fbpx

[ทดลองอ่าน] ปฏิปักษ์คู่บัลลังก์ บทที่ 1.2

君有疾否
ปฏิปักษ์คู่บัลลังก์

如似我闻 หรูซื่อหว่อเหวิน เขียน
เจ้าเจิน แปล
LadyVanila วาด

— โปรย —

คนหนึ่งกุมอำนาจทางการทหาร คนหนึ่งกุมอำนาจผู้ตรวจการแผ่นดิน

คนหนึ่งแสร้งเป็นพวกตัดแขนเสื้อเพื่อเข้าหา

คนหนึ่งหลีกลี้หนีหน้าพวกตัดแขนเสื้อ ทว่ากลับตัดแขนเสื้อเสียเอง

เมื่อสติปัญญาปะทะร้อยเล่ห์ในเกมชิงอำนาจแห่งราชสำนัก

ฉู่หมิงอวิ่น ที่เอาแต่รุกไล่ตามจีบ ซูซื่ออวี้

เจอหน้าอีกฝ่ายเป็นต้องหยอดคำหวานด้วยมีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ

เขาจะทำให้จิตใจของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเฉยชาและมั่นคงนี้

มีอันต้องสั่นคลอนเพราะคำพร่ำพลอดทุกคราที่เจอหน้า

จนทลายฉายาบุรุษไร้ใจได้หรือไม่

หรือแผนโค่นล่ม จะกลับกลายเป็นแผนพิชิตรัก

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 1.2

 

เสียงขับขานของหญิงขับร้องภายในหอสุราแผ่วเบานุ่มนวล แว่วสู่ห้องแยกที่อยู่ชั้นบน เสียดายเพียงแต่คนสองคนในห้องตอนนี้ต่างไร้อารมณ์สุนทรีย์ ไม่มีแก่ใจจะรับฟัง

มือของฉู่หมิงอวิ่นคลี่หุบพัดส่าจิน[1]สองสามหน ในที่สุดก็วางไว้บนโต๊ะอย่างหงุดหงิด เปิดปากทำลายความเงียบสงบในห้อง “ไม่เจอกันหกปี จะพบหน้าทีไม่ไปที่จวนข้ากลับนัดที่หอสุรา ตู้เย่ว์จะทำอะไรกันแน่” เขาหยิบจอกเคลือบสีขาวขึ้นมาเล่นบนปลายนิ้ว เอ่ยถามฉินเจาที่นั่งอยู่ด้านข้าง “หัวสมองไร้แก่นนั่นของเขาจำถนนในนครหลวงได้ด้วยรึ”

ฉินเจาไม่โต้แย้งการพรรณนาของเขาอย่างหาได้ยาก เพียงเอ่ยอย่างเย็นชา “ทันทีที่มาถึงนครหลวงเขาไม่ได้มาหาพวกเราก่อน แต่วิ่งตรงไปหาญาติผู้พี่ของเขา อีกเดี๋ยวญาติผู้พี่คนนั้นของเขาจะต้องมากับเขาแน่ ๆ จะไม่รู้จักทางได้อย่างไร”

ฉู่หมิงอวิ่นอดหันหน้าไปเพ่งพินิจสีหน้าของฉินเจาไม่ได้ แม้ว่ายังเป็นสีหน้าไร้อารมณ์เช่นที่ผ่านมา แต่ริมฝีปากที่เม้มแน่นนั้นยังคงพอให้เขาอ่านออกถึงความประหม่า

หกปีก่อนเขากราบลาอาจารย์ออกจากเขาชางอู๋ คิดไม่ถึงว่าศิษย์น้องคนนี้จะยืนกรานติดตามเขา กระนั้นฉู่หมิงอวิ่นคิดมาตลอดว่าไม่ว่าความอาฆาตแค้นก็ดี ความทะเยอทะยานก็ช่าง ล้วนเป็นเพียงเรื่องของเขาเอง เขาไม่เคยเอ่ยถึง ยิ่งไม่อยากให้อีกฝ่ายยื่นมือเข้ามายุ่ง

ทว่าฉินเจาเป็นคนหน้าเย็นชาใจอบอุ่น เห็นชัดว่าไม่รู้อะไร แต่กลับเก็บสัมภาระเรียบร้อย ฟ้าสางก็ยืนอยู่หน้าประตูห้องรอลงเขาพร้อมกันกับตนแล้ว ไม่เอ่ยสักคำ แต่ไล่อย่างไรก็ไล่ไม่ไป สุดท้ายมองเห็นไฟโทสะของฉู่หมิงอวิ่นจะปะทุแล้ว เขาจึงเอ่ยเสียงค่อย “ศิษย์พี่ ท่านอาจารย์บอกว่าเส้นทางนี้ของท่านยากลำบากเกินไป”

ฉินเจาจึงได้ติดตามเขาเช่นนี้ จากสนามรบนอกกำแพงเมืองสู่ราชสำนักงดงามโอ่อ่า เขาเหยียบย่ำโครงกระดูกและวิญญาณที่ล่วงลับขึ้นสู่ที่สูงทีละก้าว ๆ กลายเป็นผู้บัญชาการที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ เป็นขุนนางประจบสอพลอที่ถูกผู้คนวิพากษ์วิจารณ์

นี่เป็นสิ่งที่ฉู่หมิงอวิ่นนึกไม่ถึงเลยจริง ๆ เพราะถึงอย่างไรบนเขาชางอู๋ก็มีคนที่ฉินเจาห่วงหาอยู่

ปล่อยให้เอาแต่ใจก่อเรื่องวุ่นวาย รับการดุด่าและการลงโทษแทน ฉินเจารักและเอ็นดูอย่างระมัดระวัง ทว่าตู้เย่ว์กลับโง่เขลาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย มีเพียงผู้ชมด้านข้างอย่างฉู่หมิงอวิ่นที่มองออกชัดเจนแจ่มแจ้ง

หลายปีมานี้อย่างมากที่สุดเมื่อมีเวลาว่างฉินเจาเพียงแค่กลับไปเยี่ยมเยียนเท่านั้น ไม่กี่วันก่อนอาจารย์ของตู้เย่ว์ล่วงลับ เขาส่งจดหมายมาบอกว่าหลังจากจัดการเรื่องราวเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมาหาพวกเขาที่ฉางอัน สองสามวันมานี้ฉู่หมิงอวิ่นเห็นฉินเจาใจลอยบ่อยครั้ง ตอนนี้กลับมีความใกล้ถึงบ้านใจขลาดกลัว[2]ขึ้นมา

อ้อ บางทีอาจมีรสเปรี้ยว[3]ที่รุนแรงอยู่ด้วยเล็กน้อย

ฉู่หมิงอวิ่นถูกกระตุ้นความสนใจ วางจอกชาลงแล้วส่งเสียง “อ้อ” ขึ้นมาอย่างมีนัย “ญาติผู้พี่ที่เขาพูดติดปากทั้งวันว่าพบคนพร้อมรอยยิ้ม สุภาพเรียบร้อย รูปโฉมดุจหยก ฉลาดปราดเปรื่อง เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความงามน่าอัศจรรย์คนนั้นน่ะหรือ” เขาส่งเสียงหัวเราะเยาะ “ข้านึกมาตลอดว่าเขาเอาคำที่ตนเองใช้เป็นทั้งหมดมาเรียงต่อกันแล้วแต่งขึ้นมาเสียอีก”

ฉินเจามองเขาปราดหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยต่อ

ฉู่หมิงอวิ่นหัวเราะอย่างค่อนข้างยินดีที่เห็นผู้อื่นทุกข์จนกระทั่งสีหน้าฉินเจาทะมึนขึ้นมาดื้อ ๆ ถึงกลั้นเอาไว้ เขาใช้พัดเคาะไหล่ของฉินเจา เอ่ยอย่างสบายอารมณ์ “ได้ถือโอกาสพบหน้าสักหน่อยพอดี นครหลวงตอนนี้ครึ่งหนึ่งล้วนอยู่ในมือข้า อีกทั้งเจ้าเป็นถึงหัวหน้าองครักษ์เงาทั้งสามพันของข้า ยังกลัวจะพ่ายแพ้ให้คนผู้นั้นรึ”

สีหน้าของฉินเจาผ่อนคลายเล็กน้อย ส่งเสียงอืมหนึ่งหนก็ไม่เอ่ยอะไรอีก

ไม่นานนักตู้เย่ว์ก็มาถึง เสียงร่าเริงสุดขีดเอ่ยว่า “ที่นี่แหละ” ดังขึ้นพร้อมกับเสียงผลักประตู ประตูห้องเปิดกว้าง เสี้ยววินาทีที่ได้พบหน้ากันนอกจากตู้เย่ว์แล้วทั้งสามคนต่างตกตะลึง

“ไม่เจอกันนานเลยนะ!” บนใบหน้าของคนหนุ่มวัยประดับกวาน[4]ยังคงมีความอ่อนเยาว์อยู่เล็กน้อย ทั้งชุดสีเขียวยังขับเน้นให้เขาดูอายุน้อยลงอีกหลายปี ตู้เย่ว์ทักทายอย่างกระตือรือร้น กลับไม่มีผู้ใดตอบเขาสักคน

หลังจากเห็นผู้มาเยือนชัดเจน ฉินเจาก็ลุกขึ้นถอยไปอยู่ด้านหลังของฉู่หมิงอวิ่นทันที หลุบตาลงไม่พูดจา สายตาของฉู่หมิงอวิ่นกวาดผ่านตู้เย่ว์ไปยังร่างของคนที่อยู่ด้านหลังเขา ริมฝีปากค่อย ๆ ปรากฏรอยยิ้มที่มีความหมายคลุมเครือ

ตู้เย่ว์หมุนตัวมองตามสายตาของเขาอย่างมึนงง เห็นเพียงสายตาของซูซื่ออวี้ที่มองตอบฉู่หมิงอวิ่นปรากฏรอยยิ้มบางเบาแล้วเช่นกัน “คาดไม่ถึงว่าจะได้พบใต้เท้าฉู่ที่นี่”

ฉู่หมิงอวิ่นใช้มือเท้าคาง รอยยิ้มค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น “เห็นทีข้าและใต้เท้าซูจะมีวาสนาต่อกันจริง ๆ”

“หลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงวาสนาเถิด”

“นี่พวกท่านสองคนรู้จักกันหรือ” ตู้เย่ว์เอ่ยแทรกขึ้นดื้อ ๆ

“แค่พบหน้ากันบ่อยเท่านั้น” ซูซื่ออวี้ยิ้มเอ่ย “เพียงแต่ยามเลิกประชุมเช้าวันนี้ใต้เท้าฉู่สติเลอะเลือนดึงข้าไว้แล้วพูดอยู่หลายประโยค นอกจากนี้ไม่อาจพูดได้ว่าคุ้นเคย”

“สติเลอะเลือนหรือ เขาพูดอะไร” ตู้เย่ว์เอ่ยอย่างใคร่รู้

“จะว่าไปก็ทำให้ข้าแปลกใจจริง ๆ สหายที่เจ้าบอกก็คือพวกเขางั้นรึ” ซูซื่ออวี้เอ่ย

“ใช่แล้ว อาจารย์ของข้าและอาจารย์ของพวกเขาเป็นสหายสนิทกัน ล้วนอาศัยอยู่บนเขาชางอู๋ บนเขารับพวกเราสามคนไว้ ตั้งแต่ข้าเรียนวิชาแพทย์ก็รู้จักกับพวกเขาแล้ว เป็นพี่น้องที่ดียิ่ง!” ตู้เย่ว์เอ่ยถามอีกครั้ง “เมื่อเช้าเขาพูดอะไรหรือ”

ซูซื่ออวี้เคลื่อนสายตากลับไปยังฉู่หมิงอวิ่น “เช่นนี้ต้องขอบคุณใต้เท้าฉู่ที่ดูแลเขาแล้ว”

“ใต้เท้าซูไยต้องเกรงใจข้าด้วย” ฉู่หมิงอวิ่นตอบด้วยรอยยิ้มน่ามอง

“…ท่านพี่ ท่านขอบคุณเจ้าคนผู้นั้นทำไมกัน” ตู้เย่ว์ก้าวไปด้านหน้าสองสามก้าวแล้วฉุดแขนของฉินเจา “เขาต่างหากที่ดีต่อข้า ทุกครั้งที่ฉู่หมิงอวิ่นรังแกข้าล้วนเป็นเขาที่ช่วยข้า ขอบคุณเขาจึงจะถูก”

ฉินเจาก้มหน้ามองเขาอย่างจนปัญญา ตู้เย่ว์มองรอบ ๆ ประหนึ่งเพิ่งรู้สึกตัวพลันถามขึ้นอีกครั้งอย่างประหลาดใจ “ฉินเจา เจ้ามายืนทำไมตรงนี้”

ฉินเจายังคงก้มหน้าก้มตาไม่ส่งเสียง ซูซื่ออวี้จึงถลกชุดนั่งลงด้านหน้าโต๊ะอย่างนิ่งเฉย ยกมือขึ้นพลางยิ้มเอ่ย “งานเลี้ยงของคนกันเองไม่ต้องมากพิธีก็ได้ ในเมื่อเจ้าเป็นสหายของอาเย่ว์ นั่งลงจะเป็นไรไป”

ฉินเจาได้ยินคำเรียกนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัว มองทางฉู่หมิงอวิ่นอย่างลังเล ฉู่หมินอวิ่นคลี่พัดทีละข้อก่อนจะหุบเข้าอีกหน หัวเราะเสียงราบเรียบ “ในเมื่อใต้เท้าซูเอ่ยปากแล้ว เจ้านั่งลงก็ไม่ถึงขั้นสูญสิ้นชีวิตหรอก”

ฉินเจานั่งลงที่เดิมตามคำพูด ซูซื่ออวี้ยิ้มบาง ๆ ไม่พูดจา กลับเป็นตู้เย่ว์ที่ไม่พอใจขึ้นมา “นี่คนแซ่ฉู่ คำพูดบัดซบพวกนี้ของเจ้าหมายความว่าอะไร พูดราวกับว่าญาติผู้พี่ของข้ากินคนได้”

ฉู่หมิงอวิ่นเลิกคิ้วเหลือบตามองไป ตู้เย่ว์ถอยหลังหนึ่งก้าวทันที ยังไม่ทันได้เอ่ยก็ถูกซูซื่ออวี้ตัดหน้าแล้ว “อาเย่ว์”

ตู้เย่ว์รีบปิดปากฉับ นั่งลงด้านข้างซูซื่ออวี้อย่างเงียบเชียบ

“ข้าคิดคำถามหนึ่งขึ้นมาได้” ซูซื่ออวี้เปิดประเด็นเมื่อครู่อย่างเรียบเฉย “อาเย่ว์ถูกส่งไปเรียนวิชาแพทย์ตั้งแต่เด็ก ห่างไกลจากบ้านจนขาดการอบรมสั่งสอน เมื่อพบว่าเขาเรียนสิ่งที่ไม่ค่อยเหมาะสมก็แก้ไขไม่ทันกาลแล้ว เดิมทีคิดว่าสำนักหมอเทวดาปลาและมังกรปะปนกัน[5] แต่ตอนนี้ดูแล้วใต้เท้าฉู่กับท่านผู้นี้ล้วนไม่ใช่คนหยาบคาย เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“เพราะอาจารย์ของเขาโตแล้วไม่รู้จักโต” ฉู่หมิงอวิ่นเอ่ยเนิบนาบ

“นี่…” ตู้เย่ว์รู้สึกไม่สบอารมณ์อีกหน หลังจากในสมองเตือนว่าซูซื่ออวี้ยังนั่งอยู่ด้านข้างเขาก็ฝืนกลืนคำอุทานของตนเองลงไป “ที่ไหนกัน ข้าเคยพูดกับเจ้าหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ อาจารย์ข้าน่ะเป็นคนคึกคักมีชีวิตชีวาต่างหาก”

ฉินเจามองตู้เย่ว์ ไม่คิดว่าคำพูดของเขาเหมาะสมนัก

ฉู่หมิงอวิ่นเหลือบมองเขาด้วยสายตาเฉยเมย

“ท่านพี่ ข้าจะบอกท่านให้ว่าเจ้าแซ่ฉู่คนนี้ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก” ตู้เย่ว์หันหน้าเอ่ยกับซูซื่ออวี้อย่างตั้งอกตั้งใจ “อาจารย์ของข้าเคยบอกไว้ ฉู่หมิงอวิ่นคนนี้ ยามชอบใจเป็นคนเพี้ยน ยามไม่ชอบใจเป็นคนวิปริต”

ฉู่หมิงอวิ่น “…”

“หมอเทวดาไม่ธรรมดาจริง ๆ” ซูซื่ออวี้ยิ้มเอ่ยเบา ๆ “แต่ใต้เท้าฉู่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ เจ้าเป็นคนอย่างไร ผู้แซ่ซูย่อมรู้ดีแก่ใจ”

ฉู่หมิงอวิ่นกระตุกมุมปาก ฟังไม่ออกว่าซูซื่ออวี้ปลอบใจหรือเยาะเย้ยชั่วขณะ

มีเพียงตู้เย่ว์คิดเป็นจริงเป็นจัง หัวเราะแล้วเอ่ย “ใช่ไหมเล่า ข้าเองก็คิดว่าอาจารย์ของข้าช่างน่าขัน” เขาเกาศีรษะแล้วเอ่ยอีก “แต่ว่านะท่านพี่ ข้าคิดว่าหากกล่าวถึงเรื่องวาจาเชือดเฉือนทำคนอัดอั้นตันใจแล้ว ท่านอาจารย์ยังร้ายกาจไม่เท่าท่าน”

สายตาของอีกสามคนในห้องที่มองทางตู้เย่ว์ล้วนค่อนข้างสับสนแล้ว

ตกลงเจ้ายืนอยู่ข้างผู้ใดกันแน่

ฉู่หมิงอวิ่นและซูซื่ออวี้ถึงอย่างไรก็ไม่ถือว่าเป็นคนที่พูดคุยไม่เก่ง กอปรกับมีตู้เย่ว์อยู่ บรรยากาศบนโต๊ะจึงยังนับว่าเข้ากันได้ดี งานสังสรรค์ดำเนินไปได้ครึ่งทาง ฉู่หมิงอวิ่นและซูซื่ออวี้พูดคุยเรื่องงานอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดฉินเจาก็มีข้ออ้างพาตู้เย่ว์ออกไปพูดคุยตามลำพัง

“เจ้ารู้ไหมว่าญาติผู้พี่ของเจ้าทำงานอะไร” เขาถาม

ตู้เย่ว์พยักหน้า “รู้สิ เป็นขุนนาง”

“…แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าศิษย์พี่ทำงานอะไร” เขาถามอีกครั้ง

ตู้เย่ว์พยักหน้า “รู้สิ เป็นขุนนาง”

“…” ฉินเจามองเขาพร้อมเงียบลงครู่หนึ่งฉับพลัน “ไม่มีอะไรแล้ว พวกเรากลับเข้าไปกันเถอะ”

 

สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ ในขณะที่พวกเขาสองคนออกจากประตูไปนั้น ฉู่หมิงอวิ่นและซูซื่ออวี้ก็ยุติประเด็นอย่างภาษีการค้า การจัดการสร้างถนนที่อีกกี่ยุคกี่สมัยก็วนมาไม่ถึงพวกเขาโดยไม่ได้นัดหมาย

สุนัขจิ้งจอกสองตัวมองหน้ากันแล้วยิ้ม ยังคงเป็นซูซื่ออวี้ที่เอ่ยปากขึ้นก่อน “ใต้เท้าฉู่นี่เพราะเหตุใดกัน”

“อะไรรึ” ฉู่หมิงอวิ่นเอียงศีรษะเอ่ยถาม

“อาเย่ว์บอกระหว่างทางว่ามานครหลวงครั้งนี้ เพราะต้องการเข้าทำงานกับสหาย ที่กล่าวนั้นคือใต้เท้าฉู่สินะ”

“ใช่” ฉู่หมิงอวิ่นเอ่ยอย่างเนิบนาบ “หากรู้แต่แรกว่าการที่เขามาจะทำให้ข้าได้พบใต้เท้าซูเป็นการส่วนตัว ข้าจะเรียกเขามาให้เร็วกว่านี้แน่นอน”

ซูซื่ออวี้ยิ้มบาง ๆ แต่น้ำเสียงกลับหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย “ความสามารถด้านศาสตร์ยาของเขาข้ารู้แจ้ง ไม่ทำให้ผู้อื่นผิดหวังแน่นอน แต่ถึงอย่างไรก็อายุยังน้อย เขาแยกแยะผิดถูกดีเลวบางอย่างไม่ออก หวังว่าใต้เท้าฉู่จะคอยเตือนอยู่ข้าง ๆ”

“หากใต้เท้าซูตอบรับข้า ข้าและตู้เย่ว์ก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เช่นนั้นข้าจะดูแลเขาเป็นอย่างดีแน่นอน” ฉู่หมิงอวิ่นแย้มยิ้มพลางเอ่ย

“เรื่องขบขันเหล่านี้ให้แล้วไปเถิด” ซูซื่ออวี้มองเขา “ข้าดูออก เจ้าเองก็ไม่คิดให้อาเย่ว์เข้าใจความสัมพันธ์ของพวกเราผิด”

ฉู่หมิงอวิ่นสบสายตาของเขาพลางย่นคิ้ว “คำพูดนี้ของเจ้าคือโทษข้าว่าไม่บอกเขาใช่หรือไม่” ก่อนจะเอ่ยปรึกษาอย่างจริงจัง “ไม่ใช่เพราะข้ากลัวเจ้าอายแล้วเดินหนีอีกหรือไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อีกเดี๋ยวเมื่อตู้เย่ว์กลับมาข้าจะบอกเขา เป็นอย่างไร”

ซูซื่ออวี้หลุบตาลงแล้วยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงยังคงราบเรียบจับอารมณ์ไม่ออก “นี่ใต้เท้าฉู่ไม่คิดจะตอบคำถามของข้าตรง ๆ แล้วหรือ”

ฉู่หมิงอวิ่นถอนหายใจเบา ๆ ยกจอกชาเอ่ย “ทุกประโยคของข้าเห็นชัดว่ามีความจริงใจ”

ซูซื่ออวี้ดื่มชาไปพลาง เคลื่อนสายตามองถนนสายยาวที่โคมไฟส่องสว่างด้านนอกหน้าต่างไปพลาง

ยอดเยี่ยม  ตอนนี้แม้กระทั่งประโยคเดียวก็คุยต่อไม่ได้แล้ว

ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้น ตอนนี้ซูซื่ออวี้จึงถอนสายตากลับมา เอ่ยกับตู้เย่ว์ที่ตามอยู่ด้านหลังฉินเจา “ฟ้ามืดแล้ว อาเย่ว์ พวกเรากลับกันเถิด”

ฉินเจาคว้าแขนของตู้เย่ว์ไว้ตามสัญชาตญาณทันที จ้องมองซูซื่ออวี้อย่างระแวดระวัง

ตู้เย่ว์มองฉินเจาอย่างแปลกใจครู่หนึ่งถึงเอ่ยกับซูซื่ออวี้ด้วยความมึนงง “ท่านพี่ ความหมายของท่านคือให้ข้ากลับพร้อมท่านงั้นรึ”

“ใช่” ซูซื่ออวี้สบตากับฉินเจาปราดหนึ่ง ในใจเข้าใจขึ้นมาสองสามส่วน ก่อนเคลื่อนสายตาออกแล้วเอ่ยต่ออย่างไม่ใส่ใจ “หากต้องการหาอะไรทำข้าจัดการแทนเจ้าได้เช่นกัน ไยต้องรบกวนใต้เท้าฉู่”

“ข้าไม่คิดว่าเป็นการรบกวนนะ” ฉู่หมิงอวิ่นกวาดสายตามองซูซื่ออวี้ด้วยสีหน้าประดับรอยยิ้ม “ใต้เท้าซูหักหาญน้ำใจข้าถึงเพียงนี้เพื่ออะไรหรือ”

ซูซื่ออวี้ทำหูทวนลม

ตู้เย่ว์เกาศีรษะ “ไม่ต้องหรอก ข้ารับปากพวกเขาแล้ว ไม่อาจผิดคำพูดได้” เขาเพิ่งกล่าวจบก็ราวกับกลัวว่าซูซื่ออวี้จะไม่พอใจจึงรีบเอ่ยเสริม “ถึงข้าอยากไปอยู่เล่นกับท่าน แต่ว่า…หากท่านแม่ของข้ารู้เข้าคงด่าทอข้า ซ้ำยังต้องพูดว่าข้าเอาแต่สร้างปัญหาให้ท่านทั้งวันเป็นแน่”

ซูซื่ออวี้เงียบลงชั่วขณะ เห็นสีหน้าอีกฝ่ายลำบากใจจริง ๆ จึงหัวเราะเสียงเบา “ก็ได้” เขามองฉู่หมิงอวิ่นแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกำชับตู้เย่ว์อีกครั้ง “แต่หากมีปัญหาอะไร ก็มาพบข้าได้ทุกเมื่อ”

“หากเขามีปัญหา ฉินเจาคงรีบออกหน้าช่วยก่อน ส่วนใหญ่คงไม่รบกวนถึงใต้เท้าซู” ฉู่หมิงอวิ่นเอ่ยเนิบนาบ

“…” ซูซื่ออวี้หันกายมามองฉู่หมิงอวิ่น ยิ้มเอ่ย “มีใต้เท้าฉู่อยู่ข้าย่อมวางใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้แซ่ซูก็ขอตัวลา”

ฉู่หมิงอวิ่นยิ้มตาหยี “เจอกันพรุ่งนี้นะ”

ซูซื่ออวี้ตอบรับอย่างไม่สะทกสะท้าน

เห็นได้ว่าความนิ่งเฉยของผู้ตรวจการไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปเทียบเคียงได้

 

การจัดวางทั้งด้านในด้านนอกของเรือนปรุงยาภายในจวนผู้บัญชาการดำเนินการโดยฉินเจาทั้งหมด ตู้เย่ว์เดินวนอย่างเบิกบานใจหนึ่งรอบ แน่นอนว่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ฉู่หมิงอวิ่นกอดอกมองอยู่ด้านข้างครู่หนึ่ง ทักทายแล้วก็หมุนกายกลับเรือนหลัก ตู้เย่ว์เห็นท่าทีนั้นก็รีบรุดหน้าไปทันที ตามติดไม่ห่างจนถึงโถงหลัก

ฉู่หมิงอวิ่นหันหน้ากลับมามองตู้เย่ว์ที่เดินตามตนเองมา ก่อนจะมองฉินเจาที่เดินตามตู้เย่ว์ แล้วเอ่ยเสียงหงุดหงิด “มีอะไร”

“มีเรื่องที่อยากบอกพวกเจ้าสองเรื่อง” ตู้เย่ว์เอ่ย

ฉินเจาเอ่ยอย่างแปลกใจ “อะไรหรือ”

ตู้เย่ว์ลังเลอยู่เนิ่นนาน ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ท่านอาจารย์ไป๋หลี่จากไปแล้ว ในวันที่ฝังศพอาจารย์ของข้า”

ฉู่หมิงอวิ่นตกใจ มองท่าทางตกตะลึงของฉินเจา แล้วหมุนกายนั่งลง “อืม แล้วอะไรอีก”

“ท่านอาจารย์ไป๋หลี่ให้ข้าฝังเขาไว้กับอาจารย์ของข้า บอกว่าไม่ต้องแจ้งให้พวกเจ้ากลับไป แต่มีคำพูดประโยคหนึ่งที่เขาไหว้วานให้ข้าบอกกับเจ้า” ตู้เย่ว์มองฉู่หมิงอวิ่น

มือข้างหนึ่งของฉู่หมิงอวิ่นค้ำขมับ หลับตาเอ่ยตอบรับเบา ๆ “อืม”

ตู้เย่ว์สองจิตสองใจครู่หนึ่ง มองสีหน้าภายใต้เงามืดที่ปิดบังอยู่ของเขาไม่ชัดเจน ทำได้เพียงเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำด้วยความระมัดระวัง “เขาบอกให้ท่านระวังตัวให้ดี”

ฉู่หมิงอวิ่นหลับตา หัวเราะเบา ๆ อย่างรวดเร็วหนึ่งที ไม่มีคำพูดอื่นใดอีก

ตู้เย่ว์ค่อนข้างทำไรอะไรไม่ถูก เขาเพียงส่งสาร ไม่รู้ความหมายที่อยู่ในคำพูด ไม่รู้ว่าควรรับมือกับการโต้ตอบเช่นนี้ของฉู่หมิงอวิ่นอย่างไร ในที่สุดฉินเจาก็ได้สติกลับคืนมา มือของเขาแตะไหล่ตู้เย่ว์ ปรับน้ำเสียงของตนเองให้นุ่มนวล “บนเขาชางอู๋มีเจ้าคนเดียวหรือ”

ได้ยินคำพูดนั้น ภายในใจของตู้เย่ว์พลันรู้สึกหน่วง เสียงสะอื้นที่อดกลั้นไว้ในที่สุดก็ฝืนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาออกแรงพยักหน้า “ท่านอาจารย์ไป๋หลี่ไม่ชอบผู้คนโหวกเหวก ข้าเองก็ไม่อยากให้คนอื่นขึ้นเขา”

ฉินเจาตบหัวของเขาเบา ๆ เอ่ยเสียงค่อย “เจ้าทำได้ดีมาก”

สัมผัสบนศีรษะอบอุ่น ตู้เย่ว์กดนวดหัวตากลั้นน้ำตาไว้ พยายามฉีกยิ้มออกมา “ท่านอาจารย์ชอบต้นอู๋ถง ข้าจึงปลูกไว้ข้างหลุมศพหนึ่งต้น เช่นนี้ต่อให้พวกเราสามคนไม่อยู่ ก็สามารถบังลมบังฝนให้พวกเขาได้”

ฉินเจาก้มหน้ามองเขา แววตาเผยความอ่อนโยนเล็กน้อยออกมาอย่างไม่รู้ตัว ตู้เย่ว์มองไม่เห็น เพียงแต่จู่ ๆ เห็นว่าฉู่หมิงอวิ่นไม่ส่งเสียงอยู่นาน หัวใจก็ลนลานรีบหาประเด็นอีกครั้ง “อ้อจริงสิ คนแซ่ฉู่ นี่ เรียกเจ้าอยู่นะ เจ้ากับท่านพี่ของข้าความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีใช่หรือไม่” อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้โง่งม บรรยากาศหลังจากกลับเข้าห้องผิดปกติไปย่อมรู้สึกได้

ฉู่หมิงอวิ่นลืมตาครึ่งหนึ่งอย่างเกียจคร้าน “งั้นหรือ ข้าคิดว่าดีมากนะ”

ทันใดนั้นตู้เย่ว์ก็คิดถึงคำถามคลุมเครือของฉินเจา จึงเอ่ยหยั่งเชิง “เจ้าและญาติผู้พี่ของข้า ฐานะไม่ลงรอยกันใช่หรือไม่”

ฉู่หมิงอวิ่นหัวเราะเบา ๆ ไม่สนใจเขา

“หากเป็นเช่นนี้จริง…” สีหน้าตู้เย่ว์เต็มไปด้วยความยุ่งยากใจ “พวกเจ้าทั้งสองล้วนเป็นพี่น้องที่ดีที่สุดของข้า ญาติผู้พี่ก็ดูแลข้าตั้งแต่เล็กจนโต ข้าเลือกไม่ได้ ต่อให้วันหนึ่งพวกเจ้าสองฝั่งต่อสู้กันขึ้นมา ข้าต้องช่วยทั้งสองฝั่งแน่นอน…” น้ำเสียงเบาลงเรื่อย ๆ ตู้เย่ว์กระอักกระอ่วนอย่างที่น้อยครั้งจะรู้สึก จึงยอมแพ้เสียเลย “ข้ายังต้องกลับไปดูเรือนปรุงยา!” พูดจบก็หันหน้าวิ่งไป

ภายในห้องโถงเงียบลง ฉินเจาเห็นเงาของตู้เย่ว์หายลับไปแล้วจึงหันหน้ากลับมาถาม “ศิษย์พี่ แล้วต่อไปพวกเรายังต้องจัดการกับซูซื่ออวี้อยู่หรือไม่”

“เหตุใดจะไม่” ฉู่หมิงอวิ่นถามกลับ “แค่ความสัมพันธ์ฉันญาติพี่น้องเท่านั้น คุ้มค่าพอให้เป็นอุปสรรครึ”

“แต่ว่าตู้เย่ว์…”

“อย่างมากแค่เหลือชีวิตซูซื่ออวี้ไว้ ไม่ละอายต่อตู้เย่ว์ก็พอแล้ว” ฉู่หมิงอวิ่นมองเขา นัยย์ตาทอแสงเย็นเยือกเล็กน้อย “หรือเจ้าต้องการเกลี้ยกล่อมให้ข้าล้มเลิก”

ฉินเจาเงียบพร้อมส่ายหน้า สิ่งที่เขารู้ทั้งหมดมีมากกว่าตู้เย่ว์ไม่มากนัก บทสนทนาวกวนของท่านอาจารย์และศิษย์พี่เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ถึงแม้ฉินเจารู้จักฉู่หมิงอวิ่นมาหลายปี หลายครั้งหลายครากลับยังคงเดาความคิดของอีกฝ่ายไม่ออก เช่นเดียวกับในตอนนี้ เขาดูความผิดปกติของฉู่หมิงอวิ่นออก ทว่าไม่รู้ฝ่ายหลังคิดอย่างไร ยิ่งไม่มีทางพูดคุยคลายความกังวล

“ศิษย์พี่…”

“เจ้าได้ยินแล้วหรือยังว่าเมื่อครู่ตู้เย่ว์พูดอะไร” จู่ ๆ ฉู่หมิงอวิ่นก็เอ่ย

ฉินเจามองเขาอย่างเป็นกังวล เอ่ยคำใดไม่ออก ทำได้เพียงตอบรับทื่อ ๆ “ได้ยินแล้ว”

ฉู่หมิงอวิ่นวางมือลง “พวกเจ้าทั้งสองล้วนเป็นพี่น้องที่ดีที่สุดของข้า เจ้าเป็นพี่น้องที่ดีที่สุดของเขา” ฉู่หมิงอวิ่นอดเพ่งมองฉินเจาไม่ได้ “พี่น้องที่ดีที่สุดของตู้เย่ว์ เจ้าวางแผนจะให้เด็กโง่เขลาคนนั้นรู้ว่าเจ้าไม่อยากเป็นแค่พี่น้องของเขาเมื่อไร”

“…” ฉินเจาคิดไม่ถึงกับคำถามนี้ เขาหลุบตาลง เอ่ยอย่างสงบนิ่ง “ข้าไม่ต้องการบีบบังคับเขา รอเขารู้ด้วยตนเอง ให้เขาตัดสินใจ”

“เจ้าต้องการรอให้คนสมองไร้แก่นอย่างเขารู้เอง คาดว่าลูกของเขาคงเรียกเจ้าว่าท่านลุงได้แล้ว”

ฉับพลันมือที่หย่อนลงข้างลำตัวของฉินเจาก็กำหมัดแน่น เขาชะงักครู่หนึ่ง ยังคงเอ่ย “ข้าไม่ต้องการบีบบังคับเขา”

ฉู่หมิงอวิ่นมองเขาเงียบ ๆ ทันใดนั้นก็เอ่ยอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ข้าคิดอะไรอยู่”

“อะไรหรือ” ฉินเจาเงยหน้าทันที

มองเห็นเพียงฉู่หมิงอวิ่นเอ่ยอย่างมั่นใจยิ่ง “เจ้าเป็นคนสมองไร้แก่น ตู้เย่ว์เป็นคนสมองไร้แก่น เจ้าคิดว่าพวกเจ้าสองคนใครไร้ทางรักษามากกว่ากัน”

ฉินเจา “…”

เมื่อครู่เขาเป็นห่วงคนประเภทนี้ทำไมกัน ฉินเจาหมุนตัวเดินจากไป ฉู่หมิงอวิ่นหัวเราะอยู่ด้านหลังของเขาอย่างค่อนข้างเบิกบานใจ

จนกระทั่งเงาของฉินเจาหายลับไป รอบด้านไร้ซึ่งสุ้มเสียงของผู้อื่น เสียงหัวเราะของฉู่หมิงอวิ่นจึงละลายหายเข้าไปในผืนราตรีว่างเปล่า แผ่วเบาลงเรื่อย ๆ ก่อนกลายเป็นเสียงทอดถอนใจในท้ายที่สุด

“…ระวังตัวให้ดีรึ” ฉู่หมิงอวิ่นแบมือออก มองดูลายมือของตนเอง ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองแสงเย็นยะเยือกของดวงดาวบนท้องนภาที่ไร้ขอบเขตด้านนอก “แต่ไหนแต่ไรมาข้าล้วนรู้แจ้งอย่างยิ่ง”

 

[1] หมายถึง ทองคำโปรยปราย

[2] อุปมาถึงการไม่ได้พบสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน เมื่อได้พบอีกครั้ง ใจก็ไม่สงบ หวั่นเกรงว่าจะเกิดบางสิ่งขึ้น ไม่กล้าเผชิญหน้า

[3] อุปมาถึงความหึงหวง ความอิจฉา

[4] เครื่องประดับศีรษะ ใช้บ่งบอกสถานะยศตำแหน่งของผู้สวมใส่ ในสมัยโบราณเมื่อผู้ชายอายุครบยี่สิบปี จะต้องเข้าพิธีประดับกวานเพื่อแสดงว่าเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว

[5] หมายถึงมีคนเลวและคนดีอยู่ปะปนกัน

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า