก็พูดขึ้น

“ใคร” โอโตวะหรี่ตา

“ผมก็เหมือนกัน” หลงเซินกล่าว

แสงกระบี่ในมือเขาสว่างจ้า ทะลุผ่านพลังลมปราณ ทิ่มแทงเข้าไป ในพลังปีศาจ ผ่าแยกมันจนเกิดช่องว่างทันที!

ความมืดมิดสั่นสะเทือนรุนแรง โอโตวะ ยาซูฮิโกะ ตกตะลึง เล็กน้อย พลิกมือกำดาบอาเมโนะมุราคุโมะ ก่อนปักมันลงไปบนพื้น ไอปีศาจแผ่กระจายออกจากคมดาบทันที มวลสีดำดุจเมฆหมอกถั่งโถม อย่างดุเดือด คืบคลานไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ใช่แค่หลงเซิน แต่ยัง โอบล้อมตัวเขาเป็นกลุ่ม ๆ ก่อตัวเป็นเขตอาคมใหม่หนึ่งชั้น ปิดกั้นสายตา ของอู๋ปิ่งเทียนกับคนอื่น ๆ ไว้ด้านนอก

การระเบิดครั้งใหญ่แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีสมรภูมิเป็น จุดศูนย์กลาง อู๋ปิ่งเทียนมือไวตาไว ใช้มือที่เหลืออยู่ข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อ ของหลี่อิ้งแล้วลากออกไป แต่ทั้งคู่ยังคงถูกผลพวงของคลื่นพลังซัดหงายลง กับพื้น อู๋ปิ่งเทียนโดนหลี่อิ้งทับตัว แทบขาดใจตาย

“ลุกออกไปเร็ว หนักชะมัด!”

หลี่อิ้งขอโทษเป็นพัลวัน รีบลุกขึ้นจากตัวผู้บังคับบัญชา คิดไม่ถึง ว่าจะมีระเบิดอีกลูกซัดเข้ามาจากด้านหลัง เขายังไม่ทันลุก ร่างก็ถูกคลื่น พลังพัดจนล้มลงไปอีกครั้ง แผลเก่าของอู๋ปิ่งเทียนยังไม่หายดีก็มีแผลใหม่ เพิ่มมาอีกจนหน้าเขียวไปหมด

ในวังวนของกระแสพลัง หลงเซินย่นคิ้วเล็กน้อย ใจเต้นผิดไป หนึ่งจังหวะ รู้สึกเหมือนตัวเองจับทางบางอย่างของศัตรูได้

“อาซากะ ยาซูฮิโกะ คุณรังเกียจความเป็นมนุษย์ รังเกียจที่ตัวเอง เคยเกิดเป็นมนุษย์ การทำลายศิลาคลายผนึกค่ายยันต์ ไม่ได้เป็นเพราะคุณโหยหาขุมนรกอย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะคุณอยากละทิ้งอดีตทั้งหมด เพื่อเข้าสู่โลกใบใหม่อย่างสมบูรณ์ด้วยใช่ไหม”

พลังปีศาจรอบด้านสั่นไหวรุนแรงขึ้นทุกขณะเนื่องจากคำพูดของเขา หลงเซินหมุนตัวมองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว พยายามค้นหาช่องโจมตีจาก ความปั่นป่วนนี้

“ถูกต้อง!” เสียงเดือดดาลของโอโตวะดังขึ้น “ทั้ง ๆ ที่ญี่ปุ่นเอาชนะ สงครามได้แท้ ๆ แต่เป็นเพราะความอ่อนแอไร้ความสามารถของคนพวกนั้น ที่ทำให้ฤกษ์งามยามดีในการสู้รบล่าช้าออกไป ทำให้แผ่นดินนี้ถูกไฟสงคราม แผดเผาในท้ายที่สุด! ทั้ง ๆ ที่ประกาศศักดาครองโลกได้แท้ ๆ แต่เพราะ พวกสถุลไร้ความสามารถ เลยเป็นได้แค่ประเทศชั้นสอง กลายเป็นสุนัข ของอเมริกา ถ้าเชื่อฉัน ป่านนี้คง…”

หลงเซินพูดต่อเสียงเย็น “ป่านนี้คงล่มสลายไปแล้ว”

โอโตวะยิ้มเย็น ไม่พูดอะไรอีก แต่หลงเซินสัมผัสได้ว่าด้านนอก พลังลมปราณ พลังปีศาจปกคลุมมืดฟ้ามัวดิน พลิกทะเลทลายภูเขา แผดเสียงคำรามกู่ก้อง กางเขี้ยวเล็บราวกับจะบดขยี้เขาให้แหลกเป็นชิ้น ๆ ถึงจะยอมรามือ แต่ภายใต้แรงกดดันหนักหน่วง กลับเผยความอ่อนแอ ในใจของศัตรูออกมาอย่างประจวบเหมาะ

หลงเซินคลายการป้องกันรอบตัวลง พลังปีศาจบุกเข้ามาทันทีที่เห็น ช่องว่าง แฝงตัวเข้ามาเป็นเสี้ยว ๆ เห็นเขาแสดงความอ่อนแอเพียงเล็กน้อย ก็ได้ทีขี่แพะไล่เข้ามาเผชิญหน้า หลงเซินเอื้อมมือไป ปล่อยให้พลังปีศาจ พันรอบนิ้วมือ ก่อนแผ่ลามไปตามข้อมือ แขน ลำคอ คาง สุดท้าย แทรกซึมเข้าไปกลางหน้าผากอย่างรวดเร็ว หลงเซินหลับตา

ไม่เข้าถ้ำเสือ มีหรือจะได้ลูกเสือ วิธีการของเขามีความสุ่มเสี่ยงมาก อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ เกรงว่าคงต้องยื้อเวลากับโอโตวะ อีกนาน ตัวเขารอได้ แต่พวกถังจิ้งรอไม่ไหวแล้ว

ความจริงการรุกรานของพลังปีศาจไม่ได้ทรมานอย่างที่คิด เขาแค่ รู้สึกว่าที่หน้าผากเย็นเฉียบคล้ายมีอะไรบางอย่างไหลเวียนอยู่ในร่าง ค่อย ๆ ควบคุมอารมณ์นำมาซึ่งความรู้สึกด้านลบ

ไม่รู้เพราะได้รับอิทธิพลจากพลังปีศาจหรือยังไง อยู่ ๆ หลงเซิน ก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เขาบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขาหิมะเมื่อหลายปีก่อน

หิมะโปรยปรายเต็มท้องฟ้าไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ที่สุดอีกแล้ว สิ่งที่ยาก จะทนยิ่งกว่าคือสายลมกระโชกไม่รู้จบที่พัดผ่านใบหน้าไปไม่ต่างอะไรกับ ใบมีด หากลมมาพร้อมกับหิมะ เดิมใบหน้าควรจะเย็นเฉียบจนชาหนึบ แต่ก็ยังรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด ต่อให้ร่างเดิมของเขาทนทานกว่ามนุษย์ ธรรมดามาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเจ็บไม่เป็น

ขนาดสามวันคนธรรมดายังอยู่ไม่ได้ แต่เขาอาศัยอยู่บนนั้นเป็นเวลา สามสิบปีเต็ม นั่นเป็นประสบการณ์ช่วงหนึ่งที่ยากจะลืมเลือน เขาเพิ่ง ถือกำเนิดได้ไม่นาน เคี่ยวกรำร่างกายที่ปราศจากความมั่นคงท่ามกลาง พายุหิมะจนออกมาเป็นความสามารถซึ่งพอจะคู่ควรกับปณิธานได้ และ ทำให้ความมุ่งมั่นของเขาสูงขึ้นไปอีกระดับ

บัดนี้พลังปีศาจคืบคลานไปทั่วสรรพางค์กาย ช่างเหมือนกับเส้นแบ่ง ในอดีตระหว่างการยืนหยัดตรากตรำกับความเป็นไปได้ที่จะยอมแพ้ ร่างกายทนทุกข์สารพัด แต่สติกลับแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อก่อน สิ่งที่ผลักดันเขาให้เดินต่อไปข้างหน้าคือการยืนหยัด ที่ต้องการกลายร่าง แต่ตอนนี้…

ตอนนี้ คือความศรัทธาที่ต้องการปกป้องความชอบธรรมของโลก ให้ยืนยง คือความเป็นความตายของเพื่อนพ้องด้านนอก คือความยึดติด ที่จะกลับไปเจอหน้าตงจื้ออีกครั้ง

เปลวไฟริบหรี่จุดชนวนการรับรู้ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ลุกโชนทันที พลัง ปีศาจร้องโหยหวน ถูกขับไล่ไปพลาง เร่งฝีเท้าไปพลาง หมายจะหลบหนี ไปจากพื้นที่นี้ที่มันไม่สามารถเติบโตได้

ตอนนี้แหละ!

หลงเซินหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาฉับไว วางราบลงกลางฝ่ามือ

มันคือของที่จงหลิงมอบให้เขาก่อนออกจากกรมจัดการคดีพิเศษ

โคมบอกดาราจตุรสัตว์

 

 

[1] หรือเรียกอีกชื่อว่า จิ่วฉงเซียว ในตำนานจีนโบราณ เชื่อว่าสวรรค์มีเก้าชั้น ซึ่งสวรรค์ชั้นเก้า เป็นชั้นสูงสุดและถือเป็นที่ประทับของเง็กเซียนฮ่องเต้

[2] ชื่อพญามัจฉากับพญานกที่ปรากฏในตำนานจีนโบราณ โดยพญามัจฉาชื่อ ‘คุน’ เป็นปลา ตัวใหญ่ที่อาศัยอยู่ในทะเลทางตอนเหนือ เมื่อกลายร่างเป็นพญานกก็สยายปีกมุ่งสู่แดนใต้โดยใช้ชื่อว่า ‘เผิง’

จึงเรียกรวมกันว่าคุนเผิง

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า