fbpx

[ทดลองอ่าน] เจ้าเห็ดน้อย ตอนที่ 5

小蘑菇
เจ้าเห็ดน้อย

 

一十四洲 อีสือซื่อโจว เขียน
Isamare แปล

 

— โปรย —

“อย่าไปเลย … เจ้าเห็ดน้อย” คำเว้าวอนของอานเจ๋อ
มนุษย์เพียงคนเดียวที่เจ้าเห็ดน้อย ‘อันเจ๋อ’ รู้จัก ดังขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ
การไปยังฐานทัพมนุษย์เป็นอันตรายอย่างมากต่อพวกกลายพันธุ์อย่างเขาทว่าจะทำอย่างไรได้

ในเมื่อสปอร์ของเขาถูกคนช่วงชิงไป หากเขาอยากได้มันคืน
มีเพียงต้องเสี่ยงเท่านั้น ดังนั้นการเดินทางของเขาจึงเริ่มต้นขึ้น
ทว่าแค่ถึงประตูเมืองแล้วได้พบกับ ‘ผู้พิพากษา’ ท่านนั้นก็เล่นเอาขาเขาสั่นพั่บ ๆ
แล้วอีกฝ่ายไม่เชื่อว่าเขาเป็นมนุษย์ แถมยังจับตามองและแกล้งเขาไม่หยุดหย่อนอีก

แต่ถึงอย่างนั้น ภายใต้ความกลัว ความหวาดวิตก และถ้อยคำในแง่ลบต่าง ๆ ที่สมองของมนุษย์
คิดขึ้นมาบั่นทอนกำลังใจ อันเจ๋อกลับรู้สึกได้ถึงเกราะป้องกันที่ลู่เฟิงมอบให้เขา…
สิ่งนี้ในภาษามนุษย์เรียกว่าอะไร เขาที่เป็นเห็ดดอกน้อยไม่อาจรู้ได้เลย

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

‼️TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE ‼️
มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Blood (มีเลือด) , Gore (เนื้อหามีความโหดร้ายแบบกระซวกตับไตไส้พุง)
, Attempted sexual harassment (การพยายามล่วงละเมิดทางเพศ)
, Mentioned suicide thought (มีการกล่าวถึงความคิดว่าจะฆ่าตัวตายแต่ไม่ได้บรรยายชัดเจน)
, Massacre (การสังหารหมู่) , Abuse (การทำร้ายร่างกาย) / Torture (การทารุณ ทรมาน)
, Self-Sacrifice (การพลีชีพตัวเอง) , Violence (การใช้ความรุนแรง) , Women Oppression (การกดขี่เพศหญิง)

 

บทที่ 5

 

หางตาของอันเจ๋อเห็นเลือดของแวนส์ท่วมทะลักกลายเป็นแอ่งสีแดงเข้ม ผู้คนในแถวได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็พากันมองมาทางนี้ หลังเห็นเหตุการณ์ก็หันกลับไปด้วยสีหน้าปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

ทว่าแวนส์ตายแล้ว มีคนถูกสังหารหน้าประตูฐานทัพมนุษย์ทั้งคน แต่กลับไม่มีใครทักท้วงเลย

ด้วยเหตุนี้อันเจ๋อจึงพลันตระหนักได้ว่าคนผู้นี้ก็คือผู้พิพากษา คนที่แวนส์เคยเอ่ยถึงเมื่อวันก่อน

เขาคือผู้บังคับบัญชาของศาลพิจารณาคดี คอยพิพากษาทุกคนที่ผ่านเข้าประตูเมืองว่าเป็นมนุษย์หรือพวกกลายพันธุ์ เขาตัดสินความเป็นความตายของใครก็ได้ ไม่ว่าใครล้วนไม่ต้องมีเหตุผล

และตอนนี้ถึงคราวที่เขาต้องเข้ารับการพิพากษาแล้ว

ในตอนแรกหัวใจของอันเจ๋อเต้นรัวอย่างรุนแรง วินาทีที่ปากกระบอกปืนเล็งตรงมา เขาก็ตระหนักได้แล้วว่าตนกำลังจะตายจริง ๆ

ทว่าเมื่อมองดูนัยน์ตาสีเขียวเยือกเย็นคู่นั้นของผู้พิพากษา เขาก็ค่อย ๆ กลับมาสงบอีกครั้ง

การมายังฐานทัพทางเหนือเป็นการตัดสินใจอันแน่วแน่ของเขา ดังนั้นการเข้ารับการพิพากษาก็คือสิ่งที่เขาต้องเผชิญ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม

เขานับวินาทีในใจเงียบ ๆ

หนึ่ง สอง สาม

ทว่าเสียงปืนกลับไม่ดังขึ้น ผู้พิพากษาใช้ปืนเล็งเขา พลางค่อย ๆ เดินมาทางนี้

ผู้คนในแถวคล้ายเร่งความเร็วโดยปริยาย เคลื่อนไปข้างหน้าตามลำดับโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นพักหนึ่ง พื้นที่บริเวณนี้ก็ว่างเปล่า เหลืออันเจ๋อเพียงคนเดียว

สิบเอ็ด สิบสอง สิบสาม

ในตอนที่นับถึงวินาทีที่สิบสี่ ผู้พิพากษาก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว นิ้วนางเกี่ยวด้ามปืนแล้วลดปากกระบอกปืนลง หลังจากนั้นเขาก็เก็บอาวุธไป

ได้ยินเพียงเขาออกคำสั่ง “ตามฉันมา”

น้ำเสียงเยือกเย็นราบเรียบ เหมือนกับแววตาของเขา

อันเจ๋อยืนนิ่งรอเขาเดินนำ แต่สามวินาทีผ่านไป คนผู้นี้ก็ยังไม่ขยับตัว

เขาเงยหน้ามองด้วยความสงสัย จากนั้นก็ได้ยินผู้พิพากษาเอ่ยด้วยเสียงที่เยือกเย็นกว่าเมื่อกี้หนึ่งส่วน “ยื่นมือมา”

อันเจ๋อยื่นมือให้อย่างว่าง่าย

คลิก

เขาถูกแช่แข็งจนตัวสั่นไปครู่หนึ่ง

กุญแจมือสีเงินข้างหนึ่งล็อกบนข้อมือเขา ส่วนปลายอีกด้านมีนายทหารถือไว้

อันเจ๋อถูกพาตัวไปทั้งแบบนี้

ที่น่าแปลกก็คือ เมื่อครู่ตอนที่แวนส์ถูกยิงสังหาร ผู้คนในแถวไม่มีการตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น ทว่าตอนนี้เมื่อเขาถูก
ผู้พิพากษาพาตัวไป คนพวกนั้นกลับกระซิบกระซาบกันขึ้นมา

อันเจ๋อหันกลับไปมองร่างของแวนส์ที่กำลังนอนขวางอยู่ได้แค่แวบหนึ่ง ก็ถูกพาตัวเข้าไปในประตูเมืองแล้ว

เมื่อเข้ามาด้านในของประตูเมือง เขาก็พบว่าไม่ใช่ทางเดินแคบ ๆ แต่เป็นพื้นที่กว้างขวางแห่งหนึ่งซึ่งแบ่งเป็นสัดส่วนไว้สองสามจุด แต่ละจุดสว่างไสวด้วยแสงไฟสีขาวดุจหิมะ แสงไฟสะท้อนบนกำแพงเหล็กกล้าดั่งประกายหิมะกระทบชั้นหินสีเทาขาวในฤดูหนาว

ทหารติดอาวุธรวมถึงอาวุธหนักไม่ได้น้อยไปกว่าข้างนอกเลย กลางวงล้อมแน่นหนาของทหารและอาวุธหนักมีโต๊ะยาวสีขาวหนึ่งตัว ทหารสามนายในเครื่องแบบสีดำเหมือนผู้พิพากษานั่งตัวตรงอยู่หลังโต๊ะยาว อันเจ๋อเดาว่าคนเหล่านี้ก็คือเจ้าพนักงานพิพากษา มนุษย์คนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามพวกเขากำลังโดนสอบสวน “ความสัมพันธ์ของคุณกับภรรยาเป็นยังไง ออกเมืองไปครั้งนี้เธอไม่ไปกับคุณด้วยเหรอ”

จากความทรงจำของอานเจ๋อ อันเจ๋อรู้ว่าเมื่อมนุษย์ติดเชื้อนอกจากรูปลักษณ์ภายนอก อากัปกิริยา และพฤติกรรมที่ติดเป็นนิสัยจะเปลี่ยนไปแล้ว สติปัญญาและความทรงจำก็ได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นการสอบสวนจึงเป็นหนึ่งในวิธีการวินิจฉัยพวกกลายพันธุ์เช่นกัน

แต่คนที่พาเขาเข้ามามองไปทางนั้นแวบหนึ่งพร้อมเอ่ยขึ้น “เร็วหน่อย”

หลังเจ้าพนักงานพิพากษาตรงกลางตอบ “ครับ” ก็มองผู้ถูกสอบสวนที่อยู่ตรงข้าม “คุณไปได้แล้ว”

คนผู้นั้นราวกับรอดตาย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม ลุกขึ้นเดินผ่านทางเดินในประตูเมืองไปอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้อันเจ๋อจึงได้รู้ว่า ชายที่พาเขาเข้ามาคือผู้พิพากษาแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย และที่เขาบอกว่า ‘เร็วหน่อย’ ก็ไม่ใช่การเร่งเจ้าพนักงานพิพากษาให้รีบสอบสวน แต่เป็นการแสดงออกชัดเจนว่า เขาวินิจฉัยได้แล้วในชั่วพริบตาว่าผู้ถูกสอบสวนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

ผู้ถูกสอบสวนคนถัดมาเดินจากจุดเข้าแถวมายังโต๊ะยาว ระยะห่างระหว่างจุดเข้าแถวกับโต๊ะยาวไกลมาก ตรงกลางมีเครื่องจักรคล้ายประตูหลายเครื่อง ทางเดินช่วงหนึ่งติดตั้งทางโค้งและเนินขึ้นลง อันเจ๋อรู้ว่านี่มีไว้สำหรับแสดงลักษณะการเคลื่อนไหวของผู้ถูกสอบสวนแก่เหล่าเจ้าพนักงานพิพากษาโดยเฉพาะ

ทว่าเขาไม่มีเวลามองดูนานไปกว่านี้ เพราะวินาทีถัดมาเขาก็ถูกลากเลี้ยวโค้ง เข้าไปในทางเดินยาวเส้นหนึ่ง

คนผู้นั้นหยิบเครื่องมือสื่อสารสีดำออกมาแล้วเอ่ย “ลู่เฟิงจากศาลพิจารณาคดี ยื่นคำร้องขอตรวจวิเคราะห์ยีน”

อันเจ๋อเดาว่าสองคำในประโยคนั้นคือชื่อของเขา

ทันใดนั้นประตูกลบานหนึ่งก็เลื่อนออกตรงหน้าพวกเขา ลู่เฟิงเดินตรงเข้าไป อันเจ๋อถูกลากซวนเซตามไป

ที่นี่เป็นห้องสีขาวเงินซึ่งมีเครื่องจักรไม่ทราบชื่อติดตั้งอยู่บนพื้นสูงจรดเพดาน ทหารหกนายยืนยามตามจุดต่าง ๆ ภายในห้อง อีกฟากหนึ่งของห้องมีชายหนุ่มผมสั้นสีทอง ดวงตาสีฟ้า สวมชุดคลุมสีขาวนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน

“คาดไม่ถึงว่าพันเอกลู่จะมาที่นี่” ชายคนนั้นดันแว่นบนสันจมูก หางเสียงขึ้นสูงอย่างยั่วยุ “แต่ไหนแต่ไรมาไม่ใช่ว่านายใช้ลูกกระสุนแก้ไขปัญหาทุกอย่างเหรอ”

ลู่เฟิงตอบเสียงเย็น “กรุณาให้ความร่วมมือด้วย ดอกเตอร์”

ดอกเตอร์มองลู่เฟิงแวบหนึ่ง คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นบอกอันเจ๋อ “ตามฉันมา”

เมื่อเดินตามเขาไปอันเจ๋อถูกสั่งให้นอนบนแท่นราบสีเงิน แขนขาทั้งสี่ถูกเครื่องรัดมือรัดเท้าล็อกไว้ ดอกเตอร์เอ่ยกำชับ “อย่าขยับล่ะ”

ทันใดนั้นอันเจ๋อก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือ เขาหันไปมองทางนั้น พบว่าดอกเตอร์กำลังเจาะเลือดสีแดงสดจากร่างกายเขาออกมาหนึ่งหลอด

ดอกเตอร์กล่าว “สีเลือดของนายสมบูรณ์มาก”

อันเจ๋อ “ขอบคุณที่ชมครับ”

ดอกเตอร์หัวเราะคำพูดของเขา

“ส่งเลือดไปตรวจวิเคราะห์ยีนใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง สแกนร่างกายเพิ่มเติมใช้เวลาอีกประมาณสี่สิบนาที อย่าขยับล่ะ”

เขาเพิ่งพูดจบ บนแท่นราบสีเงินก็เปล่งแสงสีฟ้าออกมา รอบกายส่งเสียงดังหึ่ง ๆ ทุ้มต่ำเป็นระยะ ระบุทิศทางไม่ได้ ราวกับทุกอนุภาคในอากาศล้วนเป็นแหล่งกำเนิดเสียง เสียงที่ดังขึ้นจากทุกทิศทางทำให้อันเจ๋อนึกถึงยามค่ำคืนแสนห่างไกลในเหวลึก ซึ่งมีเสียงคลื่นกระทบอันแผ่วเบาดังมาจากมหาสมุทรไกลโพ้น เมื่อถึงช่วงเวลาที่มืดที่สุด ทิศทางนั้นจะมีเสียงโหยหวนของสัตว์ไม่ทราบชื่อดังมา คลื่นเสียงที่ไม่อาจใช้ภาษามนุษย์นิยามได้แผ่คลุมผืนดินในฤดูฝนโดยสมบูรณ์

กระแสไฟฟ้าแล่นดั่งมดนับไม่ถ้วนกำลังไต่กัดบนตัวเขา เวลาสี่สิบนาทีไม่ได้นานสำหรับเห็ด แต่อันเจ๋อคิดว่านี่อาจเป็นเวลาสี่สิบนาทีสุดท้ายในชีวิตเขาแล้ว เขาเห็นคุณค่ามันมาก จึงมองดูเงาเครื่องมือบนเพดานอย่างตั้งใจ

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เขาได้ยินลู่เฟิงเอ่ยขึ้นจากข้างนอก “เซ่อหลานบอกฉันว่าขั้นตอนตรวจวิเคราะห์ของพวกนายก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว”

“นายได้ข่าวไวมาก” ดอกเตอร์ตอบ “พวกเราพบว่าเมื่อร่างกายมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์ บางส่วนในดีเอ็นเอ จะถูกกระตุ้นเป็นพิเศษ เราเรียกมันว่าเป้า แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือเป้ากลายพันธุ์ลักษณะสัตว์กับเป้ากลายพันธุ์ลักษณะพืช การตรวจวิเคราะห์ยีนหลังผ่านการปรับแต่งจะดำเนินการสองขั้นตอนนี้พร้อมกัน หนึ่งคือตรวจวิเคราะห์หาเป้าของลักษณะสัตว์ สองคือหาลักษณะพืช ใช้เวลาทั้งหมดหนึ่งชั่วโมง”

ลู่เฟิง “ยินดีด้วย”

ดอกเตอร์หัวเราะเสียงหนึ่งก่อนกล่าว “พันเอก หากเวลาที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ยีนสั้นลง ต้นทุนก็ลดลงเหมือนกัน งั้นศาลพิจารณาคดีของนายก็จะถูกยุบด้วยหรือเปล่า”

“ฉันตั้งตาคอยเป็นอย่างมาก”

“นายนี่น่าเบื่อจริง ๆ”

พวกเขาไม่คุยอะไรกันต่ออีก

อันเจ๋อยังคงมองดูเพดานสีเงิน และเริ่มคิดว่าตัวเองจัดอยู่ในประเภทไหน

เขาเป็นเห็ดดอกหนึ่ง

ดอกเตอร์บอกว่าการกลายพันธุ์แบ่งเป็นลักษณะสัตว์กับลักษณะพืช

เขาคิดว่า ลำดับแรกเห็ดไม่ใช่สัตว์

ลำดับถัดมา เห็ดก็ดูเหมือนไม่ใช่พืชเหมือนกัน เพราะว่าเขาไม่มีใบ

อันเจ๋อตกอยู่ในความสับสน เขาพยายามเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มพืช แต่ก็ไม่มีเหตุผลสนับสนุนมากพอ

การใคร่ครวญปัญหานี้กินเวลานานเกินไป ยังไม่ทันได้ข้อสรุป แสงสีฟ้าก็หายไปจากข้างกายเขาราวกับน้ำลดแล้ว

“เรียบร้อยแล้ว” เสียงของดอกเตอร์ดังขึ้น เครื่องรัดก็คลายออกโดยอัตโนมัติ

ดอกเตอร์พลันกล่าวต่อ “พันเอก ฉันถามได้ไหมว่าทำไมนายจึงพาเขามาตรวจวิเคราะห์ยีน”

“ไม่ได้”

ดอกเตอร์สะอึกอึ้งไปครู่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด

เขาประคองอันเจ๋อลุกขึ้น ให้นั่งลงบนเก้าอี้หมุนด้านข้าง พร้อมทั้งลูบศีรษะอันเจ๋อเบา ๆ “เด็กดี นั่งพักตรงนี้ก่อน ฉันจะไปดูผลการตรวจเลือด”

อันเจ๋อจึงนั่งอยู่อย่างนั้น

ส่วนพันเอกผู้พิพากษาผู้นั้นนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และยังคงใช้นัยน์ตาสีเขียวเย็นเยือกจ้องมองเขาอย่างเย็นชา อีกฝ่ายมีใบหน้าอ่อนเยาว์ โครงหน้าชัดเจน ใต้ปีกหมวกมีผมสีดำหลายปอยตกลงมาบนหน้าผากและบดบังคิ้วเรียวเฉียงไว้ หางคิ้วหางตาถูกแสงเย็นเยียบอ่อนจางภายในห้องเคลือบไว้ชั้นหนึ่ง ราวกับมีดคมกริบทิ่มแทงเขา

อันเจ๋อถูกดวงตาคู่นี้จ้องจนหนาวสั่น เห็ดกลัวความเย็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงหมุนเก้าอี้เปลี่ยนองศา หันหลังให้พันเอก

เขารู้สึกหนาวยิ่งกว่าเดิมซะอีก

เนิ่นนานหลังจากนั้น ในที่สุดเสียงฝีเท้าของดอกเตอร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คลายการแช่แข็งห้องนี้ “ผลวิเคราะห์ยีนไม่พบสิ่งผิดปกติ พวกนายไปได้แล้ว”

หลังความเงียบไม่กี่วินาที ลู่เฟิงก็เอ่ยขึ้น “พวกนายมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เหรอว่าเขาเป็นมนุษย์”

ดอกเตอร์ “แม้จะทำให้นายผิดหวัง แต่เรามั่นใจว่าไม่พบเป้าใด ๆ แม้แต่เป้าเดียว ในขณะที่ผู้ติดเชื้อรายอื่นกับพวกกลายพันธุ์มีมากกว่าสิบเป้าเป็นอย่างน้อย”

พอพูดจบเขาก็กล่าวต่อ “นายดูสิ เพื่อนตัวน้อยไม่ยอมคุยกับนายแล้ว”

ได้ยินลู่เฟิงออกคำสั่ง “หันกลับมา”

อันเจ๋อหันกลับมาเงียบ ๆ

เมื่อสบตากับลู่เฟิงก็หลบเลี่ยงเล็กน้อย เพราะว่าเขาไม่ใช่มนุษย์จริง ๆ

ผลของการหลบตาไม่รู้ว่าไปยุแหย่พันเอกท่านนี้ตรงไหนเข้า เสียงที่เย็นเหมือนน้ำแข็งจึงดังตามมา “นายกลัวอะไร”

อันเจ๋อไม่ตอบสักคำ สัญชาตญาณบอกเขาว่าหากพูดมากเผยพิรุธต่อหน้าคนผู้นี้อาจจะถูกจับได้

ในที่สุดลู่เฟิงก็เลิกคิ้วเร่ง “ยังไม่ไปอีก”

อันเจ๋อจึงกระโดดลงจากเก้าอี้อย่างว่าง่าย เดินออกไปพร้อมกับเขาอีกหน ทว่าครั้งนี้เขาได้รับอิสระแล้ว ไม่ถูกใส่กุญแจมือลากเดินอีก

ขณะที่พวกเขาเดินไปได้ครึ่งทางกลางทางเดินที่ไร้ผู้คน ลู่เฟิงพลันเอ่ยปาก “ครั้งแรกที่เห็นนาย สัญชาตญาณบอกฉันว่านายไม่ใช่มนุษย์”

หัวใจของอันเจ๋อแทบจะหยุดเต้นโดยพลัน

ใช้เวลาตอบสนองสามวินาที เขาจึงตอบกลับ “แล้ว…มองครั้งที่สองล่ะครับ”

“นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันยื่นคำร้องขอตรวจวิเคราะห์ยีน” พันเอกยื่นผลรายงานการตรวจวิเคราะห์ยีนมาตรงหน้าเขา “โชคดีที่นายใช่”

อันเจ๋อทำได้เพียงรับผลรายงานที่ปกติดีทุกอย่างของตัวเองมาเงียบ ๆ ในชั่วขณะนั้นบนทางเดินสีเงินมีเพียงเสียงฝีเท้าจังหวะเดียวกันของพวกเขา

ใกล้ทางออกเป็นทางเลี้ยว พวกเขาพบกับทหารกลุ่มหนึ่ง หน้าสุดเป็นเจ้าพนักงานพิพากษาในเครื่องแบบสีดำ ตามมาด้วยทหารติดอาวุธหนักสองนายคุมตัวชายคนหนึ่งเดินมา ด้านข้างยังมีหญิงสาวผมสั้นใบหน้าอับจนหนทางรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง

เจ้าพนักงานพิพากษาเห็นลู่เฟิงก็เอ่ยทัก “พันเอก”

ลู่เฟิงมองชายที่ถูกคุมตัวแวบหนึ่ง เมื่อถูกเขามอง คอของชายคนนั้นก็กระตุกเกร็งไปสองสามครั้ง ก่อนตะโกนเสียงดัง “ฉันไม่ได้ถูกแพร่เชื้อ!”

เจ้าพนักงานพิพากษาหยุดอยู่ที่เดิม รายงานต่อลู่เฟิง “ต้องสงสัยว่าติดเชื้อสูง แต่ขาดหลักฐานยืนยัน คนในครอบครัวเรียกร้องให้ตรวจวิเคราะห์ยีนให้ได้ครับ”

ลู่เฟิงตอบ “อืม” เรียบ ๆ เสียงหนึ่ง ส่วนทหารก็คุมตัวชายคนนั้นเดินต่อไปข้างหน้าผ่านกายลู่เฟิง และเวลานี้เอง…

            “ปัง!”

ลู่เฟิงเก็บปืน เดินออกไปข้างนอกโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง “ไม่จำเป็น”

ร่างของชายคนนั้นล้มไปข้างหน้าในพริบตา แต่ถูกทหารรับไว้ หญิงสาวที่ติดตามมาด้วยกรีดร้องเสียงหนึ่ง ก่อนจะทรุดลงบนพื้น

อันเจ๋อหันมองสีหน้าของลู่เฟิง แววตาของเขาเย็นชาดังเดิม อันเจ๋อไม่เคยเห็นแววตาแบบนี้มาก่อน เขารู้ว่าอานเจ๋อมักจะอ่อนโยน แวนส์ใจกว้างละมุนละม่อม ฮอว์สันเต็มไปด้วยความกระหาย ส่วนแอนโธนีระวังตัวสูง ทว่าลู่เฟิงต่างออกไป ในดวงตาของเขาไม่มีอะไรซ่อนอยู่ทั้งนั้น

อันเจ๋อคิดว่า สำหรับผู้พิพากษาแล้วการสังหารคนอาจเป็นเรื่องที่ปกติยิ่งกว่าการหายใจ อารมณ์ของเขาไม่อาจสั่นคลอนได้ด้วยเรื่องนี้ เพราะว่าเขาเห็นมันจนชินแล้วนั่นเอง

อันเจ๋อมาถึงทางออกของทางเดินพร้อมกับลู่เฟิงในเวลาอันรวดเร็ว

ตรงทางออก ทหารติดอาวุธเบาสองนายนำศพที่คลุมด้วยผ้าขาวมารอเขาอยู่แล้ว

อันเจ๋อรู้ว่านั่นคือแวนส์

เขาเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยสายตาพร่ามัว หมายเลิกผ้าขาวเพื่อมองดูใบหน้าแวนส์อีกสักครั้ง ทว่ากลับถูกทหารห้ามไว้

ทหารนายนั้นยื่นไมโครชิปสีฟ้าชิ้นหนึ่งมาให้เขา กล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “ทีมทหารรับจ้าง AR1147 ได้รับการยืนยันแล้วว่าไม่เหลือผู้รอดชีวิต อาวุธและทรัพยากรส่งคืนฐานทัพ ของที่ยึดได้แปลงเป็นเงินส่งให้กับครอบครัวพร้อมเงินบำรุงขวัญ โปรดยืนยันและรับไว้เป็นที่ระลึกด้วย”

อันเจ๋อถาม “พวกคุณจะพาเขาไปที่ไหน”

ทหารตอบ “เตาเผาศพ”

ตัวเขาสั่นขึ้นมาเบา ๆ ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่ยื่นมือออกไปรับไอดีการ์ดใบนั้น

เสียงของลู่เฟิงดังขึ้น “นายไม่รับไว้เหรอ”

อันเจ๋อไม่ตอบรับ เนิ่นนานจึงเงยหน้ามองไปทางลู่เฟิง “เขาไม่ได้บาดเจ็บ…จริง ๆ นะครับ”

เขามองเห็นเงาของตัวเองกลางนัยน์ตาสีเขียวเย็นเยียบคู่นั้น ดวงตาที่เบิกกว้างเล็กน้อยแฝงความโศกเศร้าอันเงียบสงบรูปแบบหนึ่ง

ใบหน้าลู่เฟิงยังคงปราศจากอารมณ์ ราวกับทุกอย่างไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา แต่เมื่ออันเจ๋อคิดว่าคนผู้นี้กำลังจะหันหลังเดินจากไปนั้นเอง กลับเห็นว่าเขาสืบเท้าขึ้นมาหนึ่งก้าว

ใช้ปืนสีดำเลิกชายผ้าสีขาว ตำแหน่งที่เผยให้เห็นคือมือขวาของแวนส์

อันเจ๋อกึ่งก้มลงมอง บนปลายนิ้วนางมีจุดสีแดงเล็ก ๆ จุดหนึ่งคล้ายเป็นแผลถูกตำที่เล็กที่สุด ทว่าบริเวณขอบจุดสีแดงนั้นกลับมีของเหลวสีดำค่อย ๆ ซึมออกมาหยดหนึ่ง

เขาชะงักงัน ชั่วพริบตาภาพเหตุการณ์นั้นก็แวบขึ้นมาในความคิด

บนกระดองมดมีคราบเลือดของมนุษย์ วันเดียวกันนั้นแวนส์บอกเขาว่า บางคนปกปิดอาการบาดเจ็บของตัวเองก็เพราะในพื้นที่ที่ระดับการปนเปื้อนน้อยนั้น หลังบาดเจ็บแล้วก็ยังมีโอกาสที่จะไม่ติดเชื้อ และคนเหล่านั้นอยากกลับบ้าน

ดังนั้น…ดังนั้นคนที่ถูกกระดองมดตำไม่ใช่แอนโธนี แต่เป็นแวนส์

อันเจ๋อหายใจติดขัด นิ้วมือสั่นระริก เขารับไอดีการ์ดของแวนส์มาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหันไปมองลู่เฟิง ทว่าข้างกายกลับว่างเปล่าแล้ว

เขาลุกขึ้นยืนแล้วทอดสายตามองออกไปข้างนอก เห็นแผ่นหลังสีดำโดดเด่นค่อย ๆ ห่างไกลออกไปภายใต้ท้องฟ้าสีเทาตรงประตูเมือง

พักหนึ่งหลังจากนั้น ข้างหลังเขาพลันเกิดเสียงโวยวายดังขึ้น เขาหันกลับไปมอง พบว่าเป็นหญิงสาวที่คู่ชีวิตเพิ่งถูกสังหารเมื่อครู่ เธอล้มลุกคลุกคลานพุ่งออกมา ก่อนจะถูกทหารขวางเอาไว้

“ลู่เฟิง! ผู้พิพากษา!” เธอดิ้นขืนสุดกำลัง ถลันมาข้างหน้า ยกแขนขึ้นกลางอากาศพลางตะโกนเสียงแหบแห้ง “แกต้องไม่ตายดี!”

เสียงแหลมแหบแผดร้องออกมาจากอกเธออย่างต่อเนื่อง สะท้อนดังก้องภายในอาคาร ทว่าผู้พิพากษาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเธอ

รอบข้างค่อย ๆ เงียบลง ศพสองร่างถูกเคลื่อนย้ายออกไปตามลำดับ กลางทางเดินอันกว้างขวางเหลือเพียงเสียงร้องไห้ดังต่อเนื่องของหญิงสาวคนนั้น

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า